ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง

04 / 06 / 2561 | 01:18 น.

ความสัมพันธ์มันรีบูตกันได้เนอะ

รีบูตนี่คล้ายๆ กับเทรนด์ของหนังฮอลลีวูด ที่ชอบเอาหนังเก่าๆ มาสร้างภาคต่อพร้อมกับเคลียร์ตัวเองให้ใหม่ปิ๊งน่ะ เรื่องที่ทำแล้วแป้กก็เยอะ แต่เรื่องที่ทำแล้วเจ๋งสัสๆ แบบ MAD MAX ก็มี – แน่นอน เราจะพูดในโหมดที่เจ๋ง ไม่ใช่เจ๊ง

ผมเพิ่งวางหูโทรศัพท์จากผู้ชายคนหนึ่ง เราคุยกันนานถึง 1 ชั่วโมง

* ใช้คำว่าผู้ชายคนหนึ่งเพื่อกันแก๊งเพื่อนเหี้ยมารุมเล่นมุกเมียน้อย
** พูดถึงปริมาณการโทร หนึ่งชั่วโมงนี่ปกติคือการใช้โทรศัพท์รวมทั้งเดือนละนะ

ผมรู้จักพี่คนนี้มานานมาก เพิ่งเปิดอีเมลที่เคยส่งถึงกันอย่างออฟฟิเชียล และคุยกันด้วยชื่อจริงในโหมดหน้าที่การงานสุดๆ พบว่าจดหมายลงวันที่ไว้เป็นปี 2007

แล้วเราก็โคจรผ่านกันบนโลกออนไลน์ ในยุคที่ประเทศไทยเพิ่งเล่นทวิตเตอร์กันอย่างเตาะแตะ และเฟซบุ๊กกำลังเริ่มมีคนเล่น… เล่นควิซกับอินไวต์เพื่อนเพื่อขอคะแนนเกมกันเป็นสมัยแรกๆ

เจอกันตัวๆ ตามวาระโอกาสต่างๆ เป็นบางครั้งบางคราว เราต่างก็จำกันในฐานะคาแรกเตอร์ที่แสดงออกผ่านตัวหนังสือ (ที่ดูบ้าๆ บอๆ และเบาๆ) ไม่เคยคุยกันเป็นจริงเป็นจังสักที

เราเห็นความสัมพันธ์แบบเดียวกันนี้ได้เป็นเรื่องปกติใช่มะ เช่น เออ รู้จักกันผ่านทวิตเตอร์เนอะ เดาว่าแกคงเป็นคนอย่างที่ทวีตออกมาแหงๆ เลย ดังนั้นฉันขอเล่นหัวแกแบบสนิทสนมได้ทันทีโดยไม่ต้องถาม อะไรแบบนี้ (แต่ตัวจริงของแกจะเหมือนตัวอักษรหรือเปล่า ก็อีกเรื่อง เราข้ามไป เอาเฉพาะ MAD MAX นะ)

นั่นแหละ เพราะความผิวเผินนี้เอง แม้จะปักหมุดไว้แล้วว่าเออ คนนี้คือหนึ่งในคนรู้จัก ที่ต่างก็รู้สึกโอเคและแฮปปี้ที่จะติดตามอีกฝ่าย แต่นั่นก็ยังคงเป็นการ follow each other ผ่านตัวตนที่แสดงออกมาในโลกออนไลน์ ก็เท่านั้น เราเลยเคยแต่หันด้านที่ไร้สาระใส่กัน เล่นมุกอะไรต่อมิอะไรเมื่อโคจรมาเจอกัน แล้วก็จาก

ด้วยจังหวะชีวิตของเราทั้งคู่ เราก็ห่างกันไปเรื่อยๆ …จนหายไปนาน

อยู่ดีๆ วันนี้เขาทักมาว่า “อยากรู้จักเราใหม่อีกครั้ง”

เป็นประโยคที่ไม่คุ้นเคย และไม่คุ้นเคยยิ่งกว่านั้นเมื่อเขาบอกว่าขอโทรคุยสักห้านาทีนะ

ไม่ใช่ขายตรงแล้วจะเป็นอะไรได้วะแบบนี้ ประกันชีวิตเหรอ

เปล่าเลย เขาทำแบบประโยคที่ใส่เครื่องหมายคำพูดจริงๆ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น บทสนทนาเริ่มขึ้นอย่างเคอะเขิน ด้วยความที่ปกติเราก็ไม่ใช่คนที่ชอบโทรคุยกับใครเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้นลูกค้าที่พร้อมจะโปรยเงินมาให้ อันนั้นคุยนานได้ ไม่ถือ)

คงเพราะอีกฝ่ายเป็นนักสัมภาษณ์มืออาชีพอยู่แล้วด้วยแหละ ไม่ทันได้ตั้งตัว เขาก็เริ่มสัมภาษณ์เราอย่างจริงจัง

รื้อไล่กันมาเลยว่าเออ จบที่ไหนนะ ทำงานอะไร ชอบอะไร ทำไมถึงทำสิ่งนั้น ทำไมถึงทำสิ่งนี้ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มด้วยความลื่นไหลและสนุกมาก

มากจนวางหูปั๊บ ผมก็เปิดบล็อกขึ้นมาเขียนเลย

หนึ่งในบทสนทนาที่เราคุยกันก็คือ เดี๋ยวนี้การเขียนบล็อกมันเป็นเรื่องส่วนตัวกว่าการทวีต หรือโพสต์เฟซบุ๊กแล้วด้วยซ้ำ นั่นเพราะบล็อกเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอ่าน เราจึงไม่ต้องมานั่งปั้นแต่งประโยคอะไรมากนัก และไม่ต้องมามัวกังวลกับยอดไลก์หรือผลตอบรับ แน่ล่ะว่าใจนึงเราก็อยากให้มีคนมาอ่าน มาแสดงความคิดเห็น แต่ด้วยสภาพการเป็นบล็อกในยุค 2018 …ซึ่ง ย้ำอีกทีว่ามันไม่มีใครมาอ่านกันแล้ว มันเลยดูเหมือนเราเปิดบ้านรอรับแขกอยู่เสมอ แต่บ้านเราอยู่บนยอดเขา หรือป่าลึก เปิดประตูไว้ก็แทบจะไม่มีใครมาอยู่แล้ว

เราเลยเป็นตัวเองได้กว่าเดิม ไม่ต้องเก๊ก ไม่ต้องเช็กแล้วเช็กอีกว่าอันนี้จะปังไหม ยอดรีจะมีแค่ไหน ไลก์เยอะหรือเปล่า

แต่ก็ไม่ค่อยได้เขียนอยู่ดี เพราะนึกอะไรออกเดี๋ยวนี้ก็ทวีตเลย ดูสิความฉาบฉวยนี้

เลยคุยกันต่อว่า ประโยชน์ของบล็อกมันคือเครื่องบันทึกเวลา บันทึกความคิดในแบบที่เป็นเรา มากกว่าไอ้ที่พ่นๆ ไว้ในโซเชียลนะ อย่างน้อยพรรณาโวหารที่ใส่ไว้ มันก็อ่านแล้วได้น้ำเสียง และเห็นตัวเราในอดีตมากกว่าที่เล่นมุกฉาบฉวย

คนที่ชอบยึดติดกับอดีตอย่างเราจึงเหมาะกับบล็อก

กลับมาๆ ตีหนึ่งแล้ว เดี๋ยวตื่นสายเมียด่า (ตะกี้ตอนโทรก็ได้ยินเสียงเมียลุกมาเข้าห้องน้ำ มันจะรู้ไหมว่าอีหนูที่ผัวคุยอยู่นี่คือชายร่างใหญ่คนนั้น)

ถ้าถอดบทสนทนาเมื่อสักครู่ ที่ผมเป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์ มันคงจะอารมณ์เหมือนมีคนมาขุดแคะตัวตนในวัยหนุ่มของเรา รื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อให้เรียบเรียงและทบทวนกันอีกครั้ง ว่าที่เราเป็นเราทุกวันนี้ เราผ่านอะไรมา ทั้งหน้าที่การงาน ความคิด อุดมการณ์ ที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ในหลืบมานาน ด้วยงานการและวิถีชีวิตในทุกวันนี้ ผมอยู่แค่กับปัจจุบันและวางแผนอนาคตไปยันลูกเต้าเท่านั้น ไม่มีใครมาช่วยกระทุ้งอดีต และขุดมาคุยกันจริงๆ จังๆ แบบเมื่อสักครู่

บทสัมภาษณ์เพื่อรีบูตความสัมพันธ์เมื่อสักครู่จึงเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลา นอกจากผู้ฟังจะได้รู้จักเราแล้ว ผมยังได้มองเห็นตัวเองที่กูเองก็ลืมไปนานแล้วเหมือนกัน (ย่อหน้านี้ใข้สรรพนามเปลืองมาก)

มันจึงเป็นบทสนทนาที่ดี ดีพอที่จะบันทึกเสียงเอามาพิมพ์เป็นเล่มใส่หนังสืองานศพ ตั้งชื่อว่า “บทสัมภาษณ์แอนวัยหนุ่ม” (ขอใช้ฟอนต์เชยๆ ที่ตัวเองทำไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน — เฮ้ย เรื่องเว็บฟอนต์ก็อยู่ในบทสนทนาตั้งนานเลยนะ)

มันจึงเป็นบทสนทนาที่ดี และเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีเช่นกัน

ขอบคุณและยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง

ในยุคที่เราลืมไปแล้วว่าโทรศัพท์มันโทรได้นะ

Comments Off on ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง()

เที่ยวงานสถาปนิก’61

04 / 05 / 2561 | 15:54 น.

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าผมไปงานสถาปนิกติดต่อกันมาหลายปีมากแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นสถาปนิก แต่พอนึกดู ตัวเองก็ดันทำงานที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้โดยบังเอิญ (บังเอิญอะไรล่ะ แกเรียนมา) ที่สำคัญคือหลายปีมานี้ต้องใช้ประโยชน์จากการเดินชมงานเพื่อหาความรู้เสริมโปรเจกต์ที่ทำอยู่เยอะเลย

น่าเสียดายที่พอจะมาค้นดูว่าช่วงที่ทำโปรเจกต์สร้างบ้านสร้างอาคารก่อนหน้านี้ ดันหาข้อมูลของงานปีก่อนๆ ที่จดไว้อย่างละเอียด (ในกระดาษ) ไม่เจอแล้ว

ต่อไปนี้ก็จะขอจดใส่บล็อกไว้เลย ไม่หาย แถมย้อนดูได้ เหมาะกับวิถีชีวิตมนุษย์ไดโนเสาร์ในยุคโซเชียลเรียลไทม์แบบนี้จริงๆ

งานสถาปนิก’61 ปีนี้จัดที่เดิม คืออิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ (ในอีเมลประชาสัมพันธ์ดันบอกว่าเป็นอารีน่า) ใช้สโลแกนว่า “ไม่ธรรมดา” หมายถึงการเอานั่นนี่ที่ธรรมดา มาใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ก็กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ว้าวได้

งานมีวันที่ 1-6 พ.ค.61 ลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่เริ่มเห็นเขาโปรโมต ของผมคือได้รับอีเมลเพราะไปอยู่ในถังของปีที่แล้ว ส่วนตัวแล้วแนะนำอย่างยิ่งให้ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนวันงาน (ปิดรับก่อนงาน 7 วัน) เพราะแถวลงทะเบียนหน้างานยาวมากกกกกกกกกกกกกก ในขณะที่แถวพรินต์บัตรห้อยคอสำหรับมนุษย์ออนไลน์นั้นใช้เวลารอ 0 วินาที

การจอดรถก็เฮงซวยเหมือนเดิม เพราะงานจัดชนกับมหกรรมสินค้าลดราคาที่อิมแพคอารีน่าข้างๆ ถ้าเป็นได้ให้แว้นมา (สิทธิพิเศษของชาวปทุม)

งานปีก่อนๆ ผมใช้เวลาเดินนานมาก (8 ชั่วโมงเดินได้แค่ครึ่งงาน อีกปีก็ 10 ชั่วโมงเต็มๆ คืองานแม่งใหญ่มาก) แต่ปีนี้ดันติดปัญหาที่จอดรถ เลยมีเวลาแค่ 4 ชั่วโมง โอเค ก็จะข้ามอันที่ไม่ดึงดูดไปเลยละกัน พุ่งสู่สิ่งที่สนใจในโปรเจกต์ก่อสร้างของปีนี้ทันที

สิ่งที่ไม่สนใจคือนมของพริตตี้ในงาน (ซึ่งเยอะมากกกกก) บูทไหนที่เอานมนำ เราถือว่าไม่ได้สื่อสารกับเราที่จะมาหาข้อมูลของวัสดุและสินค้าโดยเฉพาะ ขี้เกียจเสียเวลาจีบปากจีบคอคุยกับคนที่ไม่ได้รู้เรื่องจริงๆ ก็จะขอข้ามเลยละกัน

ซึ่งดันมีบูทนึงที่จัดอีเวนต์เปิดตัวซัมติง ที่เปิดไมค์ส่งเสียงดังคึกคักครึกครื้น นักข่าวสื่อมวลชนและคนเดินเที่ยวงานมุงอออยู่ด้านหน้าเพียบเลย ผมชะโงกดูก็พบว่า โอเคแหละ พริตตี้กำลังเดินนวยนาด พรีเซนต์นมอย่างออกรส

พอกำลังจะเดินผ่าน ก็ดันเห็นว่าแบรนด์นี้พี่ไม่ใช่แค่นมพริตตี้…

ครับ และนั่นคือภาพแรกของงานนี้…

งานสถาปนิกนั้น นอกจากจะทำมาให้สถาปนิก ผู้รับเหมาและบริษัทห้างร้านได้มารู้จักผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีใหม่ๆ แลกเปลี่ยนนามบัตรกันแล้ว เอาจริงๆ เป็นงานที่เหมาะกับคนที่มีโครงการจะสร้างบ้าน แต่งบ้าน ทำนั่นนี่ หรือแม้แต่สนใจงานออกแบบทั่วไปด้วยนะครับ

โดยในงานเขาจะแบ่งเป็นโซนอย่างเป็นทางการของงาน และโซนที่ให้ห้างร้านองค์กรมาเปิดบูทขายของ

เท่าที่ดูงานนี้ติดต่อมาหลายปีก็พบว่าแต่ละปีจะมี “เทรนด์” ของสินค้าที่เอามาจัดแสดงในงานด้วยนะครับ อย่างในปีหลังๆ นี่ จะเห็นวัสดุทดแทนธรรมชาติ หรือแก้ปัญหาการใช้วัสดุในธรรมชาติมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อันบนนี่คือโซลูชันสำหรับคนอยากจัดสวน ทำสวน ทั้งแนวนอน แนวตั้ง โดยเป็นระบบเฟรมพลาสติกเอาไว้โบ๊ะลงแล้วค่อยปูหญ้า หรือเป็นตะแกรงสำหรับจัดสวนแนวตั้ง คิดเรื่องระบบน้ำ ทั้งการให้น้ำ การระบายน้ำไว้แล้วเรียบร้อย (เอาชื่อ GrasCell GP40 ฯลฯ ไปกูเกิลเอาเองนะ)

สระว่ายน้ำเห็นมาแสดงอยู่ 3-4 ยี่ห้อ อย่างอันนี้เป็น J.D.Pool มีนวัตกรรมสระว่ายน้ำคอนเทนเนอร์ ที่เห็นแล้วก็เออว่ะ ชื่นชมที่คิดได้ คือบ้านไหนอยากมีสระว่ายน้ำเนี่ย จะเจอความยุ่งยากในการเตรียมสถานที่ ขุดดิน ปรับดิน ทำโครงสร้างรับน้ำหนัก ฯลฯ ก่อนที่จะทำสระ พอมีอันนี้ก็ผลิตจากโณงงานมาวางปึ้ง เสร็จแล้ว เติมน้ำแล้วว่ายได้เลย มีกระไดให้ด้วย

ข้อเสียที่เห็นคร่าวๆ ก็คือขนาดของมันจะฟิกซ์เท่ากับคอนเทนเนอร์นี้เลย ใครชอบกว้างๆ หรือทรงอื่น หรือดีไซน์อย่างอื่นก็ผ่านได้ (เท่าที่สังเกตตัวโชว์ในงานผมว่าเก็บงานไม่ค่อยเรียบร้อยด้วย ไม่รู้ของจริงที่ทำขายจะโอเคกว่านี้ไหม) สุดท้าย ราคาของสระแบบนี้อยู่ที่ประมาณ 5 แสนมั้งถ้าจำไม่ผิด

พวกบ้านน็อกดาวน์ ร้านกาแฟสำเร็จรูป โรงเรมแบบซื้อไปยกวางตั้งเลยนี่ก็เห็นอยู่หลายเจ้า แต่ไม่ได้แวะ เพราะยังไม่อยู่ในความสนใจตอนนี้ แต่เห็นเลยว่าดีไซน์แบบที่โอเคๆ เริ่มมามากขึ้นเรื่อยๆ ละ

อันนี้กระเบื้องนะครับ ลายไม้ เสี้ยนเสิ้นมาโคตรเป๊ะเลย ชอบสีโทนนี้มากๆ ราคาประมาณตารางเมตรละ 1,500 บาท (TREVERKWAY OUTDOOR ROVERE / DOCKWOOD WARM – PRC)

กระเบื้องยางไวนิลของ Rococo คราวนี้ก็มาโทนสีนี้เหมือนกัน ราคาประมาณตารางเมตรละ 670-1,000 บาท แล้วแต่ความหนา เป็นแบบคลิกล็อก ต่อกันแบบเลโก้เลย

อันนี้ของดี (= ของที่เราสนใจ) เป็นกระเบื้อง Bezen มีของใหม่ล่าสุดคือกระเบื้องกลมแบบสั่งพิมพ์ลายเป็นของเราเองได้ ในโบรชัวร์ยังไม่มีลงไว้เลย แต่รีบเอามาโชว์ในงานก่อน

ราคาต่อตารางเมตรก็ค่อนข้างสูงแหละ คือพันกว่าบาท (ไม่เคลือบถูกกว่าเคลือบ ส่วนตัวชอบแบบไม่เคลือบ ความด้านมันดูเท่กว่า) ถ้าจะออกแบบลายเองก็ตกพันเจ็ดแน่ะ แต่เขามีวิธีปูให้ไม่พร้อยมาก คือเป็นลายพื้นๆ แล้วค่อยเอาลายดอกอลังๆ ไปแทรก / ส่วนอีกภาพเป็นแบบสี่เหลี่ยมชิ้นเล็ก มีลายสำเร็จอยู่แล้ว 16 แบบ ตกตารางเมตรละ 900 บาท

ในงานมีบูทสีน้ำ / ภาพสเก็ตช์จากศิลปินอยู่ด้วยครับ นอกจากของ WILLY แล้วยังมีอาจารย์สีน้ำที่เอาภาพมาขายเองทั้งแบบภาพต้นฉบับหลักหลายหมื่น ไปจนภาพพรินต์ในราคาย่อมเยา (มีรับวาดภาพเหมือนด้วย)

ที่แปลกใจก็คือ พวกเทคโนโลยี Smart Home / IoT ปีนี้แทบไม่มีเลย ทั้งที่ปีก่อนยังมีหลายเจ้า (เอ๊ะหรือนั่นคืองานบ้านและสวนหว่า …ไม่สิ งานนี้แหละ)  อย่างอันนี้ของ Jarton ผมลองไปสอบถามราคาของระบบ Access Control ของพนักงาน ให้สแกนลายนิ้วมือ หรือสแกนหน้าปั๊บ ประตูเปิด บันทึกเวลา แจกคีย์ผ่านเว็บแอป ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่น่าเกิน 30,000 บาท

ส่วนเจ้าอื่นๆ อย่างเจ้านึงที่ขายซัมซุง ถามแล้วเฮียดูเหมือนไม่เต็มใจอธิบาย ผมก้มดูโหงวเฮ้งตัวเองที่ไม่น่าจะเป็นคนที่อยากซื้อจริงๆ ก็เข้าใจเฮียนั่นแหละ แต่เฮ้ย เราจะซื้อจริงๆ นะ แค่ไม่ได้ซื้อจากเฮียเท่านั้นแหละ

อิฐเทียมของ Legend นี่ผมเคยซื้อใช้แล้วที่สตู ก็มีสีใหม่ๆ ที่ผลิตมาเพิ่ม แต่ตราวนี้ที่สนใจคือหินเทียมประดับสวน มีเชือกร้อยเป็นแผง แผงละ 1 ตารางเมตร ราคา (ต่อตารางเมตร) แบบตรง-แบบพัดโค้งใหญ่ 1,400.- / แบบวงกลม วงละ 3,000.- ได้ 2 ตารางเมตรพอดี (ในงานมีโปร และมีล็อตที่เขาทำแล้วสีกรอปจากมาตรฐาน 10% ก็มาเซลล์ขายเหลือแค่ 750.-)

พนักงานโชว์การปูให้ดู บดทรายให้เรียบร้อยแล้วก็ปูวางได้เลย เท่านี้แหละ สวยเด๊ะ

อ้อ ที่เห็นเป็นเทรนด์ใหม่ตั้งแต่ปีก่อนก็คือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ (Elder Care) พอดีผมไม่ได้แวะ SCG แบบละเอียดๆ เลยไม่ได้ดูว่าปีนี้เขาเน้นเยอะขนาดไหน แต่อันนี้อีกเจ้านึง มาเป็นหุ่นแอนดรอยด์ผู้ช่วยเลย / เดินผ่านอย่างเร็วเพราะยังไม่ได้จะใช้

เดินไปอีกก็เจอ  LEOWOOD ขายกระเบื้องยาง / กระเบื้องลามิเนต มีของใหม่คือลายสีไม้ยูคาลิปตัส ออกแนวรัสติกๆ แบบนี้ จัดแพตเทิร์นเป็นก้างปลาอย่างที่ชอบเลย ที่สำคัญคือแต่ละชิ้นขนาดเล็กกว่ากระเบื้องยางที่เห็นคุ้นๆ กัน คือกว้างแค่ 8 ซ.ม. เลยได้เอฟเฟกต์ที่ออกจะปาร์เกต์สักหน่อย และราคา 690 บาทต่อเมตรนี่ก็เป็นมิตรกว่ายี่ห้อบนนู้น (ในภาพมีป้ายบอกว่า Best Seller แต่ในโบรชัวร์ยังไม่มี และต้องรอสั่งนำเข้าตั้ง 2 เดือนแน่ะ เอ๊ะยังไง) ส่วนไซส์ปกติทั่วไปก็ตกเมตรละ 790 บาท

อ้อ LEOWOOD มีประตูสั่งทำจากวัสดุที่คล้ายกับลามิเนตตะกี้ด้วย แต่สั่งพิมพ์ลายอะไรก็ได้ลงไปบนบานประตูเลย ราคาก็บานละ 3,990 บาทสำหรับไซส์มาตรฐาน ส่งฟรี

เดินไปเรื่อยๆ ก็ทะลุถึงโซนนิทรรศการ-งานประกวด ชอบตรงที่เปิดให้เด็กมาเขียนอะไรเล่นได้นี่แหละ ดีอ้ะ

โซนเฟอร์นิเจอร์(แพง) ก็จะมีอะไรเกร๋ๆ ชิกๆ แบบนี้เยอะเลยครับ ภาพขวาคือโต๊ะกินข้าวที่มีน้ำไหลตรงกลาง เป็นน้ำตกหยดลงหิน ถ้าเปิดรีสอร์ตแถวเขาใหญ่ต้องโดนแล้วล่ะโต๊ะนี้

อันนี้สแตนดี้ขายก๊อกน้ำ เขาโชว์ว่าเขาได้รางวัลจากลุงคนนั้น… ข้ามไปละกัน

บูท art4d เจ๋งม้าก เอาบล็อกแก้วมาล้อมไว้ เหมือนคุกกระจก 55555 / ผมไม่ได้อ่าน art4d เลย (ร้านหนังสือแถวนี้อย่าหวังว่าจะมีขาย) (ห้องสมุดประชาชนก็ยิ่งไม่หวัง) ขอชมอย่างจริงจังว่าตั้งแต่ปรับดีไซน์ใหม่ให้โลโก้เล็กๆ แบบนี้ แล้วปกแต่ละปกโคตรสวย โคตรน่าเก็บ ขายได้ยังไงเนี่ยเล่มละ 50 บาทเอง บ้าเอ๊ย

.

ทีนี้มาถึงแกนกลางของงาน (คือเดินอ้อมไปตั้งนานเพื่อจะมาไฮไลต์ตรงนี้) จากสมาคมสถาปนิกนะครับ

ปีนี้ได้งานดีไซน์พาวิลเลียนไม้ไผ่จาก ธ.ไก่ชน (เคยเขียนถึงไว้ด้วยแหละ) ซึ่งคุณตั๊บเป็นหนึ่งในหัวหอกของงานปีนี้ด้วย มีแจ่มว้าวๆ หลายหลัง เห็นแล้วอยากเอามาตั้งไว้หน้าบ้านบ้างคงโคตรเท่

ผมไม่ได้แวะเข้าไปเพราะไม่ได้เป็นสถาปนิก (เขามีเบียร์ฟรี สัมมนาฟรี ฯลฯ เพียงโชว์บัตรยืนยันว่าคุณคือพวกเดียวกัน) แต่ก็เดินดูนิทรรศการรอบๆ ซึ่งโครงไม้ไผ่อันล่างเนี่ยก็เป็นแหล่งแสดงงานหนุกๆ / ส่วนจะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันแว้บๆ

TCDC ขอนแก่น!

บ้านสวนแม่กลอง อันนี้แปะภาพใหญ่เลยเพราะอินกับบ้านแบบที่มีลานไม้แบบนี้ ชอบเฉลียง ระเบียง ชาน ประตูบานเปิดโล่งๆ เรียกยุง (บานเฟี้ยมนี่เฉยๆ) และยกพื้นแบบนี้ โอ๊ยๆๆๆๆ

อันนี้ของสถาบันอาศรมศิลป์ ต้องบอกว่าเป็นชิ้นที่เยี้ยดเปียดที่สุดในใจฉันของปีนี้เลย 555555 โดนทุกอย่าง บ้าที่สุด

วิธีพรีเซนต์บางชิ้นก็สนุกดี เช่นรีสอร์ตอันซ้ายเปิดเป็นอาคารใสเพื่อโชว์การจัดผัง ส่วนเจดีย์องค์ขวาก็ทำมาครึ่งนึงแล้วเอากระจกเงามาสะท้อน อีกฟากของกระจกเป็นโครงสร้างที่มาครอบอีกที ก็เก๋เหมือนกัน เหมือนได้วางทีละสองโมเดลซ้อน

อันนี้ของออฟฟิศเพื่อนเก๋ง เห็นการใช้ไม้ลูกชิ้นมาทำคอนทัวร์ยังกะป่าชายเลนแล้วเหนื่อยแทน

ส่วนอันนี้ของโบ๊ท จากเสาเสาเสา รายการพอดแคสต์สถาปัตย์ที่ฮอตฮิตที่สุดในยุคนี้ (โมเดลมันธรรมดาๆ นะ แต่งานจริงสวยดี เพราะเป็นไม้ทั้งหลังกระทั่งโครงสร้างในส่วนที่ไม่ต้องโชว์)

อันนี้อลังการเกินไปโว้ยยยกดยกดายกดานหก่ดวหกดวสหกด่หวสกด่วห่กดสหก

ที่จริงยังมีอีกหลายจุดมากๆ ที่เดินผ่านเร็วๆ เนื่องด้วยข้อจำกัดของเวลา โดยเฉพาะด้านหน้าที่มีงาน VERNADOC สวยๆ เพียบเลยก็แวะได้แป๊บเดียว ไว้ปีหน้าเจอกันนะครับๆๆๆ

ปืดท้ายด้วยคอมเมนต์จากเมีย

Comments Off on เที่ยวงานสถาปนิก’61()

ปีดี

29 / 12 / 2560 | 12:25 น.

ไม่เกี่ยวกับสภาพสังคมการเมืองความเหลื่อมล้ำอะไร มีแต่เรื่องตัวเองล้วนๆ โอเคนะ

ร่างกาย

ถ้าตัวเองแก่ตายตามอายุขัยที่ 70 ปี ปีที่ผ่านมานี้ การได้ครอบครองความ 35 นั้นถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพาราโบลาแล้ว ต่อไปนี้จะได้เตรียมตัวเข้าสู่ความร่วงโรยเสียที

อันนั้นเป็นแค่ตัวเลข แต่กับร่างกายของตัวเองจริงๆ ต้องถือว่าสุขภาพมาถึงจุดที่เริ่มเห็นบั๊กโผล่ตรงนั้นที ตรงนี้ที นับตั้งแต่ความอ้วนที่ปรากฏตัวและยิ้มหยันตัวเองอยู่หน้ากระจกเงา ส่วนน้ำหนัก (ถึงเขาจะบอกกันว่าอย่าไปสนใจน้ำหนัก ให้ดูตัวเองดีกว่า แต่มันก็เป็นค่าที่เห็นแบบประจักษ์ตาน่ะนะ) กระโดดขึ้นมาแตะ 80 เคยสูงสุดที่ 82 แล้วก็รู้สึกว่าเหี้ยมาก ไม่ได้แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้กูไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจระเบิด สมองชัตดาวน์เข้าในเร็ววันแน่

ไหนๆ ก็รู้ตัวว่าตัวเองเริ่มย่างเท้าเข้าสู่วัยที่ควรใส่ใจเรื่องสังขาร จึงเริ่มตระหนักว่า ไอ้ที่เคยบอกตัวเองว่าจะออกกำลังกายในไตรมาสสุดท้ายนั้น ปีศาจแห่งพันธสัญญาเริ่มมาแสยะยิ้มทวงหนี้กูแล้ว

เมื่อกี้เลยไปวิ่งๆ เดินๆ มาอีกหอบนึง แคลที่ลดไปมีค่าเท่ากับหมูกระทะที่กินไปเมื่อวานนี้เพียง 3 ชิ้น ไอ้สัส

หัวใจ

พอมาทบทวนดูแล้ว ปีที่ผ่านมานี้เป็นระยะเวลาที่เกิดภาวะเข้าใจตน ด้วยความเชื่อว่าคบกับตัวเองมาขนาดนี้ ผ่านความพยายามออกแบบชีวิตมาขนาดนี้ ย่อมเห็นผลลัพธ์ปรากฏขึ้นมาบ้าง และก็เห็นจริงๆ

ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม – ด้วยปีที่ผ่านมานี้มันมีความสมดุลของสุขภาพ สติปัญญา อารมณ์ สังคม โอกาส วาสนา บารมี เงินทอง และอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา

ทำให้ได้รู้จักการเลือกที่จะไม่ทำ แม้เป็นสิ่งที่อยากทำ (งงไหม เอาใหม่นะ) เราได้รู้จักเลือกทำในสิ่งที่เห็นว่าดีพอที่จะได้ไปต่อ และปฏิเสธสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการไปต่อนั้น อะไรรุงรังเราตัดออกไปได้อย่างง่ายดายขึ้น ถึงจะยังไม่หมดก็เถอะ

นี่กล่าวถึงทั้งการเข้าสังคม (ที่แต่เดิมก็ไม่ค่อยได้เข้าอยู่แล้ว) การคบเพื่อน การทำงาน ทั้งแบบได้ตังค์และงานอดิเรก และอีกหลายๆ การ ที่เริ่มใช้ความพอใจเป็นตัวตัดสินว่าจะอยู่หรือจอด

นั่นคงเพราะเราไม่ได้มีเวลาว่างมากมายเหมือนสมัยก่อน จึงเชื่อว่า “เวลา” จะมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ตัวเลขบนปฏิทินขยับ จนสุดท้ายมันจะคอนโทรลให้เราต้องเลือก (และไม่เลือก) ทำหรือไม่ทำอะไร ใส่ใจและไม่ใส่ใจอะไร ปล่อยวางหรือไม่ปล่อยวางอะไรอย่างเข้มข้นขึ้น

นั่นอาจทำให้เราเป็นคนเย็นชาขึ้นกว่าเดิม(อีก) จะคอยดู

ครอบครัว

1.
ภาพรวมคือแฮปปี้มาก เป็นชนชั้นกลางที่มีความสุขด้วยคติบางอย่างที่ยึดถืออยู่ พิสูจน์แล้วว่ามันโอเคพอที่จะเอาไว้เป็นไกด์ไว้นั่งคุยกับลูกตอนที่โตขึ้นและต้องพบทางเลือก

2.
ดีใจที่การย้ายถิ่นฐานออกจากกรุงเทพฯ นั้นเป็นการตัดสินใจไม่ผิดหวัง ถ้านี่เป็นการพนัน ถือว่าแทงถูกข้าง และมีแจ๊กพอตไหลออกมาเรื่อยๆ กรุ๊งกริ๊งๆๆ

การได้อยู่กับบ้านแทบจะ 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน (ยกเว้นช่วงที่ออกไปจัดพอดแคสต์ในเมือง) นั้นมันเพิ่มพลังชีวิตได้จริงๆ เหนื่อยจากไหนมา พอมาถึงบ้านปั๊บ มันคือแท่นชาร์จ คือจุดเซฟ ที่แค่ก้าวเท้าเข้ามาก็มีแสงเรืองๆ แล้ว ใช่แล้ว เพราะเราติดไฟทางเดินออโต้ไว้ (ซื้อจากลาซาด้า) (ซื้อเสร็จแล้วพบว่าโฮมโปรถูกกว่า)

3.
การมีเมียที่เข้าใจเราทุกอย่างนั้นดีจริง แถมเมียหันมาออกกำลังกายจนตอนนี้ดูเด็กกว่าเราไปแล้ว หมดข้ออ้างแล้ว ต้องผลักดันตัวเองบ้าง

4.
ส่วนลูก คนโตคุยรู้เรื่องทุกอย่าง เหมือนได้เห็นตัวเองตอนเด็กๆ เลย (ต่างกันแค่เราโดนเลี้ยงดูมาอีกแบบ) ส่วนไอ้ตัวเล็กซนฉิบหาย ไม่คิดว่าจะได้เลี้ยงลิงในร่างเด็กที่มันซนวายป่วงขนาดนี้ จะรอดูว่ามันจะงอกงามไปเป็นอะไรต่อ

5.
บ้านเราเป็นบ้านที่ไม่กวดขันเรื่องการเรียน จนโดนโรงเรียนบีบมาเหมือนกันว่าหย่อนไปไหม อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่เห็นผลลัพธ์ ซึ่งนี่อาจเป็นไบแอสของพ่อแม่เองที่ต่างก็เคยผ่านประสบการณ์ส่วนตัวมา มองแบบตื้นๆ คือเราดันเอาสิ่งนี้มาครอบหัวลูก ซึ่งของจริงมันมีกระบวนการและการปฏิบัติที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นอีกเยอะ พิมพ์แค่นี้ไม่เห็นดีเทลเท่าไหร่ เอาเป็นว่าค่อยๆ รอดูว่าจะเวิร์กไหม หรือโตไปอีกนิดเราจะเปลี่ยนนโยบายยังไง

สังคม

ปีนี้พอมาดูแล้วพบว่าถวิลหาสังคมน้อยลงมากๆ เหมือนว่าจะอยากอยู่กับตัวเองให้เยอะขึ้น

คงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่มีความตั้งใจจะโซเชียลให้น้อยลง และจมปลักกับตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็เห็นผลอยู่ว่าเริ่มเป็นคนแบบที่ว่าจริงๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี(กับคนอื่น) แต่เราคิดว่าดี(กับตัวเอง)

เพื่อนฝูงที่เห็นหน้าเห็นตากันมาแต่นมนาน ก็ยังอยู่เหมือนเดิม อาจมีบ้างที่เว้าแหว่งไปตามกาลเวลา แต่กาลเวลานั่นแหละคือผู้จัดการส่วนตัวที่คอยคัดกรองเพื่อนให้เราเอง

สังคมออนไลน์ ไม่อยู่ในตัวแปรอะไรของเราเลย แม้จะยังเสพติดเหมือนเดิม จึงแทบไม่เก็ตและไม่อินดราม่าหรือประเด็นทางสังคมหลายๆ อย่าง (100 เรื่องจะสนใจสัก 2-3 เรื่องที่มันผ่านเข้ามา) (อย่างเรื่องเด็ดแห่งปีอย่างพี่ตูนวิ่งเนี่ย ก็รู้แค่แกวิ่งจากใต้ไปเหนือโดยเอาเงินไปช่วยโรงพยาบาล แล้วคนก็เถียงๆ กัน จบ) (ขอโทษครับพี่เบล ผมไม่ได้ตามข่าว แง้)

พบว่าปีนี้เรารักความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเยอะ เหมือนต่อต้านหลักการของยุคสมัยที่มีอะไรก็ต้องแชร์ ต้องบอก ต้องอวด อันนี้สืบเนื่องมาจากปีก่อนๆ ที่ตั้งใจแบบนี้ไว้

เรายินดีคุยกันกับเพื่อนแบบเจอหน้ากันจริงๆ ออฟไลน์ ไถ่ถามความเป็นไปแบบที่ไม่ปัจจุบันนัก และพบว่ามันโอเค

ทวิตเตอร์นั้นเฝ้าวันละหลายๆ ชั่วโมงเหมือนเดิม แน่นอนว่าเป็นพวก #ชาวเน็ตเกรดZ ที่ไม่อะไรเลยสักนิดกับประเด็นฮอตในนั้นที่เราไม่อินด้วย สรุปว่ามีไว้เล่นมุก แชร์บทความ และคุยกับเพื่อน เหมือนเดิม จบ

แต่เฟซบุ๊กนั้นเรายังคงไม่สนิทกับมัน นอกจากเข้าไปในกรุ๊ปซื้อขายบางอย่างที่สนใจแล้ว การจะได้ใช้มันเล่นเรื่อยเปื่อยก็มีแค่ตอนเช็กโนติข้อความลูกค้า แล้วเจอคอมเมนต์เพื่อนแซวเรื่องคอนโดบ้าง เลี้ยงอีหนูบ้าง จากแก๊งเพื่อนเหี้ย

ที่น่าสนใจคือเรามีสังคมใหม่ที่เห็นเป็นรูปธรรม จากงานอดิเรกที่เราใช้เวลาสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 6-12 ชั่วโมงในการขับรถออกจากบ้าน เข้ากรุงเทพฯ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ได้ตังค์ แต่สนุก แถมกลับมาก็ต้องออกแบบนั่นนี่ให้กับมันอีก

สังคมเล็กๆ ที่ว่านี้คือพอดแคสต์ ซึ่งมันเล็กและเฉพาะกลุ่มมากๆ จนต้องอธิบายให้คนใหม่ๆ ฟังทุกครั้งว่าที่ทำอยู่นี่มันคืออะไรวะ ทำรายการผี? (มึงเนี่ยนะ) รายการเนิร์ดถาปัด? (มันสนุกยังไง?)

ความเจ๋งคือการได้พบกับกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ให้พลังประเภทใหม่ๆ ในแบบที่ไม่คิดว่าแก่ขนาดนี้แล้วจะมีเพื่อนใหม่ๆ มาเติมชีวิตได้อีก แต่ก็มี

และคนเหล่านั้นก็ต่างมีวงโคจรของตัวเอง ใช้ชีวิตของตัวเองไป แต่เวลาเราโคจรมาเจอกัน มันบันเทิง มันได้บรรยากาศของวงเหล้าแบบที่ไม่ต้องกินเหล้า (บางทีก็มีกินบ้างเนอะ)

เราชอบระยะแบบนี้

งาน

ไม่ค่อยชอบพูดเรื่องงาน แต่การบันทึกก็ต้องมีใช่มะ งั้นหมวดนี้เอาแบบเป็นงานที่ได้ตังค์นะ แบบไม่ได้ตังค์ถึงจะใช้เวลาอยู่กับมันเยอะกว่า แต่ไม่นับละกัน

ปีนี้รู้เลยว่าตัวเองทำงานมาก (ทั้งๆ ที่ใครมาบ้านก็ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ เหมือนคนเกษียณ)

งานหนึ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ช่วงท้ายปี ต่อไปนี้จะลองโฟกัสกับงานที่ตัวเองปล่อยออโต้ไพลอตมานาน จะยังคับเองด้วยมือแล้ว ช่วงแรกที่ทำนี้พบว่าเหนื่อยกับการออกแบบและปรับแปลงระบบพอสมควร แต่หลังจากนี้คิดว่าน่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้เล่นอีกเยอะ

งานสอง ออกแบบระบบทุกอย่างลงตัวแล้ว ก็ปล่อยให้ไหลไป ไม่หวือหวาหรอกแต่ก็ลงตัวดี

งานสาม เป็นงานรูทีนประจำ ที่ใช้เวลาอยู่กับมันมากพอๆ กับงานแรก รักงานนี้น้อยกว่า แต่สร้างรายได้มากกว่า (โลกก็เป็นแบบนี้) สำหรับงานนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่จากการออกแบบระบบในช่วงปีที่ผ่านมานี้ทั้งปีเหมือนกัน

ส่วนการสร้างบ้าน อันนี้ถือเป็นงานที่ภูมิใจถึงจะไม่ได้ตังค์ แต่ได้ความสุขมาก เป็น achievement ที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายปีมานี้เลย เหมือนได้ปลดล็อกตัวเองว่าเราก็ทำได้ ถึงแม้จะต้องจ้างเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันแท้ๆ มาเป็นสถาปนิกให้ก็เถอะ 55555

ปีหน้า

เราเป็นสายวางแผน (ไม่ใช่สายด้น) เชื่อว่าหลายๆ แผนที่มีการวางไว้ในปีนี้ จะยิ่งเห็นผลในปีหน้า จะออกหัวบ้างก้อยบ้างก็ไม่เห็นเป็นไรมั้ง ก็จะคอยดู

พิมพ์มาจนจบก็นึกได้ว่า บล็อกนี้มีแต่คำว่า จะรอดู จะคอยดู
เนี่ยคือรูปประโยคของคนที่ยังไม่แก่นะ

Comments Off on ปีดี()

บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น

14 / 11 / 2560 | 14:36 น.

อ่านจบแล้ว หนังสือเรื่องเซินเจิ้นฯ สักอย่างของศิลา บัวเพชร (สนพ.แซลมอน / 275 บาทมั้ง / เป็นตัวอักษรปนๆ กับการ์ตูน / ภาพสีทั้งเล่มทั้งที่บางภาพมันวาดแบบใช้แต่สีดำก็ยังจะพิมพ์สีให้เปลือง)

ขอพูดถึงโจ้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบที่สุดในประเทศไทย (อีกคนคือสะอาด)

รู้จักโจ้มานานตั้งแต่มันอยู่ปีหนึ่ง เวลาโจ้อยู่กับเพื่อนๆ ทีไร พลังมันจะมา มาแรงมากครับ ด้วยความเนิร์ดโอตาคุของแก๊งนี้ เวลามันเปิดประโยคสนทนากันแต่ละเรื่อง แม่งจะจริงจังเหมือนแบบที่เราเห็นกันในคุโรมาตี้ แต่เป็นคุโรมาตี้ที่มีเส้นสปีดอยู่ในช่องตลอดเวลา

เมื่อโจ้มาวาดการ์ตูนเขี่ยๆ ให้เพื่อนอ่าน มันถ่ายทอดเสียงเหล่านี้ลงมาเป็นภาพได้อย่างชัดเจน อันนี้ทึ่งว่ามันทำได้ไง เลยเฝ้าติดตามมาตลอดด้วยความทึ่ง

วันหนึ่งการ์ตูนของโจ้ก็มาโผล่ใน Way นิตยสารที่เรารัก

แบบงงๆ ว่า บ.ก.คิดอะไรอยู่วะ โจ้มันยัดเงิน หรือว่า บ.ก.เห็นอะไร ทำไมวิสัยทัศน์ก้าวไกลขนาดนี้ เพราะการ์ตูนของโจ้มีแต่เรื่องส่วนตัวทั้งหมด

ส่วนตัวแบบไม่ประนีประนอมใครใดๆ ทั้งสิ้น คือมึงอยากรู้จักกูใช่ไหม มาสิ แต่กูไม่แนะนำตัวนะ พยายามเอาเอง แม่งคุยกันแต่ศัพท์เฉพาะทางของวงการกันดั้ม เกมกระดานสำหรับโอตาคุอะไรแบบนี้

ไอ้วิธีเล่าเรื่องแบบไม่เห็นใจคนอ่านแบบนี้ สำหรับนักเขียนแล้วใครที่ทำได้จริงๆ นี่โคตรน่าอิจฉา เพราะเรื่องเล่ามันต้องมีเสน่ห์พอที่จะกระชากคนดูให้อยู่กับตัวเราจริงๆ ได้

และศิลาทำได้

ส่วนทำแล้วจะเวิร์กกับคนอื่นขนาดไหนนั้น ยอดขายของ Way ก็เป็นข้อพิสูจน์…

ใครอยากรู้จักโจ้แบบดิบๆ ไปหา “เมื่อก่อนก็ยังดีๆ อยู่หรอก” มาอ่านได้ (สนพ.เวย์นั่นแหละ) (จำชื่อไม่ได้ทั้งชื่อหนังสือทั้งชื่อสำนักพิมพ์) เล่มนั้นดีมาก ดิบมากๆ และรู้สึกว่าเขาเอามาลดราคาเทกระจาดอยู่

กลับมาที่เล่มใหม่ของโจ้กับสำนักพิมพ์แซลมอน

เอาตรงๆ ความรู้สึกเหมือนวงดนตรีใต้ดินที่เล่นเถื่อนๆ เพลงหยาบๆ จนไปต้องตาค่ายใหญ่เข้า (แต่เรารู้ว่าแซลมอนร่วมงานกับโจ้มานานแล้วนะ ไม่ได้เพิ่งมารู้จัก) ความเป็นสตูดิโอของแซลมอนนั้นกลับกลายเป็นว่า มันทำให้กลิ่นฉุนๆ ตลกร้ายๆ หน้าตายแต่ฮาเกรงใจคนข้างๆ ของศิลา มันหายไปพอสมควร

แง่หนึ่งเข้าใจว่าเป็นความเกร็งมากกว่า ซึ่งมันสื่อสารออกมาทางรูปเล่มที่ดูเป็นทางการ ภาพถ่าย การจัดวาง กราฟิกชี้ๆ ในเล่มที่ดูประดิษฐ์มากกว่าความระห่ำของเนื้อหา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เสียดายนิดหน่อย

แต่นิดหน่อยจริงๆ คือรู้เลยว่าโจ้ยังมีของมาปล่อยอีกเยอะ

เนื้อหาในเล่มว่าด้วยประสบการณ์การไปใช้ชีวิตหลายปีในเซินเจิ้น ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปทำงานเป็นสถาปนิก

เล่าเกริ่นตั้งแต่เริ่มออกไข่ (เห็นมะ พอทำงานกับสตูดิโอเลยต้องแนะนำตัวเอง อีตอนเขียนให้เวย์มึงไม่มียั้งแบบนี้เลย) ออกไข่จนตั้งไข่ ไปยันประสบการณ์ไข่ออก

คาดหวังได้กับความฮาที่แบบ ไอ้สัสมึงเอางี้เลยเหรอ

และคาดหวังได้กับมุมมองแหลมคมของศิลาในอีกร่างหนึ่งที่หลายคนก็น่าจะพอนึกออกว่า คนที่ตลกๆ เนี่ย ที่จริงมันคือคนฉลาดๆ หรือคนจริงจังที่แค่หันด้านตลกใส่เราเท่านั้นเอง

ความสนุกของเล่มนี้จะค่อยๆ มาแบบเนิบๆ ไต่กราฟขึ้นเรื่อยๆ จนจะจบเล่มอยู่แล้ว ช่วงที่เพื่อนๆ มาเยี่ยมที่เมืองจีนนั่นแหละก็เป็นจังหวะรถไฟเหาะตีลังกา!

แล้วก็ตัดจบ ไอ้สัส เดี๋ยวก่อนเซ่!

อย่างที่บอกว่าโจ้จะมีพลังเยอะมากเมื่ออยู่กับเพื่อน เราได้เห็นวาบหนึ่งของพลังนี้เปล่งประกายมาในช่วงค่อนหลังของเล่ม แล้วก็ตัดจบเลยทั้งที่ยังสนุกค้างเติ่งอยู่แบบนั้น

1. อาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนและบรรณาธิการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเสี้ยน อยากอ่านผลงานเล่มถัดไปเร็วๆ จากฟอร์มสุดยอดในช่วงท้าย เป็นจิตวิทยาชั้นเซียนที่เกิดจากการบ่มเพาะมาอย่างโชกโชน

2. มันเขียนไม่ทันจริงๆ

สรุปว่าเล่มนี้ดีครับ สมหวังที่ถ่อเข้ากรุงเทพฯ ไปงานหนังสือเพื่อไปขอลายเซ็น 5555555 ถึงจะมีจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ให้อภัยได้ แต่ให้อะไรกับสมองเรามากกว่าความฮา เยอะเลย เยอะมาก

แนะนำครับ!

ป.ล. นี่อ่านจบบนรถไฟฟ้า ออกจากขบวนรถมาเจอเก้าอี้เลยนั่งพิมพ์ในมือถือรัวๆ เวลาเกินยังวะ จะโดนปรับไหมวะ

Comments Off on บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น()

ใช้โน้ตแปดมาเดือนนึง ขอเขียนถึงแบบยาวๆ

10 / 11 / 2560 | 20:57 น.

อ่านต่อ →

Comments Off on ใช้โน้ตแปดมาเดือนนึง ขอเขียนถึงแบบยาวๆ()