090 | คนไม่เห็นผี

การกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งล่าสุดเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา
มีอยู่ช่วงนึงที่ผมต้องขับรถผ่านทุ่งนาเวิ้งว้างว่างเปล่าตอนกลางคืน
ต้องวิ่งผ่านเส้นทางที่ตัดมาจากหาดเจ้าสำราญ เข้าสู่อำเภอท่ายาง
เจ้า VIOS อายุครึ่งปี (ของโบว์) ก็เลยกลายเป็นสัญญาณชีวิตเดียวในรัศมีไม่รู้กี่กิโล
บรรยากาศรอบข้างริมคลองชลประทานสายสามคืนนั้น เปลี่ยวและมืดสนิทครับ
มืดขนาดที่แฟนผมนั่งข้างๆ ยังพูดอยู่เป็นระยะ ว่าให้ขับคนเดียวละไม่เอาเด็ดขาด
คงเพราะผมก็โตมากับสภาพชนบทแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวอะไร
ถ้าไม่นับเรื่องที่พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แถวนี้น่ะเคยมีโจรคอยดักปล้นรถ
ด้วยการเอาขอนไม้มากั้นถนน .. จัดการกับเจ้าของ แล้วชิงเอารถไป
แต่เรื่องมันก็นานมาแล้ว เดี๋ยวนี้หมดยุคเสือครองเมืองเหมือนสมัยแดง ไบเล่แล้วครับ
ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เหลือเพียงบรรยากาศมาคุๆ ท่ามกลางละอองฝนกะปริบกะปรอย
ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่โจรครับ แต่เป็นผี!
ก็นึกดูละกันว่าท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาสองข้างทาง ไม่มีแสงไฟแม้เพียงดวงเดียว
แต่รายรอบไปด้วยต้นตาลที่ยืนทะมึนกลืนไปกับผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มขมุกขมัวเมฆฝน
มีแค่แสงไฟสูงที่สาดจากพาหนะคันเล็กๆ พอให้เห็นถนนข้างหน้าเป็นเพียงแสงสว่างเดียว
วินาทีนี้ บรรยากาศแม่งโคตรวังเวงเลยครับ!
ผมมีนิสัยที่ประหลาดอยู่อย่างนึง ก็คือ
เวลาตัวเองเห็นอะไรตะคุ่มๆ ไม่แน่ใจ ผมจะหยุดดู และจ้องจนกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร
ดังนั้นไอ้ความกลัวบนความไม่แน่ใจ จึงถูกขจัดทิ้งไปด้วยความรู้/ความจริง นี่เองครับ
แต่นิสัยนี้เอง ก็ทำให้ผมพบคำตอบในคำถามที่ตัวเอง (และคุณหลายๆ คน) สงสัยมาตลอด
ใช่แล้วครับ และในที่สุด วันนึง ผมก็ได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่เรียกเหมารวมว่า “ผี” เข้าจนได้
แต่วันนี้จะยังไม่เล่า ขอกั๊กไปไว้ครั้งถัดไป (
)
ตอนเด็กๆ ผมก็กลัวผี กลัวไอ้นั่นไอ้นี่สารพัด เหมือนกับเด็กๆ ทั่วไป
ที่ถูกทีวีสมัยนั้นที่อุดมไปด้วยละครผีๆ (เอาแค่แม่นาคเรื่องเดียว ก็ฉายซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว)
แล้วก็หนังสือรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับผี ที่เผอิญผมก็ชอบหาซื้อมาอ่านซะด้วยสิ
ทำไปทำมาก็เลยเป็นคนที่กลัวบรรยากาศที่น่าจะมีผีจนได้
จนวันหนึ่ง พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มมีความรู้สึกแบบเด็กขึ้นมาว่า .. นี่กูจะกลัวไปทำไมวะ
แม่ง ในหนังสือพิมพ์ไม่เคยเห็นมีข่าวคนโดนผีหักคอตายห่าสักคน แล้วมันจะมีจริงได้ไง
แถมพี่ที่อยู่ข้างบ้านผมมีวิธีสอนลูกสาวไม่ให้เชื่อเรื่องแบบนี้ได้น่ารักมากครับ
แกบอกว่า “ผีน่ะไม่มีจริงหรอก เพราะถ้ามีผี ..ก็ต้องมีขี้ผีสิ” (โอ้ว….เจ็ทเคร่ววววววว!!)
ระยะหลังๆ ผมก็เลยอ่านหนังสือผีๆ เหล่านั้นด้วยความขำ .. เฮ้ยแม่งปัญญาอ่อนว่ะ
แต่ทั้งนี้ เวลามีการเล่าเรื่องผีกันที่ไหน ผมก็ไม่พลาด และเข้าไปนั่งฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
ยิ่งรายการเดอะช็อคของพี่ป๋องนี่ ผมฟังทุกเสาร์อาทิตย์ที่ทำโปรเจ็คแล้วต้องนอนคณะเลย
ที่สำคัญคือมีแฟนที่ไม่ค่อยจะพลาดหนังผีด้วย เลยพยายามจะหาหนังที่น่ากลัวที่สุดที่มี
แต่ดูไปกี่เรื่องๆ ก็ยังไม่เจอไอ้ที่สุดๆ ซะที (น่ากลัวที่สุดที่เคยดูคือเรื่อง The Eye ภาคแรก)
หลายเรื่องที่เพื่อนๆ แม่งเล่ากันแบบ ผีโผล่มา ตาโบ๋ จะฆ่าแกงกันอะไรงี้ ผมก็นั่งขำในใจ
เฮ้ย.. สมัยคนเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็มีนิสัยธรรมดาๆ เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาทั่วไปหนิ
แล้วพอตายไปทำไมถึงจ้องจะครองโลกขนาดนั้นวะ
ยิ่งไอ้พวกรู้เลขท้ายสองสามตัวอะไรนั่นแล้วเอามาแอบกระซิบบอกญาติโยมเนี่ย
แม่งโคตรเจ๋งเลย …. (ในโลกวิญญาณคงมีฐานข้อมูลของกองสลากหรืออะไรสักอย่าง)
อีกอย่าง ผมไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด หรือนรก สวรรค์ (ที่เป็นแบบกายภาพน่ะนะ)
เพราะว่าสมัยก่อนถ้าคนในโลกมี 1000 ล้านคน บวกสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกสัก 1000 เท่า
แล้วอีก 100 ปีต่อมา ประชากรสิ่งมีชีวิตในโลกมันเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
นั่นก็แสดงว่า มันต้องมีการแบ่งอนุภาคของวิญญาณแบบอะมีบาน่ะสิ เอ๊ะ หรือยังไงนะ
แล้วไอ้พวกที่เอาตำราใน “ยุควิทยาศาสตร์เทียม” มาอ้างว่าผีมีน้ำหนักเท่านี้ ปริมาตรเท่านั้น
(* ยุคที่ตื่นตัวกับสิ่งลึกลับของโลก เช่นพวกไอ้ตีนโต ยูนิคอร์น อาถรรพณ์อียิปต์ ฯลฯ นั่น)
ผมว่าแม่งโคตรมั่วเลย แน่จริงมันจับผีมาให้ดูเป็นตัวๆ ออกข่าวจริงจังให้ได้ทั่วโลกก่อนดิ
ฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯ
ผมก็นั่งฟังแต่ไม่เถียง ด้วยความขำขำ ชิวชิว (เฮ้ย ไม่เคยใช้คำนี้เลย … จ๊าบว่ะ แนวว่ะ)
ความที่อยู่ในวัยต่อต้าน วัยอัลเตอร์ จึงไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด และไม่รู้สึกคล้อยตามสักนิด
ถึงกระนั้น
หลายครั้งหลายหนที่ผมเองก็เจอ “อะไร” ที่ผมว่าผมยังไม่แน่ใจว่ามันคือผีหรือเปล่า
แต่ก็อย่างว่า ความเป็นเด็กแนว (เฮ้ย คำนี้จ๊าบว่ะ ชิวชิวว่ะ แม่งแปลว่าอะไรวะ) ของผม
ก็เลยหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามตัวเองว่าเป็นผีไอ้นั่น วิญญาณไอ้นี่เรื่อยมา
แถมตั้งกติกา ประกาศกร้าวกับตัวเองไว้ด้วยนะว่า “กูไม่เชื่อเรื่องผี และพร้อมจะลบหลู่”
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เหมือนกันครับ
บางทีผมอยู่คนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้น (เช่น เวลาต้องไปนอนในที่แปลกๆ คนเดียว)
พอบรรยากาศรอกายมันกดดันให้สมองฟุ้งซ่าน ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ก็ปรากฏขึ้นมา
เรื่องผีที่ไอ้พวกเพื่อนๆ หรือวิทยุคลื่นนั้นเล่าให้ฟัง หรือฉากในหนังผีเรื่องที่ดู ก็โผล่ขึ้นมา
ถึงกระนั้น ในสติเบื้องหน้าก็จะมีคำของพระท่านเคยบอกไว้ว่า ..ผีน่ะ ไม่มีจริงหรอก
ที่เรากลัวน่ะ มันเป็นเพียงจินตนาการเติมแต่งเอาเองแล้วทึกทักด้วยความไม่รู้ ว่าเป็นผี
บางทีเห็นผ้าขี้ริ้วตากไว้ในมุมมืด ก็ทึกทักเติมแขนขาหน้าตาให้มันเป็นผีจนได้
ความกลัวคือความโง่.. วิธีขจัดความกลัวก็คือการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ซะเลย
การฟังพระท่านพูดในคราวนั้น เป็นจุดเปลี่ยนนิสัยของผมมาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีครับ
ก็เลยมีนิสัยที่กล่าวมาแล้วว่า เวลาผมเจออะไรที่ยังไม่ชัวร์ว่าผีหรือเปล่า ..ก็จะพิสูจน์
เพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนกลางคืนกะผมบ่อยๆ (เช่นพวกที่ทำสโม หรืออยู่คณะด้วยกัน)
เลยมักเห็นพฤติกรรมของผมที่อยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน เข้าไปยืนจ้องอะไรข้างทางตอนดึกๆ
และก็รู้ว่าไอ้ที่เห็นๆ นั่นที่จริงมันคืออะไรก็ตามที่ไม่ได้น่ากลัวเลย .. พับผ่าสิ
แต่ทั้งนี้ .. การพิสูจน์นับร้อยนับพันครั้งที่ผ่านมา ก็ใช่ว่าจะได้ความกระจ่างทั้งหมด
ในชีวิตนี้มี 4 ครั้งแล้วครับ ที่ผมพบคำตอบที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้
ครั้งที่ 1-2-3 ผมมั่นใจว่าเป็นผีในตอนนั้น ผมกลัว ผมลนลาน
แต่พอเวลาผ่านไป มันก็ก็รู้สึกว่านั่นเป็นแค่ความกลัวของตัวเองสร้างขึ้นมา
แต่..ครั้งที่ 4 นี่เจอจังๆ เลยครับ
และมันก็ได้ให้คำตอบกับคำถามที่อยากรู้ที่สุดในชีวิตของผมเสียที
..ว่าผี…มีจริงครับ
โปรดอ่านต่อคราวหน้า
ป.ล.
ลืมเล่าเรื่องในรถไป.. ว่าพอแฟนผมเปิดกระจกรถ
แล้วยื่นมืออกไปข้างนอกหน้าต่างเพราะอยากรู้ว่าฝนมันโปรยลงมาหนักไหม
ปรากฏว่าผมมองตามมือของแฟนไปครับ
แล้วก็เห็น “ผู้ชายนั่งถอดเสื้อ ก้มหน้า ตากฝนอยู่กลางสะพาน” ชัดมากๆ ครับ
สะพานอันนั้นก็เป็นแค่ต้นมะพร้าววางพาดข้ามคลอง น้ำเต็มปรี่และไหลเชี่ยว
ผมจ้องตาคนนั้นค้างนานจนรถแล่นผ่านจุดนั้นไป (จริงๆ ก็ไม่นานมาก)
เสียดายที่ไม่ได้จอดดู เพราะกลัวแฟนจะเสียขวัญ เลยบอกให้รีบปิดกระจกลง
แล้วอธิบายตอนนั้นเลยว่าผมเห็นอะไร
เชื่อว่าในรัศมี 5 กิโลนี้ ไม่มีบ้านคนแม้แต่หลังเดียวครับ
และนอกจากรถมอเตอร์ไซค์คันที่วิ่งอยู่ข้างหน้าผมอีกคันไกลๆ แล้ว
คงไม่มีใครมานั่งห้อยขาก้มหน้าแช่น้ำอยู่ยังงี้คนเดียวแน่นอน
ป.อ.
แต่นั่นพอเวลาผ่านมา ผมก็ยังไม่แน่ใจและรู้สึกหงุดหงิดอยู่เสมอครับ
เพราะมันไม่รู้จริงๆ ว่านั่นมันคนหรือผี … แม่งเสียดายโว้ยยยยยย
ป.ฮ.
อยากทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับผีในทรรศนะของคุณครับ
August 22nd, 2005 at 15:10
เอ่อ เอ่อ ….เอ้อ…เออ…มาโพสต์ที่นี่เขิน
แค่อยากถามว่าทำไมต้องชิว ชิว ด้วยล่ะ
August 22nd, 2005 at 15:27
ไม่เคยเจอแล้วก้อไม่อยากเจอด้วย
August 22nd, 2005 at 15:53
เจอผีหลอกครับเมื่อคืน
มันต่อลูกครึ่งเจือก ชนะแค่ 1-0 สราดดดดด
August 22nd, 2005 at 17:48
ไม่รู้
แอ๊นไม่เชื่อ
แต่กลัวมาก
ทั้งๆที่รู้ว่าเราจินตนาการขึ้นมาเอง
แต่มันก็ยังอดกลัวไม่ได้
เกลียดจริงๆเลย สมองตัวเองเนี่ย
August 22nd, 2005 at 20:51
1. ตูไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
2. ตูไม่เชื่อเรื่องผี
3. ถึงตูจะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ตูก็กลัว
4. ความกลัวนี้มาจากความรู้สึกผิด
5. ความรู้สึกผิดนี้มาจากการปล่อยให้คนที่ตายตาย
6. ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่มันฝังอยู่ในสายเลือด
จริงเหรอ
August 22nd, 2005 at 21:59
ผมว่าพี่ต้องกลัว fidio didoแหงมๆเลย รึว่าจะเป็นซาโน่ดี
August 23rd, 2005 at 10:44
วิธีเจอผี แบบ 100%
1.เยี่ยวรดศาลพระภูมิ
วิธีที่สองใช้ตามสถานที่เหี้ยนๆ
2.ท่องบทนี้กี่จบก็ได้ “เก่งจริงมึงออกมาดิ ออกมาดิ ออกมาดิ กูไม่กลัวมึงหรอก”
เชื่อดิ..ว่าได้ผล
August 23rd, 2005 at 13:26
ผมเชื่อนะครับว่าผีมีจริง น้าผม(ผู้หญิง) แกพึ่งตายก่อนวันแม่เกือบๆอาทิตย์หนึ่ง ด้วยอุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซด์ ( มีรถมาชนรถแก ) แล้ว เมื่อวันพฤหัส ที่ 18 ผมกลับบ้านไป ก็ปกติ เหมือนเดิม แต่คืนวันศุกร์ที่ 19 มีคนข้างบ้านน้าผม สนิทกับน้าผมพอสมควร แกฝันว่า น้าผมจะมาขออยู่ด้วย เพราะว่า ย่าผม(แม่น้าผมนั้นแหละ)ทำห้องครัวบ้านน้าผม(ซึ่งตายไปแล้ว) สกปรก เลยจะมาขออยู่ด้วย คนข้างบ้านว่า จะมาอยู่ตรงไหนละ แกบอกว่า อยู่หลังคาก็ได้ และฝากบอกให้ลูกชายคนโตของแกบวชให้ด้วย ( พอผมฟังผมซึ้งเลยครับน้ำตาใหล รักพ่อกับแม่มากขึ้นเลย ) พอเช้ามา คนข้างบ้านคนนั้นมาบ้านน้าผม ซึ่งปู่กับย่าผมมาอยู่ชั่วคราว (บ้านปู่กับย่า ก็อยู่ใกล้ๆกันนั้นละ) มาดูว่า ครัวเป็นยังไง ก็มันรกจริงๆเลย แล้วแม่ผมก็เล่าเรื่องน้าผมให้ฟังว่า ก่อนหน้าวันที่ผมจะมาบ้าน แม่ผมไปเข้าห้องน้ำ แล้วได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้ อยู่ข้างบ้านผม บริเวณที่แม่ผมกับน้าผม(ตอนมีชีวิต)ชอบมาคุยกัน ได้ยินเสียงว่า คิดถึงแม่(ก็คือย่าผมนั้นละ) แล้วแม่ผมก็เข้ามานอน ยอมรับว่า แม่แกใจแข็งจริงๆ พอดีบ้านมีผ้าม่านปิดไว้เลยไม่เห็นข้างนอกได้ยินแต่เสียง ที่นี้แม่ผมก็มานอน แล้วก็ได้กลิ่นยาโรงบาล เหม็นๆ แม่ผมก็สบัดผ้าห่ม ดูว่ามีแมงแมลงอะไรรึป่าว พ่อผมก็ตื่นขึ้นมาว่า ทำอะไร แม่ผมบอกว่าเหม็น พ่อผมบอกไม่มีไรหรอก แล้วแม่ผมก็บอกลอยๆว่า ไม่ต้องห่วงแม่หรอก เดี๋ยวพี่จะดูแลเอง แล้วกลิ่นนั้นก็หายไป แล้ว คืนวันเสาร์ ผมนอนไม่หลับเลยครับกว่าจะหลับ เปิดไฟ เปิดทีวีไว้เป็นเพื่อนเลย กลัวเป็นบ้าเลย วันอาทิตย์ผมก็กลับมาเรียนที่กรุงเทพต่อ
August 24th, 2005 at 2:19
ไม่ได้เชื่ออะไรมากมาย แต่ก็เชื่ออ่ะจ่ะ ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ ก็ไม่กล้าลบหลู่ ฟ่างเป็นคนดวงแข็งนะ แต่โดนผีเข้า และก็ผีทัก อ่าๆๆๆ เชื่อยากล่ะสิ ไม่เจอกะตัวไม่รู้หรอก เป็นไข้แบบทรมานมากๆๆเลยล่ะพี่
ฟ่างเป็นคนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เมื่อตอนที่โดนผีทัก เป็นไข้แบบไม่ยอมหายซะที เลยให้ยายลองไปถามร่างทรง (ไม่รู้ว่าภาษากลางเรียกงี้ป่าวนะ เพราะภาษาเหนือเค้าเรียกว่า หมอเมี่ย อ่ะ) เค้าบอกว่า มีเด็กผู้ชายคนนึง ทักฟ่างตรงทางโค้งเข้าหมู่บ้าน ใส่เสื้อสีแดง ฟ่างกะแม่เลยลองมานึกๆดูว่า เด็กไหนวะใส่เสื้อสีแดง ในขณะเดียวกันนั้น มีเด็กผู้ชายในหมู่บ้านฟ่างน่ะแหละ หายตัวไปปีกว่าๆแล้ว ใส่เสื้อสีแดงด้วยตอนที่หายไปน่ะ แค่นั้นล่ะคับ ขนลุกเลย ร่างทรงยังบอกยายอีกว่า เด็กคนนั้นน่ะ เห็นฟ่างนั่งข้างหลังแล้วมองออกมานอกหน้าต่าง เค้าเห็นเลยทัก ฟ่างก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าร่างทรงทำอะไรยังไง หลังจากที่ได้คุยกะยายแล้ว อีกไม่กี่วันต่อมาฟ่างหายไข้เป็นปลิดทิ้งเลยล่ะพี่ ฟ่างยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมเค้าต้องทักฟ่างด้วย ฟ่างไม่รู้เลยว่าเค้าต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า เค้ามีเหตุผลอะไรอ่ะถึงต้องมาทักฟ่าง โห พี่แอน คำถามที่ฟ่างอยากรู้น่ะนะมีเป็นล้านข้อเลยล่ะ
แล้วเรื่องโดนผีเข้าอ่ะ ฟ่างโดนตั้งแต่เด็กๆเลยล่ะ อายุไม่กี่ขวบเองหรอก คือฟ่างเล่นกะเพื่อนฟ่างอยู่ไง ก็เล่นขี้ดินขี้ทราย ก่ออะไรก็ว่าไป แล้วทีนี้จู่ๆก็เป็นไข้เลยนะ ไม่ได้ทำอะไรเลยล่ะ ตอนนั้นยายบอกว่าฟ่างไม่เป็นไข้ แข็งแรงดี แต่อยู่ดีๆก็ตัวร้อนขึ้นมาเฉยเลย ไข้สูงด้วยล่ะ ยายก็งงๆว่าทำไมหลานจู่ๆก็เป็นไข้ ยายก็เอามานอน เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ถ้าเป็นไข้คือเด็กจะหลับใช่มะ แต่ฟ่างนะ อยู่ดีๆก็ลืมตา แล้วลุกขึ้นมานั่ง แล้วบอกยายว่า “แม่ไป้ๆ อยากกิ๋นหนมเส้น” (แปลๆๆ พี่สะไภ้ อยากกินขนมเส้น) คือเด็กขนาดนั้น เรียกยายมาตลอด แต่อยู่ดีๆก็มาเรียก “พี่สะไภ้” แทน ยายท่านรู้ทันทีเลยว่า คนที่มาเข้าสิงฟ่างน่ะเป็นใคร ยายก็บอกเลยว่า ออกไปซะ ทำเอาเด็กขวัญเสียหมด เดี๋ยวจะทำบุญไปให้
เหอะๆๆๆ ประสบการณ์ไม่หมดแค่นี้หรอก เรื่องรถมอไซอีก เวลาฝนตก ประมาณห้าหกโมงเย็นนี่ก็คือจะมืดเลย เห็นแต่ดวงไฟของรถเท่านั้น หน้าสำนักงานที่ดินอ่ะ(ที่ลำปาง) ตรงนั้นจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากๆๆๆ แล้วเค้าจะปักธงแดงไว้ เพื่อให้ทุกคนรู้กันว่ามีคนตายที่นี่นะ ธงแดงคือสัญลักษ์ของคนตายโหง แล้วฟ่างกะพี่ขี่มอไซไปเรียนภาษาอังกฤษไง แล้วทีนี้มันเลิกค่ำ ตาบอกว่าอย่าเอาไปๆ แต่ก็นะวัยรุ่น พอเลิกเรียนปุ๊บฝนห่าเสือกตกอีก ฟ่างไม่ชอบฝนตกเวลาค่ำไง มันมืด รถก็เยอะ บ้านเราจะมีทางรถเครื่องใช่ป๊ะ นั่นแหละ ตรงหน้าที่ดินอ่ะ เค้ากำลังสร้างกันอยู่แล้วจะมีรถบรรทุกดินเข้าออกเสมอ ดินก็เลยเกลื่อนตรงทางรถเครื่องน่ะนะ แล้วไอ้ทางถนนจริงๆอ่ะ มันสูงกว่าทางรถเครื่องไง แล้วฝนมันตกน่ะพี่ ก็จะทำให้ดินมันแฉะแล้วก็ลื่นใช่ป๊ะ ฟ่างเชื่อว่าพี่ฟ่างเห็นลุงข้างหน้า ลุงนั้นท่านก็ล้มเหมือนกัน พี่มันก็ต้องหักหลบ ฟ่างรู้นะว่าพี่มันขึ้นตรงถนนใหญ่ได้แล้วอ่ะ แต่จู่ๆมันก็เสียหลัก พี่หัวน็อคพื้น ฟ่างก็ลื่นไถลไปไหนไม่รู้ โชคดีนะตอนที่รถล้มอ่ะ รถบนถนนใหญ่มันไม่มี เลยไม่ถูกรถทับตาย ฟ่างลุกขึ้นยืน สิ่งแรกที่นึกก็คือ ตรงที่รถล้มอ่ะ ธงแดงมันปักตรงนั้น ก่อนหน้านั่นแล้ว บรื๋อๆๆๆ ตอนฝนตกเนี่ยล่ะ หน้าที่ดินน่ะ สุสานคนชัดๆ
กลับบ้านปุ๊บ ตายายไม่ว่า ไม่ด่าซักคำเลยนะ ได้แต่ปลอบขวัญ เรียกขวัญกลับมาสู่เจ้า ฟ่างรู้สึกผิดโคดจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้เลยล่ะ ตอนที่ตาท่านเรียกขวัญกลับอ่ะ ปากก็ได้แต่พูดว่า ขอโทษค่ะตา ยายถามว่ารถล้มที่ไหน ฟ่างบอกว่า หน้าที่ดิน เช้าต่อมายายกะตาทำพิธีเอาพริกเอาเกลือมาเผาเลยล่ะ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่กล้าเอารถเครื่องไปในเมืองอีกแล้วล่ะ (นอกจากตอนกลางวันนะ) ฟ่างก็เลยกลายเป็นคนที่เชื่อเรื่องผีสาง เรื่องคุณไสย ไม่กล้าลบหลู่และไม่กล้าลองดีหรอก แค่นี้ก็เป็นบทเรียนไปตลอดชีวิตแล้วล่ะพี่เอ้ย
แต่ยังจะตั้งวงเล่นผีถ้วยแก้วว่ะ เอิ้กๆๆๆ จะโดนผีเข้าอีกมั้ยวะกู
ยาวโคด
August 24th, 2005 at 8:32
หลายคนบอกว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
แสดงว่า ถ้าตูไม่รู้ตูก็ยอมไปก่อน
ผมบอกว่า ไม่เชื่อก็ให้มาพิสูจน์กัน ไม่งั้นก็จะลบหลู่ไม่เลิก
โตมาสามสิบห้าแล้ว ลบหลู่อยู่ตลอดเวลา ก็ยังไม่เคยเห็น (แน่จริงมาดิ)
พวกเสียงแปลกๆเดินเข้าไปหาก็ได้คำอธิบายทุกที
มีอยู่ครั้งนึังคนงานในสวนยางของผมมาหา (ผมอยู่ทางใต้มีสวนยาง)
คนงานบอกว่าเมียโดนผีหลอกหลายคืนติดกันแล้ว
ไม่อยากอยู่แล้ว เค้าคงต้องไปทำงานที่อื่น
คนนี้ทำงานดี ผมไม่อยากเสียเค้าไป (ผมรู้ว่าเมียเค้ากลัวผีมาก)
สวนผมไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ และผมก็ไม่เชื่อ
ผมก็เลยบอกเค้าว่า ผมจะไปดูเองคืนนี้
คืนนั้นก็เอาเตนท์เข้าสวนไป แล้วก็ไปนั่งแอบเฝ้าบ้านของลูกน้อง
ในใจคิด อืม กลัวๆเหมือนกันว่ะ ถ้ามันหักคอจะทำไงวะ
แต่ในใจก็คิดว่า ไม่เคยได้ยินคนโดนผีหักคอ ไม่น่าจะเป็นเราเป็นคนแรก
ราวๆตีสาม กำลังง่วงๆ (ใช้ iPod ช่วย นั่งฟังไปเรื่อยๆ)
เฮ้ย แม่งมีจริงว่ะ ใส่ผ้าขาวมาเลย อยู่ไกลๆ ทำเสียงโหยหวนเลย
ขนลุก ๆๆๆๆ
ผมลุกขึ้นมา เล็งปืนออกไป แล้วตะโกนว่า ผมมีปืนลูกซองแมกนั่ม
ถ้าเป็นผีจริงก็ไม่ต้องกลัว แต่ถ้าไม่ใช่ผีก็ให้หยุดเดี๋ยวนี้
นับถึงห้าจะยิง
หนึ่ง ยังไม่ทันสองเลย โหยผีรีบถอดผ้า พูดไทย (ภาษาใต้) ได้ทันที
ไอ้คนนี้มันอยากทำงานในสวนผม (สวนผมยางออกเยอะ ได้เงินดี)
มันมาสมัครวันก่อน จำได้ มันเลยจะไล่คนงานผมไป
มันจะได้มาทำแทน
วันหลังใช้วิธีนี้สิ
รับรอง ไอ้พวกผีปลอมทั้งหลาย แน่บบบบ
ผีไม่มีจริง
August 24th, 2005 at 19:29
เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ก็เป็นเรื่องการแปลสภาพครับ
เหมือนกับการที่น้ำระเหยกลายเป็นไอ ทุกอย่างมีการวนซ้ำ(programmer เรียก loop)
เรื่อง โลกน่าจะมีฐานข้อมูลของตัวเอง เพราะ การที่ผีรู้ว่าหวยจะออกอะไร เพราะว่า permission ในการเข้าถึงข้อมูลต่างกัน เช่น blog ของ msn คนทั่วไปมองเห็นได้ แต่ไม่มีปุ่มแก้ไข น่ะล่ะ คือกันกับ ผีเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคน
เด๋วรออีกสักพัก วิทยาศาสตร์อาจทำให้ผี หรือ คลื่น ต่างๆ แสดงท่าทีออกมากได้ มากกว่าการแลบลิ้นปลิ้นตา
August 24th, 2005 at 21:12
แซวกันเล่นครับ อย่าคิดมาก ….
น้องฟ่าง Dick_tator:
อุตส่าห์แปลให้เขาแล้วยังเป็น “ขนมเส้น” อยู่อีก คนภาคกลางเขาจะรู้จักไหมนั่น อิอิ .. (ทำไมไม่บอกว่า ข้าวปุ้นล่ะจ๊ะ)
อ่อ แล้วยังมี “รถเครื่อง” อีกนะ อิอิ น่ารักจัง
ภาคเหนือผีเยอะมากถึงมากที่สุด มีตั้งแต่ตีนบันไดจนสุดเส้นขอบฟ้า วันหน้าถ้าพี่แอนจุดประกายอีก จะมาเล่าเรื่องผีเมืองๆ ให้ฟัง (ผีเมืองๆ such as ผีม้าบ้อง, ผีโพง, ผีก๊ะหงอน, ผีป๊กกะโล้ง etc.)
เมฆ:
ึถึงแม้จะมีการวนซ้ำ { for (int i=0; i
August 24th, 2005 at 21:18
แต่เชื่อนะที่แอนเล่าหัยฟังที่กองร้อย….เรื่องเปรตที่เขาตะเกียบ…..ยองดีมั่กมาก………………………..เจน บก.ทย.
August 24th, 2005 at 21:19
โอ้โหแหะ บล็อคนี่เจอเครื่องหมายน้อยกว่านี่ตันเลยหรือ อดแซวคุณเมฆเลย ก็แค่จะบอกว่า เงื่อนไขสุดท้าย (i++, i–
ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคน คนมีกรรมเป็น + ยังไงสักวันก็มีโอกาสหลุดวัฏจักรได้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 
ส่วน permission ผมว่าไม่จริงทั้งหมด เพราะเวลาโดนผีอม เอ้ย ผีอำ (ขอมุขอีกรอบ) เนี่ยผมว่า ผีต้อง hack ระบบเข้ามาแน่ๆ ครับ
August 24th, 2005 at 23:23
จิงมะ แอน
August 25th, 2005 at 0:35
พี่ค้าบผมกัวผีขี้ขึ้นสมองอะคับ
ผมก้อยังกัวต่อไปว่า โตขึ้นจะอยู่รอดได้ไง
ผมควรทำไงดีคับ
ผมรู้ตัวผมเป็นเอามากเลยนะคับ
พยามไงก้อไม่หาย เว้นแต่ตอนที่ทิฐิมันสูงจัดจนหน้ามืด
August 25th, 2005 at 5:05
ก๊ากกกกกกกกกก
รีบแปลไปนิดว่ะพี่ แล้วฟ่างจะชอบใช้คำว่า รถเครื่อง มากกว่า มอไซอ่ะ มันติด 

ขนมเส้น เป็นราชาศัพท์นะนั่น
อยากอ่านเรื่องผีของพี่แอนจัง
กลับมาเล่าเร็วๆนะเว้ย 
August 25th, 2005 at 5:36
กูมั่วกูก็ผิด ให้ตายดิ ราชาศัทพ์ที่ไหนล่ะ ขนมเส้นน่ะ

โต้ดค้าบบบ
August 25th, 2005 at 18:46
บรรยากาศเหมือนดูหนังแล้วมือถือดังแฮะ
รออ่านตอนต่อไป
August 25th, 2005 at 20:49
August 25th, 2005 at 23:33
แม่งมีแต่เรื่องผีๆ กลัวอ่ะ

แต่ก็อ่านจนจบ
August 26th, 2005 at 2:12
ผมไม่เคยเจอผีจริงๆนะ แต่แบบที่แบบเปนเรื่องเหลือเชื่อที่เกี่ยวกับตัว
จนผมคิดว่าเอาแล้วไง เจอกันจริงๆแล้ว ไม่ได้มีแบบทีวีมาฉาย (ทีวีโกหกเราได้)
คือตอน ม 6 ไปทัศนศึกษาที่ จ อยุธยา ก้อไปตามที่เค้าจัดไว้ให้
แล้วก้อสายๆแวะอยู่ที่ๆนึงก้อคือวัดหน้าพระเมรุ ก้อถ่ายรูปๆกันไป เพื่อนผมก้อถ่ายครับ
ถ่ายเสร็จก็ไปแวะทานข้าวกัน ก้อไปกับโรงเรียนแหละครับนั่งรถทัวร์ไปกันหลายคัน
แล้วตอนบ่ายก้อไปที่ศูนย์วัฒนธรรมอะไรสักอย่างที่นั่น เพื่อนผมก้อถ่ายๆ แล้วก้อกลับกัน
แต่ปัญหาคือตอนล้างฟิล์มนี่แหละครับ
สุดยอดจริงๆ ไม่เจอกับตัวไม่เชื่อเด็ดขาด
คือมันมีรูปที่มาจากวัดหน้าพระเมรุ 3 รูปแทรกอยู่ใน
รูปที่ถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรมา 2 ใน 3 เปฌร
รูปเหมือนถ่ายจากข้างนอกวัดพระเมรุเห็นดวงไฟขาวๆ
คล้ายๆแสงแฟลร์น่ะครับ ส่วนอีกรูปเป็นรูปองค์พระประธานในวัดหน้าพระเมรุ
แต่สีฟิล์มแบบซีเปียแดงๆเลยครับ องค์ประกอบรูปภาพ
ก้อไม่ได้เหมือนองค์พระประธานตอนที่ไปเท่าไหร่ มันแค่คล้ายๆ
เหมือนภาพถ่ายคนละช่วงเวลา ….
คือผมเห็นฟิล์มแล้วขนลุกเลย เพราะรูปก่อนสามรูปนี้ก้อเปนรูปถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรม
หลังสามรูปนี้ก้อเปนรูปถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรม มันมาแทรกอยู่ได้ไง ?
ก้อมาถึงศูนย์วัฒนธรรมาแล้วเพื่อนผมจะไปถ่ายมามันก้อเปนไปไม่ได้
เพราะต้องนั่งรถชมสถานที่ต่างๆตามโปรแกรมอยู่แล้ว
เพื่อนผมยืนยันว่าไม่ได้ถ่าย ขนลุกจริงๆ ……….. ถึงจะบอกว่าถ่ายเอง
จะหายตัวไปถ่ายได้ยังไง
August 26th, 2005 at 3:32
555 แซวเล่นๆ คิดมากนะพี่แอน…
พี่แอนอย่าหวั่นไหว…ไปเรย…
ไม่อ้วนหรอก…แค่…”อวบ”…”บวม”…
น่ารักเหมาะกับวัยอาวุโสแล้วเพ่
August 27th, 2005 at 15:10
เคยเห็นแต่ไม่ค่อยเชื่อนะ ตอนไปงานแต่งรุ่นน้อง เราก็กินเหล้าอยู่4-5 คน แล้วบ้านที่ติดกับบ้านเจ้าสาวมันว่างเขาเลยให้ขึ้นไปนอนบนบ้านมีการปูเสื่อมีหมอนใหคนละชุด พวกเราก็ไม่ยอมนอนกันดิแดกเหล้าตั้งแต่หวัค่ำประมาณตีสามกว่าเรี่มทยอยกันนอน เหลืออยู่สองคนกับน้อง ทีนี้เราก็อยากนอนมั้ง ก็ขึ้นไปนอนโดยบอกน้องว่าง่วงกลัวตื่นไม่ทันงานเขาพอขึ้นมาบนบ้านนะโคตรเงียบเลยมองหาที่นอนก็เสือกเต็มแม่งเมาแล้วนอนดิ้น เลยเดินเข้าข้างในแถวหิ้งพระดั้นมีที่นอนฟูกปูไว้(เสร็จกูละ)เรานอนเลยกำลังเคิ้ลมเลยอยู่ๆๆเหมือนมีคนมาเตะที่เท้าสองสามครั้ง เราเลยพูดว่ากูง่วงแล้วจะกินเหล้าก็กินคนเดียวเหอะ
เราเลยลืมตาขึ้นมองเอาเฮ้ย!กลายเป็นคุณยายแก่ๆๆ




มันก็ยังไม่เลิกเตะเท้า
แกบอกว่าที่เรานอนอยู่เป็นที่นอนของแกชี้หน้าไล่ลงจากบ้านแก(โคตรเซ็งเลยกำลังง่วง) เราเลยบอกแกว่าผมขอโทษคับ จำต้องลุกลงไปแดกเหล้ากับน้องต่อมันก็ถามว่าไม่นอนหรือพิ่ กูจะนอนได้ไงยายแกหวงที่นอนจะตาย แถมด่าตามหลังอีก นั่งกินเหล้าจนเช้า เจ้าบ่าวมันมาเห็นมันก็ถามทำไมไม่นอนกัน เลยด่ามันเจ้าของบ้านเขาหวงเสือกให้ไปนอนอีก เจ้าบ่าวมันตกใจบอกว่าไม่มีคนอยู่เจ้าของบ้านตายนานแล้ว อ้าวขนลุกเลยกูแม่..งเสือกไม่บอกก่อน สว่างหน่อยเลยขึ้นไปดูบนบ้านไม่มีฟูกปูเลยแต่มีรูปยายแกติดอยู่บนเสาใส่เสื้อตัวเดียวกับเมื่อคืนเลยวะหน้าตาก็ใช่เลย ขนลุกไม่ง่วงแล้วแดกเหล้าจนแต่งเสร็จค่อยกลับบ้าน(โต๊ะกินเลี้ยงเจือกตั้งอยู่ติดบ้านร้างอีก)
เลยไม่รู้ว่าโดนผีหลอกหรือเปล่า ถ้าจะใช่ แต่ตอนคุยกับแกมันไม่เห็นกลัว
สงสัยว่าคนเราอาจมองเห็นผีเพียงแต่เราไม่รู้ว่านี้คือผี เหอๆๆๆๆๆ
August 29th, 2005 at 0:56
เดี๋ยวพรุ่งนี้อัพเดทประสปการณ์ส่วนตัวให้ละกัน เรื่องจริงไม่อิงนิยาย เพราะลองมากับตัว
http://spaces.msn.com/members/bubbleball
August 29th, 2005 at 9:20
อ่านไม่ไหว
August 29th, 2005 at 10:48
มันคืออดีตมนุษย์
August 29th, 2005 at 11:28
เจอแต่ผีผ้าห่ม…..น่ากลัวมักๆ
August 29th, 2005 at 13:25
ตอนนั้น เวลาประมาณ 3 -4 ทุ่ม ผมพึ่งไปกินข้าวจากโรงอาหารเพชรช็อป แล้วก็เดินกลับหอทับแก้ว2 ทางด้านหลังคณะวิทยาฯ ในขณะเดินไปเรื่อยๆ จนถึง ตรงหน้าบ้านจักรยาน ไม่รู้ว่ามีอะไรดนใจผมให้หันไปมอง ยอดต้นไม้ใกล้บ้านจักรยานนั้น สิ่งที่ผมเห็นก็คือ หญิงไทยผมยาวแต่งชุดขาวแบบสมัยร.5-ร6.นั่งอยู่บนกิ่งต้นไม้ต้นนั้น
ป.ล.ยินดีกับแอนด้วย น่ะที่มีคนติดblog แอน มากมายขนาดนี้(รวมทั้งเราด้วย)
August 30th, 2005 at 0:45
โอ้เจอมหาลัยเดียวกันแฮะ อัพ blog ละ ไปอ่านด้วยเน้อ
September 7th, 2005 at 14:13
October 8th, 2005 at 14:47
October 14th, 2005 at 14:22
เอาเรื่องคำของพวกเด็กแนว(ตะเข็บชายแดน) ก่อนนะครับ
ขำขำ = ตลกจัง
ชิวชิว = chill out หรือ cool นั่นแหล่ะครับ ที่แปลว่าเจ๋งอันนี้มาจากของต่างประเทศแน่นอน แต่พวกเด็กแนวจะแปลว่าอะไรก็ตาม
ป.ล. ผมชอบอ่านเรื่องของคุณแอนนนนนน มากกกกกเลยครับ
October 28th, 2005 at 10:05
October 28th, 2005 at 10:07
โคตรน่ากลัวเลย อยากเห็นผีมั้งจัง


October 29th, 2005 at 14:13
พระเจ้าจอส มันยอดมากมันสะหยองเหมือนแบบนี้-
-เอา อีก ทีน่ะ มันสูดยอดมากๆๆๆๆๆๆๆๆ และ มัน น่า พิศวงมาก
(ไม่อยากเจอ)
กระเทอยเฒ่า
November 5th, 2005 at 15:44
หน้ากลัวดูผ่านก็้หยองเเว้ว
January 11th, 2006 at 8:29
เมื่อก่อนผมก็เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้นะครับ แต่แล้วผมก็ต้องเชื่อ เพราะแฟนของ
ผมเป็นคนเห็นผีเหมือนที่เค้านำมาสร้างหนังเลยครับจริงๆนะ เมื่อก่อนผมก็ไม่เชื่อเวลา
เค้าบอกผมว่าเห็น และผมก็พิสูจน์ไม่ได้ จนเริ่มมีพยานแวดล้อมมากขึ้นตั้งแต่นั้นถ้าเค้า
บอกผมว่าเห็นนะ ผมจะขนลุกทันที สุดท้ายขอให้ทุกคนหมั่นทำความดีนะครับ เพราะ
ผียังมีจริง100% กฎแห่งกรรมย่อมมีเช่นกันนะครับ ยกตัวอย่างแฟนบอกเห็นผีอิมพีเรียล
ลาดพร้าวโรง6 ผมไม่เชื่อเมื่อ3ปีก่อน เค้าบอกรูปพรรณสัณฐานว่าอย่างนู้นอย่างนี้ผม
ไม่สนใจ แล้วเมื่อไม่นานรายการน้าป๋อง มีคนโทรมาเล่าเรื่องเห็นผีที่อิมพีเรียล บอก
รายละเอียดตรงกับที่แฟนผมเล่าเป้ะเลย ผมงี้ขนลุกเลยแล้วโรงเดียวกันด้วย แล้วเชื่อ
มั๊ยครับว่าเมื่อ3ปีที่แล้วแฟนผมบอกว่าเค้าตามมานั่งในรถด้วยครับจริงๆไม่โกหก นี่พิมพ์
ไปยังขนลุกไป แล้วยังมีอีกหลายเหตุการณ์แต่ช่วงนี้แฟนผมไม่เห็นเลยครับแปลกแต่จริง
January 6th, 2007 at 18:04
ขนลุก