หมายเหตุไว้ก่อน: ตอนนี้ผมขอเขียนเรื่อยเปื่อยมากที่สุดในรอบห้าสิบปีนะครับ
จะเกิดอะไรไหม ถ้าหากใจฉันต้องการให้เธอเป็นแดดยามเช้าที่สดใสของฉันทุกวัน
จะเกิดอะไรไหม ถ้าใจฉันขอให้เธอได้เฝ้ารอโอกาสที่ฉันได้สัญญาเวลาที่คนหนึ่งนั้น มีความหมาย (ที่ฉันไม่เคยบอก)
เป็นดังลมที่หายใจต่อกัน (ที่เธอไม่เคยรู้)
เป็นนาทีแห่งความฝัน ที่อยากขอให้อยู่และรับฟังเอาไว้* สิ่งที่สวยงาม อยู่ในคำถาม อยากให้รู้ใจ ว่าเธอคือคนเดียวที่ฉันจะถามเธอ
จะบอกความฝันที่สวยงาม เวลาที่คนหนึ่งนั้นมีความหมาย (ที่ฉันไม่เคยบอก)
เป็นดังลมที่หายใจต่อกัน (ที่เธอไม่เคยรู้)
เป็นนาทีแห่งความฝัน ที่อยากขอให้อยู่และรับฟังเอาไว้*,*
ที่ฉันจะถามเธอ…จะเกิดอะไรไหม…กับสิ่งที่ถามไป…
จะเกิดอะไรไหม…กับสิ่งที่ถามไป…จะเกิดอะไรไหม…
เป็นเธอใช่รึเปล่า…เป็นเธอได้รึเปล่า…กับสิ่งที่ถามไป…
เป็นเธอได้รึเปล่า…เป็นเธอได้รึเปล่า…จะเกิดอะไรไหม…
เป็นเธอใช่รึเปล่า…เป็นเธอได้รึเปล่า…จะเกิดอะไรไหม…
เป็นเธอได้รึเปล่า…เป็นเธอได้รึเปล่า…จะเกิดอะไรไหม…
มึงจะร้องซ้ำๆ ทำไม… ♪
เพลงแต่งงานของวงมัวร์แห่ง Smallroom นี้ เป็นเพลงอมตะส่วนตัวของผมเพลงหนึ่ง
ที่ผมฟังครั้งแรกก็โคตรถูกใจเลยครับ ไม่คิดว่าทั้งเพลงทั้งมิวสิกมันจะเท่ขนาดนี้
จนวันหนึ่งมันก็กลับชาติมาเกิดในอีกเวอร์ชันนึงโดย The New Smallroom
คราวนี้เลยเป็นเพลงที่แฟนผมชอบโดยไม่ได้นัดหมาย (เออ แล้วจะนัดกันยังไงวะ)
ผมฟังเพลงภาษาประกิตไม่เป็นครับ
พอๆ กับการไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงด้านภาษา (พี่บิ๊กครับ ช่วยผมด้วย!)
ดังนั้นรสนิยมในการฟังเพลงของผมจึงไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนเลยสักนิด
ผมชอบเพลงป๊อปที่ใครๆ ก็ชอบ (เป็นข้อดีที่ทำให้ไปร้านเกะแล้วมีอะไรให้ร้องได้เรื่อยๆ)
ผมชอบดูหนังตลาดแบบที่ใครๆ ก็ชอบ ผมชอบกินชอบเที่ยวแบบธรรมดาๆ สามัญๆ
และผมภูมิใจในความเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แบบนี้แหละครับ
คือรู้สึกได้ว่าเสน่ห์ของชีวิตมันก็คือการเก็บเกี่ยวความธรรมดาที่เติบโตอยู่ริมทางนี่ล่ะ
แต่ผมดันอาจจะโชคดีกว่าคนอื่น ตรงที่ถึงแม้ไม่ได้หล่อ พ่อไม่รวย
แต่ก็ดันเติบใหญ่มาได้ท่ามกลางโอกาสที่พ่อแม่มอบให้ (ขอบคุณครับ)
โอกาสทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตนั้น มันคือ “การเลือก” ทางที่จะเดิน
มันต้องเลือก แบบเดียวกับที่นีโอโดนหลอกให้กินยา (เอ๊ะ มันเลือกกินยาสีอะไรนะ)
จนวันหนึ่งผมได้โผล่ไปเรียนในคณะที่ไม่มีใครคิดไว้ (ทั้งที่ถูกคาดหวังไปอีกทางนึงเลย)
จนวันหนึ่งผมได้หันเหเข้าสู่วงการกิจกรรมนักศึกษา (นั่นเพราะเรียนไม่เก่งเอาเสียเลย)
จนวันหนึ่งผมได้พบกับโบว์ (ก็เพราะไปเป็นสโมนี่แหละครับ)
การเลือกทางเดินในครั้งนั้น ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป…
ผมได้รู้จักว่าโลกมันเป็นยังไง ทั้งที่ผ่านมาพอมองย้อนกลับไป ไอ้นี่แม่งโคตรเนิร์ดเลยนี่หว่า
แล้วผมกลายเป็นคนที่รู้จักร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ทั้งที่ในชีวิตนี้ไม่เคยกินมาก่อน
แล้วก็กินมันไปซะทุกเจ้า ดูหนังมันซะทุกเรื่อง (ไม่เว้น “ไกรทอง”!! ฮ่วย!!)
แล้วก็ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกะเขาซะที แม้ตัวเองจะหายหัวไปเป็นทหารเณฑ์ถึงสองปี
แต่นั่นก็ดันทำให้เพลง “คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ..” กลายเป็นเพลงชาติประจำกองร้อย
การเลือกที่จะแอบเอามือถือใส่ไว้ใต้รองเท้าคอมแบตเข้าไปในครั้งนั้น มันคุ้มค่ามากครับ
เพราะทำให้ช่องทางการติดต่อสื่อสารกับแฟนเพียงช่องทางเดียวของผม
กลายเป็นช่องทางสุดน้ำเน่า และพาให้ชีวิตทหารเกณฑ์สองปีไม่น่าเบื่อเลยสักนิด
เฮ้ยนี่กูเขียนบ้าอะไรลงไปวะ ไม่ได้เป็นสเต็ปเล้ย!
(ว่าแล้วก็ย้อนไปเขียนหมายเหตุไว้บรรทัดแรกไว้ซะหน่อย)
…
เอาเป็นว่า และแล้วก็มาถึงวันนี้ละกันครับ
เราคบกันมาแปดเก้าปีแล้ว หน้าที่การงานก็มีแล้ว บ้านก็ดาวน์รอไว้แล้ว (แปลว่าหนี้ก็มีแล้ว)
แล้วจะรออะไรอีกล่ะครับ แต่งงานไปให้หมดเรื่องหมดราวเลยดีกว่า!
โอ้ว นี่มันเป็นชีวิตที่ธรรมดามาก! ทำไมมันช่างธรรมดาได้เจ๋งขนาดนี้!
เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยไปงานรุ่นพี่สโมศิลปากร(พี่ฤทธิ์กะพี่จูน) แกจัดงานที่สุพรรณฯ
อารมณ์ของงานก็สุพั้ณ~สุพรรณ.. ทั้งที่ปกติแกก็ใช้ีวิตในกรุงกันทั้งคู่อยู่แล้วนี่หว่า
จากปากคำของพี่จูนเลยทำให้ได้ข้อคิดเข้าท่ามาหนึ่งอย่าง
ว่าที่ชั้นจัดงานแต่งงานขึ้นมาเนี่ย มันก็แค่พิธีกรรม พอเสร็จงานแล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมต่อไป
พอฟังเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ย เท่ว่ะ ช่างเป็นความธรรมดาที่เท่ได้ใจขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ
ต่อมเท่เลยกระพือตลอดเส้นทางกลับกรุงเทพฯ เลยครับ (แป๊บเดียวแหละ ถนนบรรหารเขาดี)
แล้วก็ย้อนกลับมาดูสารพัดงานแต่งงานในปัจจุบัน ที่เป็นของหวานสำหรับวงจรธุรกิจเว็ดดิ้ง
โอ้ว นี่มันโลกคู่ขนานกับธุรกิจที่หากินกับงานรับปริญญาเลยนี่หว่า
(ประโยคอมตะคือ “ชีวิตนี้มีครั้งเดียวนะน้อง” – ดังนั้นจ่ายพี่มาแพงๆ เลยดีก่า)
นับวันธุรกิจประเภทนี้จะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และหล่อหลอมค่านิยมบางอย่างแบบเนียนๆ
จน.. จนมันยังไงดีล่ะครับ ใครนิยามไอ้ความคิดแบบนี้ให้ออกมาเป็นวจนะภาษาทีสิ
นั่้นทำให้เราเลยพบข่าวดาราหมั้นหรือแต่งงานกันใหญ่โต และจบแบบทางใครทางมันอยู่เนืองๆ
โอ้ว ไม่เอานะ.. เราตกลงกันว่า ขอไม่เอาความหรูหราไฮโซอย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้น
ไอ้อะไรที่รุงรังที่เกิดมาเืพื่อการมีหน้ามีตาในสังคม โดยแลกกับการตำน้ำพริกมหาศาลไปเททิ้ง
สู้เอามาผ่อนบ้านกันดีกว่า
แค่คิดยังไม่พอครับ
ผมกับโบว์เลยวางแผนกันไว้คร่าวๆ ว่าจะนำโครงการนี้ไปนำเสนอพ่อแม่ยังไงดี
และแล้ว ก็อย่างที่บอกครับว่าด้วยการมอบโอกาสของผู้ปกครองใจกว้างของทั้งสองฝ่าย
งานของเราทั้งคู่ที่เตรียมวางแผนกันไว้ จึงมีความธรรมดา แต่ก็ยังครบถ้วนอย่างที่อยากให้เป็น
(คือมีความเป็นแอนสูงมาก และมีความเป็นโบว์สูงมาก.. ไว้เดี๋ยวค่อยทยอยเล่าละกันนะ)
โอ้ว
๑ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ คงจะมีอะไรสนุกเกิดขึ้นเป็นแถ้แน้!
.
ป.ล.
ย่อหน้าท้ายๆ ที่พูดกันมาซะนมนานเนี่ย ที่แท้คือเราไม่มีตังค์กันนั่นเองงงงงง
(อย่างที่บอกครับ บ้านผมไม่รวยนี่หว่า ลองมาเก็บตังค์จัดงานแต่งงานกันเองเถอะครับ)
ป.อ.
ผมเปิดบล็อกใหม่ไว้อีกบล็อกครับ: bow.iannnnn.com (ช่วยกานเม้นหน่อยนะงัฟ)
จริงๆ ก็แอบช่วยกันเขียน ช่วยกันตกแต่งบล็อกมานานแล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เปิดตัว
คือทีแรกกะว่าจะไม่เปิดจนกว่าจะถึงเวลา พอวันประกาศแต่งงานก็จะใส่เสียงฟ้าผ่าลงไป!
เรียกว่าอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีก็จะสร้างเรื่องแต่งฟ้าผ่าให้ชาวบ้านเขานินทาซะเล่นๆ ซะยังงั้น
แต่มานึกดูดีๆ เฮ้ย ถ้าแบบนั้นมันฮาได้แป๊บเดียวสิ เลยเลือกเปิดตัวแบบนานหน่อยละกัน
ป.ฮ.
ไปงานแต่งของไอ้เต้ย เพื่อนผมที่อุดรมา
ก่อนหน้านั้นวางแผนกับบี (ควบตำแหน่งเจ้าสาวและเพื่อนซี้ของโบว์ไปด้วย) ไว้เสียดิบดี
กะว่าจะให้มีการฮั้วตอนโยนดอกไม้ซะหน่อย ปรากฏว่าไม่สบโอกาสเหมาะเสียที
เลยพอออกมาโยนกันตรงหน้างานปั๊บ แม้จะไม่ได้เป็นไปตามแผน แต่โบว์ก็ดันรับได้พอดี!
โอ้ว เลยแจกซองกันตรงนั้น (เตรียมซองแอบใส่เป้ไปด้วย เพื่อนๆ งี้เหวอกันหมดเลย)
นั่นถือเป็นพลุนัดแรกในการเปิดตัวว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่ต่อไป
อารมณ์เหมือนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกครั้งหน้าเลยครับ

