236 | โรงเรียนในอุดมคติ
ปฐมลิขิต:
ขออัยครับ ขออัยทำไมไม่รู้ แต่รู้ว่าผมดองบล็อกครั้งนี้นานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
นั่นเป็นเพราะติดงานครับ คราวนี้ติดงานจริงๆ ไม่ใช่ข้ออ้างแบบขอไปทีเหมือนครั้งก่อนๆ
นี่งานเิ่งเสร็จเมื่อตอนสายๆ ที่ผ่านมา ก็เลยมีเวลาว่างไปปั่นบอร์ด
จนได้เจอกระจู๋คุณาพอันนึงที่พี่เลย์โพสต์ไว้
“โรงเรียนในอุดมคติ”
เนื้อหาายในกล่าวถึง “โรงเรียนปัญโญทัย” ที่มีแต่ครูที่ไม่ใช่ครู (คงคล้ายๆ โอนิสึกะ)
อยากให้ลองกดเข้าไปดูครับ แนะนำอย่างยิ่ง
จะได้รู้สึกเหมือนโดนของแข็งตีเข้าแถวๆ ไข่ดัน!
ว่าแล้วด้วยอาการอู้ไม่หาย ผมเลยขอก็อปปี้ข้อความที่ตัวเองโพสต์ตอบในกระจู๋นั้น
มาเขียนเป็นบล็อกเอาตัวรอดไปได้หนึ่งเพลา ดังมีใจความต่อไปนี้
(จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปดูจู๋ข้างบนก่อนครับ ไม่งั้นจะงงว่าไอ้นี่บ่นอะไรของมัน)

กว่าจะคิดเรื่องอะไรแบบนี้ได้ ตูก็ผ่านปีหนึ่งไปแล้วครึ่งปี
ประเทศไทยเลยเสียงบประมาณไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้
เพื่อพยายามหลอมให้นักศึกษาคนหนึ่งจบมาเป็นสถาปนิก
แต่มันไม่อยากเป็นโดยเด็ดขาด ตั้งแต่รู้ว่ามันไม่เอาทางนี้แน่แล้ว
แล้วนักศึกษาคนนั้นก็จบมาเป็นทหาร
บอกเล่าไปล้านรอบแล้ว ว่าตัวตูเองคงไม่คิดจะต่อโทหรือต่อเอกโดยเด็ดขาด
ศรัทธาในระบบการศึกษาแบบบ้านเรามันหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ไอ้ครั้นจะไปเรียนเมืองนอกเมืองนามันก็ไม่ใช่วิถีของเรา (แปลเป็นไทยว่าไม่มีตังค์)
เลยตั้งใจไว้ว่าเรียนรู้จากประสบการณ์ดีกว่า มันตรงตัวกว่าเยอะเลย
แล้ววันที่ 1 มีนาคม 2551 ตูก็เพิ่งมารู้นี่แหละครับ
ว่าไอ้สิ่งที่เราเป็นอยู่นี่ เด็กอนุบาลสมัยนี้เขาก็เป็นอยู่เหมือนกัน
ฮ่วย กระจู๋นี้เป็นหนึ่งในไม่กี่จู๋ ที่กดเข้ามาแล้วต้องกด “เดี๋ยวค่อยมาอ่าน”
ไม่งั้นก็คงยาว งานไม่เสร็จแน่ๆ — นี่เพิ่งเสร็จเลยมานั่งดู แล้วก็เสียเวลาจริงๆ ด้วยครับ
เรื่องหลักวิธีคิดของโรงเรียนนี้ มันน่าตื่นตาตื่นใจมาก
ดูคลิปนั้นไปก็พลันนึกถึงระบบอุตสาหกรรมการศึกษาของเรา
ที่มีโรงงานใหญ่ๆ หลายๆ โรง แข่งกันผลิตคนออกมา ปั๊มๆๆๆ ปึงปังๆ
แล้วก็เอากำไรจากการขายคนเหล่านั้นมาหล่อเลี้ยง
เพื่อเพิ่มผลประกอบการและขยายสาขาโรงงานตัวเอง
พอเจอไอ้อะไรแบบนี้
มันเหมือนเราเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนแบบหัตถกรรม..มาแนวแฮนด์เมดเลยเว้ย
ใครอ่านจู๋นี้มาจนถึงตรงนี้แล้วก็คงปรับเกลี่ยความคิดจนคล้ายกันแล้วนะครับ
จะได้ไม่ต้องสาธยายให้มันซ้ำอีก
แต่ที่เป็นคำถามค้างคายังไม่ได้รับคำตอบก็คือ
แล้วเด็กที่จบจากที่นี่มาเนี่ย มันจะไปต่อในระบบมหาลัยได้เหรอ
มันจะไปอยู่ในสังคมที่มีแต่บริษัท ที่รับสมัครงานโดยเลือกเอาจากวุฒิได้เหรอ
ถ้าเกิดได้ทำงานขึ้นมาจริงๆ มันจะคุยกะเพื่อนร่วมงานรู้เรื่องสักกี่เรื่องกันเหรอ
หรือเวลาเขาพูดกันเรื่องเด็กคณะนั้นนุ่งกระโปรงสั้น
ใส่เสื้อร่องดุมกว้างโชว์นมขาวจั๊วะ มันจะเก็ตเหรอ
แล้วก็พาลให้นึกถึงวงการคอมพิวเตอร์ครับ แม้เป็นอุปมาที่ออกจะไกลตัวไปหน่อย
แต่เหลือเชื่อที่แนวคิดมันสอดคล้องกันกับระบบการศึกษาเลยนะครับ
ผิดกันที่คอมพิวเตอร์มันเถียงไม่ได้ มันเกรียนไม่ได้
และมันไม่ใช่มนุษย์ผู้เปี่ยมไปด้วยข้อแม้ พอแตะหน่อยร้องแอ๊ แตะอีกก็ร้องแอ๊
คือก่อนหน้านี้เรามีแต่วินโดวส์กันครับ
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ระดับสามัญชนในโลก ร้อยละร้อยใช้วินโดวส์ (ร้อยละแปดสิบนั้นเถื่อน)
เราไม่ได้สนใจอะไร เพราะมันดีอยู่แล้ว ถึงมันจะมีปัญหาส้นตีนสารพัดอย่างที่รู้ๆ กัน
คือเราเกิดมากับมัน เรียนรู้มัน โรงเรียนก็สอนเพาเวอร์พอยต์ กับโฟโต้ช็อปเป็นข้อบังคับ
เราก็ไม่เห็นว่ามันจะแปลกอะไำร แต่ปากก็พร่ำบ่นถึงความห่วยของระบบ มิเว้นวาย
จนวันหนึ่งมีลินุกซ์คลอดออกมา แล้วโลกก็เปลี่ยนไป
เราได้รู้ว่าตอนนี้มันมีอีกหลากหลายแมริกซ์ ที่เป็นคู่ขนานกับระบบที่เราสัมผัสอยู่
แล้วมันก็ดันปฏิวัติความมีอยู่ของระบบที่มี ที่ฝังรากลึกสุดหยั่งและเหิมเกริมมาโดยตลอด
ในหลายวงการ ในหลายประเทศ เริ่มแก้ปัญหาสารพัดสารพันด้วยการหันไปฝั่งโอเพนซอร์ส
บางประเทศตั้งลินุกซ์เป็นโอเอสแห่งชาติ และระดมนักพัฒนาหัวก้าวหน้ามาเล่นกะมันจริงจัง
ทำให้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งของโลกซอฟต์แวร์เริ่มหดลง
แต่ในบางประเทศ ที่บักอุ้ยบอกว่าเราเพิ่งอยู่ที่บันไดขั้นแรกตา่มทฤษฎีบันไดห้าขั้นของมาสโลว์
ในวงการการศึกษาและวงการไอทีระดับผู้กำหนดนโยบาย ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเรื่องแบบนี้
เรายังอยู่กับวินโดวส์ XP แบบเถื่อน (แก้ WGA เรียบร้อย) โดยไม่ได้สนใจว่ามันจะผิด
เพราะคำว่าผิดยังไม่อยู่ในพจนานุกรมที่วางไว้ตรงขอบๆ บันไดขั้นแรกที่ว่านั่นสักหน่อย
แน่นอนว่าตูเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตที่สมบูรณ์ ของระบบการศึกษาที่ล้มเหลวด้วยเหมือนกัน
แต่กลุ่มฮีโร่กลุ่มเล็กๆ กลุ่มนั้นช่างน่าทึ่ง
เขาค้นพบประตูออกจากแมทริกซ์ และบอกใครๆ ว่าเฮ้ย
ไอ้โลกที่เราอยู่กันเนี่ย แม่งเละจนเกือบจะต้องฟอร์แมตกันใหม่แล้วนะเว้ย
มาสิ มากินยาเม็ดสามสี (แล้วยื่นโลโก้ของโรงเรียนมาให้ดู) แล้วมุ่งสู่โคชิเอ็งด้วยกัน!
ป.ล.
พี่เลย์เอามาโพสต์ที่นี่ก็เหมือนเป็นมอร์เฟียสเลยนะครับ
ป.อ.
ตกลง ค่าเทอมแพงไหมครับ
แล้วเราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับบทสนทนาในห้องเรียนได้จากที่ไหนดี
บอกตรงๆ ว่าดูคลิปแล้ว กูเกิ้ลบก็แล้ว ก็ยังจินตนาการไม่ออกเลย
เพราะตูยังอยู่ในโลกแมทริกซ์อยู่
ป.ฮ.
(ตรง ป.ฮ. นี่ไม่ได้โพสต์ในบอร์ดนะครับ)
ตะกี้ได้คุยเอ็มกับน้องคนนึง ชื่อสะอาด คนเดียวกะที่วาดการ์ตูนใน ERROR BLOG
แล้วก็รู้สึกอยากกระทุ้งสนิมที่เกาะเรื้อรังในร่างกายมานานนมเสียที

March 3rd, 2008 at 1:40
คนแรกอีกแล้ว
ยาวมากครับ บล็อกนี้
ทำไมมองจาก firefox มันถึงเห้นตัวคลุมดำ(พิมพ์ผิด) อะ IE ไม่เป็น?
March 3rd, 2008 at 4:20
จริงๆ มีหลายโรงเรียนที่เริ่มมีแนวทางไปในลักษณะนี้
คือเป็นระบบที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคย
โรงเรียนวิถีพุทธเริ่มเกิดขึ้นมาบ้างในกรุงเทพ และปริมณฑล
มีเพื่อนเคยไปเป็นอาจารย์ร.ร. ลักษณะนี้ แล้วมาเล่าให้ฟัง
ก็เป็นระบบที่น่าสนใจ คือ ไม่ใช่ให้นักเรียนมาเรียนศาสนา
แต่สอนวิชาการปกติ แต่อาจารย์จะได้รับการอบรมให้แทรกซึม
ธรรมะเข้าไปในการสอน นักเรียนรู้จักช่วยตัวเอง
มีการจัดกิจกรรมให้นักเรียนไปทำนาที่ต่างจังหวัดจริงๆ
มีกิจกรรมที่ให้ผู้ปกครองมามีส่วนร่วมในการสอนในห้อง
เป็นการพัฒนาพื้นฐานครอบครัว และธรรมปัญญาให้กับนักเรียน
ตลอดทั้งระบบการศึกษา ผมมองว่าเป็นรูปแบบที่น่าสนใจเหมือนกัน
แต่ข้อเสียคือค่าเรียนค่อนข้างแพง เพราะการทำอะไรที่นอกระบบ
ก็เลยมีค่าใช้จ่ายที่สูงไปด้วย ทั้งๆที่ค่าจ้างครูก็ไม่ได้สูงอะไรเลย
March 3rd, 2008 at 9:20
ดูคลิปแล้วก็นึกถึงว่า สมัยก่อน นู้นๆๆๆ เด็กไทยเค้าเรียนหนังสือกันอย่างนี้หรือเปล่า
เอาแบบสมัย ขุนช้างขุนแผน เลยนะคะ แบบว่า มีช่วงที่ไปเรียนเขียนอ่าน
กับช่วงเรียนฟันดาบ กลับบ้านมาช่วยแม่ทำนาอะไรทำนองนั้น
แปลว่า แนวคิดนี้ก็อาจไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็น สูงสุดคืนสู่สามัญ อะไรทำนองนั้น หรือเปล่า
แต่คิดเหมือนกันว่า คนที่จบจากโรงเรียนทางเลือกนี่เค้าจะเรียนมหาวิทยาลัยได้ไม่ดี
ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปรับตัวนะคะ เป็นเรื่องพื้นฐานความรู้ล้วนๆเลย
ก็คงต้องมี มหาวิทยาลัยทางเลือก มารองรับ ละมั้ง ^^
March 3rd, 2008 at 14:46
ตอบคุณน้ำฝน:
ผมมองว่าถ้าเกิดการศึกษาทางเลือกนี้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
กว้างพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติดั้งเดิมของผู้ปกครอง (เดาว่าคงเป็นยุคเราๆ)
ว่าถ้าจะให้ชีวิตประสบความสำเร็จละก็ ลูกจะต้องจบปริญญาตรี โท เอก นะ
ก็คงจะเป็นทัศนคติแบบการศึกษาในสังคมญี่ปุ่นไงครับ
ที่นั่น การรับสมัครคนเข้าทำงานแทบไม่ได้ดูที่กระดาษแสดงวุฒิเลย
คนที่จบมัธยมปลายส่วนหนึ่งเลือกที่จะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
เพราะพบแล้วว่าตัวเองถนัดอะไร จะทำอะไร จะเป็นอะไร
ดังนั้นความเย่อหยิ่งจองหองในระดับการศึกษาแบบที่บ้านเราเป็น จึงไม่มี
อย่างในรายการทีวีแชมเปี้ยน (ยกตัวอย่างให้เห็นาพง่ายๆ)
ลุงที่จบเพียงชั้นประถมและยึดอาชีพเป็นช่างไม้ เขาก็ทำงานช่างไม้สไตล์ญี่ปุ่น
คือจริงจังกับมัน จริงจังกับอาชีพตัวเอง ค้นคว้าและศึกษาแบบที่ไม่ต้องรอหลักสูตร
เวลามาแข่งในรายการ ก็จะเห็นความคิดสร้างสรรค์และพลังปีศาจของแกชัดเจน
ในขณะที่มองมาที่ตลาดการศึกษาระดับปริญญาโทเดี๋ยวนี้ (ในบ้านเรานี่แหละ)
เพียงคุณมีเงินแต่ไม่มีงาน และยังไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไร ตัวเองชอบอะไร
(บรรทัดก่อนหน้านี้แสดงถึงผลผลิตอันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการศึกษานะครับ)
ก็ไปเรียนต่อ ..ระดับปริญญาโทแน่ะ ที่ใครๆ เขาก็เปิดกัน และจบง่ายแสนจะง่าย
จบออกมาก็กลายเป็นแค่เด็กที่จบมัธยม ๑๒ (หรือสูงกว่านั้นถ้าเรียนหลายปี)
พูดไปก็บ่นเหมือนเผาบ้านเมืองตัวเอง
แต่พูดทีไรก็เห็นความจริงที่ลอยอยู่ในอากาศทุกเฮือกที่สูด.. ทุกที
March 3rd, 2008 at 22:44
ออกแนวโรงเรียนเสรี ตามแบบ opensource
แต่โรงเรียนต้นทุนสูงกว่า software เยอะ การจะทำได้ต้องอาศัยทั้งความกล้าออกจากระบบ
เงินทุน และความตั้งใจมากมาย เหลียวไปดูประเทศอื่นๆ เค้าก็มีปัญหาบ้างเหมือนกัน คิดว่าเราคงรับแต่รูปแบบจากประเทศอื่นอย่างเดียวไม่ได้หรอก สาพสังคมไม่เหมือนกันเลย
ทุกครั้งที่ดูรายการ TV Champion รู้สึกประทับใจไปกับความตั้งใจของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน
เมื่อสนใจในเรื่องใดแล้ว ก็จะศึกษาในศาสตร์แขนงนั้นจนเชี่ยวชาญและลึกซึ้ง แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ แต่สังคมที่สนับสนุน และมีการยอมรับบุคคลเช่นนั้น ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
March 3rd, 2008 at 23:38
วัยรุ่น ชอบแต่ความอินดี้
ระบบที่สร้างเรามา ถึงไม่ดี แต่ก็ไม่ชั่วร้ายนักหรอก
อย่างน้อยเห็นๆกันอยุ่ ว่าเราเห็นอีกระบบแล้วรู้สึก”เห็นดีเห็นงามไปด้วย”
ไม่ใช่เพราะตัวตนของเราที่หลอมมาจากระบบที่เราสาปส่งว่ามันห่วยแตกหรือครับ
ทุกคนก็มีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น ผมไม่คิดว่าโรงเรียนทางเลือกจะเป็นแดนสวรรค์วิมานอะไรแน่ๆ
มันก็เป็นแค่โลกมนุษย์ที่มีทั้งสุขและเศร้า เช่นโลกมนุษย์ทั่วไปนั่นแหละ คนเราชอบมองกับข้าวในจานคนอื่นน่ากินกว่ากับข้าวตัวเองเสมอ
March 4th, 2008 at 1:05
ในเว็บรร.เขาว่าไม่สนเรื่องฐานะการเงินนะครับ แต่อยากให้พูดชัดๆ ไปเลยว่าเท่าไหรนะ
ปล. แหมบล็อกคราวนี้มีสาระ
March 4th, 2008 at 16:54
ชอบแนวคิดนี้นะครับ
แต่ในปัจจุบัน สังคมที่เราอยู่ ยังดูแต่กระดาษ วุฒิการศึกษาอยู่เลย เราควรทำไงดี
ผมเคยคุยกับเพื่อน ที่ทำงาน Headhunt ซึ่งมีแนวคิดไม่ได้ต่างกับผมเลย ก็ยังยอมรับเลยว่า
ในการคัดเลือกคนสองคน ถ้าคุณสมบัติทุกอย่างมันใกล้กัน เค้าก็เลือกคนที่เกรดดีกว่า
เพราะคิดว่า “น่าจะ” ดีกว่าอีกคน
แค่นี้เองครับ เหตุผล
ผมเองก็จบโทนะ แต่เลือกเรียนโทสาขาวิชาที่คิดว่าตัวเองถนัด และทำได้ดี ซึ่งต่อยอดจาก ปตรีน้อยมาก
ก็ยอมรับนะครับ ว่าจบง่าย ไม่ได้ยากเลย
แต่ อยู่ที่เราเลือกแล้วล่ะครับว่า จะจบแบบมีคุณาพ หรือจบแค่มีกระดาษใบเดียว
(คล้ายๆ กรณีพระเล่น Hi5 ผมก็มองว่า ก็อยู่ที่ท่านแล้วล่ะ ว่ามาบวชทำไม)
ในเมื่อตอนนี้สังคม ยังเลือกยึดกระดาษใบเดียวอยู่ ยังมีกฎกติกาอยู่ ก็ต้องอ้างอิงบ้าง
แต่ส่วนอื่น ผมก็ถือว่า ผมมีความรู้ในวิชาชีพเฉพาะ ที่ไม่มีเปิดสอนในหลักสูตรต่างๆ ขวนขวายศึกษาด้วยตัวเอง หรือ Case study ใหม่ๆ จากเมืองอื่นๆ ทำให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วย
อยู่ที่ตัวเองแล้วล่ะครับ
March 4th, 2008 at 22:19
ครูแอนน์ หนูไปตอบในกระทู้มาด้วยน่ะค่ะ
ตาม X Saint มา ขอขอบคุณ -/\-
March 4th, 2008 at 22:34
ขอต่ออีกหน่อย เผื่อเป็นข้อมูลประกอบการคิดเรื่องเรียนและคณะต่างๆ พอดีเห็นคำว่า “เกรด” “กระดาษ” ก็เลยนึกได้ว่า มีเหมือนกันนะคะ การสมัครเข้าทำงานของนักศึกษาคณะหนึ่ง.. ที่ดูเหมือนว่าน่าจะได้งานยากมาก นั่นคือ คณะที่เรียนด้านศาสนา เคยคุยกับนัีกศึกษาที่จบด้านนี้จากมหิดล พบว่า “ทุกคนหางานได้ง่ายมาก” และหลากหลายด้วย ล้วนเป็นงานที่ดี มีทั้งแอร์โฮสเตส นักบัญชี ฯลฯ ซึ่งแน่นอน ไม่ได้เรียนมาตรงสายเลย แต่เหตุผลหลักที่ได้รับเข้าทำงานคือ “เราหาคนดีได้ยากกว่าคนเก่ง”
เจ๋งเนอะ..
March 5th, 2008 at 21:01
แต่ในอีกด้านหนึ่งน่ายินดีที่โรงเรียนแบบนี้ไม่หมดงบประมาณไปกับ
-เสาธงยักษ์
-ป้ายชื่อโรงเรียนหินแกรนิตโตๆ
-ห้องจัดแสดงถ้วยรางวัล
-การมุ่งมั่นสู่ ISO
-พระพุทธรูปโตๆ ศาลาสวยๆ
-พิธีกรรมต่างๆ
-ค่าดูแลสนามหญ้าที่ห้ามเด็กเล่น
-ค่าจัดเลี้ยง ค่าพาอาจารย์ไปสัมนารีสอร์ท
-รั้วลวดหนาม
-ห้องกินข้าวติดแอร์ที่มีสำหรับอาจารย์เท่านั้น
แต่หมดเงินไปกับ
-ลูกฟุตบอล
-อุปกรณ์วิทยาศาสตร์
-โต๊ะ เก้าอี้ดีๆ
-ลูกฟุตบอล
-การจ้างคนทำความสะอาดอย่างพอเพียง
แค่ทำได้เท่านี้ โรงเรียนในระบบ จะมีเงินเหลือมาใช้กับเด็กจริงๆอีกเยอะเลย ไม่ต้องจัดโบว์ลิ่ง จัดแรลลี่ จัดโต๊ะจีนกันทั้งปี
March 5th, 2008 at 21:41
ขอบคุณคุณครูวันดีมากๆ ครับ
ตามไปอ่านคำตอบแบบยาวๆ ของครูวันดีได้ที่นี่จ้ะ
March 6th, 2008 at 1:28
ไม่ทราบว่าดูอันนี้ยะครับคุณแอนนนนน
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000027318
ผมว่ามันบ้าไปแล้ว
March 6th, 2008 at 6:48
มาใช้ ubuntu กันดีกว่าครับ :)
(นอกประเด็นอย่างแรง)
March 6th, 2008 at 15:34
Let’s Rock Ubuntu
March 7th, 2008 at 13:28
เกือบจะเข้าใจแล้วว่าจะคิดยังไงต่อโรงเรียนอุดมคติ
พอมาเข้าวินโดวส์ปุ๊บ ลีนุกซ์งงปั๊บ
เปรียบเทียบซะจนไม่ฮาร์ดคอร์คอมฯ
- เชื่ออยู่อย่างหนึ่ง
เรื่องของคน ยุค ทัศนคติ
เคยได้ยินมั้ย ให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
สุดท้ายก็เห็นแต่บอกต้นเหตุเป็นนั่นนี่มากมาย
- อยากบอกว่าการศึกษานี่ละ ต้นตอของปัญหาประเทศไทย (อนิจจา)
แต่การเปลี่ยนทัศนคติของคน(ไทย)เนี่ยมันยาก
ฉะนั้นอาจต้องรอยุคสมัยต่อไป เพื่อลบความคิดเก่าๆไปด้วย
- สิ่งที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆกับยุคสมัยคือ การต่อสู้ ครับ
ทว่าการต่อสู้ในเมืองไทยนั้น ยากเย็น และค่อยๆเป็นไป
ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากทัศนคติของคนเก่าคนแก่ในบ้านเราด้วย(ที่ถูกปลูกฝังมา)
ยกตัวอย่าง อย่างในประเทศที่(เรียกตัวเองว่า)ประเทศพัฒนา ก็มีการต่อสู้อย่างหนัก(ทำเป็นหนังได้ร้อยๆ)
เคยได้เห็น ได้อ่านมาบ้างเหมือนกัน โรงเรียนในอุดมคติ(ของผม!)
และกับสิ่งที่คนบอก “ถ้าอยากได้อะไร ต้องทำเอง”
เลยได้ยินทำนองโรงเรียนแนวนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ เหมือนกัน
แต่อาจจะไม่หนักข้อ ถึงขั้นเปลี่ยนจุดต้นตอจริงๆอย่างโรงเรียนที่ว่ามานี้ครับ
ประเทศไทยอยากตามสากลมากกว่า
เสียแต่ว่าลืมจริงๆแล้ว มนุษย์นั้นมีอัจฉริยาพได้ทุกคน
เรามักคิดว่าคนอัจฉริยะคือคนที่เก่งด้านการศึกษา
แต่ทุกวันนี้ โลกน่าตอบโจทย์ได้ว่า คนที่เก่งในสิ่งที่ตัวเองชอบ นั่นก็อัจฉริยะ
(เหมือนลุงในทีวีแชมป์เปี้ยนนั่นละครับ)
ฉะนั้นชอบ เนื้อหา วันนี้มากครับ
เพราะนี่คือสิ่งในฝันของผมเลยนะ กับการศึกษาอันแก้ต้นตอ
แก้จุดต้นกำเนิดทัศนคติของคนไทย
เลยอยากสรุปความเห็นตัวเองไว้ว่า
ทำโรงเรียนในอุดมคติ + ต่อสู้ + ยุคสมัย = โรงเรียนในอุดมคติ
อยากให้แนวคิดแบบนี้
เปิดไปในวงกว้างจนมันกว้างจริงๆได้ครับ ฝันไว้เช่นนั้น
ปล.แอบเหน็บการศึกษาตลอดเวลาที่แสดงความเห็นเรื่องการเมืองที่ไหน (ตลอด :16:)
March 10th, 2008 at 4:04
ISO เป็นระบบรับประกันคุณาพ เช่น TV เครื่องนี้ ออกจากโรงงานนี้แล้วรับประกันคุณาพ
การศึกษาเหมืแนกัน เอิ๊กๆ ไม่รู้เอาอะไรคิดว่าต้องเข้า ISO
บ้าเป่า…. คนเรานิ้วยังยาวไม่เท่ากันเลย
ผมก็เคยเข้าไปศึกษา วศบ อยู่ปีนึง แล้วก็เลือกยาเม็ดสีแดง ลาออกมาทำธุรกิจเล็กๆของตัวเอง
เหนื่อยมากแต่ก็ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก …. แค่นี้ OK แล้วครับ
April 13th, 2008 at 16:11
มันแล้วแต่จะคิดนะครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าระบบการศึกษาปัจจุบันมันสอดคล้องกับระบบอุตสาหกรรม และการทำงานในบ้านเราอยู่แล้ว คือทุกอย่างมันมีระบบของมัน เพียงแต่ต้องเพิ่มคุณาพหลายๆอย่างเข้าไปอีก กลับมาที่โรงเรียนแบบนี้ มีได้ครับ ดีครับ เห็นด้วย ถ้าพ่อแม่ใครบางคน อยากจะส่งลูกไปเรียน ไปมีชีวิตที่หลุดจากระบบเก่า indieครับ แต่ระบบเก่ายังไงก็ต้องมีต่อไป เพราะในประเทศไทยไมได้มีเด็กแค่ 400 คน นี่ครับ ไม่งั้นเด็ก400คนนี้ เราก็สามารถสร้างโรงเรียนทางเลือก แล้วทำงานhandmadeผลิตเด็กให้เด็ดไปเลยทุกคน ผมคิดว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์ไปซะทุกอย่าง การศึกษาในญี่ปุ่นก็ไม่ได้สมบูรณ์ มันอยู่ที่คุณาพของครอบครัว ของสังคมโดยรวมด้วยครับ การศึกษาเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง ยังไงระบบเก่าก็สร้างคนที่พัฒนาชาติเรามาได้ถึงขนาดนี้แล้ว เราจะไปสาปส่งทำไมหนักหนาล่ะครับ
April 13th, 2008 at 16:15
คนที่ล้มเหลวในการศึกษาในบ้านเรามีเยอะมาก มักจะสาปส่งการศึกษา แทนที่จะมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ว่าทำไมตัวเองถึงล้มเหลว หรือว่าประเทศเราไม่มีห้องสมุด ไม่มีแหล่งที่เราสามารถค้นหาความรู้เพิ่มได้ตัวเอง ไม่ใช่แล้วมั้งครับ
เป็นธรรมชาติมนุษย์ครับ Everyone thinks of Changing the world, but no one thinks of changing himself.