ปีดี

29 / 12 / 2560 | 12:25 น.

ไม่เกี่ยวกับสภาพสังคมการเมืองความเหลื่อมล้ำอะไร มีแต่เรื่องตัวเองล้วนๆ โอเคนะ

ร่างกาย

ถ้าตัวเองแก่ตายตามอายุขัยที่ 70 ปี ปีที่ผ่านมานี้ การได้ครอบครองความ 35 นั้นถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพาราโบลาแล้ว ต่อไปนี้จะได้เตรียมตัวเข้าสู่ความร่วงโรยเสียที

อันนั้นเป็นแค่ตัวเลข แต่กับร่างกายของตัวเองจริงๆ ต้องถือว่าสุขภาพมาถึงจุดที่เริ่มเห็นบั๊กโผล่ตรงนั้นที ตรงนี้ที นับตั้งแต่ความอ้วนที่ปรากฏตัวและยิ้มหยันตัวเองอยู่หน้ากระจกเงา ส่วนน้ำหนัก (ถึงเขาจะบอกกันว่าอย่าไปสนใจน้ำหนัก ให้ดูตัวเองดีกว่า แต่มันก็เป็นค่าที่เห็นแบบประจักษ์ตาน่ะนะ) กระโดดขึ้นมาแตะ 80 เคยสูงสุดที่ 82 แล้วก็รู้สึกว่าเหี้ยมาก ไม่ได้แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้กูไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจระเบิด สมองชัตดาวน์เข้าในเร็ววันแน่

ไหนๆ ก็รู้ตัวว่าตัวเองเริ่มย่างเท้าเข้าสู่วัยที่ควรใส่ใจเรื่องสังขาร จึงเริ่มตระหนักว่า ไอ้ที่เคยบอกตัวเองว่าจะออกกำลังกายในไตรมาสสุดท้ายนั้น ปีศาจแห่งพันธสัญญาเริ่มมาแสยะยิ้มทวงหนี้กูแล้ว

เมื่อกี้เลยไปวิ่งๆ เดินๆ มาอีกหอบนึง แคลที่ลดไปมีค่าเท่ากับหมูกระทะที่กินไปเมื่อวานนี้เพียง 3 ชิ้น ไอ้สัส

หัวใจ

พอมาทบทวนดูแล้ว ปีที่ผ่านมานี้เป็นระยะเวลาที่เกิดภาวะเข้าใจตน ด้วยความเชื่อว่าคบกับตัวเองมาขนาดนี้ ผ่านความพยายามออกแบบชีวิตมาขนาดนี้ ย่อมเห็นผลลัพธ์ปรากฏขึ้นมาบ้าง และก็เห็นจริงๆ

ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม – ด้วยปีที่ผ่านมานี้มันมีความสมดุลของสุขภาพ สติปัญญา อารมณ์ สังคม โอกาส วาสนา บารมี เงินทอง และอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา

ทำให้ได้รู้จักการเลือกที่จะไม่ทำ แม้เป็นสิ่งที่อยากทำ (งงไหม เอาใหม่นะ) เราได้รู้จักเลือกทำในสิ่งที่เห็นว่าดีพอที่จะได้ไปต่อ และปฏิเสธสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการไปต่อนั้น อะไรรุงรังเราตัดออกไปได้อย่างง่ายดายขึ้น ถึงจะยังไม่หมดก็เถอะ

นี่กล่าวถึงทั้งการเข้าสังคม (ที่แต่เดิมก็ไม่ค่อยได้เข้าอยู่แล้ว) การคบเพื่อน การทำงาน ทั้งแบบได้ตังค์และงานอดิเรก และอีกหลายๆ การ ที่เริ่มใช้ความพอใจเป็นตัวตัดสินว่าจะอยู่หรือจอด

นั่นคงเพราะเราไม่ได้มีเวลาว่างมากมายเหมือนสมัยก่อน จึงเชื่อว่า “เวลา” จะมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ตัวเลขบนปฏิทินขยับ จนสุดท้ายมันจะคอนโทรลให้เราต้องเลือก (และไม่เลือก) ทำหรือไม่ทำอะไร ใส่ใจและไม่ใส่ใจอะไร ปล่อยวางหรือไม่ปล่อยวางอะไรอย่างเข้มข้นขึ้น

นั่นอาจทำให้เราเป็นคนเย็นชาขึ้นกว่าเดิม(อีก) จะคอยดู

ครอบครัว

1.
ภาพรวมคือแฮปปี้มาก เป็นชนชั้นกลางที่มีความสุขด้วยคติบางอย่างที่ยึดถืออยู่ พิสูจน์แล้วว่ามันโอเคพอที่จะเอาไว้เป็นไกด์ไว้นั่งคุยกับลูกตอนที่โตขึ้นและต้องพบทางเลือก

2.
ดีใจที่การย้ายถิ่นฐานออกจากกรุงเทพฯ นั้นเป็นการตัดสินใจไม่ผิดหวัง ถ้านี่เป็นการพนัน ถือว่าแทงถูกข้าง และมีแจ๊กพอตไหลออกมาเรื่อยๆ กรุ๊งกริ๊งๆๆ

การได้อยู่กับบ้านแทบจะ 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน (ยกเว้นช่วงที่ออกไปจัดพอดแคสต์ในเมือง) นั้นมันเพิ่มพลังชีวิตได้จริงๆ เหนื่อยจากไหนมา พอมาถึงบ้านปั๊บ มันคือแท่นชาร์จ คือจุดเซฟ ที่แค่ก้าวเท้าเข้ามาก็มีแสงเรืองๆ แล้ว ใช่แล้ว เพราะเราติดไฟทางเดินออโต้ไว้ (ซื้อจากลาซาด้า) (ซื้อเสร็จแล้วพบว่าโฮมโปรถูกกว่า)

3.
การมีเมียที่เข้าใจเราทุกอย่างนั้นดีจริง แถมเมียหันมาออกกำลังกายจนตอนนี้ดูเด็กกว่าเราไปแล้ว หมดข้ออ้างแล้ว ต้องผลักดันตัวเองบ้าง

4.
ส่วนลูก คนโตคุยรู้เรื่องทุกอย่าง เหมือนได้เห็นตัวเองตอนเด็กๆ เลย (ต่างกันแค่เราโดนเลี้ยงดูมาอีกแบบ) ส่วนไอ้ตัวเล็กซนฉิบหาย ไม่คิดว่าจะได้เลี้ยงลิงในร่างเด็กที่มันซนวายป่วงขนาดนี้ จะรอดูว่ามันจะงอกงามไปเป็นอะไรต่อ

5.
บ้านเราเป็นบ้านที่ไม่กวดขันเรื่องการเรียน จนโดนโรงเรียนบีบมาเหมือนกันว่าหย่อนไปไหม อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่เห็นผลลัพธ์ ซึ่งนี่อาจเป็นไบแอสของพ่อแม่เองที่ต่างก็เคยผ่านประสบการณ์ส่วนตัวมา มองแบบตื้นๆ คือเราดันเอาสิ่งนี้มาครอบหัวลูก ซึ่งของจริงมันมีกระบวนการและการปฏิบัติที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นอีกเยอะ พิมพ์แค่นี้ไม่เห็นดีเทลเท่าไหร่ เอาเป็นว่าค่อยๆ รอดูว่าจะเวิร์กไหม หรือโตไปอีกนิดเราจะเปลี่ยนนโยบายยังไง

สังคม

ปีนี้พอมาดูแล้วพบว่าถวิลหาสังคมน้อยลงมากๆ เหมือนว่าจะอยากอยู่กับตัวเองให้เยอะขึ้น

คงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่มีความตั้งใจจะโซเชียลให้น้อยลง และจมปลักกับตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็เห็นผลอยู่ว่าเริ่มเป็นคนแบบที่ว่าจริงๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี(กับคนอื่น) แต่เราคิดว่าดี(กับตัวเอง)

เพื่อนฝูงที่เห็นหน้าเห็นตากันมาแต่นมนาน ก็ยังอยู่เหมือนเดิม อาจมีบ้างที่เว้าแหว่งไปตามกาลเวลา แต่กาลเวลานั่นแหละคือผู้จัดการส่วนตัวที่คอยคัดกรองเพื่อนให้เราเอง

สังคมออนไลน์ ไม่อยู่ในตัวแปรอะไรของเราเลย แม้จะยังเสพติดเหมือนเดิม จึงแทบไม่เก็ตและไม่อินดราม่าหรือประเด็นทางสังคมหลายๆ อย่าง (100 เรื่องจะสนใจสัก 2-3 เรื่องที่มันผ่านเข้ามา) (อย่างเรื่องเด็ดแห่งปีอย่างพี่ตูนวิ่งเนี่ย ก็รู้แค่แกวิ่งจากใต้ไปเหนือโดยเอาเงินไปช่วยโรงพยาบาล แล้วคนก็เถียงๆ กัน จบ) (ขอโทษครับพี่เบล ผมไม่ได้ตามข่าว แง้)

พบว่าปีนี้เรารักความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเยอะ เหมือนต่อต้านหลักการของยุคสมัยที่มีอะไรก็ต้องแชร์ ต้องบอก ต้องอวด อันนี้สืบเนื่องมาจากปีก่อนๆ ที่ตั้งใจแบบนี้ไว้

เรายินดีคุยกันกับเพื่อนแบบเจอหน้ากันจริงๆ ออฟไลน์ ไถ่ถามความเป็นไปแบบที่ไม่ปัจจุบันนัก และพบว่ามันโอเค

ทวิตเตอร์นั้นเฝ้าวันละหลายๆ ชั่วโมงเหมือนเดิม แน่นอนว่าเป็นพวก #ชาวเน็ตเกรดZ ที่ไม่อะไรเลยสักนิดกับประเด็นฮอตในนั้นที่เราไม่อินด้วย สรุปว่ามีไว้เล่นมุก แชร์บทความ และคุยกับเพื่อน เหมือนเดิม จบ

แต่เฟซบุ๊กนั้นเรายังคงไม่สนิทกับมัน นอกจากเข้าไปในกรุ๊ปซื้อขายบางอย่างที่สนใจแล้ว การจะได้ใช้มันเล่นเรื่อยเปื่อยก็มีแค่ตอนเช็กโนติข้อความลูกค้า แล้วเจอคอมเมนต์เพื่อนแซวเรื่องคอนโดบ้าง เลี้ยงอีหนูบ้าง จากแก๊งเพื่อนเหี้ย

ที่น่าสนใจคือเรามีสังคมใหม่ที่เห็นเป็นรูปธรรม จากงานอดิเรกที่เราใช้เวลาสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 6-12 ชั่วโมงในการขับรถออกจากบ้าน เข้ากรุงเทพฯ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ได้ตังค์ แต่สนุก แถมกลับมาก็ต้องออกแบบนั่นนี่ให้กับมันอีก

สังคมเล็กๆ ที่ว่านี้คือพอดแคสต์ ซึ่งมันเล็กและเฉพาะกลุ่มมากๆ จนต้องอธิบายให้คนใหม่ๆ ฟังทุกครั้งว่าที่ทำอยู่นี่มันคืออะไรวะ ทำรายการผี? (มึงเนี่ยนะ) รายการเนิร์ดถาปัด? (มันสนุกยังไง?)

ความเจ๋งคือการได้พบกับกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ให้พลังประเภทใหม่ๆ ในแบบที่ไม่คิดว่าแก่ขนาดนี้แล้วจะมีเพื่อนใหม่ๆ มาเติมชีวิตได้อีก แต่ก็มี

และคนเหล่านั้นก็ต่างมีวงโคจรของตัวเอง ใช้ชีวิตของตัวเองไป แต่เวลาเราโคจรมาเจอกัน มันบันเทิง มันได้บรรยากาศของวงเหล้าแบบที่ไม่ต้องกินเหล้า (บางทีก็มีกินบ้างเนอะ)

เราชอบระยะแบบนี้

งาน

ไม่ค่อยชอบพูดเรื่องงาน แต่การบันทึกก็ต้องมีใช่มะ งั้นหมวดนี้เอาแบบเป็นงานที่ได้ตังค์นะ แบบไม่ได้ตังค์ถึงจะใช้เวลาอยู่กับมันเยอะกว่า แต่ไม่นับละกัน

ปีนี้รู้เลยว่าตัวเองทำงานมาก (ทั้งๆ ที่ใครมาบ้านก็ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ เหมือนคนเกษียณ)

งานหนึ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ช่วงท้ายปี ต่อไปนี้จะลองโฟกัสกับงานที่ตัวเองปล่อยออโต้ไพลอตมานาน จะยังคับเองด้วยมือแล้ว ช่วงแรกที่ทำนี้พบว่าเหนื่อยกับการออกแบบและปรับแปลงระบบพอสมควร แต่หลังจากนี้คิดว่าน่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้เล่นอีกเยอะ

งานสอง ออกแบบระบบทุกอย่างลงตัวแล้ว ก็ปล่อยให้ไหลไป ไม่หวือหวาหรอกแต่ก็ลงตัวดี

งานสาม เป็นงานรูทีนประจำ ที่ใช้เวลาอยู่กับมันมากพอๆ กับงานแรก รักงานนี้น้อยกว่า แต่สร้างรายได้มากกว่า (โลกก็เป็นแบบนี้) สำหรับงานนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่จากการออกแบบระบบในช่วงปีที่ผ่านมานี้ทั้งปีเหมือนกัน

ส่วนการสร้างบ้าน อันนี้ถือเป็นงานที่ภูมิใจถึงจะไม่ได้ตังค์ แต่ได้ความสุขมาก เป็น achievement ที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายปีมานี้เลย เหมือนได้ปลดล็อกตัวเองว่าเราก็ทำได้ ถึงแม้จะต้องจ้างเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันแท้ๆ มาเป็นสถาปนิกให้ก็เถอะ 55555

ปีหน้า

เราเป็นสายวางแผน (ไม่ใช่สายด้น) เชื่อว่าหลายๆ แผนที่มีการวางไว้ในปีนี้ จะยิ่งเห็นผลในปีหน้า จะออกหัวบ้างก้อยบ้างก็ไม่เห็นเป็นไรมั้ง ก็จะคอยดู

พิมพ์มาจนจบก็นึกได้ว่า บล็อกนี้มีแต่คำว่า จะรอดู จะคอยดู
เนี่ยคือรูปประโยคของคนที่ยังไม่แก่นะ

Comments Off on ปีดี()

บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น

14 / 11 / 2560 | 14:36 น.

อ่านจบแล้ว หนังสือเรื่องเซินเจิ้นฯ สักอย่างของศิลา บัวเพชร (สนพ.แซลมอน / 275 บาทมั้ง / เป็นตัวอักษรปนๆ กับการ์ตูน / ภาพสีทั้งเล่มทั้งที่บางภาพมันวาดแบบใช้แต่สีดำก็ยังจะพิมพ์สีให้เปลือง)

ขอพูดถึงโจ้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบที่สุดในประเทศไทย (อีกคนคือสะอาด)

รู้จักโจ้มานานตั้งแต่มันอยู่ปีหนึ่ง เวลาโจ้อยู่กับเพื่อนๆ ทีไร พลังมันจะมา มาแรงมากครับ ด้วยความเนิร์ดโอตาคุของแก๊งนี้ เวลามันเปิดประโยคสนทนากันแต่ละเรื่อง แม่งจะจริงจังเหมือนแบบที่เราเห็นกันในคุโรมาตี้ แต่เป็นคุโรมาตี้ที่มีเส้นสปีดอยู่ในช่องตลอดเวลา

เมื่อโจ้มาวาดการ์ตูนเขี่ยๆ ให้เพื่อนอ่าน มันถ่ายทอดเสียงเหล่านี้ลงมาเป็นภาพได้อย่างชัดเจน อันนี้ทึ่งว่ามันทำได้ไง เลยเฝ้าติดตามมาตลอดด้วยความทึ่ง

วันหนึ่งการ์ตูนของโจ้ก็มาโผล่ใน Way นิตยสารที่เรารัก

แบบงงๆ ว่า บ.ก.คิดอะไรอยู่วะ โจ้มันยัดเงิน หรือว่า บ.ก.เห็นอะไร ทำไมวิสัยทัศน์ก้าวไกลขนาดนี้ เพราะการ์ตูนของโจ้มีแต่เรื่องส่วนตัวทั้งหมด

ส่วนตัวแบบไม่ประนีประนอมใครใดๆ ทั้งสิ้น คือมึงอยากรู้จักกูใช่ไหม มาสิ แต่กูไม่แนะนำตัวนะ พยายามเอาเอง แม่งคุยกันแต่ศัพท์เฉพาะทางของวงการกันดั้ม เกมกระดานสำหรับโอตาคุอะไรแบบนี้

ไอ้วิธีเล่าเรื่องแบบไม่เห็นใจคนอ่านแบบนี้ สำหรับนักเขียนแล้วใครที่ทำได้จริงๆ นี่โคตรน่าอิจฉา เพราะเรื่องเล่ามันต้องมีเสน่ห์พอที่จะกระชากคนดูให้อยู่กับตัวเราจริงๆ ได้

และศิลาทำได้

ส่วนทำแล้วจะเวิร์กกับคนอื่นขนาดไหนนั้น ยอดขายของ Way ก็เป็นข้อพิสูจน์…

ใครอยากรู้จักโจ้แบบดิบๆ ไปหา “เมื่อก่อนก็ยังดีๆ อยู่หรอก” มาอ่านได้ (สนพ.เวย์นั่นแหละ) (จำชื่อไม่ได้ทั้งชื่อหนังสือทั้งชื่อสำนักพิมพ์) เล่มนั้นดีมาก ดิบมากๆ และรู้สึกว่าเขาเอามาลดราคาเทกระจาดอยู่

กลับมาที่เล่มใหม่ของโจ้กับสำนักพิมพ์แซลมอน

เอาตรงๆ ความรู้สึกเหมือนวงดนตรีใต้ดินที่เล่นเถื่อนๆ เพลงหยาบๆ จนไปต้องตาค่ายใหญ่เข้า (แต่เรารู้ว่าแซลมอนร่วมงานกับโจ้มานานแล้วนะ ไม่ได้เพิ่งมารู้จัก) ความเป็นสตูดิโอของแซลมอนนั้นกลับกลายเป็นว่า มันทำให้กลิ่นฉุนๆ ตลกร้ายๆ หน้าตายแต่ฮาเกรงใจคนข้างๆ ของศิลา มันหายไปพอสมควร

แง่หนึ่งเข้าใจว่าเป็นความเกร็งมากกว่า ซึ่งมันสื่อสารออกมาทางรูปเล่มที่ดูเป็นทางการ ภาพถ่าย การจัดวาง กราฟิกชี้ๆ ในเล่มที่ดูประดิษฐ์มากกว่าความระห่ำของเนื้อหา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เสียดายนิดหน่อย

แต่นิดหน่อยจริงๆ คือรู้เลยว่าโจ้ยังมีของมาปล่อยอีกเยอะ

เนื้อหาในเล่มว่าด้วยประสบการณ์การไปใช้ชีวิตหลายปีในเซินเจิ้น ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปทำงานเป็นสถาปนิก

เล่าเกริ่นตั้งแต่เริ่มออกไข่ (เห็นมะ พอทำงานกับสตูดิโอเลยต้องแนะนำตัวเอง อีตอนเขียนให้เวย์มึงไม่มียั้งแบบนี้เลย) ออกไข่จนตั้งไข่ ไปยันประสบการณ์ไข่ออก

คาดหวังได้กับความฮาที่แบบ ไอ้สัสมึงเอางี้เลยเหรอ

และคาดหวังได้กับมุมมองแหลมคมของศิลาในอีกร่างหนึ่งที่หลายคนก็น่าจะพอนึกออกว่า คนที่ตลกๆ เนี่ย ที่จริงมันคือคนฉลาดๆ หรือคนจริงจังที่แค่หันด้านตลกใส่เราเท่านั้นเอง

ความสนุกของเล่มนี้จะค่อยๆ มาแบบเนิบๆ ไต่กราฟขึ้นเรื่อยๆ จนจะจบเล่มอยู่แล้ว ช่วงที่เพื่อนๆ มาเยี่ยมที่เมืองจีนนั่นแหละก็เป็นจังหวะรถไฟเหาะตีลังกา!

แล้วก็ตัดจบ ไอ้สัส เดี๋ยวก่อนเซ่!

อย่างที่บอกว่าโจ้จะมีพลังเยอะมากเมื่ออยู่กับเพื่อน เราได้เห็นวาบหนึ่งของพลังนี้เปล่งประกายมาในช่วงค่อนหลังของเล่ม แล้วก็ตัดจบเลยทั้งที่ยังสนุกค้างเติ่งอยู่แบบนั้น

1. อาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนและบรรณาธิการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเสี้ยน อยากอ่านผลงานเล่มถัดไปเร็วๆ จากฟอร์มสุดยอดในช่วงท้าย เป็นจิตวิทยาชั้นเซียนที่เกิดจากการบ่มเพาะมาอย่างโชกโชน

2. มันเขียนไม่ทันจริงๆ

สรุปว่าเล่มนี้ดีครับ สมหวังที่ถ่อเข้ากรุงเทพฯ ไปงานหนังสือเพื่อไปขอลายเซ็น 5555555 ถึงจะมีจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ให้อภัยได้ แต่ให้อะไรกับสมองเรามากกว่าความฮา เยอะเลย เยอะมาก

แนะนำครับ!

ป.ล. นี่อ่านจบบนรถไฟฟ้า ออกจากขบวนรถมาเจอเก้าอี้เลยนั่งพิมพ์ในมือถือรัวๆ เวลาเกินยังวะ จะโดนปรับไหมวะ

Comments Off on บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น()

ใช้โน้ตแปดมาเดือนนึง ขอเขียนถึงแบบยาวๆ

10 / 11 / 2560 | 20:57 น.

อ่านต่อ →

Comments Off on ใช้โน้ตแปดมาเดือนนึง ขอเขียนถึงแบบยาวๆ()

บ้านสวนจันทิตา / บ้านในหมง / บ้านไร่ไออรุณ / บ้านป่าริมธาร

25 / 10 / 2560 | 23:41 น.

ไม่รู้จะเรียกว่าการรีวิวดีไหม แต่อยากจดเอาไว้ว่าที่พักสี่แห่งนี้เราประทับใจหรือไม่ยังไง

เกริ่น

ตั้งแต่มีลูกเล็กๆ ครอบครัวผมก็มีเทรนด์สุดฮิตอย่างนึงคือพาลูกไปโร้ดทริปตามจังหวัดต่างๆ (ส่วนใหญ่จะไม่ไกลกรุงเทพฯ นัก) เพื่อหาที่เที่ยวที่พักใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับเด็กสักหน่อย บางครั้งก็เป็นโรงแรม บางทีก็รีสอร์ต ถูกบ้างแพงบ้าง ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง คละๆ กันไป

ทำไปทำมาก็ลงความเห็นตรงกันว่า ที่พักที่เราชอบนั้นไม่ใช่แนวๆ โรงแรมสำเร็จรูป ที่ไปถึงจอดรถเช็กอิน มีล็อบบี้ไว้ต้อนรับยิ้มแย้ม ขึ้นลิฟต์เอี่ยมๆ ไปถึงห้องแตะคีย์การ์ดแล้วเสียบให้แอร์ทำงาน ตื่นมาแล้วลงไปกินข้าว มีไข่ดาว ไส้กรอก เบคอน ไข่กระทะอะไรแบบนี้

แต่ไอ้ที่ชอบกลับเป็นรีสอร์ตที่มีจุดร่วมคือ เป็นบ้านที่วางตัวหลบอยู่ใต้สุมทุมพุ่มไม้

ถึงจะชอบบ้านไม้ แต่ผมก็ไม่ได้ชอบแบบคันทรี่ๆ สักเท่าไหร่ (นึกภาพบ้านไม้ที่ย้อมไม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีไม้ที่ผ่ามายังไงก็แปะผนังหรือราวบันไดไปยังงั้น มีเขาควายกลางบ้านอะไรแบบนั้น) แต่ชอบแบบที่ผ่านการออกแบบด้วยวิธีคิดแบบสถาปนิกหน่อย หั่นเป็นชิ้นเนี้ยบๆ โครงสร้างเป็นเหล็กหรือปูนก็ยังได้ ถ้าทั้งหมดทำให้เข้าไปพักอาศัยแล้วรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ และมีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกรัก

เออ พอพิมพ์มาถึงตรงนี้ก็ นึกออกแล้ว เราใช้คำว่า “น่ารัก” ก็คงจะได้ — ผมชอบบ้านน่ารักๆ ที่แอบอยู่หลังต้นไม้ร่มๆ

งั้นเริ่มเลยละกัน (คาดว่าจะยาว)

แนะนำที่พักน่ารัก 4 แห่ง

บ้านสวนจันทิตา

บ้านสวนจันทิตา
– อุทัยธานี –
Facebook: bansuanchantita

เป็นโฮมสเตย์ (จริงๆ ก็คือรีสอร์ตนั่นแหละ ตามกฎหมายบอกว่าถ้าห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง ก็โอเคสามารถเรียกเป็นโฮมสเตย์ได้) เรือนไม้ยกพื้นสูงแบบบ้านทรงไทย แต่หน้าตาโมเดิร์นเก๋ไก๋ แต่ละหลังถูกจัดวางเชื่อมหากันด้วยลานไม้ขนาดใหญ่

เรือนหมู่แบบโมเดิร์นทุกหลังวางผังลัดเลี้ยวตามต้นประดู่อายุประมาณ 30 ปี ที่เจ้าของปลูกไว้ในเนื้อที่ประมาณครึ่งไร่ สัมภาษณ์มาได้ความว่า ตอนสร้างมีนโยบายว่าจะไม่ตัดเลย ก็เลยได้แปลนบ้านที่มีระยะเสาแปลกหน่อย คือประมาณ 2.70 เมตรมั้ง ตัวบ้านถึงจะแทรกเข้าไปตามช่องว่างระหว่างต้นไม้ได้

ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือการออกแบบโดยสถาปนิกจาก “สตูดิโอมิติ” เนื่องจากมันมีดีเทลสนุกสนานมาก จึงได้ลงหนังสือ-นิตยสารแนวอออกแบบบ้านนั่นนี่มากมาย ได้รับเสียงชื่นชมมหาศาล มีเด็กสถาปัตย์แวะเวียนมาพักและดูงานกันเป็นจำนวนมาก จนเจ้าของต้องกั้นบริเวณไว้ให้ผู้เข้าพักได้มีความเป็นส่วนตัวงี้

ผมไปที่นี่ครั้งแรกตอนเขาเพิ่งสร้างเสร็จได้ 8 เดือน และประทับใจจนต้องพาชาวแก๊งนัดเยไปเยือนซ้ำอีกครั้ง (นัดเย เป็นชื่อแก๊งเพื่อนๆ ชาวฟอนต์และชาวอื่นๆ ที่สามัคคีกันเที่ยว เยเย้เย้ผ่านกรุ๊ปไลน์​ ไม่ได้ไปเพื่อเยกันจริงๆ นะ เอ๊ะหรือมีก็ไม่รู้)

เกริ่นแค่นี้ก่อน เดี๋ยวค่อยลงดีเทล

.

บ้านในหมง

บ้านในหมง
– ระนอง –
Facebook: bannaimong

หมงแปลว่าป่า บ้านในหมงก็คือบ้านในป่า ไม่ใช่บ้านกลางเมืองที่เป็นหมู่บ้านจัดสรร

เป็นที่พักที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (คืออยู่ในช่วงเบต้า – เบต้ามานานแล้วด้วย) ทำเลซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ร่มรื่นๆ ที่พอขับโผล่ออกมาดันเจอถนนใหญ่ มีเซเว่น ปั๊มน้ำมัน บิ๊กซี! และโรงหนัง! แต่พอหันกลับเข้าซอยปั๊บ กลายเป็นป่า! #ระนองนี่มันระนองจริงๆ

ผมได้รับคำชวนจากแก๊งนัดเยเหมือนเดิม ว่ามีอะไรแบบนี้อยู่ที่ระนอง เลยจัดทริปล่วงหน้ากันยาวมาก เพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่ตั๋วเครื่องบินถูกหน่อย (บินไประนองแพ้งแพง)

พอวาร์ปไปถึงที่พัก ปรากฏว่าเราเจอลำธารตื้นๆ คั่นตรงทางเข้าที่พักที่ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ มีแต่บ้านไม้บ้างปูนบ้าง (สวยบ้างไม่สวยบ้าง 555) ซ่อนตัวอยู่หลังแมกไม้และสายน้ำไหลเย็น ยิ่งพอฝนตกปั๊บ ก็จะเป็นโหมดชุ่มฉ่ำน่าสบายโคตรๆ

ความเจ๋งคือเวลาเลี้ยวรถเข้าไปเนี่ย เราต้องขับข้ามฝายลำธารที่น้ำลึกประมาณคืบใช่มะ แต่พออยู่ๆ ไป กลางคืนฝนตกหนัก น้ำล้นฝาย พอรุ่งเช้า ขับข้ามออกมาไม่ได้!

แต่ลำธารที่โอบล้อมรอบที่พักนี่แหละครับที่เป็นพระเอกของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้หลังที่ผมไปกลิ้งมา นั่นเป็นนางเอก (นางเอกมีหลายหลัง) เพราะมันสวยแบบบ้านไม้สมัยใหม่ และเก็บรายละเอียดของงานออกแบบได้พิถีพิถันดีจัง

เสียดายที่ตอนไปพักไม่เจอเจ้าของ เลยไม่ได้สัมภาษณ์เรื่องแรงบันดาลใจ และคอนเซปต์การออกแบบ แต่ถึงไม่ได้คุย เอาแค่ได้ไปนอนกลิ้งมาสองคืนก็พบว่า ประทับใจมากว่ะ ไว้ต้องไปซ้ำให้ได้!

.

บ้านไร่ไออรุณ

บ้านไร่ไออรุณ
– ระนอง –
Facebook: baanraiiarun

เจ้านี้ดังมาก เป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการดังขนาดที่เขาเอามาทำเป็นโฆษณาก่อนหนังฉายเลยละกัน ก็เลยไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำ แต่เล่านิดนึงละกันเดี๋ยวหาว่าเอาเปรียบ

จุดขายคือเจ้าของเป็นสถาปนิกที่กลับไปพัฒนาสวนที่บ้านตัวเอง ทีแรกก็ปลูกผักออร์แกนิก ออกแบบนั่นนี่จนได้บ้านพักหลังเล็กๆ หลายๆ หลังกระจายตัวอยู่ในสวน แล้วเปิดให้คนมาเช่า ส่วนด้านหน้าทีแรกก็ขายผักที่ “แม่” (คุณแม่เรียกตัวเองว่าแบบนี้กับแขกและลูกค้าทุกคน) นำมาขาย ทำไปทำมา พอดังปั๊บ ก็เลยขยับขยาย ปรับปรุงสถานที่ด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าของที่เป็นสถาปนิก และฝั่งด้านหน้าก็เปิดขายอาหารและเครื่องดื่มแนวชิกๆ เก๋ๆ เหมาะแก่การโพสต์อินสตาแกรม จึงเป็นสาเหตุให้ที่นี่ได้รับการบอกต่อแพร่หลายจนดังระเบิดเถิดเทิง คิวจองแน่นเอี๊ยด

สลิ่มอย่างเราจึงไม่พลาดที่จะมาเยือนและเสพรายละเอียดให้รู้ว่ามันดีอย่างที่คาดหวังไหม

.

บ้านป่าริมธาร

บ้านป่าริมธาร โฮมสเตย์
– จันทบุรี –
Facebook: บ้านป่าริมธารโฮมสเตย์

จันทบุรีเป็นจังหวัดที่ครบเครื่อง มีทั้งภูเขา แม่น้ำ น้ำตก ปากอ่าว ทะเล ป่าชายเลน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชุมชนทั้งแบบเก๋ๆ และแบบเรียลๆ ฯลฯ ซึ่งเราจะไม่พูดถึงเพราะเราหวง 55555

ซึ่งบ้านป่าริมธารนี่แหละครับเป็นหนึ่งในของดี(แบบส่วนตัว)ของที่นี่ บ้านพักเป็นสไตล์แมนๆ คันทรี่ๆ อย่างที่บอกข้างบนเลยว่าปกติจะไม่ค่อยชอบ 555555 แต่ขอยกเว้นที่นี่ไว้ที่นึง เพราะความสวยใสไหลเย็นของลำธารหน้าบ้านมันดีจนเราหยวนให้ได้ทุกอย่าง

ไปนอนได้คืนนึงตื่นมาก็เพิ่งรู้ประวัติว่าโฮมสเตย์ (ที่จริงมันก็คือรีสอร์ตนั่นแหละ) แห่งนี้ เป็นของพ่อของพี่โป้โยคีเพลย์บอย แกมาบุกเบิกที่ริมธารนี้ไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน โดยสภาพรอบๆ เป็นลำธารใสแจ๋ว มีเกาะแก่งให้เดินเล่นและเล่นน้ำอย่างแจ๋ว รีสอร์ตรอบๆ ก็ให้ความร่วมมือ มีกติการ่วมกันในการใช้ลำน้ำแห่งนี้โดยไม่เบียดเบียนรุกราน ทำให้คงสภาพความงามและไหลเย็นเห็นตัวปลา เด็กๆ แฮปปี้กันสุดๆ

.

ต่อไปเป็นการเปรียบเทียบกันสี่แห่งเนอะ อย่าเรียกว่าเปรียบเทียบเพื่อหาคนแพ้คนชนะเลย เพราะแต่ละแห่งมันมีส่วนต่างส่วนดีคนละแบบงี้ ถือว่าจดไว้ดูเป็นข้อมูลไว้แนะนำหลอกล่อเพื่อนฝูงมาอ่านเพื่อตัดสินใจไปตามรอยละกัน

ทำเล

บ้านสวนจันทิตา
  • อยู่จังหวัดอุทัยธานี ขับรถแป๊บเดียวจากกรุงเทพฯ ก็ถึง ถนนดี รถไม่เยอะ
  • เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ใช่ทางผ่านขึ้นเหนือ ก็เลยสงบเงียบ
  • บริเวณรอบๆ เป็นลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง เขียวชอุ่มและชิลมากๆ
  • ย้ำว่าชิลมากๆ แฮปปี้มากๆ
  • ที่เที่ยวแถวนั้นมีวัดวา เมืองเล็กๆ หรือจะไปแนวป่าเขาก็เจ๋ง
บ้านในหมง
  • อยู่จังหวัดระนอง
  • มีพี่เตือนว่า อย่าขับรถมาจากกรุงฯ เลย มันไกล และทางแย่
  • เราเชื่อ เราเลยบินไปลงสนามบินระนอง (ค่าเครื่องแพงสัส) และเช่ารถต่อเพื่อขับในจังหวัด ถึงจะแพงแต่โอเคนะ
  • อยู่ในซอยใกล้บ่อน้ำร้อน ใกล้บิ๊กซี ปั๊ม โรงหนัง ฯลฯ แต่ในซอยดันเป็นป่าเขาและเรือกสวน เขียวชื้นชุ่มฉ่ำ เมฆแตะยอดเขา
บ้านไร่ไออรุณ
  • อยู่ระนอง อ่านอันตะกี้ได้ แต่ขยับมา อ.กะเปอร์ ซึ่งแถวกะเปอร์ไม่ค่อยมีอะไรนอกจากสวนและป่าเขียวๆ สะใจ
  • เออก็มีนี่หว่า สองข้างทางนั่นแหละ เสพเข้าไป แฮปปี้มาก
  • แต่ตัวบ้านไร่ไออรุณนี่จะฉีกออกมาจากตัวเมืองเยอะหน่อย ไม่มีเซเว่นหรือปั๊มใหญ่ๆ แถวนั้น เข้าร้านชำก็โอเค
  • ถนนในระนองดีแล้ว ดีมากเลย ขับสบายใจ
 บ้านป่าริมธาร
  • อยู่ทุ่งเพล จังหวัดจันทบุรี แถวทุ่งเพลจะเป็นสวนๆ ป่าๆ นะ อยู่ใกล้ภูเขา ไม่ใกล้ทะเล
  • ขับรถจากกรุงฯ สักห้าชั่วโมงได้ (บ้านเราแวะจอดบ่อย คนอื่นอาจจะไวกว่านี้แหละ)
  • รอบๆ มีรีสอร์ตอีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่แนวลำธารเดียวกัน
  • เดินทางค่อนข้างง่าย ถนนโอเคอยู่ มีร้านของชำไม่ไกล

คอนเซปต์

บ้านสวนจันทิตา
  • ลุงป้าวัยเกษียณย้ายมาอยู่ในที่ดินที่ซื้อ และปลูกต้นไม้ไว้เมื่อสามสิบปีก่อน ทำไปทำมาเลยเปิดเป็นโฮมสเตย์ โดยจ้างสถาปนิกมาออกแบบให้
  • นโยบายคือไม่ตัดต้นไม้แสนรักที่ปลูกไว้ (ไม่นับไม้ที่เอามาทำบ้านนะ อันนั้นซื้อมาจากที่อื่น) พอเป็นแบบนี้ต้นไม้ก็เลยแสดงความรักตอบ ด้วยการโชว์ความร่มรื่นสุดขีด
  • แปลนบ้านทุกหลังเป็นเครื่องหมายบวก จัดวางตำแหน่งห้องนอนห้องน้ำและโถงบิดหมุนต่างกัน เดินดูให้ครบทุกห้องจะสนุกมาก
บ้านในหมง
  • เป็นบ้านในป่า มีลำธารตื้นๆ โอบล้อม
  • เฮ้ยเรารู้แค่นี้เอง แย่แล้วๆๆ ไม่ได้ทำการบ้านมา เขาชวนไปก็ไปตามเขา (ถ้าอยากรู้ก็ลองไปค้นดูนะครับ วันที่ไปนี่รายการบ้านและสวนก็ออกเรื่องของที่นี่พอดี ดูแล้วอยากไปมาก แต่เฮ้ย กูก็ดูอยู่ที่นี่แล้วนี่หว่า)
  • ความฝนแปดแดดสี่ของระนองนั้นช่วยทำให้สถานที่โคตรร่มรื่นชุ่มฉ่ำ สะใจมาก
บ้านไร่ไออรุณ
  • ใครที่ดูหนังโรงน่าจะเคยเห็นโฆษณาที่เล่าเรื่องสถาปนิกที่จบแล้วกลับบ้านไปทำในสิ่งที่ตนรัก ทำไร่ออร์แกนิก มีลำธารไหลผ่าน และมีผลิตภัณฑ์จากไร่ที่ทำกันเองเล็กๆ ในครอบครัว ขายให้คนที่แวะมาไรงี้
  • เนื่องจากสตอรี่นี้มันดีจังเลย ก็ดึงดูดให้คนเข้ามากันเยอะ เขาก็เลยทำร้านอาหาร มีเครื่องดื่ม ขนมไทยๆ ไว้ต้อนรับ โดยทำกันเป็นครอบครัว และหลังๆ นี้พอดังขึ้นมา ก็เลยมีพนักงานทำงานกันฟูลทีม ดูเป็นมืออาชีพ
  • รายละเอียดอื่นๆ ดูในรายการบ้านและสวน
บ้านป่าริมธาร
  • จำไม่ได้แล้วว่าใครแนะนำ แต่พอไปถึงแล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นของพ่อของพี่โป้โยคีเพลย์บอย แกมีที่ดินริมลำธารนี้มานานแล้ว แล้วก็ขยับปรับปรุงเป็นรีสอร์ตหลังๆ เป็นบ้านปูน+ไม้ หลายสไตล์ แล้วแต่ว่าแขกจะเลือกพักห้องไหน
  • เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินริมธาร ผ่านการจัดการด้วยฝีมือมนุษย์มากกว่าจะเป็นป่าๆ
  • อยู่กันหลายๆ รีสอร์ตด้วยความร่วมมือกันว่าจะแชร์ลำธารและแบ่งปันกันใช้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ประทับใจ

บ้านสวนจันทิตา
  • ลานไม้อันสุดยอด ชอบมาก ชอบมากๆ โคตรเย็นสบายจนอยากขโมยกลับบ้าน (สุดท้ายมันฝังใจจนพอสร้างบ้านใหม่เลยทำลานไม้เชื่อมตัวบ้านเข้าด้วยกันจริงๆ ขอบคุณแรงบันดาลใจ)
  • ป้าจันทิตา ดุและขี้บ่นแบบครู ส่วนลุงสาน แกอ่านอะเดย์และเวย์! (มาทักเราตอนเห็นสะพายถุงผ้าเวย์ว่ารู้จักด้วยเหรอ คุยไปคุยมาเลยเปิดหน้าที่มีเราอยู่ข้างในให้แกดู 5555)
  • เราว่าเด็กถาปัดมาถึงมาดูต้องกรี๊ดกันทุกคนแหละ เป็นโครงการที่คอนโทรลและเคารพธรรมชาติได้ดีมากๆ
บ้านในหมง
  • ลำธารด้านหน้าอันสุดยอด อยู่ดีๆ ก็มาขวางทางเข้า พอฝนตกหนัก น้ำก็จะลึกเกินลุยออก ชอบว่ะ 55555
  • ลูกอ๊อดยักษ์!
  • ตัวบ้านที่เราไปพักนั้นช่างสุดยอด ห้องน้ำก็ดี ลำธารหลังบ้านก็แจ๋ว (จำชื่อไม่ได้ ใครจะไปก็บอกว่าจองหลังใหม่ล่าสุดที่มีห้องน้ำเอาต์ดอร์ละกัน)
  • ความเขียวชุ่มฉ่ำ ของสายน้ำ ของฝน ของต้นไม้ และของหมอกที่เลียภูเขาลิบๆ
  • เน็ตโคตรแรง!
บ้านไร่ไออรุณ
  • เหมือนไปดูงานสถาปนิกที่ประยุกต์พื้นที่สวนหมาก สวนปาล์ม สวนผลไม้ แล้วสร้างบ้านไม้ยกพื้นสวมลงไป ออกแบบทางเดินไม้ไผ่ ฯลฯ ได้ถูกใจอินสตาแกรมและโลกโซเชียล
  • บ้านพักที่นี่เขาทำกันเองนะ (มีพ่อ และลูกมืออีกสองคน สร้างได้แล้ว เมพ)
  • ชอบลำธารที่ทำขึ้นมาเอง มีระบบหมุนเวียนน้ำในโครงการ (เราได้แต่คิดว่าอยากทำแบบนี้ แต่ที่นี่ทำให้ดูแล้วว่าสามารถทำได้จริงๆ)
  • คาเฟ่ด้านหน้าน่ารัก ของกินเป็นแนวๆ ขนมไทยๆ อร่อยจริง
 บ้านป่าริมธาร
  • ลำธารสวยมากกกกกกกกก เกาะแก่ง งดงามมากกกกกกกก
  • บ้านริมธารแต่ละหลังที่ออกแบบมาไม่ซ้ำกันนั่นก็ดูดี ถึงจะไม่ฮิปมาก แต่เหมือนรีสอร์ตที่แบ็กแพ็กเกอร์มาเห็นแล้วจะโอเคน่ะ เก็ตมะๆ
  • ทางเดิน (คอนกรีต) ทอดยาวร่มรื่นแทรกไปในสวนไม้ยืนต้น ดูดีเหมือนเดินในวัดป่า

ข้อสังเกต

บ้านสวนจันทิตา
  • ป้าจันทิตา (เจ้าของ) แกขี้บ่นหน่อยนะ ดูแลแขกเหมือนกันลูกหลาน 55555555 ถ้าทำใจให้โอเคก็โอเค
  • ตอนที่ผมไปนั้นไม่มีไวไฟ ไม่รู้เดี๋ยวนี้มีหรือยัง
บ้านในหมง
  • บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกัน กรณีไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วต้องเดินไปหลังอื่นๆ ก็ให้ระวังสัตว์เลื้อยคลานไรงี้เอานะ
  • ไม่มีอาหารนะ แต่ฝากเจ้าของซื้อเข้ามาได้
  • ระเบียงบ้านหลังที่เป็นปูนทั้งหลัง (จำชื่อไม่ได้ ที่อยู่ติดสะพาน) มีตุ๊กแกเยอะมาก
  • ทีมงานทุกคนที่เจอ พูดไทยไม่ได้นะครับ
บ้านไร่ไออรุณ
  • ที่พักแต่ละหลังและทางเดินข้ามลำห้วยเล็กๆ นั้นสงวนไว้ให้ผู้พักนะ แขกที่มาคาเฟ่ด้านหน้าก็อดเข้ามาดู ถือว่าแวะมาเพื่อกินน้ำกินหนมโดยเฉพาะ
  • ทางเดินไกลหน่อยนะ ใครลากกระเป๋าเดินทางมามีกรี๊ดแน่
  • ไม่มีน้ำอุ่น ลูกสาวผมอาบน้ำไปร้องไห้ไป 55555
  • พื้นที่ในบ้านแต่ละหลังค่อนข้างเล็กนะครับ ส่วนข้างนอกก็ยุงเยอะเชียว (อันนี้ต้องทำใจ)
  • ไม่มีไวไฟ สัญญาณมือถือ (ทรูมูฟ) แย่มาก
 บ้านป่าริมธาร
  •  เป็นที่พักที่มี “ความชิก” น้อยที่สุดในบรรดาที่พักทั้งสี่ (ก็คือเหมาะกับโลกโซเชียลในสไตล์ฮิปๆ อินสตาแกรมๆ ไรงี้ น้อยหน่อย มันจะออกแมนๆ)
  • ริมลำธารที่แยกออกมาจากสายหลักนั้นน่าจะเป็นลำธารขุดเข้ามาเอง ตลิ่งเลยเป็นปูนๆ หน่อย แต่ลำธารหลักนี่โคตรดี
  • ระบบอาหารอุดมสมบูรณ์มาก สั่งจากครัวมากินได้โอเคเลย (ไม่ได้ถือเป็นข้อเสียนะ แต่หาที่ลงไม่ได้ 555)

จบการบันทึกครับ ใครผ่านมาอ่านและมีที่พักแนวนี้แนะนำช่วยบอกหน่อยนะ ตอนนี้เล็งโซนภาคเหนือไว้ เด็กๆ ที่บ้านเริ่มโตพอจะพาไปได้แล้ว ขอบคุณครับ

Comments Off on บ้านสวนจันทิตา / บ้านในหมง / บ้านไร่ไออรุณ / บ้านป่าริมธาร()

ทำมือถือให้เล่นโฮโลแกรมล้ำๆ ได้จากปกซีดี

21 / 10 / 2560 | 20:27 น.

พอดีจะทิ้งซีดีเก่า เลยนึกได้ว่าเคยอ่านบล็อก DIY สักแห่งที่เขาเอามาทำที่ดูโฮโลแกรมบนหน้าจอมือถือ เลยลองทำให้ลูกดู (พร้อมทั้งสอนว่าเราสามารถทำของเล่นจากของที่จะทิ้งแล้วก็ได้นะ ไรงี้)

ตอนแรกก็ยังไม่ได้บอกลูกว่าจะทำอะไร หยิบคัตเตอร์ ฟุตเหล็ก แผ่นรองตัด กาว และฝากล่องซีดีเก่ามาทาบๆ วัดๆ ลูกก็มามุงดูด้วยความสนใจ (แค่นี้ก็ถือว่าหลอกเด็กสำเร็จละนะ 555)

อะ วิธีการคือ

1. ตัดแผ่นซีดีให้ได้ขนาด

ถ้ามีพลาสติกที่มากับกล่องผลิตภัณฑ์น่าจะใช้ได้เหมือนกัน แต่อันนี้มีซีดีเลยใช้ซีดี

หัวใจคือตัดเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านที่สำคัญคือด้าน 1 ซ.ม. ที่จะเป็นส่วนประกบกับหน้าจอมือถือ (ถ้าใช้แท็บเล็ตก็น่าจะใหญ่กว่านี้) ส่วนที่เหลือผมกะๆ เอา ในภาพคือปากกว้าง 6 ซ.ม. และสูง 3-4 ซ.ม. (คราวหน้าจะลองให้สูงกว่านี้น่าจะดูถนัดขึ้น)

อ้อ ระวังคัตเตอร์ด้วย พลาดมานิ้วแหกเลือกสาด เดี๋ยวจะผิดวัตถุประสงค์ที่ทำให้เด็กกรี๊ดเพราะความตื่นเต้น นี่แม่งกลายเป็นช็อกแทน

ในภาพผมตัดเบี้ยวไปหน่อยนึง เวลาหักแล้วปากมันเบิน ก็เลยเบี้ยวๆ บิดๆ ไม่เป็นไรช่างแม่ง

2. ติดกาว ประกอบกันเป็นพีระมิด

ถ้าไม่มีกาวพริตต์หรือยู้ฮูหลอด ก็ใช้เทปใสยังได้ ตรงมุมๆ มันไม่ได้มีผลอะไรมาก

แต่ที่ต้องใส่ใจคือระดับของด้านยอดพีระมิด อันนั้นต้องให้เรียบเสมอกัน ของผมไม่เสมอ เวลาวางหงายกับจอมันเลยเบี้ยว

3. เปิดยูทูบ

ค้นพวกคำว่า “hologram clip” อะไรแบบนี้ก็ได้ แล้วเอายอดพีระมิดวางหงายลงไป แล้วก้มดูต่ำๆ

4. ฟังเสียงบุตรหลานของท่านกรี๊ดกร๊าด

เราก็ยืด และไปรักษาแผลมีดบาดนิ้ว จบ

Comments Off on ทำมือถือให้เล่นโฮโลแกรมล้ำๆ ได้จากปกซีดี()