090 | คนไม่เห็นผี

การกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีครั้งล่าสุดเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา
มีอยู่ช่วงนึงที่ผมต้องขับรถผ่านทุ่งนาเวิ้งว้างว่างเปล่าตอนกลางคืน
ต้องวิ่งผ่านเส้นทางที่ตัดมาจากหาดเจ้าสำราญ เข้าสู่อำเภอท่ายาง
เจ้า VIOS อายุครึ่งปี (ของโบว์) ก็เลยกลายเป็นสัญญาณชีวิตเดียวในรัศมีไม่รู้กี่กิโล
บรรยากาศรอบข้างริมคลองชลประทานสายสามคืนนั้น เปลี่ยวและมืดสนิทครับ
มืดขนาดที่แฟนผมนั่งข้างๆ ยังพูดอยู่เป็นระยะ ว่าให้ขับคนเดียวละไม่เอาเด็ดขาด
คงเพราะผมก็โตมากับสภาพชนบทแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวอะไร
ถ้าไม่นับเรื่องที่พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แถวนี้น่ะเคยมีโจรคอยดักปล้นรถ
ด้วยการเอาขอนไม้มากั้นถนน .. จัดการกับเจ้าของ แล้วชิงเอารถไป
แต่เรื่องมันก็นานมาแล้ว เดี๋ยวนี้หมดยุคเสือครองเมืองเหมือนสมัยแดง ไบเล่แล้วครับ
ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เหลือเพียงบรรยากาศมาคุๆ ท่ามกลางละอองฝนกะปริบกะปรอย
ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่โจรครับ แต่เป็นผี!
ก็นึกดูละกันว่าท่ามกลางบรรยากาศทุ่งนาสองข้างทาง ไม่มีแสงไฟแม้เพียงดวงเดียว
แต่รายรอบไปด้วยต้นตาลที่ยืนทะมึนกลืนไปกับผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มขมุกขมัวเมฆฝน
มีแค่แสงไฟสูงที่สาดจากพาหนะคันเล็กๆ พอให้เห็นถนนข้างหน้าเป็นเพียงแสงสว่างเดียว
วินาทีนี้ บรรยากาศแม่งโคตรวังเวงเลยครับ!
ผมมีนิสัยที่ประหลาดอยู่อย่างนึง ก็คือ
เวลาตัวเองเห็นอะไรตะคุ่มๆ ไม่แน่ใจ ผมจะหยุดดู และจ้องจนกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร
ดังนั้นไอ้ความกลัวบนความไม่แน่ใจ จึงถูกขจัดทิ้งไปด้วยความรู้/ความจริง นี่เองครับ
แต่นิสัยนี้เอง ก็ทำให้ผมพบคำตอบในคำถามที่ตัวเอง (และคุณหลายๆ คน) สงสัยมาตลอด
ใช่แล้วครับ และในที่สุด วันนึง ผมก็ได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่เรียกเหมารวมว่า “ผี” เข้าจนได้
แต่วันนี้จะยังไม่เล่า ขอกั๊กไปไว้ครั้งถัดไป (
)
ตอนเด็กๆ ผมก็กลัวผี กลัวไอ้นั่นไอ้นี่สารพัด เหมือนกับเด็กๆ ทั่วไป
ที่ถูกทีวีสมัยนั้นที่อุดมไปด้วยละครผีๆ (เอาแค่แม่นาคเรื่องเดียว ก็ฉายซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว)
แล้วก็หนังสือรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับผี ที่เผอิญผมก็ชอบหาซื้อมาอ่านซะด้วยสิ
ทำไปทำมาก็เลยเป็นคนที่กลัวบรรยากาศที่น่าจะมีผีจนได้
จนวันหนึ่ง พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มมีความรู้สึกแบบเด็กขึ้นมาว่า .. นี่กูจะกลัวไปทำไมวะ
แม่ง ในหนังสือพิมพ์ไม่เคยเห็นมีข่าวคนโดนผีหักคอตายห่าสักคน แล้วมันจะมีจริงได้ไง
แถมพี่ที่อยู่ข้างบ้านผมมีวิธีสอนลูกสาวไม่ให้เชื่อเรื่องแบบนี้ได้น่ารักมากครับ
แกบอกว่า “ผีน่ะไม่มีจริงหรอก เพราะถ้ามีผี ..ก็ต้องมีขี้ผีสิ” (โอ้ว….เจ็ทเคร่ววววววว!!)
ระยะหลังๆ ผมก็เลยอ่านหนังสือผีๆ เหล่านั้นด้วยความขำ .. เฮ้ยแม่งปัญญาอ่อนว่ะ
แต่ทั้งนี้ เวลามีการเล่าเรื่องผีกันที่ไหน ผมก็ไม่พลาด และเข้าไปนั่งฟังเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
ยิ่งรายการเดอะช็อคของพี่ป๋องนี่ ผมฟังทุกเสาร์อาทิตย์ที่ทำโปรเจ็คแล้วต้องนอนคณะเลย
ที่สำคัญคือมีแฟนที่ไม่ค่อยจะพลาดหนังผีด้วย เลยพยายามจะหาหนังที่น่ากลัวที่สุดที่มี
แต่ดูไปกี่เรื่องๆ ก็ยังไม่เจอไอ้ที่สุดๆ ซะที (น่ากลัวที่สุดที่เคยดูคือเรื่อง The Eye ภาคแรก)
หลายเรื่องที่เพื่อนๆ แม่งเล่ากันแบบ ผีโผล่มา ตาโบ๋ จะฆ่าแกงกันอะไรงี้ ผมก็นั่งขำในใจ
เฮ้ย.. สมัยคนเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็มีนิสัยธรรมดาๆ เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาทั่วไปหนิ
แล้วพอตายไปทำไมถึงจ้องจะครองโลกขนาดนั้นวะ
ยิ่งไอ้พวกรู้เลขท้ายสองสามตัวอะไรนั่นแล้วเอามาแอบกระซิบบอกญาติโยมเนี่ย
แม่งโคตรเจ๋งเลย …. (ในโลกวิญญาณคงมีฐานข้อมูลของกองสลากหรืออะไรสักอย่าง)
อีกอย่าง ผมไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด หรือนรก สวรรค์ (ที่เป็นแบบกายภาพน่ะนะ)
เพราะว่าสมัยก่อนถ้าคนในโลกมี 1000 ล้านคน บวกสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกสัก 1000 เท่า
แล้วอีก 100 ปีต่อมา ประชากรสิ่งมีชีวิตในโลกมันเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
นั่นก็แสดงว่า มันต้องมีการแบ่งอนุภาคของวิญญาณแบบอะมีบาน่ะสิ เอ๊ะ หรือยังไงนะ
แล้วไอ้พวกที่เอาตำราใน “ยุควิทยาศาสตร์เทียม” มาอ้างว่าผีมีน้ำหนักเท่านี้ ปริมาตรเท่านั้น
(* ยุคที่ตื่นตัวกับสิ่งลึกลับของโลก เช่นพวกไอ้ตีนโต ยูนิคอร์น อาถรรพณ์อียิปต์ ฯลฯ นั่น)
ผมว่าแม่งโคตรมั่วเลย แน่จริงมันจับผีมาให้ดูเป็นตัวๆ ออกข่าวจริงจังให้ได้ทั่วโลกก่อนดิ
ฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯ
ผมก็นั่งฟังแต่ไม่เถียง ด้วยความขำขำ ชิวชิว (เฮ้ย ไม่เคยใช้คำนี้เลย … จ๊าบว่ะ แนวว่ะ)
ความที่อยู่ในวัยต่อต้าน วัยอัลเตอร์ จึงไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด และไม่รู้สึกคล้อยตามสักนิด
ถึงกระนั้น
หลายครั้งหลายหนที่ผมเองก็เจอ “อะไร” ที่ผมว่าผมยังไม่แน่ใจว่ามันคือผีหรือเปล่า
แต่ก็อย่างว่า ความเป็นเด็กแนว (เฮ้ย คำนี้จ๊าบว่ะ ชิวชิวว่ะ แม่งแปลว่าอะไรวะ) ของผม
ก็เลยหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามตัวเองว่าเป็นผีไอ้นั่น วิญญาณไอ้นี่เรื่อยมา
แถมตั้งกติกา ประกาศกร้าวกับตัวเองไว้ด้วยนะว่า “กูไม่เชื่อเรื่องผี และพร้อมจะลบหลู่”
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เหมือนกันครับ
บางทีผมอยู่คนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้น (เช่น เวลาต้องไปนอนในที่แปลกๆ คนเดียว)
พอบรรยากาศรอกายมันกดดันให้สมองฟุ้งซ่าน ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ก็ปรากฏขึ้นมา
เรื่องผีที่ไอ้พวกเพื่อนๆ หรือวิทยุคลื่นนั้นเล่าให้ฟัง หรือฉากในหนังผีเรื่องที่ดู ก็โผล่ขึ้นมา
ถึงกระนั้น ในสติเบื้องหน้าก็จะมีคำของพระท่านเคยบอกไว้ว่า ..ผีน่ะ ไม่มีจริงหรอก
ที่เรากลัวน่ะ มันเป็นเพียงจินตนาการเติมแต่งเอาเองแล้วทึกทักด้วยความไม่รู้ ว่าเป็นผี
บางทีเห็นผ้าขี้ริ้วตากไว้ในมุมมืด ก็ทึกทักเติมแขนขาหน้าตาให้มันเป็นผีจนได้
ความกลัวคือความโง่.. วิธีขจัดความกลัวก็คือการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ซะเลย
การฟังพระท่านพูดในคราวนั้น เป็นจุดเปลี่ยนนิสัยของผมมาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีครับ
ก็เลยมีนิสัยที่กล่าวมาแล้วว่า เวลาผมเจออะไรที่ยังไม่ชัวร์ว่าผีหรือเปล่า ..ก็จะพิสูจน์
เพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนกลางคืนกะผมบ่อยๆ (เช่นพวกที่ทำสโม หรืออยู่คณะด้วยกัน)
เลยมักเห็นพฤติกรรมของผมที่อยู่ดีๆ ก็หยุดเดิน เข้าไปยืนจ้องอะไรข้างทางตอนดึกๆ
และก็รู้ว่าไอ้ที่เห็นๆ นั่นที่จริงมันคืออะไรก็ตามที่ไม่ได้น่ากลัวเลย .. พับผ่าสิ
แต่ทั้งนี้ .. การพิสูจน์นับร้อยนับพันครั้งที่ผ่านมา ก็ใช่ว่าจะได้ความกระจ่างทั้งหมด
ในชีวิตนี้มี 4 ครั้งแล้วครับ ที่ผมพบคำตอบที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้
ครั้งที่ 1-2-3 ผมมั่นใจว่าเป็นผีในตอนนั้น ผมกลัว ผมลนลาน
แต่พอเวลาผ่านไป มันก็ก็รู้สึกว่านั่นเป็นแค่ความกลัวของตัวเองสร้างขึ้นมา
แต่..ครั้งที่ 4 นี่เจอจังๆ เลยครับ
และมันก็ได้ให้คำตอบกับคำถามที่อยากรู้ที่สุดในชีวิตของผมเสียที
..ว่าผี…มีจริงครับ
โปรดอ่านต่อคราวหน้า
ป.ล.
ลืมเล่าเรื่องในรถไป.. ว่าพอแฟนผมเปิดกระจกรถ
แล้วยื่นมืออกไปข้างนอกหน้าต่างเพราะอยากรู้ว่าฝนมันโปรยลงมาหนักไหม
ปรากฏว่าผมมองตามมือของแฟนไปครับ
แล้วก็เห็น “ผู้ชายนั่งถอดเสื้อ ก้มหน้า ตากฝนอยู่กลางสะพาน” ชัดมากๆ ครับ
สะพานอันนั้นก็เป็นแค่ต้นมะพร้าววางพาดข้ามคลอง น้ำเต็มปรี่และไหลเชี่ยว
ผมจ้องตาคนนั้นค้างนานจนรถแล่นผ่านจุดนั้นไป (จริงๆ ก็ไม่นานมาก)
เสียดายที่ไม่ได้จอดดู เพราะกลัวแฟนจะเสียขวัญ เลยบอกให้รีบปิดกระจกลง
แล้วอธิบายตอนนั้นเลยว่าผมเห็นอะไร
เชื่อว่าในรัศมี 5 กิโลนี้ ไม่มีบ้านคนแม้แต่หลังเดียวครับ
และนอกจากรถมอเตอร์ไซค์คันที่วิ่งอยู่ข้างหน้าผมอีกคันไกลๆ แล้ว
คงไม่มีใครมานั่งห้อยขาก้มหน้าแช่น้ำอยู่ยังงี้คนเดียวแน่นอน
ป.อ.
แต่นั่นพอเวลาผ่านมา ผมก็ยังไม่แน่ใจและรู้สึกหงุดหงิดอยู่เสมอครับ
เพราะมันไม่รู้จริงๆ ว่านั่นมันคนหรือผี … แม่งเสียดายโว้ยยยยยย
ป.ฮ.
อยากทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับผีในทรรศนะของคุณครับ