348 | เรียงความถึงพ่อ

ออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ถนัดการเขียนแนวนี้เอาเสียเลย (แต่มึงล่อซะยาวเหยียด)
ลองอ่านดูแล้วถ้ามันประหลาดหรือตะกุกตะกักประการใด ก็อย่าล้อกันนะครับ

ส่วนนำ:

เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว ผมเดินขาสั่นขึ้นไปบนเวทีหอประชุมโรงเรียนเป็นครั้งแรก
เพื่อรับรางวัลที่เขียนเรียงความวันพ่อได้เป็นที่หนึ่งของโรงเรียน
ตอนที่อาจารย์ให้อ่านออกเสียงให้ทุกคน (รวมถึงบรรดาผู้ปกครองที่เชิญมา) ฟังนั้น
ผมโคตรประหม่าเลยครับ พออ่านด้วยความประหม่า เรียงความฉบับนั้นเลยซึ้งเข้าไปใหญ่
หลังสิ้นเสียงปรบมือ ผมลงมารับรางวัลจากอาจารย์ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไร
แต่ที่จำได้คือพ่อแม่ผมคงงงว่าลูกกูเขียนเรียงความได้ด้วยว่ะ ไหนว่าไม่ชอบาษาไทย?

เนื้อเรื่อง:

ใครหลายคนพูดไว้ว่าไอ้เรื่องเจ็บปวดของเราวันนี้ ต่อไปมันจะกลายเป็นเรื่องตลก
ผมเชื่อตามนั้นครับ โดยเฉพาะช่วงชีวิตหลายปีที่ผ่านมาที่ผมร้างลาเรื่องเจ็บปวดไปนานมาก
ไม่รู้เพราะปลงหรือเพราะตายด้าน แต่ไอ้อารมณ์โละโทสะโมหะที่เคยมี มาถึงวันนี้ก็ไม่มีแล้ว
แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่นตอนต้น (ปัจจุบันอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย)
ผมกับน้องเคยทำกระจกบานใหญ่ที่บ้านแตก (จริงๆ แล้วน้องผมทำแล้วโบ้ย ช่างเถอะ)
ผลคือผมโดนพ่อต่อว่า และถูกตีอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่ได้เจอมาหลายปี
แรงที่สุดนับตั้งแต่ ป.๑ ที่ท่องสูตรคูณผิด (เห็นอย่างนี้ผมก็ช่างจำไอ้เรื่องพวกนี้เหมือนกันว่ะ)

หลังจากนั้นเป็นเวลาสามปี ผมไม่ได้คุยกับพ่ออีกเลยแม้แต่พยางค์เดียว

ชีวิตวัยรุ่น ม.ปลายนั้นเป็นช่วงที่อ่อนไหวมากครับ เนื่องจากทุกอย่างของเราโตขึ้น
ไม่ได้หมายถึงกระเจี๊ยวอย่างเดียวนะครับ แต่หมายถึงทุกอย่างเลย ร่างกาย สังคม เพื่อน
แต่ทัศนคติและประสบการณ์ชีวิตมันไม่ได้รีบเร่งโตตามกระเจี๊ยวไปด้วย
ผมติดเพื่อนมากกว่าครอบครัว เหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆ ที่พอถึงวัยหนึ่งมันก็จะอ้างว่าขบถ
(ไม่แปลกหรอกที่ไปไหนมาไหนก็เจอแต่เกรียน ในเมื่อเราก็เคยเกรียนมาก่อน)
พอพบว่าชีวิตนอกกรอบของพ่อแม่นันมันสนุกดี ตอนนั้นผมก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องมีพ่อ

จนวันหนึ่งสมัยเรียนมหาลัย ผมกลับบ้านและนั่งกินข้าวกับครอบครัว และพ่อกินเหล้า
จำประโยคนั้นที่ได้ยินจากปากพ่อไม่ได้ แต่มันเป็นประโยคที่กระชากให้ผมหยุด
แล้วหันมาเริ่มคุยกับพ่ออีกครั้ง..

ผมเพิ่งรู้ว่าพ่อเสียใจที่ลูกชายตัวเองที่เคยตั้งความหวังไว้สูงลิบเมื่อตอนเด็ก*
วันนี้เรื่องง่ายๆ แค่เอ่ยปากทักทายสวัสดีพ่อของตัวเอง มันยังทำไม่ได้
ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุริลินที่ไปเจอผู้เฒ่าสูงสุดแห่งดาวนาเม็กดึงพลังแฝงให้
แม้จะเนิบช้าและเคอะเขินมากๆ แต่ผมก็เริ่มปริปากคุยกับพ่ออีกครั้ง และอีกครั้ง
ตอนนั้นดูก็รู้ว่าพ่อดีใจ แต่เก็บอาการไว้เนียนสนิท

ผมไม่แปลกใจที่พ่อเก็บอาการ แม่ก็เช่นกัน
วัฒนธรรมบ้านเราออกจะอนุรักษ์นิยมมากๆ พ่อกับแม่คือเป็น “ผู้ปกครอง” จริงๆ
บ้านเราไม่มีการอวยพรวันเกิด ไม่มีสวัสดีปีใหม่ วันหยุดเทศกาลไม่พาเที่ยว (คนเยอะ)
และไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวหรือหอมก้งหอมแก้มอะไรกัน ไม่ใช่เพื่อนเล่น แถมพูดกันเพราะสุดๆ
ผมถูกเลี้ยงด้วยวัฒนธรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก จนพอโตมา ได้เจอบ้านเพื่อนในกรุงเทพฯ
เฮ้ย มันเล่นหัวพ่อแม่ได้ด้วย แซวกัน เรียกแม่โดยใช้สรรพนามว่า “เธอ” (บ้านแฟนผมเลย)
ประสบการณ์ชีวิตก็เริ่มถูกแต่งแต้มรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

และทำให้ผมรู้ว่าพ่อกะแม่ที่เป็นผู้ปกครองสูงส่งแบบในตำราเรียนนั้น ที่จริงก็เป็นคนกะเขานะ
ไอ้ความเป็นคนนี่แหละที่มันช่วยทำให้รู้ว่าพ่อก็ผิดได้ แม่ก็ผิดเป็น ไม่ได้วิเศษสัมบูรณ์นี่นา
แทนที่จะทำให้ผมรู้สึกเสื่อมศรัทธา ผมกลับรู้สึกว่านี่แหละ ความธรรมดานี่แหละที่กูใฝ่หา

ผมก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นๆ ที่ชีวิตหลังวัยเกรียนก็คือวัยแสวงหา
(เอาเข้าจริงๆ ก็คือจากเกรียนlnw โตขึ้นมาเป็นเกรียนปราชญ์ แต่ก็ยังเกรียนอยู่)
เราก็ต่างใฝ่หาคำตอบหลายๆ อย่างของชีวิต เจอบ้างไม่เจอบ้าง ก็ค่อยๆ สั่งสมกันไป
รวมถึงเรื่องครอบครัวของตัวเอง.. ผมใช้ชีวิตอยู่ในกรุงนานพอที่จะนั่งรำลึกอยู่เงียบๆ คนเดียว
และวันหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง ก็คือวันที่คิดถึงพ่อแม่ขึ้นมา แล้วร้องไห้..

ผมไม่ใช่พวกเซ้นสิถีบขนาดที่เอะอะก็น้ำตาเล็ดน้ำตาไหล แต่ครั้งนั้นทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่า
นี่กูทำอะไรอยู่วะ.. พ่อแม่ทุ่มเท่าไหร่วะกว่ากูจะมาเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงนี้ได้
แล้วกูล่ะ กูควรทำยังไง กูจะต้องทำอะไรต่อไปวะ

ชั่วจังหวะนั้นเอง ที่มันจะมีาพอดีตฉายย้อนมาเป็นฉากๆ แบบฟิล์มหนังเก่าๆ
าพเหล่านั้นพาผมย้อนระลึกสิ่งที่พ่อและแม่เคยทำ เคยสอน เคยแสดงเป็นตัวอย่าง
แต่ผมเองกลับไม่รู้เหตุผลของมัน ไม่รู้มาตั้งนาน หรือรู้แล้วแต่ทำเป็นไม่รู้มาตั้งนาน

แล้วในที่สุด ผมก็สัมผัสได้ละ ว่าพ่อรักผมนะ.. (ตอนเขียนนี่น้ำตาไหลออกมาหน่อยนึง)
ไอ้รักขนาดไหน ถึงขนาดที่เขาเอามาเปรียบดั่งแผ่นฟ้ามหาสมุทรสุดหล้ามหากวีนั่นหรือเปล่า
ผมก็ไม่อาจรู้ได้ .. คือกว่าจะรู้ก็คงตอนที่ผมมีลูกเป็นของตัวเองนั่นละมั้ง

แม้โลกแห่งความจริงแม้มันจะไม่ได้สวยงามอย่างในโฆษณาผงซักฟอกที่พ่อแม่ลูกพร้อมหน้า
พ่อกับแม่ผมตอนนี้ก็อยู่กันคนละบ้าน ซึ่งลูกๆ ก็โตพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายแม้สักนิด
ไอ้ความสุขแบบอุดมคตินั้นมันก็พร่องลงหน่อยนึง
แต่ธรรมชาติของความสุข เมื่อมันพร่องลง ก็จะมีสิ่งอื่นไหลมาเติมเต็มแทนจนทำให้ลืมทุกข์ได้

แต่ตอนนี้พ่อผมแก่แล้ว กลายเป็นตาลุงฟันหลอ พุงพลุ้ย ผมเริ่มหงอก น้ำตาลในเลือดสูง
เลยวัยกลางคนไปสู่วัยที่จะเป็นปู่คนไปเรียบร้อย และผมก็ขยับเจเนอเรชันมาเป็นยุคพ่อแทน
ต่อไปนี้แหละคือเวลาที่ผมจะต้องเรียนรู้บ้าง ว่าการใช้ชีวิตในโลกของผู้ใหญ่อย่างที่พ่อผ่านมานั้น
มันไม่สนุกขนาดไหน จะเก็บสารพัดความทุกข์ และแบการะไม่ให้ลูกเต้าเห็นได้เนียนแค่ไหน
อีกไม่นานเดี๋ยวมีลูกกะเขามั่งแล้วผมจะเข้าใจครับ รอหน่อยนะ

เมื่อก่อนครั้งฉันเป็นเด็กน้อยคอยแต่คลาน .. พ่อหัดตั้งไข่ให้จนฉันเดินเป็น
เตาะแตะก้าวทีละน้อยค่อยๆ เข็น .. จับเกาะพ่อเดินเล่นตามประสาเยาว์วัย
พ่อถอดรองเท้าไว้ให้เห็นตรงนอกชาน.. ฉันเจ้าเด็กน้อยลองใส่สวมเดินูมิใจ
อยากใส่ไว้ให้เหมือนแม้จะหนักยังเดินไหว .. พ่อยิ่งใหญ่เหมือนูเขาเราจะตาม
ข้างหน้าที่ทิ้งไว้คือรอยเท้าที่พ่อเดิน .. ลูกเหยียบย่างไม่ห่างเหินเดินตาม
ย่ำบุกป่าเขาลำเนาไพรไม่ครั่นคร้าม .. เด็กน้อยตามอย่างพ่อไม่ท้อเดินไป
เติบใหญ่ถึงวันนี้พบชีวิตที่ผกผัน .. ฉันจึงได้รู้ว่าการเดินไม่ง่ายดังใจ
วันที่ถูกทุกข์ทับถมขมขื่นใจสักเพียงไหน .. รองเท้าพ่อคู่ใหญ่ยังสอนใจเรา
วันที่ถูกทุกข์ทับถมขมขื่นใจสักเพียงไหน .. พ่อยิ่งใหญ่เหมือนูเขาเราจะตาม

ลงท้าย:

ใช้เวลาเขียนนานมากจนเลยเที่ยงคืนมาแล้วชั่วโมงนึงแน่ะ หยวนๆ นะ
สุขสันต์วันเกิดครับพ่อ :20:

ป.ล.*
ที่บอกว่าผมเกลียดวิชาาษาไทยมาก นั่นก็คงต้องย้อน(ย้อนบ่อย เริ่มแก่) ไปสมัยประถม
คือผมจะเป็นพวกบ้าวิชาวิทยาศาสตร์เหมือนเด็กเนิร์ดทั่วไป อาจจะมากกว่าหน่อยตรงที่
ผมเคยไปแข่งตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการได้ที่ ๒ ของประเทศด้วยนะ
(แถมแพ้เขาครึ่งคะแนนอีก เด็กเนิร์ดเคืองมาก โม้ได้ไม่เต็มปากเต็มคำเลย)
แต่พอขึ้นมัธยมโดยเฉพาะมัธยมปลายจนจบการศึกษา(ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ)
ผมก็เบื่อวิชาเรียนทั้งปวง กลายเป็นเด็กเนิร์ดที่โง่ด้วย ไม่รู้เขาเรียกอะไร มึงเหลืออะไรมั่งวะนี่

ป.อ.
เมื่อก่อนพ่อผมอ่านบล็อกนี้เหมือนกันนะ แต่หลังๆ ไม่รู้ รู้แค่ว่าพ่อเพิ่งสมัคร Facebook ไป
(เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะเวลากลับบ้านผมไม่ค่อยโทรบอกใคร เลยไม่ค่อยเจอ)
ก็ไม่รู้จะมาแอบอ่านไหม ถ้าพ่ออ่านแล้วเม้นด้วยนะงัฟ..

ป.ฮ.
ตอนฟังเพลง “พ่อ” (ที่แปะเนื้อร้องไว้ข้างบนนั่นน่ะ) ครั้งแรกสมัยช่วงแสวงหานั่นน่ะ
ผมงี้น้ำตาไหลพรากเลยครับ ไหนว่าไม่งี้แงวะ
ขอบคุณพี่จิก ประาส ชลศรานนท์ อีกแล้วครับ สำหรับบทประพันธ์อันทรงคุณค่าชิ้นนี้
(ฟังเวอร์ชันโจ้พอส / เวอร์ชันปั่น)

 
 

View Comments to “348 | เรียงความถึงพ่อ”

  1. 1
    moonshines Says:

    ชอบเอนทรี่นี้ของพี่แอน *-*

  2. 2
    papos Says:

    :) บ้านคุณก็คล้ายๆ กับบ้านผมเลยครับ อ่านแล้วเหมือนมองตัวเอง

  3. 3
    @learn2fly Says:

    เคยไม่คุยกับพ่ออยู่สามเดือนเหมือนกันครับ สมัยม.5 กำลังคิดว่าตัวเองถูกที่สุด สร้างข้ออ้างและเหตุผลให้ตัวเองถูกเก่งมาก แม่ก็พยายามจะเนียนๆให้คุยกัน บอกให้เอานู่นไปให้พ่อสิ ไปบอกพ่อทีว่า "…." // มาถึงทุกวันนี้ มองตัวเองแล้ว เกรียน สุดๆ 55

  4. 4
    chiaya Says:

    คล้ายผมนะ พ่อที่เป็นผู้ปกครอง เราก็เกรียนตามวัย ทำไมพ่อแบบนี้มีเยอะมาก เท่าที่รู้จัก ไม่มีพ่อแบบเพื่อนเลยสักคน มีแต่แบบ ที่คุณแอนเจอ ทั้งพ่อตัวเองและพ่อเพื่อน จนกระทั้งเรามารับผิดชอบคนที่ใกล้เคียงกับคำว่าลูก รู้ว่าพ่อแบบนี้แหละที่เราจะเป็นในอนาคต คือ แบบผู้ปกครอง เพราะว่า ต้องดุไว้ก่อนโตมา เมิงก็จะเข้าใจตรุเองตอนเมิงเป็นพ่อ เป็นแม่คน จะรู้ว่า หาเงินเลี้ยงเอ็งหงะ เหนื่อยเฟ้ยๆๆๆ จะเอาหน้าตา แจ่มใสเบิกบาน มาให้ลูกดู ทุกวันอะไม่ใหวเหมือนกัน

  5. 5
    @enviengine Says:

    ชอบครับ แต่ก่อนเข้ามาอ่านนานๆ ครั้ง แต่เดี๋ยวนี้เข้ามาอ่านทุกวันครับ บางทีอ่านผ่าน Feed แล้ว ยังแวะมาอ่านใน Blog อีก ได้บรรยากาศดี

  6. 6
    @jokerce31 Says:

    สังคมฝรั่ง มันแสดงออก มันรัก มันกอดมันหอม แต่พออายุสิบแปด เด็กก็ออกจากบ้าน แต่สังคมไทย พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่กล้าแสดงออก ไม่ชอบกอด ไม่ชอบหอม แต่บางคนลูกเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกแล้วยังเลี้ยงอยู่เลย ความพอดีอยู่ตรงไหนนะ

  7. 7
    @pruet Says:

    เวลาไปอยู่ไกล ๆ จะนึกถึงพ่อ พ่อไม่เคยสอนอะไร แต่ได้ดีทุกวันนี้ก็เพราะพ่อ

  8. 8
    @pruet Says:

    โทษที ปล.มันไม่ไป -*- ปล. เราต้องเคยไปสอบแข่งงานเดียวกันแน่ ได้ที่สองวิทย์คณิตมาเหมือนกันด้วย แต่ว่า ผมคงก่อนหน้านั้นหลายปี lol

  9. 9
    ๋จิว Says:

    ชอบบล็อกวันนี้จังครับ พึ่งเข้ามาเมนท์หนแรก แต่อ่านมานานละ ขอบคุณครับสำหรับข้อคิดดี ๆ

  10. 10
    ดุกศรี Says:

    พี่แอนทำดุกร้องไห้

    แต่ก็ชอบนะ เอนทรีนี้ทำให้ดุกย้อนเหตุการณ์ไปคิดถึงอะไรบางอย่างแหละ :D

  11. 11
    @pakkawan Says:

    ชอบมากครับ ปกติไม่งี้แงวะ เหมือนกัน แต่อ่านแล้วน้้ำตาจะไหล =)

  12. 12
    OiL Says:

    ที่บ้านผมเหมือนพี่แอนเลย
    บ้านผม ทุกคนในบ้านต้องพูดเพราะ ไม่งั้นโดนแม่เหน็บ
    มีจ๊ะจ๋า คะขา ครับผม ตลอดเมื่อพูดกับพ่อหรือแม่ ^^

  13. 13
    iannnnn Says:

    โอ้ว สบายใจแล้ว ไม่ได้มีผมคนเดียวที่เกรียน=/

  14. 14
    iannnnn Says:

    ชอบเสพดราม่าเหรอ!

  15. 15
    iannnnn Says:

    ผมว่ายังมีอีกหลายๆ บ้านที่เป็นแบบนี้ครับ
    คือมันธรรมดาเสียจนถูกลืมก็ว่าได้

    น่าเสียดายเนอะถ้าเราจะลืมเรื่องธรรมดาๆ เหล่านี้ไป

  16. 16
    iannnnn Says:

    วิธีมองโลกของคนอายุ 10 ขวบ 20 ขวบ 30 ขวบ หรือ 40 ขวบ มันก็ต่างกันครับ
    เราเลยเห็นอะไร เข้าใจอะไรต่างๆ กัน
    แต่สเต็ปมันจะเป็นคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกันหมดเลย แปลกดีเนอะ

  17. 17
    iannnnn Says:

    ขอบคุณครับ แต่ก่อนผมก็เขียนนานๆ ครั้งเหมือนกันxD

  18. 18
    @monamafia Says:

    รอคุณวินัยมาเม้น

  19. 19
    kue Says:

    เขียนสิ่งดีมีประโยชน์เป็นกับเขาด้วย 555 ล้อเล่นครับ

    อ่านแล้วรู้สึกดี ว่าจะเขียนบ้างอิอิ ผมไม่เคยเกรียนไม่คุยกะพ่อ (หรือผมมันลูกแหง่หว่า) แต่บ้านผมนิสัยไม่ยอมใคร สู้คน ก็คิดว่ามาจากพ่อนี่แหล่ะ อิอิอื

  20. 20
    iannnnn Says:

    บางทีเราอาจจะเหมารวมกันไปก็ได้นะครับ :D
    ฝรั่งที่เลี้ยงลูกจนโตก็มี ในขณะที่คนไทยเลี้ยงลูกแบบกอดๆ หอมๆ ก็มีxD

  21. 21
    iannnnn Says:

    โอ้ว #โชว์แก่

  22. 22
    kue Says:

    เพิ่มเติม ทุกทีผมอ่านทาง RSS อ่ะครับ ไม่ค่อยเข้ามาบล็อคหรอก แต่วันนี้เข้ามา ดูว่าเผื่อพ่อคุณจะเข้ามาเม้นส์ไหมอิอิ

  23. 23
    iannnnn Says:

    ขอบคุณครับ
    เวลาพูดอะไรแล้วมีคนเข้าใจนี่มันดีจริงๆ นะ

  24. 24
    @winrawarin Says:

    ชอบพ่อ (เฮ้ย มายังไงเนี่ย)

  25. 25
    @neaqblabla Says:

    อืมมม คิดถึงที่บ้านเหมือนกันค่ะ
    บ้านเราเลี้ยงลูก 2 คนต่างกัน
    ด้วยความที่พี่กับน้อง ห่างกัน 9 ปี
    พี่ชายเรา แทบไม่ได้พูดเล่นๆขำๆกับพ่อและแม่ได้เลย เรียกพ่อกับแม่ จะมีคำว่า คุณ นำหน้าทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นบุรุษที่ 2 หรือ 3

    แต่กับเรา เล่นกับพ่อกับแม่มาก – -" เรียกพ่อกับแม่ ก็ธรรมดาๆทั่วไป บางทีก็เรียก คุณชาย คุณนาย
    บางทีก็เรียกชื่อเล่นก็มี เอากะมันซิ เกรียน ฮ่าๆๆๆ

  26. 26
    ตั๊กถั่ว Says:

    อยากให้พี่แอนได้เจอกับพ่อตั๊ก
    ปะป๊าไม่ใช่แค่ฮานะ
    บางทีก็เล่นอะไรๆ ปัญญาอ่อนกับตั๊กด้วย

    ปล. ตั๊กชอบเล่นหัวป๊าที่สุด

  27. 27
    robotgphc Says:

    ดีจัง :D

  28. 28
    ikok Says:

    โห …. เล่นเอาอึ้ง
    ซึ้งง่ะ

  29. 29
    @nontone Says:

    ทำให้นึกอยากอ่านเีรียงความตอนเด็กของพี่แอนอยู่นิดๆ

    อะไรทำให้ผมเชื่อได้นะว่า พ่อแม่เนียนเก็บอะไรบางอย่างไว้ไม่ให้เราเห็นได้ไง
    ช่างเป็นความสามารถพิเศษของคนเป็น พ่อ เป็น แม่ สักวันจะเติบโตพอที่จะเนียนกับเขาบ้าง

  30. 30
    SE7EN Says:

    ชอบเอนทรี่นี้มากเลยค่ะ
    เคยติ่งหูไม่คุยกับพ่อเหมือนกัน
    แต่เป็นตอนอนุบาลนะ 555 (หรือไม่เกินป.2)
    แล้วคิดว่าเด็กอายุขนาดนี้จะทนได้สักกี่วันเชียว ^^;

    อ้อมีอีกทีนึง ตอนป.5 อยากได้ทามาก๊อตซ์ เขียนจ.ม.ตัดพ้อแทนการพูด
    ในที่สุดก็ได้สมใจในราคา 500 บาท…มั้ง (แต่น่าจะซื้อแมว ไม่น่าซื้อไดโนเสาร์เล้ยยย)
    เป็นการไม่พูดด้วยด้วยเหตุผลที่ไร้สาระมากๆ ^^;

    เป็นครอบครัวที่ไม่กอดไม่หอม แต่พูดจาเหมือนคุยกับเพื่อนนะ
    น้องชายเนี่ย ตัวจุดประกายเลย เรียกแม่ เรียกพี่สาว ว่า เธอบ้าง คุณ(ในอารมณ์ขำๆ)บ้าง ^^;

  31. 31
    Tweets that mention 348 | เรียงความถึงพ่อ|ไอ้แอนนนนน.com -- Topsy.com Says:

    [...] This post was mentioned on Twitter by ไอ้แอนนนนน, ไอ้แอนนนนน, pruet, pseng33, kwangkungzaa and others. kwangkungzaa said: อ่านบล็อกพี่แอน @iannnnn แล้วร้องไห้ http://iannnnn.com/2010/1086 [...]

  32. 32
    @mixth Says:

    อ่านแล้วคิดถึงพ่อขึ้นมาเลยครับพี่แอน :'( ร้องไห้ด้วยคน

  33. 33
    ่jacoolz Says:

    ผมไม่เคยกอดพ่อซักครั้ง ( นับแบบจำความได้นะ ) แต่ที่รู้ๆ ผมว่าพ่อเคยกอดผมแน่นอน

  34. 34
    @kejuliso Says:

    มีโหมดนี้ด้วยวุ้ย T T ซึ้ง

  35. 35
    Phaa Says:

    โอว้ ซึ้งจริง ๆ ครับ คุณแอน เล่นซะทุกคนคิดถึงพ่อหมดเลย