Sloth Machine ตอนพิเศษมาแล้วจ้ะ เชิญอ่าน

19 / 11 / 2557 | 00:13 น.

sloth-machine

ลืมกล่าวขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนสร้างพลังใจให้กับข้าพเจ้าใจการอุตริกลับมาเข้าค่ายนักเขียนกับเขาในรอบปีสองปี จนได้คลอดหนังสือ ‘Sloth Machine‘ ดังที่ได้เขียนโฆษณาไว้ในตอนที่แล้วนู้น

ซึ่งตามธรรมเนียมของหนังสือจากสำนักพิมพ์ปลาขยันนี้ เขาได้มีโครงการยุยงให้ผู้อ่านได้ไปหาเศษหาเลยกับของแถมที่อยู่บนเว็บ และเรียกมันว่า ‘Extra’ ซึ่งใครอยากอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้ แต่ถ้าอ่านแล้วคงเหมือนดูหนังฮีโร่มาร์เวลแล้วนั่งรอจนหมดเครดิตท้ายเรื่อง แล้วมันจะมีเนื้อหาที่(ส่วนใหญ่จะ)คุ้มค่ากับการอั้นเยี่ยว

Sloth Machine ของข้าพเจ้าก็เช่นกัน ตัวหนังสือเล่มจริงนั้นใช้เวลาหามรุ่งหามค่ำสร้างสรรค์มันขึ้นมาโดยการฟาดแส้ทุกครั้งจากบรรณาธิการ (อีกาย) ในระยะเวลา few เดือน แต่พองานเสร็จแล้ว หนังสือวางแผงเรียบร้อยแล้ว (แต่ค่าต้นฉบับยังไม่ออก) ปรากฏว่าตอนพิเศษที่เป็นสัญญาใจนี่ …มันไม่ทวงเว้ย คือไม่ได้กำหนดเดดไลน์เลยนะ อยากทำก็ทำไป

ซึ่งการไม่มีเดดไลน์นี่ถือเป็นสิ่งอันตรายมากสำหรับอีพวกเหลวไหลอย่าง… เออ อย่างกูนี่แหละ จนคนอ่านหลายท่านเขาบ่นแล้วบ่นอีกว่าเมื่อไหร่จะมีให้อ่านซะทีวะ กดเข้าไปยัง coming soon อยู่ได้

ถ้าจะให้หาเสียงแบบพวกผู้แทนหรือศิลปินประดิษฐ์ๆ ก็จะต้องกล่าวว่า เสียงจากผู้อ่านนั้นสำคัญเสมอ กระผมจึงได้รีดเค้นเวลาว่างทุกหยาดหยดที่เหลือจากการอ่านการ์ตูนและช่วยเมียเลี้ยงลูก 2 ตัว มาเขียนตอนแถมเป็นการ์ตูนตามคำเรียกร้อง ซึ่งเวลาว่างนี่โคตรจะน้อยเลยนะครับ เพราะตอนเขียนเล่มจริงนี่ผมขออนุญาตเมียให้ช่วยรับภาระเลี้ยงลูกอ่อนไปซะเยอะ คราวนี้จึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับลูก จนวันๆ มีสภาพไม่ต่างจากมนุษย์เกษียณจริงๆ

และด้วยความตั้งใจมาตั้งนาน (ตั้งกะอีกายยังทวงต้นฉบับอยู่ยิกๆ) ว่าจะเขียนภาคเสริมของหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นเรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในหนังสือ นั่นคือเมีย (อ้าวฉิบหาย สปอยล์ไปแล้ว)

การ์ตูนตอนพิเศษ ‘ร้อยมาลัยนี้มาบูชาเมีย’ จึงได้ไปปรากฏโฉมบนเว็บ min.ms/SLO ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (มันต้องใช้รหัส serial ท้ายเล่มนะ ใครขี้เกียจเสียตังค์ซื้อ แนะนำให้ไปแอบดูของเพื่อนหรือตามร้านหนังสือก็ได้ แล้วถ่ายไว้กรอกในเว็บ เอ๊ะนี่มึงจะแนะนำให้ชาวบ้านเขาอ่านเถื่อนกันทำไม)

ใครอ่านจบแล้วยังอารมณ์ค้าง เชิญเสพต่อได้ แต่ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน ก็ไปซื้อซะนะครับ (ไม่โฆษณาตอนนี้แล้วจะโฆษณาตอนไหน) ท่องไว้ Sloth Machine สำนักพิมพ์แซลมอน เล่มสีเขียวๆ ถ้าหาไม่เจอถามพนักงานดูได้ ถ้าพนักงานไม่รู้เรื่องก็บอกว่านิ้วกลมเขียนไง

ป.ล.
การมีลูก 2 คนนั้นไม่ใช่แค่ยุ่งขึ้น 2 เท่านะครับ นี่นับคร่าวๆ ได้ 5 เท่า

ป.อ.
ฟีดแบ็กจากผู้อ่านส่วนหนึ่งบอกกลับมาว่า มึงไปเอาดีทางเขียนการ์ตูนเถอะ ดังนั้นเนื้อหาตอนแถมเลยเขียนเป็นการ์ตูนซะเลยไงครับ

ป.ฮ.
และเผลอๆ เล่มถัดไป (ยังไม่เข็ด!) ก็ะเขียนการ์ตูนมากกว่าเดิมด้วย คอยติดตามนะครับ ขอบพระคุณครับ (ไหว้งึกงักๆ แบบสายัณห์สัญญา)

แสดงความเห็น()

#กรุ๊ปไลน์ครอบครัว

29 / 10 / 2557 | 21:54 น.

เมื่อเช้าทวีตไปว่างี้ครับ

คือพ่อผมชอบส่งอะไรแบบนี้มา แต่ละวันจะมีคำทักทายพร้อมแนบภพในสไตล์ที่ทำให้สงสัยอยู่เสมอว่าเฮ้ย ทำไมชีวิตเราถึงไม่เคยผ่านสังคมที่มีภาพพวกนี้เลยวะ แต่พ่อกลับเป็นคนที่ส่งอะไรแบบนี้มาได้ทั้งวัน ในแวดวงไลน์ของพ่อจะต้องมีอะไรแบบนี้เป็นทรัพยากรอยู่อีกเยอะแหงๆ เลย

แล้วก็มีชาวทวิตภพทยอยแบ่งปันภาพจากประสบการณ์ส่วนตัวมาเพื่อช่วยย้ำให้มั่นใจว่า #กรุ๊ปไลน์ครอบครัว นั้น ช่างคัลต์อย่างน่ามหัศจรรย์ อ่านต่อ →

แสดงความเห็น()

ครอบครัว #ที่ดี

26 / 10 / 2557 | 16:32 น.

ที่บ้านมีทีวีไว้เปิดยูทูบครับ (ใช้ Chromecast)

ตั้งกติกาให้ลูกไว้ว่าในหนึ่งวันสามารถดูทีวีได้ประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มๆ ส่วนมากจะเปิดคลิปจากเพลย์ลิสต์นี้ ส่วนของเมียก็จะเป็นอีกเพลย์ลิสต์นึง ซึ่งในนั้นมีรายการ ‘พี่บาร์นีย์’ ด้วย (พอดีผมไม่มีลิงก์ ลองเข้ายูทูบค้นเอานะ มีเพียบ)

บาร์นี่ย์เป็นรายการเด็ก ตัวละครคือไดโนเสาร์สีม่วงตัวใหญ่เท่าควาย มาเล่นกับเด็กๆ อายุประมาณ 4-5 ขวบ โดยเนื้อหาจะเน้นสอนเรื่องประสบการณ์ชีวิต สร้างเสริมลักษณะนิสัย และการงานพื้นฐานอาชีพให้เด็ก สลับกับร้องเพลงที่พอพากย์ไทยแล้วอาจจะฟังดูประหลาดสักหน่อย เนื่องจากไร้ซึ่งความคล้องจองสัมผัสนอกสัมผัสใจ แต่นิทานก็ยังชอบและฟังบ่อยจนร้องได้ทุกเพลง (มีแต่งเนื้อเองด้วย!)

ทีนี้มีตอนนึงที่เพิ่งเปิดดูเมื่อกี้แล้วประทับใจจนต้องเอามาเขียนบล็อกสั้นๆ นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว

บาร์นีย์บอกเป็นเพลงว่า ครอบครัวนั้นมีความหลากหลาย บางครอบครัวอยู่กันพ่อแม่ลูก บ้างก็อยู่กับแมว กับสัตว์เลี้ยง หรือบางครอบครัวอยู่แค่ตัวหนูเองและคุณยายแค่สองคน แต่นั่นแหละครอบครัว

และความแตกต่างนี่แหละที่เป็นสิ่งพิเศษ

ดูแล้วสะกิดใจเลยครับ ผมโตมากับเพลงอนุบาลที่เคยร้องมาตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีมาแล้วตอนรอเข้าแถวเคารพธงชาติสมัยอยู่โรงเรียนวัด และยังวนเวียนอยู่ในหัวมาจนทุกวันนี้ ไม่รู้มีโรงเรียนไหนใช้เพลงนี้สอนเด็กกันบ้างไหมนะ มันร้องว่า

“บ้านของฉันอยู่ด้วยกันมากหลาย มีพ่อมีแม่ ลุงป้าตายาย มี
ทั้งน้าอาพี่และน้องมากมาย ทุกคนสุขสบายเราเป็นพี่น้องกัน”

ไหนจะการโตขึ้นมาโดยที่ทุกคนต้องแต่งเรียงความส่งครูเรื่องพ่ออันสุดประเสริฐของฉัน แม่อันแสนรักลูกสุดชีวิตที่ไม่มีใครรักมากเท่านี้อีกแล้ว เป็นความรักบริสุทธิ์ในอุดมคติแบบที่พวกควรตอบแทนพระคุณในวันแม่ด้วยการถือพวงมาลัยไปก้มกราบเท้าดอกมะลิบนเวทีโรงเรียนกันเราทุกคน …นึกภาพย้อนไปตอนมัธยมที่ผมหันไปเห็นเพื่อนทำหน้าเจื่อนเพราะมันไม่มีแม่

ในขณะที่ทุกวันนี้ ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นพ่อของลูกสาวสองคน คืออยู่ในฐานะบุพการีเรียบร้อยแล้ว ผมก็ยังได้ยินคนหลังบ้านที่ดูภายนอกก็ปกติดีเหมือนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทั่วไป แต่กลับแหกปากตะเบ็งเสียงด่าและตะคอกลูกชายอายุเท่ากันกับนิทานเป๊ะๆ ด้วยความโมโหร้ายขาดสติ และขาดคุณสมบัติความเป็นแม่ที่ดี (แบบที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากเห็น) อย่างชัดเจน คือด่าตะคอกแม้กระทั่งเวลาลูกร้องไห้ อีแม่ก็กรี๊ดดดดดดดดดดดด เสียงดังไปแปดบ้าน (ดังกว่าลูกเยอะ) แล้วตะคอกให้ลูกเงียบด้วยโทนเสียงสูงหวีดแหลมดังกว่าเดิม มลพิษทางเสียงนี้มีให้ได้ยินแทบทุกวัน!

เวลาที่ผมไปยืนล้างจานในครัวแล้วได้ยินเนื้อหาที่เจ๊แกด่า (จะอุดหูหรือเปิดเพลงกลบยังไงก็ได้ยิน เพราะบ้านเป็นตึกแถว เสียงมันส่งถึงกันง่าย) หลายครั้งไม่ใช่เรื่องที่จะต้องโมโหและไปใส่พิษให้ลูกเลยแม่้แต่น้อยนะ ตัวอย่างเช่น เรื่องการที่ถามลูกก่อนตอนอยู่เซเว่นว่าหิวนมไหม แล้วลูกบอกไม่หิว แต่พอมาถึงบ้าน ลูกบอกหิวแล้ว อีแม่ได้ยินเข้าก็กรี๊ดแล้วด่าลูกแรงขนาดให้ไปเกิดใหม่ บางวันลูกร้อง อีพ่อก็ทำเสียงกรรโชกให้เงียบ (เด็กมันจะเงียบไหม) ฯลฯ

คือมึงเป็นแม่ที่ไม่ควรให้เด็กไหว้เลยนะ แล้ววันแม่เด็กมันจะเขียนเรียงความส่งครูยังไง

ผมจำได้ว่าทวีตเรื่องนี้บ่อยครั้งเพื่อหาทางระบายความหงุดหงิดให้ชาวบ้านรับพลังลบไปบ้าง กูจะได้โล่งๆ คือมันอัดอั้นมาก ชีวิตนึงผมเครียดกับเรื่องแค่ไม่กี่เรื่องหรอก เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในนั้น

พอมาดูรายการของเด็กฝรั่งเรื่องการยอมรับและเข้าใจความหลากหลาย (แบบไม่ต้องพยายามอะไรเลยนะ มันเกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว) แล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยก็เอาไว้สอนลูกได้

แสดงความเห็น()

Book Fair 1st Time • ไปงานหนังสือครั้งแรก

21 / 10 / 2557 | 20:06 น.

วันนี้ไปงานหนังสือมาครับ

02-PA213182
ทีแรกกะว่าจะไปตอนไปนั่งเฝ้าแจกลายเซ็นช่วงเย็นวันที่ 23-24-25 ต.ค.นะ แต่อยู่ดีๆ เมียเห็นเราทำท่ากระสับกระส่าย ตื่นเต้นดีใจที่หนังสือเสร็จจากโรงพิมพ์ซะที (เพิ่งวางขายในงานเมื่อวานเป็นวันแรก) เลยอนุญาตให้ไปเที่ยวชมก่อนในวันนี้ เพื่อไปเที่ยวจริงๆ แล้วสามวันตามกำหนดการค่อยไปปฏิบัติหน้าที่

01-PA213181
จนกระทั่งพอไปถึงงานตอนประมาณบ่ายโมง บูธแซลมอนปีนี้รวมร่างกับของบันลือ ก็ดีเหมือนกันนะครับ เด่นมาก เพราะเดินเข้าจากทางรถไฟฟ้าโผล่หัวไปก็เห็นเลย ผมไปแอบด้อมๆ มองๆ อยู่ห่างจากบูธพอสมควร (คืออยากรู้ว่าหนังสือตัวเองขายออกไหม 55555) ก็พบว่าเฮ้ย ท่าทางขายได้เลยนี่หว่า คนหยิบกันเยอะมากๆ …หยิบมาพลิกๆ ดู แล้วก็วาง

การได้เห็นหนังสือตัวเองตัวเป็นๆ วางขายปะปนอยู่กับงานเขียนของนักเขียนและนักวาดที่เราชื่นชม เฮ้ยมันดีมากเลยนะ

03-PA213183
เนื่องจากกล้องที่แบกไปมันเป็นเลนส์ 75mm (x2) เลยสามารถแอบถ่ายไกลๆ โดยเหยื่อไม่รู้ตัวเท่าไหร่ เลยได้เห็นภาพแรกของหนังสือตัวเองบนชั้น ที่พนักงานกำลังจัดอยู่ จากที่มันดีๆ…

04-PA213185
ก็ดันจับให้มันกลับหัว -_- อ่านต่อ →

แสดงความเห็น()

ขอแนะนำหนังสือ Sloth Machine: กำเนิดมนุษย์ชิล / by iannnnn

20 / 10 / 2557 | 00:42 น.

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา กดดูคลิปเลยครับ

เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากการที่อยู่ดีๆ ผมก็ลาออกจากงานประจำ (ที่รายได้ดี) โดยที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร อดีตเจ้านายเรียกไปถามก็บอกไปตรงๆ ว่าขี้เกียจ

พอลาออกเสร็จแล้วก็มานั่งเลี้ยงลูกและอ่านการ์ตูนเป็นงานหลักอยู่ที่บ้าน ส่วนงานรองคือสกรีนเสื้อขาย รับงานออกแบบกรุบกริบ และช่วยเมียทำร้านเดรสแฟชั่น (ลิงก์ SEO นี่มาเต็ม) ซึ่งเรื่องงานนั่นช่างมันเถอะ ในแต่ละวันผมใช้เวลาไปกับมันวันละไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง (ยังกะพวกรับจ้างโพสต์สแปมตามเว็บบอร์ด) ส่วนเวลาที่ใช้ไปในแต่ละวันที่เยอะจริงๆ นั้นคือเลี้ยงลูกครับ

ถ้าเทียบกับงานที่เคยทำมาตลอดหลายปี ก็คงเรียกได้แล้วแหละว่าผมเกษียณตัวเองมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกเรียบร้อย
อ่านต่อ →

แสดงความเห็น()