283 | อะเดย์ ๙๙ ฉบับสึโก้ยยยยย!!!!!
•
บอกไว้ก่อนว่านี่คือการรีวิวหนังสือทั้งๆ ที่ยังอ่านไม่จบ
ในวงการรีวิวต่างๆ การกระทำแบบนี้ถือว่าดูถูกดูแคลนเขาอย่างมาก
แต่จะทำไงได้ ถ้าผมรออ่านให้จบก่อนแล้วค่อยมาเขียน
จังหวะการเต้นของหัวใจมันจะไม่รุนแรงพองโตบิ๊บบูบๆ ขนาดนี้
เมื่อนิตยสารอะเดย์ฉบับล่าสุด เล่ม ๙๙: Very Japanese มาอยู่ในมือผม
ผมตกใจ เล่มนี้ปกเคลือบด้านเว้ย!
เดี๋ยวๆ มันต้องเรียบเรียงแบบนี้สิ..
เคยอ่านบทบรรณาธิการของสักฉบับมา ว่าถ้าอะเดย์ฉบับไหนปกเคลือบด้าน
มักมีความสำคัญเป็นพิเศษ (เช่นฉบับสมเด็จพระเทพฯ เป็นอาทิ)
แล้วฉบับนี้ ว่าด้วยเรื่องญี่ปุ่น อะเดย์ทำการเคลือบด้านเป็นที่เรียบร้อย
แสดงว่ามันต้องมีอะไรเจ๋งอยู่ข้างในแน่ๆ
ผมอ่านอะเดย์มาตั้งแต่เล่มหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของผมกับนิตยสารยี่ห้อนี้ ก็คือผมยอมรับว่า “ชอบ” แต่โดยดี
จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาประกาศอะไรว่าผมชอบ แต่ชอบก็คือชอบไง
ต้องขออนุญาตออกตัวไว้อย่างไม่อายคีย์บอร์ดเลยนะครับ
ว่าให้สังเกตว่าในขณะที่วัยรุ่นหลายคนพยายามจะหาอัตลักษณ์แปะตัวเอง
ด้วยการแสดงตัวตนออกมาเช่นการอ่านหนังสือเท่ๆ แล้วเดินหันเอาปกออกให้สาวเห็น
แต่ผมดันจบมาจากมหาลัยที่เรียกได้ว่า ไอ้ความแนวเนี่ยมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากๆ
ใครถืออะเดย์(แล้วหันปกออกว่ากูอ่านอะเดย์นะ)นี่ถือว่าเฉยๆ มาก มึงจะหันออกทำไม
เพราะพฤติกรรมทุกอย่าง แนวคิดทุกอย่างที่นั่นมันเป็นแบบนี้ และอย่างเป็นธรรมชาติด้วยนะ
//จบการออกตัว ทีนี้ตัดเข้าสู่เนื้อหาก่อนจะพาอ้อมตามเคย
ผมชอบอะเดย์ เหมือนกับที่คนอื่นๆ ชอบ และอย่างที่อะเดย์ทำตัวให้ผู้อ่านชอบนั่นแหละ
มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เหมือนกับกินข้าวร้านนี้แล้วอร่อยเลยมากินบ่อยๆ
แม้จะมีอยู่พักนึงที่เปลี่ยนเครื่องปรุง เปลี่ยนแม่ครัวแล้วรสมันเลี่ยนๆ รึข้าวเยอะไปไม่รู้
ตอนนั้นก็หยุดตามอ่านอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนเป็นอ่านผ่านๆ เปิดดูหน้าที่สนใจ
จนวันนึงพ่อครัวคนล่าสุดปรากฏตัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าร้านนี้ไปสรรหามาจากไหน
(จริงๆ ก็พอรู้เพราะก็ติดตามอยู่) ..เฮ้ย พี่แกปรุงได้อร่อยแฮะ
หลายๆ ฉบับชอบ หลายๆ ฉบับชอบมาก (จำได้ว่าชอบสุดๆ ก่อนหน้านี้คือฉบับ “ลาว”)
มีไม่มากนักที่ดูคอนเซปต์แล้วจะเฉยๆ แบบเล่มนี้กูเอาไว้อ่านแค่ตอนขี้ก็พอน่ะนะ
ธรรมเนียมในการอ่านอะเดย์ทุกๆ ฉบับของผมก็คือ
๑. เห็นจากร้าน ดูปก โอ๊ะ เล่มนี้โดน โดนก็ซื้อ ไม่โดนก็ยืมเพื่อนอ่าน (แต่ก็อ่านนะ)
๒. พลิกดูรองปก ครึ่งนึงเป็นการขยายคอนเซปต์(ชอบๆ) อีกครึ่งเป็นใบสมัครสมาชิก
๓. พอเสพปกและรองปกเสร็จก็พลิกอ่านที่มาของมัน จากคอลัมน์ aWAY
๔. อ่านบทบรรณาธิการ
๕. แล้วพลิกดูคอลัมน์ประจำที่เขียนได้ตามตีมเล่มที่สุด นั่นคือ Life in a day
๖. อ่านจบแล้วค่อยเปิดดูไล่ไปทีละหน้า เล่มไหนดีก็จดจ่อ เล่มไหนงั้นๆ ก็ไว้อ่านตอนขี้
แล้วพอมาเจอฉบับล่าสุด….
ผมเสียชีวิตตั้งแต่ดูาพปกแล้วครับ ทำได้ถึงมากๆ ขอชื่นชมให้ทราบกันทั่วโลกเลยครับ
รองปกก็โอเค สื่อสารกับเราว่าจะเล่นเรื่องญี่ปุ่นนะ (เริ่มเอะใจว่าเอ๊ะ มันนิ่งไปรึเปล่าวะ)
อ่านที่มาของปก(โดยคุณทรงกลด) ก็โอ้ว อ่านของคุณวินทร์ก็อืม.. อ่าน บ.ก. ก็ อูย!!
(สปอยล์) หน้า WC เล่าว่า ฉบับนี้เราเล่นเรื่อง “เวรี่เจแปนนีส” (ญี่ปุ่นจ๋า) ครับ
อะเดย์ส่งทีมงาน(ระดับพระกาฬ)ไปสามคนที่ญี่ปุ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งเล่ม
เรียกว่า ๑๖ วันสรุปความเป็นญี่ปุ่นจ๋าในแบบของอะเดย์มาให้อ่าน
มีเล่าให้อ่านเกี่ยวกับเบื้องหลังการเตรียมงาน ที่ดูจริงจังกว่าเล่มอื่นที่เคยเป็นมา
เอาแค่บอกว่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิญี่ปุ่นและบริษัทนำเที่ยวญี่ปุ่นเอง
เมื่อได้เห็นรายชื่อของคนที่จะถูกสัมาษณ์ลงในเล่มนี้ ก็ถึงกับอุทานว่า สึโกย!
สึโก้ย* ขนาดที่ว่านิตยสารญี่ปุ่นเองก็ยังไม่มีปัญญารวมรวมความยุดยอดได้ขนาดนี้
(*ผมขอเขียนสึโก้ยแบบมีไม้โทนะครับ อ่านแล้วมันอร่อยดี)
อ่านบทบรรณาธิการจบแล้วก็ดูเหมือนโฆษณาตัวเองยังไงไม่รู้นะ จะดีจริงเปล่าไม่รู้
หน้าถัดจากนั้นก็เหมือนในการ์ตูนชิมอาหารเลยครับ พอกรรมการชิมคำแรกอร่อยขึ้นมา
อาหารคำต่อไปก็จะเป็นการโซ้ยอย่างลืมตาย! กิน.. กินเข้าไป โอฮาระ มังทาโร่!!
ตัดาพฉับมาที่หน้าบักแอนตอนพลิกอ่านเล่มนี้ … โอยยย อาร์ตเวิร์กสวยมากๆ
เอาแค่ตัวอาร์ตเวิร์ก-งานศิลป์ งานออกแบบที่ผ่านตาไปทั้งหมด(ครึ่งเล่ม)นะ
ผมไม่คิดว่าเขาจะทำออกมาได้เคารพกับเนื้อหาของได้ขนาดนี้ ตีความได้แตกละเอียด
สวยมากๆ สวยมากๆ สวยมากๆ! อ่านไปคอแห้งผากไป ..ทำไมมันสวยเรียบแบบนี้
การลงดีเทลเล็กๆ เช่นการซอยเนื้อหาในแต่ละหน้าในเป็นคอลัมน์แคบๆ กวาดตาง่ายๆ
การใช้สีสะอาดๆ าพถ่ายประกอบที่งามหยดย้อยแต่เรียบ เรียบจนสบายตา
มันทำให้รู้สึกตัวอีกที ผมก็อ่านไปครึ่งเล่มแล้ว! ในเวลาอันรวดเร็ว!
ปกติผมเป็นคนชอบเก็บรายละเอียดของหนังสือ (โดยเฉพาะการออกแบบ ก็ชอบง่ะ)
แต่เล่มนี้อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ ครับ โดยอากิยามะหลอกเอาอะไรให้กินก็ไม่รู้
เหงื่อซึมในง่ามนิ้วแถมคอแห้งผากตลอดเวลา
ผมขอยกให้อะเดย์ฉบับล่าสุดนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดฉบับนึงเท่าที่เคยอ่านมาเลยครับ
มันกลายเป็นหนังสือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นชั้นดี ในราคาแค่เล่มละ ๗๐ บาทเอง!
ขอบคุณทีมงานที่ทำด้วยความตั้งใจจริงๆ จนผมในฐานะคนอ่านธรรมดาๆ สัมผัสได้!!
สึโก้ย!!!!! (อัศเจรีย์ห้าตัวติดกัน)
ป.ล.
เขียนชมซะสุดลิ่มทิ่มประตูแม้จะอ่านมาแค่ครึ่งเดียว
ไม่ใช่ว่าครึ่งหลังของเล่มจะเผาหรือทำชุ่ยๆ นะ
ถ้าจริงจะมาเขียนด่า
(ไม่หรอกน่า)
ป.อ.
ขอส่งความกดดันนี้ไปสู่อะเดย์ฉบับหน้า ฉบับที่หนึ่งร้อย
ดันมาทำให้ผมคาดหวังเสียแล้ว ก็จงดีอย่างที่หวังนะครับ
ไม่งั้นจะงอน ยืมอ่านจริงๆ ด้วย
ป.ฮ.
สำหรับคนไม่เคยหรือไม่ได้สนใจจะอ่านอะเดย์
มันคือนิตยสารสร้างสรรค์ครับ ..นิยามให้มันสั้นๆ แบบนี้แหละ
ไปหาอ่านเอาเองว่ามันพูดเรื่องเดียวกับที่เราพูด
แต่ออกมาสร้างซั้นสร้างสรรค์ได้ยังไง

December 1st, 2008 at 3:58
ดีใช่มะ งั้นซื้อ
(แต่ยังไม่มีตังค์พอฟุ่มเฟือย จะทันซื้อมั้ยแว้ :05:)
December 1st, 2008 at 5:47
เคยซื้ออะเดย์เล่มเดียว ๗๗ มั้ง ที่แถมสมุด (อยากได้ของแถมนี่แหละ+อยากลองอ่านดูว่ามันดียังไง) ปรากฎว่าอ่านไม่จบ และไม่เคยซื้ออีกเลย
เอ เล่มนี้จะซื้อดีหรือรอเช่าดี
December 1st, 2008 at 7:04
ผมอ่านนจบแล้ว คิดต่างเล็กน้อย อย่างน้อยก็หน้าบทบรรณาธิการที่บอกว่าเล่มนี้หนามากเป็นพิเศษ (ใช่ครับ หนาจริงๆรู้สึกได้เลย)
แต่มันหนาโฆษณาครับ!!!
ผมไม่รู้ว่างานนี้อะเดย์ใช้มุข คิด Theme แล้วโฆษณาที่เกี่ยวข้องก็บังเอิญไหลเข้า หรือ โฆษณาอยากไหลเข้าแล้วอะเดย์คิดธีมมาสนับสนุนให้ แต่การมีโฆษณาตั้งแต่ผลิตัณฑ์สินค้าญี่ปุ่นเพียบ ทัวร์ญี่ปุ่น การแสดงโชว์จากญี่ปุ่น มันก็บอกกลายๆว่าเล่มนี้ประสบผลดีแน่ๆในแง่เงินทุนอุดหนุน
บางทีผมก็หลับตาลืมๆเรื่องนี้ไปนะครับ เพราะอย่างพี่แอนบอกคือเล่มนี้เนื้อหาดีจริงๆ
December 1st, 2008 at 8:28
art จัง อ่านไปงงไป
December 1st, 2008 at 8:35
มาคล้ายๆ กันครับ
เห็นปก – สนใจ – ซื้อ – อ่าน
เห็นปก – ไม่ถูกใจ – ยืม(เช่า) – อ่าน
แต่พักหลังซื้อมา และไม่ได้อ่าน บ่อยมากกกกกกกกกก
December 1st, 2008 at 9:06
ซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านครับ
December 1st, 2008 at 10:07
สมองไม่ถึงอ่ะ
ไม่เข้าใจความศิลป์ของมันเลย
December 1st, 2008 at 10:43
เอาล่ะ เดี๋ยวจะไปซื้อะเดย์ฉบับนี้่อ่าน
ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องนะ ตูจะงอน
December 1st, 2008 at 11:46
ถอยมาแล้ว
December 1st, 2008 at 11:49
คุณแอนอุตส่าห์แนะนำ เดี๋ยวจะไปลองหามาอ่านดูนะคะ
เคยอ่านเล่มที่เค้าว่าปล่อยให้ ‘เด็กฝึกงาน’ทำ ตั้งแต่นั้นเลยไม่อ่าน อะเดย์ อีกเลย
เหอๆๆๆ จำไม่ได้แล้วว่าฉบับไหน จำได้แต่ว่าเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ จตุจักร น่ะค่ะ
December 1st, 2008 at 13:21
@ Bluemoon:
ไม่รู้เหมือนกันว่าดีไม่ดี แต่พี่เชียร์เบรกแตกแบบนี้ก็คงดีในมุมของพี่แล้วแหละ
สำหรับเดือนที่เป็นคนทำนิตยสารเหมือนกัน(อย่าเถียง)
ก็คงจะได้อะไรไว้เป็นต้นแบบไว้ดูบ้างในมุมของคนทำหนังสือ
เพราะนี่เป็นฉบับที่ได้มาตรฐานมากอยู่เหมือนกันนะ
@ SE7EN:
๕๕๕๕ เล่มที่ขายหมดเร็วที่สุดเพราะของแถมก็คงเป็นเล่มที่แถมเสื้อยืดกระทิงแดงมั้งครับ
ไม่รู้นะคิดเอาเอง เพราะตอนนั้นใครเจอวางบนแผงแล้วรู้สึกว่าขายพ่วงเสื้อก็คว้าไว้เลย
ปรากฏว่าขาดตลาดเร็วโคตรๆ ครับ
@ arjin:
ครับ หนาโฆษณา นี่เป็นนิตยสารที่ไม่รังเกียจโฆษณา
บอกกันจะจะเลยว่าเราเอาโฆษณามาให้แล้วนะ เชิญอ่านโลด!
แล้วถ้าเราเข้าใจมันว่านอกจากโฆษณา(หรือแม้แต่ในโฆษณา)มันโอเค
ก็บวกลบดูแล้วคุ้มครับ — แต่อย่าง mars หรือ DDT บางฉบับ
ที่พี่แกเอาสปอนเซอร์มาหลอนตลอดเล่มนี่พาลเอาเลิกซื้อเหมือนกันแฮะ
แต่ก็จำได้ว่ามีช่วงนึงที่เซ็งมาก ก็เพราะไม่รู้เขาหน้ามืดอะไร ใส่โฆษณาซะขนาดนั้น
คงเป็นช่วงใกล้ๆ กับที่มี a dayweekly นั่นแหละครับ นึกกี่ทีก็เสียดาย
@ au8ust:
ตูชอบอ่านหนังสือสวยๆ นะ
คงเป็นกลุ่มเหยื่อ เอ๊ย กลุ่มตลาดของนิตยสารแบบนี้พอดี
คือนอกจากเสพเนื้อหาแล้ว ก็อยากเสพความอิ่มตาของรูปเล่มด้วย
(ทำยังกะอ่านหนังสือโป๊แน่ะ)
@ ake:
ผมเองก็ยืมเขาอ่านบ่อย แถวนี้ไม่มีร้านเช่า ไม่งั้นคงเช่าเหมือนกัน ๕๕๕
@ panugan ผู้ชายบ้านนอก:
อย่าอ่านนะครับ!
@ Mr. PeeTai:
ดีแล้วรับพี่ โลกนี้จะได้หลากหลายหน่อย
ไม่งั้นเหมือนกันหมดก็ไม่สนุกสิครับ
@ บุ๊ค:
เขาเขียนาษาไทย เอ็งต้องอ่านรู้เรื่องสิ!
@ Jarijira:
ถอยอีกๆ ซ้ายหน่อยๆ.. เอ้า พอ
@ น้ำฝน:
ปีนึงเขาจะให้เด็กฝึกงานทำหนึ่งฉบับครับ
ว่ากันตามตรงนะ ส่วนมากคุณาพที่ออกมาก็จะยังไม่ถูกใจคนอ่านนั่นแหละ
คือมาตรฐานของนิตยสารหัวนี้มันดันสูงมาก
จนรู้ว่าคนที่เป็นมืออาชีพทำกับคนที่พยายามทำมันให้ผลต่างกันจริงๆ
แต่ก็มีปัจจัยร้อยแปดที่ทำให้แต่ละเล่มหวานเค็มจืดต่างกันนะ
แล้วแต่ว่าเรื่องที่เราสนใจมันไปจูนติดกับความพยายามของทีมงานหรือเปล่า
ตอนนี้อ่านจบแล้วครับ
รู้สึกว่าคุ้มค่าสมแล้วที่ทำปกเคลือบด้าน
สรุปว่าผมชอบนะครับพี่ครับ ถ้าใครรู้จักทีมงานฝากไปชมด้วยนะครับ
December 1st, 2008 at 14:07
ซื้อมาเมื่อตะกี้นี้เอง
อ่าน A Day มาตั้งแต่เล่มแรกๆ ยังเย็บเล่มด้วยแม็กอยู่เลย
ซื้อทุกเล่ม จนกระทั่งเล่มนึง Ads เยอะกว่าเนื้อหามากเลยงอน
มาซื้ออีกทีเล่ม “ขายหัวเราะ”
ปล. เหมือนเล่มนี้จะหนาเป็นพิเศษเลยนะ
แต่ยังไม่ได้อ่านเลยไม่รู้ว่า หนาเนื้อ หรือหนาAds
December 1st, 2008 at 14:51
มา comment โดยที่ยังอ่านที่แอนนนน เขียนไว้ไม่จบ… อยากบอกว่า “เด๋วเย็นนี้ตรูไปซื้อมาอ่านก็ได้ว่ะ build เก่งเหลือเกิน”
December 1st, 2008 at 16:04
อ่านแล้วเห็นหน้า ออยแฟนเจ๊นัทแล้วยัง
เอเปิดไปสี่ห้าหน้าเจอเลยนะ
:16:
December 1st, 2008 at 17:06
แปลกแฮะ เล่มนี้ผมกลับรู้สึกเฉยๆ
ทั้งๆที่คอนเซปสามเล่มหลังที่ผ่านมานี่ผมกระหายอยากอ่านชนิดเห็นปกแล้วคว้าทันที(โมเดิร์นดอก,ขายหัวเราะ,ญี่ปุ่น) แต่อ่านไปอ่านมา ผมก็รู้สึกว่าทั้งสามเล่มนั้นน่าจะทำเมนคอร์สได้ดีกว่านี้
ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะเวลาอันจำกัดบวกกับความชำนาญของกองบรรณาธิการ จะเห็นได้ชัดมากจากในเล่มญี่ปุ่น ตรงที่เขียนถึงนิตยสาร Brutus ที่ทำได้ถึงและน่าสนใจ ตรงข้ามกับ Shonen jump ที่อ่านแล้วทำให้แฟนการ์ตูนอย่างผมรู้สึกว่า ผมน่าจะได้รับรู้อะไรจากนิตยสารการ์ตูนที่ขายดีที่สุดมากกว่านี้(เช่นบก.แกรู้สึกยังไงที่สั่งนักเขียนตัดจบ)
อีกอย่างคือการเล่นประเด็นที่กว้างขวางอย่างประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ จะว่าไปมันก็ดีในแง่ของการจะเอามาเป็นไกด์บุค แต่โดยรวมผมก็รู้สึกว่ายังทำไม่ถึงอยู่ดี แต่มันก็บรมโคตรสุดยอดแล้วกับระยะเวลา 16 วัน(ซึ่งเรียกว่าน้อยชิบโผง แต่ผมเข้าใจ)
อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าอาร์ทเวิร์ค(ที่น่าจะเป็นอาร์ทเวิร์คไสตล์นิตยสารญี่ปุ่น)สวยงาม เรียบง่าย และลงตัวตรงคอนเซปมาก(ผมชื่นชมอะเดในด้านนี้ทุกๆเล่ม จริงๆก็ไม่มีฝีมือพอจะแยกความงามของอาร์ทเวิร์กได้ดีเท่าไหร่หรอก แต่ผมรู้สึกว่าอะเดมีเซนส์มากกว่าเจ้าอื่นในประเทศไทย)
December 1st, 2008 at 17:17
เห็นปกก็ซื้อแล้วค่ะ
เห็นด้วยกับคุณแอนทุกประการ
December 1st, 2008 at 18:11
พี่แอนรีวิวซะอยากอ่านเลย
ปกติอ่านแค่บางเล่มที่ถูกใจ
แต่เล่มนี้มันชวนน้ำลายหกจริง ๆ
December 1st, 2008 at 19:58
@ pangpond:
เล่มนี้หนาโฆษณาครับ ๕๕๕
แต่โฆษณาเขาก็น่าอ่านนะ ไม่เชื่อลองอ่านดู
(แค่คำว่าโฆษณาน่าอ่านนี่ก็ญี่ปุ๊นญี่ปุ่นละ)
@ MP3WizarD:
๕๕๕ นานๆ จะเขียนชมอะไรทีเลยดูเวอร์ไปหน่อย
@ fake-or-dead:
ไหนๆ
@ ูมิ:
เล่มโมเดิร์นด็อกตูว่าเข้าท่า ตรงที่กับโมเดิร์นด็อกที่เรารู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
แต่อะเดย์ยังจะเหลืออะไรที่สามารถขอดมาจากโมเดิร์นด็อกได้อีกล่ะ?
เลยออกมาเป็นทิงนองนอยอย่างที่เห็น (ถ้ามองว่าคือการโปรโมตอัลบั้มก็แล้วไป)
ส่วนเล่มขายหัวเราะนี่ผิดหวังเหมือนกันครับ
สาราพว่าตั้งแต่อ่านอะเดย์เล่มแรกๆ เป็นต้นมาก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะเอาขายหัวเราะมาเล่น
แต่พอเอามาเล่นกลับทำได้ไม่ถึงใจ อาจจะไม่ถึงใจเราเองคนเดียวก็ได้ แต่ตอนนี้รู้ว่ามีสองละ
@ ae + @ น็อต:
สำรักพิมพ์นี้เขาขายปกครับ ๕๕๕ เอ้าจริงๆ นะ
ไม่ใช่เรื่องผิดด้วยถ้าจะขายปก ก็เขาขายได้จริงๆ นี่
December 1st, 2008 at 21:25
เอ วันนี้ผมก็แวะไปที่ร้านหนังสือนะครับ
แต่ไม่ยักกะเห็นอ่ะ ถ้าเห็นคงซื้อเรียบร้อยไปแล้วแล
December 2nd, 2008 at 0:19
วันนี้เห็นปกที่ร้านหนังสือล่ะ แต่รีบเลยไม่ได้หยิบมาดู
ไม่ได้อ่านนานมากแล้ว ตั้งแต่เค้าเปลี่ยนพ่อครัวนั่นล่ะมั้งคะ ก็หยุดอ่านไป มีหลุดมาบางเล่มที่ลงเรื่องที่สนใจก็ซื้อมา
ชมซะขนาดนี้ ต้องไปสอยจากแผงแล้วซินะ
December 2nd, 2008 at 1:27
เป็นแฟนประจำคุณเรียวตะครับ
ส่วนใหญ่ผมจะเช่ามากกว่าซื้อครับ
เช่าอะเดย์มา ต้องอ่านทีมปลาดิบก่อนเลย
ล่าสุดก็ซื้อรวมเล่มคอลัมน์ทีมปลาดิบมาอ่าน
December 2nd, 2008 at 14:14
ซื้อมาแล้ว หลังจากที่ซื้อเล่มพี่ประาสมาดอง ยังไม่ได้แกะห่อพลาสติกเลย เดี๋ยวแกะพี่ประาสมาอ่านก่อน แล้วจะแก้เล่ม 99 อ่านต่อ
December 3rd, 2008 at 13:50
เสพผ่านๆ แล้ว
สึโก้ยยยยย
ตินิดนึงตรงาษาญี่ปุ่น
น่าจะมีบอกคำอ่านซักนิดนะ -*-
อย่างสุาษิตใน think positive บอกแต่คำแปลอ้ะ
เรียนญี่ปุ่นมาแต่ไม่รู้คันจิซักกะตัว อ่านลำบากมาก
December 5th, 2008 at 0:48
อ่านมาตั้งแต่เลขเล่มยังหลักเดียว จนเดือนหน้ามันจะสามหลักแล้ว
เริ่มรับไม่ได้กับความตื้นของเมนคอร์สมาตั้งแต่เข้าปีที่สามที่สี่
เราอาจจะแก่เกินไปแล้วจริง ๆ แฮะ
December 6th, 2008 at 3:40
โฆษณาจนแนนซื้อ
แล้วแนนยังโฆษณาให้กับคนอีก3คนในเครือข่ายด้วย
ได้ระดับเพชรแล้วใช่ไหม
ป.ล.
เกลียดโฆษณาที่มาเป็นเรื่องราว
แต่ก็พยายามเข้าใจเพราะหนังสือเหล่านี้อยู่ได้เพราะโฆษณา
(ใช่ไหม)
บางทีทำความเข้าใจไม่สำเร็จ เผลอด่าออกไปก็มีเหมือนกัน
มาคิดอีกที ไม่ทันแล้ว ด่าไปแล้ว
December 11th, 2008 at 17:28
อิๆๆมี Onitsuka Tiger ด้วยอิๆ
December 11th, 2008 at 20:42
เราว่าใครจะยังไงก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
อยากโชว์ ถือปกเข้าปกออก ฯลฯ
อะไรยังไง ก็อยู่ที่หนังสือล่ะนะ
December 16th, 2008 at 23:23
เลิกอ่าน a day มานานแล้วเหมือนกัน
แต่เขียนชมซะขนาดนี้ สงสัยต้องไปพิสูจน์ซะแล้ว