159 | blog tag

สังหรณ์ใจอยู่ไม่ถึงครึ่งวัน ผมก็โดนลากเข้าไปในวังวนลูกโซ่ของ blog tag จนได้ 
blog tag เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสดใหม่หอมกรุ่นจากเตา ที่ระบาดข้ามประเทศอินเทอร์เน็ตมาถึงไทย
โดยอยู่ดีๆ ก็มีคนมาเล่าเรื่องของตัวเอง ๕ ประการ แล้วแตะมือส่งต่อกันไปเรื่อยๆ อีก ๕ ราย
อันนี้ไม่รู้ล่ะว่าคุณจะเขียนบล็อกเรื่องอะไรมาก่อน แต่ถ้าโดน tag ปั๊บก็ต้องมาเล่าเรื่องตัวเองซะงั้น 
ดีเหมือนกัน บางคนทำตัวลึกลับนักหนาจะได้แง้มความงุงิของตัวเองออกมาบ้าง
น่าสนุกพอๆ กะน่าสยองไหมล่ะครับ
เอ้าๆ เข้าเรื่อง
๑.
ผมชื่อแอน เป็นลูกคนที่สามจากสี่คน ที่ทั้งบ้านเป็นผู้ชายหมดเลย
ชื่อนี้ป้าเป็นคนตั้งให้ เพราะเห็นว่าท้องนี้มันแปลกเว้ย ไม่เหมือนท้องก่อนๆ
ถ้าไม่ใช่เทวดามาเกิด อีนี่ต้องเป็นเพศหญิงแน่ๆ .. เลยตั้งชื่อไว้ก่อน!!
แล้วพอคลอดออกมาเห็นกระเจี๊ยวดำปื้อแกก็ยังไม่เปลี่ยนนะครับ ด้วยความแนวของวงศ์ตระกูลผม
ตอนเด็กๆ นี่อายมาก (ทุกคนคงเข้าใจว่าการมีชื่อเล่นน่าอายมันเป็นตราบาปขนาดไหน)
แต่พอโตขึ้นมาเริ่มมีเจจาตินมาเคลือบหน้า ก็เลยใช้ชื่อแอนมาจนกระทั่งทุกวันนี้
(เติมคำว่า “ไอ้” ไปใน User Name จะได้แยกออกนิดนึงว่าไอ้นี่กระเจี๊ยวดำปื้อ)
๒.
(เห็นข้อนี้เขานิยมเล่าเรืองการจับคอมครั้งแรกเลยเอามั่ง)
จับคอมครั้งแรกตอนมัธยมครับ เนื่องจากที่บ้านผมจน เห็นเพื่อนมันได้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์กัน
ซึ่งถ้าใครเรียนจะต้องเพิ่มค่าเทอม ๔๐๐ บาทเป็นค่าบำรุงห้องคอม ผมเลยอิจฉาคนเหล่านี้มาก
ก็เลยไปอาศัยเกาะกระจกดูจากข้างนอกห้องด้วยความริษยา
แล้ววันนึงพ่อผมก็ซื้อคอมมา เป็น 486 DX-II ที่จอเป็นวีจีเอ และมีเมาส์!! (ตอนนั้นตื่นเต้นมาก)
ตั้งกะนั้นมาก็อยู่กับมันมาตลอด ไม่ได้ฝักใฝ่ถึงขนาดคลั่งไคล้ เพราะเชื่อว่ายังไงมันก็ต้องรับใช้เรา
แต่พูดก็พูดเหอะ ผมก็เลยใช้มันหากินมาจนถึงวันนี้เอย
๓.
ผมจบคณะสถาปัตย์แห่งมหาวิทยาลัยท่าช้าง โดยที่รู้ตัวว่าไม่ชอบเรียนวิชานี้ตั้งแต่ปีหนึ่ง
นี่คงเป็นหนึ่งในเด็กเกรียนทั่วไปที่ต้องการความใส่ใจจากอาจารย์แนะแนวให้มากกว่านี้
เพราะโรงเรียนเก่าผมโดยเฉพาะห้องคิง ค่อนข้างปลูกฝังอย่างแรงว่าเธอต้องเป็นวิศวะหรือหมอ
ซึ่งผมไม่ชอบคณิตศาสตร์ สังคม ฟิสิกส์ เคมีหรือชีวะ (ชอบแต่วิชาภาษาไทย แต่เรียนสายวิทย์)
จะว่ากันชัดๆ ก็คือผมไม่ชอบระบบการเรียนแบบท่องจำหรือคำนวณเอาซะเลย
หรือว่ากันให้ชัดกว่านั้นก็คือ ผมขี้เกียจเรียนชิบหายเลยครับ 
ดังนั้นความแนวของ ด.ช.แอน ก็คือพยายามหาคณะที่จะเข้าแล้วไม่ต้องเจอวิชาเหล่านี้
นั่นคงเป็นคณะที่เข้าไปเรียนแล้วใช้วิชาแขนงความคิดสร้างสรรค์ดีกว่า มันต่อยอดได้เยอะดี
ก็เลยเข้าสถาปัตย์ครับ เผื่อจะเป็นดารากะเขาตามสมัยนิยม (เฮ้ย ..ตอนนั้นคิดยังงี้จริงๆ)
ถือเป็นตัวอย่างวิธีคิดที่ไม่ดีเท่าไหร่ โชคดีที่พอเอาตัวรอดได้เลยจบมาแบบถากๆ
(ตลอดชีวิตมหาลัยผมได้เอฟมาสามตัว นั่นคือวิชาแคลคูลัส ๒ ครั้ง และกฎหมายอีก ๑ ครั้ง)
๔.
อ่านข้อสามแล้วคงงงกันว่าแล้วไอ้กรวยไตนี่มันจะถ่อเรียนไปทำไมให้จบวะ คณะนี้มันต้องเรียนตั้งห้าปี
ที่จริงผมไม่เสียดายชีวิตในมหาลัยเลยครับ เนื่องจากตัวเองดันไปเจอ “ที่อยู่ของหัวใจ” เข้า
นั่นคือในเมื่อกูจะไม่เอาดีทางด้านการเรียนแล้ว ก็เลยผันตัวไปเป็นเด็กกิจกรรมของมหาลัยไปเลย
โดยเริ่มช่วยงานสโมสรนักศึกษาของมหาลัย (ตอนนี้สถาบันอื่นเขาเปลี่ยนเป็นองค์การนักศึกษาไปหมดละ)
แล้วก็เลยสนุกกับการแก้ปัญหาประหลาดๆ ของมันทุกๆ วัน เพราะขลุกอยู่กับสโมมากกว่าคณะอีก
วันหนึ่งในตอนปีสาม ผมรู้สึกว่าเฮ้ย ไม่ไหวแล้ว ทำไมระบบสโมมันเละเหลือเกินวะ
ขอล้างไพ่สักครั้งเถอะ อยากปรับปรุงหรือยกระดับมาตรฐานขององค์กรให้มันดีกว่านี้มากๆ ว่ะ
เลยจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคนึงเพื่อสนองอุดมการณ์นี้ แล้วก็แพ้นักเลือกตั้งมืออาชีพไป 
นี่เลยทำให้ตัวเองเริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย การเมืองนี่มันก็สนุกดีว่ะ เลยสนใจมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
..การบริหารสโมในปีที่ผมตกงานนั้นเละมาก ปีต่อมาผมเลยจัดทัพลงสมัครอีกครั้ง และได้ล้างไพ่สมใจ
นั่นทำให้ผมรู้สึกดีกับมหาลัยเอามากๆ ครับ เพราะครั้งหนึ่งตัวเองเคยเป็นตัวแทนนักศึกษาทั้งสถาบันมาแล้ว
ดังนั้นเลยได้ขยับเข้าไปในโลกของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร หรือแม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้อง ที่มีวุฒิภาวะทางปัญญาสูงมาก
พลังเจไดมหาศาลเลยพรั่งพรูเข้ามา จนตัวเองรู้สึกคุ้มค่าที่สุดที่ได้เปิดกบาลตัวเองจากตำราแค่ห้องสมุดซะที
การทำกิจกรรมนักศึกษามันต่างจากการนั่งก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวเป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ
คือเราต้องอยู่ในมิติที่ต้องแก้ปัญหาของระบบอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตัวแปรสำเร็จพร้อมเสิร์ฟเหมือนวิชาเรียนนี่
ก็เลยติดนิสัย อุดมการณ์ที่พยายามทำอะไรสักอย่างให้โลกมันดีขึ้น มาอย่างมากมาย
จากการทำงานฟรีไม่มีแม้แต่รายได้หรือหน่วยกิต .. แต่รู้ด้วยตัวเองว่านี่เป็นการหว่านพืชที่หวังผลได้แน่นอน
ที่สำคัญคือ ผมเลยได้รู้จักกับแฟนตอนทำสโมปีแรกๆ นี่แหละครับ 
๕.
ผมเคยไม่เชื่อเรื่องผี
และเป็นประเภทที่พอไม่เชื่อปั๊บ ก็พร้อมจะต่อต้าน ลบหลู่ และหาเหตุผลด้วยวิชากาลามสูตรอย่างเต็มเหนี่ยว
จนมาวันนึงก็ได้พบคำตอบของชีวิตว่าผีมีจริง (ขอบคุณปราย พันแสง สำหรับประโยคนี้ครับ)
ทำให้ตัวเองสบายใจไปอีกหนึ่งอย่างว่า โอเค กูไม่ต้องเมื่อยไปพิสูจน์แล้ว ไอ้ที่เห็นนั่นผีแน่ๆ
แต่ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบพิสูจน์มันอยู่ดี เพราะเท่าที่ฟังรายการเดอะช็อกผ่านเน็ตติดต่อกันมาทุกสัปดาห์
แทบไม่มีเรื่องผีเรื่องไหนเลยที่โดนใจ หรือรู้สึกว่านี่แหละโว้ย เรื่องผีที่กูถวิลหา ว่ามันคือผีที่ไม่ได้ปรุงแต่งจริงๆ
พอเข้าใจไหมครับว่าผมไม่ได้กลัว แต่สนใจอย่างหิวกระหายในความมีอยู่จริงของมัน
ว่าตกลงผีที่เดินทะลุผนังได้มีจริงไหม หรือผีที่แหกอกลากไส้จะมีจริงได้ยังไง หรืออะไรแค่ไหนที่โดนเรียกว่าผี
เชื่อว่าวันนึงจะได้เจอมันอีก แล้วจะสัมภาษณ์มาให้อ่านครับ
.
จบ
.
และตามขนบ - ผมขอแตะมือต่อไปที่ น้องเดือน, ห้าโอ, จานวี, ป๋าเลย์, และหมอแมว
ใครไม่ส่งต่อภายในห้าวันแปดวัน ขอให้ตาลบูด!
ป.ล.
คุณเก่งอุตส่าห์ทำชาร์ตแสดงการระบาดของ blog tag
จะเห็นได้ว่าผมอยู่ในขั้นที่ห้า (ไม่รู้จะต่อไปได้อีกกี่ขั้นนะเนี่ย)
ป.อ.
กดโพสต์เสร็จ วกกลับมาดู เฮ้ย เขียนอะไรวะเนี่ย โคตรยาวเลย
ใครที่โดนแตะต่อไปนี่เอาสั้นๆ ก็พอนะครับ ไอ้นี่มันเบรกแตก 
ป.ฮ.
สายที่ผมโดนส่งต่อมานี่เป็นพวก Geek ทั้งนั้น
เลยขอกระจายไปที่วงการอื่นมั่ง วันนึงจะได้ระบาดไปในกลุ่มเด็กงุงิให้สมใจอยาก
January 5th, 2007 at 20:38
ชอบข้อ 4 มาก (ไม่รู้จะชอบไปทำไม
)
เพราะผมก็อยากทำมาก เพราะมันไม่ได้ความรู้ในตำรา
แต่มันได้ความคิด และการตัดสินใจ ซึ่งมันทำให้เราโต
อีกอย่างมันสนุกด้วยนะ แถมได้ความรู้อีกต่างหาก
ผมไม่ส่งต่อนะ(แต่เข้า) อยากเจอผีมั่ง!!!
January 5th, 2007 at 21:59
โห…แนวมาก แตะต่อๆกันไปเลย
สนุกดีแฮะ
January 5th, 2007 at 22:07
เขียนได้ฮาดี ชอบๆๆ
แล้วจะมาอ่านเรื่อยๆๆนัค่า
January 5th, 2007 at 22:39
January 6th, 2007 at 16:43
ว่าจะโยน tag ให้พี่แอนพอดี
โดนตัดหน้า
January 6th, 2007 at 16:44
[...] แปลกแฮะ อ่านบล็อกมาก็หลายที่ แต่สาบานได้… เพื่อจะรู้จัก Blog Tag ก็ตอนอีตาแอนเค้าโยนมาให้นี่แหละครับ [...]
January 6th, 2007 at 16:58
เคลียร์เสร็จแล้วครับ
January 6th, 2007 at 17:51
เดี๋ยวก่อน รอๆ แมงปอกำลังอัพ blog tag เช่นกัน
ความยาวชนะเลิศพี่แอนแน่ๆ คอยดูๆ 55555 เบรกแตกกว่า
January 6th, 2007 at 17:54
[...] ตั้งแต่พี่แอนโดนลากไปก็นึกแล้ว มีหวังโดนแน่ เลยมาปัดกวาดบล๊อกซะใหม่ [...]
January 6th, 2007 at 18:23
เด็กงุงินี่มันเป็นไงวะ geek ไม่รู้จัก อธิบายหน่อย
January 6th, 2007 at 19:08
โอเคครับ จะเอาไปเผยแพร่ในหมู่เด็กงุงิให้ ๕๕๕++
January 6th, 2007 at 19:35
ทำไมต้อง n 5ตัวครับ
January 6th, 2007 at 21:27
Blog Tag
เพิ่งมาเห็นว่าโดนพี่แอนแท็กเข้าให้แล้ว ขอบคุณนะคะ
อ้อ อย่าลืมไปอ่านโพสต์ข้างล่างละ เข…
January 6th, 2007 at 21:33
Geek

แท็กต่อเรียบร้อยแล้วค่ะ
วีเช็ด feed จาก bloglines เมื่อเช้าสังเกตว่ามีโพสต์ใหม่ที่บล็อกพี่แอนเหมือนกัน แต่พอคลิกไปมันบอกว่าไม่มีโพสต์นี้
January 6th, 2007 at 22:47
นึกแล้วว่าต้องโดน
January 7th, 2007 at 0:25
โฮกกกกกกกก

เขียนแล้ว
January 7th, 2007 at 0:47
[...] ไม่ได้แตะอินเทอร์เน็ตมาวันกว่าเกือบสองวัน พอเข้าไปเล่นใน ฟ๐นต์ฟ๐รั่ม ก็ปรากฎว่ามีจดหมายลับมา 2 ฉบับ จาก พี่แอน และ เร่ ซึ่งเนื้อความในจดหมาย ก็เป็นการแท็กมาให้ทำบล็อกแท็กนี่แหละ โฮกกกกกกกกก [...]
January 7th, 2007 at 1:20
January 7th, 2007 at 3:11
ในที่สุด แอนก็โดน
January 7th, 2007 at 13:29
ตลกดี ชอบข้อ 4 ที่สุด
January 7th, 2007 at 15:59
บล็อคสวยดีงิ อุอิ ตอนแรกคิดว่า เปนผุ้หญิง พออ่านคอมเม้นท์ใน f0nt หล่ะ มะใช่นี่นา เหนตอบครับๆ ( กะยังนึกว่าเปนทอมอยู่ ) พอมาอ่านบล็อก แม่นแล่ว ผุ้ชายชัวร์ 5555+ เด่วนี้ไปอ่านบล็อกชาวบ้าน บางคนเหนครับๆ ผม… อะไรแบบนี้ มะรุ้แร้นว่าเพศอะไร เพราะทอมเกลื่อนเลย เอิกๆ
January 7th, 2007 at 20:56
ชอบเรียนภาษาไทยนี่เอง…มิน่าละ ถึงได้มาทำ f0nt

แล้วก็…มิน่าล่ะ ถึงเขียนหนังสืออ่านรู้เรื่อง แล้วก็น่าสดใจ
January 7th, 2007 at 20:58
ง่า..ขอโทษค่ะ คิดมาตลอดว่าคุณแอนเป็น เอ่อ..ผู้หญิง แหะๆ
January 8th, 2007 at 0:12
ทำแล้ว
January 8th, 2007 at 8:41
มันต้องเขียนเรื่องความลับใช่ไหมครับ โดนแล้วงงๆ
January 8th, 2007 at 12:13
เย่ๆ
January 8th, 2007 at 12:54
แพร่ไวกว่าไวรัส ดีเหมือนกันได้อัพบล๊อกซะที
January 8th, 2007 at 22:45
เหอๆๆ ฮาดีครับ

January 9th, 2007 at 13:29
อืม เพิ่งรู้ว่าคุณแอนเคยเป็นนายกสโมฯ ด้วย
January 11th, 2007 at 22:34
เพื่อนไม่เข้าใจคำว่า tag เลยขออนุญาตแปะลิ้งค์ให้เพื่อนมาอ่านที่นี่นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ไปแปะที่ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sodnaisoi&group=16 ค่ะ
January 13th, 2007 at 14:39
:: บทความน่าอ่าน ของฝากจากความรักครับ..
คริสเตียนไทย/ trangcity@hotmail.com
ยิ้มหน่อยนะ…
“ในความ รั ก ไม่มีความ ก ลั ว
แต่ความ รั ก ที่สมบูรณ์
ย่อมขจัดความ ก ลั ว ออกไป
เพราะความกลัวเกียวกับการลงโทษ
ผู้ที่กลัวยังไม่มีความ รั ก ที่สมบูรณ์”
- Bible -
ในความมหัศจรรย์ของความรัก อีกอย่างคือ ความกล้าหาญ(Courage)
เป็นความรักที่แสดงออกโดยไม่กลัวอุปสรรค์ที่ขวางหน้า
. . โมเสส เมนเดลโซห์น ผู้เป็นนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันผู้โด่งดัง เป็นคนเตี้ยม่อต้อ
ทั้งยังหลังค่อมอัปลักษณ์
. วันหนึ่งเขาไปเยี่ยมพ่อค้าคนหนึ่งที่เมืองฮัมบูร์ก เมื่อโมเสสได้เห็นฟรุมต์เย บุตรสาวคนสวยของพ่อค้า
เขาก็ตกหลุมรักเธอทันที!
ช่างน่าเศร้าที่สาวน้อยฟรุมต์เยไม่ได้เกิดจิตพิศวาศในตัวของเขาเลย
เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องเดินทางจากไป
พลังรักทำให้โมเสสรวบรวมความกล้าหาญขึ้นบันไดไปยังห้องของฟรุมต์เยเพื่อขอคุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้าย
แต่ยิ่งคุยด้วยกันก็ยิ่งรังแต่เพิ่มความโศกเศร้าให้แก่โมเสส
เพราะเธอไม่ยอมแม้แต่จะมองเขาเลยในขณะที่คุยกัน ในที่สุด โมเสสก็ถามขึ้นว่า “ฟรุมต์เย
เธอเชื่อหรือไม่ว่า การสมรสถูกกำหนดขึ้นแล้วจากบนสวรรค์”
“ฉันเชื่อ” ฟรุมต์เย ตอบ แต่ยังไม่ยอมสบตากัยเขา
“แล้วเธอรู้ไหมว่า ก่อนที่ผู้ชายแต่ละคนจะลงไปเกิดในโลก พระเป็นเจ้าประกาศว่า
เจ้าสาวในอนาคตคือใคร สำหรับฉัน พระเป็นเจ้าชี้ให้ดูเจ้าสาวในอนาคตของฉัน และตรัสว่า
…’ภรรยาของเจ้าจะหลังค่อม’…”
โมเสสกล่าวพลางจ้องมองฟรุมต์เย้ และกล่าวต่อไปว่า….
“…ตอนนั้น ฉันร้องทูลว่า ‘โอ พระเป็นเจ้า หากหญิงใดหลังค่อมจะเป็นเรื่องที่แสนเศร้า
ขอได้โปรดให้ข้าพเจ้าเองหลังค่อมเสียเองเถิด เพื่อเธอจะได้สวยงาม’ ”
เมื่อสาวน้อยฟรุมต์เยได้ยินเช่นนั้นก็เวยหน้ามองตาเขา และยื่นมือให้แก่โมเสส ต่อมาภายหลัง
เธอได้กลายมาเป็นภรรยาที่แสนดีของเขา
นี้เป็นความรักที่แสดงออกให้เห็นถึงความกล้าหาญด้วยความมุ่งมั่นและสติปัญญา ด้วยความเชื่อ
แต่..สำหรับเราหากเรามีความรักในหัวใจต่อคนรอบข้างผู้อื่นและสังคม ด้วยความมุ่งมั่น เอาใจใส่
เขาก็จะมองเห็นเองละครับ เพราะเราทำก็รักเขาอยู่แล้วนิครับ
- รัก -
“ความรักที่ได้รับมา
และความรักที่มอบให้ไป
เป็นการบำบัดรักษาที่วิเศษสุด!”
- รัก.. -
มีเรื่อง..เล่าต่อๆกันมาอยู่เรื่องหนึ่งที่ผประทับใจมากครับ
..มีนักเขียนท่านหนึ่งนามว่า แดน ในสมัยที่เขาเป็รวัยรุ่น
คุณพ่อพาเขาไปยืนต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วชมละครสัตว์ ข้างหน้าของเขามีครอบครัวหนึ่งซึ่งพ่อกับแม่
ดูสภาพแล้วคงมีเงินไม่มาก พาลูก 8 คน ที่อายุล้วนต่ำกว่า 12 ปี ยืนเข้าแถวจับกันเป็นคู่
มีอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เป็นพ่อกับแม่ยืนอยู่หัวแถว ยิ้มร่าเริงด้วยความภาคภูมิใจ พูดกับคนขายตั๋วว่า ”
ขอซื้อตั๋วเด็ก 8 ใบ ตั๋วผู้ใหญ่ 2 ใบ”
แต่เมื่อรู้ราคา ภรรยาถึงกับซ็อคหมดแรง คอตก ปล่อยมือที่เกาะข้างสามีลง
ส่วนผู้เป็นสามีริมฝีปากเริ่มสั่น ถามคนขายบัตรย้ำอีกครั้งว่า..
” คุณว่าเท่าไรนะครับ? ”
ชายคนนั้นมีเงินไม่พอ!
พ่อของแดน ซึ่งเห็นเหตุการณ์ จึงดึงธนบัตรราคา 500 บาท แกล้งทำหล่นฟื้น แล้วก้มลงหยิบธนบัตรขึ้นมา
แตะใหล่ชายผู้เป็นพ่อ แล้วพูดว่า…
” ขอโทษครับ เงินนี้หล่นลงมาจากกระเป๋าของคุณ”
ผู้เป็นพ่อนั้น มองตาคุณพ่อของแดน แล้วกุมมือทั้ง 2 ข้างคุณพ่อของแดน เขากำธนบัตร 500 บาทนั้นแน่น
ริมฝีปากสั่น น้ำตาเอ่อท่วมท้นไหลลงอาบแก้ม พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า…
” ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก เงินจำนวนนี้มีความหมายต่อผม และครอบครัวมาก!”
และด้วยเหตุคุณพ่อของแดนก็ไม่ได้มีเงินมากมาย คืนนั้น แดนกับพ่อจึงต้องกลับบ้านโดยไม่ได้ดูละครสัตว์
แต่แดนพูดว่าเขาและคุณพ่อไม่ได้ไปเสียเที่ยว!
นี่แหละครับ ความมหัศจรรย์แห่งรัก ที่สำแดงออกมาผ่าน ความเมตตากรุณา(Mercy)
วันนี้ คุณสำแดงความรักกับใครแล้วหรือยัง?.
- รัก -
..ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของความรักในหลายๆเรื่องที่ขอยกมาให้ผู้อ่านในเวปคมชัดลึกนี้
ได้เห็นว่าการแสดงออกถึงความรักนั้นต้องเรียนรู้ฝึกฝน ค่อยๆปรับความเข้าใจกัน ทำได้ไม่ยากครับ..
ความมหัศจรรย์ของความรักประการที่สอง คือ
ความรักที่แสดงออกมาเป็น ความพอใจรักใคร่ (Affection)
คุณหมอ ฮาโรลด์ เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อของท่านป่วยเป็นมะเร็งในตับอ่อน และจะอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3-6
เดือนเท่านั้น
ปกติ มอฮาโรลด์กับคุณพ่อไม่ค่อยได้แสดงความรักต่อกันเลย เพราะพ่อเป็นคนที่ปกปิดความรู้สึกและดื้อ!
วันหนึ่ง หมอเดินเข้าไปใกล้ๆคุณพ่อ
ขณะท่านกำลังนั้งอยู่บนเตียงและพูดว่า…”ผมรู้ว่าพ่อรู้สึกอย่างไร
..ผมมองเห็นความเหินห่างระหว่างเราชัดขึ้น แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่าจริงๆแล้วว่าผมรักพ่อมากแค่ใหน!”
หมอฮาโรลด์ พยายามจะเอียงตัวเข้ากอดคุณพ่อ แต่ผู้เป็นพ่อกลับตกใจและตัวเกร็งมากยิ่งขึ้น
เป็นเหตุที่ทำให้ความขุ่นเคืองใจเก่าๆ ของหมอเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีก และคิดในใจว่า
“ผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ ถ้าพ่ออยากจะตายจากไปอย่างเย็นชา เหมือนเดิมก็เอาเลย!”
แต่แล้วความมหัศจรรย์แห่งรักก็เกิดขึ้น!
หมอฮาโรลด์ ตัดสินใจเลิกกล่าวโทษคุณพ่อที่เหินห่าง และตั้งใจจะแสดงความรักต่อคุณพ่อ
จึงพูดกับท่านว่า…”หน่อยน่าพ่อ ขอเอาแขนโอบผมหน่อย”
* ืนอยู่ขอบเตียง เอียงตัวมาใกล้พ่อ และเอาแขนของท่านมาโอบตัวหมอไว้
” ทีนี้กอดเลยนะครับ อีกครั้งครับ, กอดเลย ดีมากครับ!”
ในนาทีที่หมอแสดงวิธีกอดให้พ่อ และพ่อกอดตอบ!
หมอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ว่า “พ่อรักแกนะ” ซึ่งพลุ่งขึ้นในทันที!
อย่างไรก็ตาม…พ่อลูกคู่นั้ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ผู้เปนพ่อจะเลิกเกร็งและเริ่มรู้จักกอดเองได้อย่
างเป็นธรรมชาติ
ใช่ครับ! ทั้ง 2 ต้องกอดกันประมาณ 200 ครั้ง ก่อนที่พ่อจะสามารถพูดออกมาได้อย่างดังๆ
ได้อย่างเป็นธรรมชาติว่า “พ่อรักแก!”
.. ครับ วันนี้ คุณได้แสดงความมหัศจรรย์แห่งรักโดยการ กอดคนที่คุณรักด้วยความพอใจรักใคร่เขาหรือเธอจริงๆ
แล้วหรือยัง?
- รัก -
. .
” ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลาย
จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง
มีจิตใจอ่อนโยน และถ่อมตัว”
- เปโตร-
ความสุภาพอ่อนโยน(Gentleness)
ในเรื่องของความรักนั้น จะมีลักษณะความสุภาพอ่อนโยนและนุ่มนวล! ที่ปฏิบัติต่อกัน ดังเรื่องนี้ครับ
.”เขาและเธอ แตกต่างกันแทบทุกด้าน ยกเว้นความรู้สึกดีๆที่มีให้แก่กัน
เขาชอบดำ เธอชอบขาว ..เขาชอบเพลงร็อก เธอชอบเพลงสบาย ๆ
เขาตัวสูง เธอไม่สูง ..เขาเรียนไม่เก่ง เอเต็มสี่แทบทุกวิชา
เขาชอบเสียงเครื่องยนต์ เธอเกลียดความเร็ว
เขาชอบฝน เธอกลัวเสียงฟ้าร้อง
เขาเป็นคนเงียบๆ เธอร่าเริงและมีความสุขกับคนรอบด้าน
เขาเก็บความรู้สึกและระบายกับเกมคอมพิวเตอร์
เธออ่อนไหวขี้เหงาและช่างระบายกับเพื่อนๆ
เขาน้ำตาซึมเพราะมองไม่เห็นค่าของตัวเอง
เธอร้องไห้เมื่อคนอื่นถูกมองอย่างไร้ค่า
เขาชอบเก็บตัวคนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ
เธอชอบมิตรภาพที่ใครต่อใครหยิบยื่นให้ในโลกกว้าง
แต่ถึงกระนั้นแม้จะมีคนมากมายรายล้อม แต่ก็ไม่ไดทำให้เธอหารว้าเหว่
ทุกครั้งที่เขาเหงา เธอจะนั้งอยู่ข้างๆ โดยไม่เรียกร้องความสนใจ!
ทุกครั้งที่เธอร้องไห้ เขาไม่มีคำปลอบโยน เพียงแค่กุมมือเธอไว้แน่น!
ทุกครั้งที่เขามองเงาตัวเองในกระจก เขาเห็นเพียงผู้ชายที่ไร้ความสามารถ และไม่มีความสำคัญกับใคร
แต่เธอกลับเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถปกป้องเธอและมีค่ามากมายสำหรับเธอ
ทุกครั้งที่ฝนตก เธอจะนั้งหลบอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง สายฝนพัดพาความเหงา
เสียงฟ้าร้องคำรามทำให้เธอหวาดกลัว แต่ทุกครั้งที่ฝนตก เขาจะโทรศัพท์มาด้วยความอ่อนสุภาพ
และอยู่ตรงนั้นจนกระทั้งฝนหยุดตก! แม้จะไม่ด้พูดอะไรกัน แม้อยู่กันคนละสถานที่
แต่เขาและเธอกลับอยู่กันในความเงียบโดยไม่รู้สึกอึดอัด! เขาและเธออยู่ในความสงัด
แต่เหมือนได้คุยกันตลอดเวลา เขาและเธอหนาวด้วยกัน แต่กลับรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาและเธอเหงาด้วยกัน
แต่กลับรู้สึกตัวเองมีค่ามากขึ้น! ”
.. นี้แหละครับตัวอย่างแห่งรัก ที่แสดงออกมาอย่างสุภาพอ่อนโยน เข้าใจ ดูแลเอาใจใส่กันและกัน
เพื่อนๆผู้อ่านทุกท่านคงจะมีความสุขมากขึ้นจากที่ได้เห็นในเรื่องนี้ด้วยนะครับ
- รัก -
“จงรักกันด้วยใจจริง
จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว
จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี
จงรักกันฉันพี่น้อง
ส่วนการให้เกียรติแก้กันและกันนั้น
จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว!
อย่าอ่อนระอา
จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ์
จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงซื่นชมยินดีในความหวัง
จงอดทนต่อความยากลำบาก
จงขะมักเขม้นอธิฐาน
จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี
จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน
จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย
จงซื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี
จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ ”
- bible -
ในเรื่องของความมหัศจรรย์ของความรัก คือรักที่แสดงออกมาทางการให้ความสนใจในตัวบุคคลอื่น
. . คงมีคนเข้าใจผิดที่คิดว่า ความรักทำให้คนตาบอด เพราะแท้จริงแล้ว ความรักไม่เคยทำให้ใครตาบอด
มีแต่ความใคร่เท่านั้นที่ทำให้คนตาบอด!
.แต่ความรักแท้ที่บริสุทธิ์ใส จะทำให้เรามองเห็นคุณค่าในบุคคลอื่นอย่างเข้าใจ
และให้ความสนใจแก่เขาหรือเธอ
ผมซึ้งใจในเรื่องของเด็จชายตัวน้อยคนหนึ่งนามว่า โอปอ
เรื่องมีอยู่ว่าโอปอ ซึ่งเป็นนักเรียนประถมซึ่งมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับการได้ลงวิ่งแข่งในงาน
“โอลิมปิกนัดพิเศษ” ของโรงเรียน
ในวันแข่งขันพ่อแม่ของโอปอมาช่วยเชียร์กันสุดเสียงจากบนอัฒจันทร์
และโอปอเองก็ไม่ได้ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เขาวิ่งเข้าเส้นชัย ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันประเภทแรก!
เด็กชายโอปอรู้สึกดีอกดีใจกับรางวัลที่ได้และปลื่มปิติกับเสียงโห่ร้องกึกก้องจากผู้ชม
..เมื่อมาถึงการแข่งขันประเภทที่สอง โอปอก็เข้าประจำที่ เมื่อสัญาณดังขึ้น เขาออกแรงวิ่งเต็มฝีเท้า
นำหน้าเพื่อนๆ ไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย แต่แล้วจู้ๆ หนูน้อยโอปอก็หยุดกึกลงกลางคัน
แล้ววิ่งหน้าระรื่นออกจากสนามไปหาพ่อแม่
“เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความห่วงใย
” ไม่เป็นไรครับ ” โอปอตอบ
“แล้วทำมัยหนูไม่วิ่งต่อล่ะ ใกล้จะเข้าเส้นชัยอยู่แล้ว”
หนูน้อยโอปอตอบอย่างซื่อๆว่า..
“…ก็ผมได้รับรางวัลไปเหรียญหนึ่งแล้ว ..แต่ติตี้ เขายังไม่ได้รับสักเหรัยญเลยนี่ครับ
คุณแม่!”
- -นี่คืออีกภาพที่งดงามของความรักที่แสดงออกมาด้วยการระลึกถึงและให้ความสนใจต่อเพื่อน และบุคคลอื่น!
. .วันนี้ คุณจะหยุดคิดถึงความสนใจหรือผลประโยชน์ของคุณเองสักครู่
แล้วมองย้อนดูและให้ความสนใจกับความต้องการของคนอื่นๆรอบข้างบ้าง จะได้มัยครับ?
- - - - - — - ขอให้ทุกๆท่าน มีความสุขสวัสดีตลอดปีใหม่นะครับ .. ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกๆคนครับ -
January 13th, 2007 at 20:23
อ๊ากกกก แอบอ่านบล๊อกพี่มานานแล้วววว
แอบสงสัยด้วย ว่าจะโดน tag รึเปล่า
ทั้งๆที่ไม่ได้มีบล๊อกก
แต่มันยังดักดานลากลงวงจรนี้ได้ เก่งจริงๆเพื่อนตู
เพราะมันคือ myid (คล้ายๆได+บล๊อก ของเว็บเด็กดี)
- -+
January 14th, 2007 at 19:03
เก็บหนังสือรับน้องสมัย คุณเป็นนายกสโมฯ ไว้เล่มนึง เช้ยยยย เชย แต่สาระใช้ได้นะ
January 14th, 2007 at 20:57
ตอนทำสโมเพื่อนมันบอกว่าเราบ้า
แต่พอทำไปเรื่อย………….
………………….
เออกูบ้าจิงๆว่ะ
แต่ชอบเลยทำต่อ
ทำตั่งแต่ปีสามกว่าจะเรียนจบก็บ้ามาตั้งสามปี
สโมให้อารายมากกว่าที่คุณคิด………