| อัปเดตผ่าน RSS

130 | สวัสดีชาวโลกย์

23.05.2006 | 71 ความเห็น | โพสต์ในหมวด โถขี้

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากผ่านขั้นตอนการปลดประจำการจากทหารแล้ว
ก็ได้เวลาเดินออกจากทางโลกไปแวะไปอีกมิตินึงที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตนี้
นั่นคือการหายไปอยู่ในวัด งดข้าวเย็น เล่นกะหมาซะครึ่งค่อนเดือน
..ผมไปบวชมาครับ

ดังโบราณทั่นว่าไว้
ว่าถ้าคนที่เกิดมาเป็นลูกชายเนี่ย มีหน้าที่ภาระอยู่สองประการก่อนจะ
ประการแรกคือการรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร - ซึ่งผมก็ปลดประจำการไปแล้วเรียบร้อย
ประการที่สองคือการได้บวชทดแทนพระคุณ (คือเขียนให้ดูเป็นทางการ)
…งั้นต่อไปนี้ก็เท่ากับว่าผมโดนพ่อแม่ตัดหางอย่างปล่อยวัดอย่างสมบูรณ์แล้วสิ

สมัยเด็กๆ ที่ยังอยู่บ้านที่เพชรบุรีกะพ่อกะแม่ ครอบครัวผมเองเป็นครอบครัวที่สนิทกับวัดมาก
เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ที่เวลามีงานบุญงานประเพณีอะไรก็ตาม ก็จะมีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่นั่น
ซึ่งพอถึงเวลาไป ผมก็ไปกะเขามาทุกครั้งโดยที่ไม่ได้คิดอะไร
ยังคิดอยู่เลยว่าการที่เราจะไปนับถือศาสนาใดๆ นี่ ปัจจัยหลักต้องมาจากสังคมที่เกิดและเติบโตมา
ถ้าผมเกิดที่ภาคใต้ตอนล่าง แน่นอนว่าผมก็ต้องนับถืออิสลามโดยไม่ต้องสงสัยในชาติเชื้อของตัวเอง
ดังนั้นเวลากรอกแบบฟอร์มต่างๆ ผมกรอกว่านับถอศาสนาพุทธ โดยไม่ตะขิดจะขวงใจอะไร

ก็ผมนับถือพุทธนี่ครับ

ทีนี้ตอนไปวัด ก็จะเจอช้อตที่น่าเบื่ออยู่หลายๆ อย่าง อาทิ
ตอนใส่บาตร ต้องถอดรองเท้าให้ตัวเองอยู่ต่ำกว่าพระ (แต่ก็ขึ้นไปยืนบนรองเท้าจะได้ไม่เปื้อนดิน)
ต้องนั่งฟังพระสวดอะไรก็ไม่รู้เป็นทำนองโมโนโทนชวนหลับ .. เมื่อยก็เมื่อย แถมต้องพนมมือค้างเติ่ง
ไหว้เสร็จแล้ว ถ้าไม่ยอมเอามือมาลูบหัวแสกกลาง (ซ้า~ธุ) แล้วจะไม่ได้รับพรเหรอ
เวลาหลวงพ่อมาพรมน้ำมนต์ให้ถ้าเราไม่ก้มหัวให้โดน แล้วจะไม่ได้รับพรเหรอ
เสร็จแล้วเวลาถวายภัตตาหาร-ประเคนของ ถ้าแตะไม่โดนของ ก็สามารถจับต่อๆ กันไปถึงได้บุญเหรอ
เมื่อก่อนผมเคยไม่จับทีนึงก็โดนแม่ด่า “จับสิ..เอิ๊ว”
ก็เลยต้องจับให้พลังงานบุญไหลผ่านถึงกันจากตัวนำสู่ตัวนำ (สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าไว-ไฟ หรือบลูทูต)
พิธีกรรมอีกมากมายที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยหาคำอธิบายไม่ได้เหล่านี้
สร้างคำถามให้เกิดขึ้นเยอะแยะ
- ไอ้การจะได้หรือไม่ได้บุญนี่ มันไม่ใช่เกิดจากเจตนาที่จะเป็นผู้ให้เหรอ?
- ผมไม่ได้ออกตังค์ซื้อเอง แถมยังโมโหที่แม่ด่าเข้าอีก จับโดนแขนแม่ไปแล้วจะได้บุญกะเขาเหรอ?
- พิธีกรรมต่างๆ ผมจะเลือกปฏิบัติ เลือกเชื่อเฉพาะส่วนที่เป็นสาระของศาสนาไม่ได้เหรอ?

นั่นเป็นสารพัดคำถามของวัยกำลังจะรุ่นช่วงนั้นที่กำลังวางตัวเป็นขบถ (สมัยนี้เขาเรียก พยายามแนว?)
ตอนสึก หลวงพ่อท่านไม่ได้แนะนำเรื่องฤกษ์ยาม ทิศทางหรือการแต่งตัวของทิดตามประเพณีเลย
คือถ้าไม่ถามหลวงพ่อก็จะไม่คะยั้นคะยอบอก ด้วยเหตุที่ว่าหลวงพ่อเองก็คิดแบบเดียวกะผมเหมือนกัน
ท่านบอกผมว่า “พุทธะคือพุทธแท้” — แก่นของมันก็อย่างที่คุณรู้ๆ กันแหละครับ
คือทำความดี ละเว้นคว…… เอ้า รู้กันใช่ไหมครับ จะได้ไม่ต้องพิมพ์ยาวกลายเป็นบล็อกธรรมะไปซะฉิบ

ดังนั้นพิธีกรรมแบบพราหมณ์ (ไอ้บรรดาทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกว่าทำแล้วจะ “ได้บุญ” นั่นน่ะ)
มันกลืนเข้ากับศาสนาพุทธดั้งเดิม ซึ่งไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเพื่อสร้าง “ความเป็นมงคล” ให้ “เรา” สักนิด
ไม่ว่าการเอาภัตตาหารไปวางแล้วจุดธูปบอกพระพุทธรูป การดูฤกษ์ยาม การปลุกเสกพระ!!!!!!!!!!!!!!
จนคุณย่าคุณยายที่ไม่ได้ตั้งคำถามหรือสงสัยอะไร ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำยังงั้นยังงี้ (ห้ามถามแกด้วย)
รู้แต่ว่าเขาบอกต่อๆ กันมา ว่าทำยังงี้แล้ว “เป็นมงคล” (นี่ก็พราหมณ์)

สงสัยจะไม่ใส่ใจกาลามสูตร ๑๐ ข้อที่ควรจะเป็นหัวใจขององค์ความรู้ในศาสนานี้เลยมั้ง

แต่ในเมื่อเราไปเปลี่ยนความเห็นของคุณย่าคุณยายไม่ได้ก็ปล่อยท่านไปเถอะครับ
ยอมๆ ทำตามแกหน่อย ทำเป็นมึนๆ ไม่ไปใส่ใจกับคำถามวัยพยายามแนว และกาลามสูตรดังกล่าวซะ
ทุกอย่างก็ปล่อยไหลสบายๆ คนแก่สบายใจ เราเองก็ไม่ซีเรียส - นี่ไง “ได้บุญ” เต็มๆ
จบแล้วครับ - พุทธะคือพุทธแท้

อ๊ะ.. อ้อมไปบางขุนเทียนอีกแล้ว ลืมไปว่าไม่ได้จะเขียนบล็อกธรรมะ
แต่จะเล่าเรื่องที่คุณไม่รู้ หรือมีโอกาสน้อยที่จะรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในวัดตะหาก
(กว่าจะเข้าเรื่องก็ล่อไปยาวเหยียด )

จริงๆ แล้วคราวนี้ผมจะพูดถึงเรื่องอีกมุมนึงของพระ ที่ได้ไปเจอกับตัวเองก็เลยเกิดคำถามขึ้นมา (อีกละ)
มันเป็นเรื่องของการโคจรมาบรรจบกันพอดี ระหว่างระบอบทุนนิยม กับความโป๊ะเชะของเทคโนโลยี
และเส้นแบ่งบางๆ ของความพอดีแห่งการละกิเลส (เอาแล้วไหมล่ะกู ไหนว่าจะไม่เขียนเรื่องธรรมะ)

คุณเคยไปห้างพันธุ์ทิพย์แล้วเห็นพระเดินซื้อซีดี หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์บ้างไหมครับ?
ถ้าเคย - คิดยังไงกับสิ่งที่เห็นกันครับ?

.

.

.

.

.

เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยก็ต้องรู้สึกขัดหูขัดตา (ไปจนถึงคันตีน) แน่ๆ ใช่ไหม
เพราะยังไงๆ “พระ” ก็ต้องไม่เหมาะกับที่นั่นแน่ๆ (ผมเคยวาดการ์ตูนล้อพระที่กำลังเลือกซื้อหนังโป๊ด้วย)

แต่วัดที่ผมไปบวชเป็นวัดต่างจังหวัด (เวลาเรียกจังหวัดของตัวเองว่า “ต่างจังหวัด” แล้วแปลกๆ แฮะ)
ซึ่งห่างไกลจากวัดที่เห็นๆ ในกรุงเทพฯ - ซึ่งกลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ โดนทุนนิยมครอบงำไปหมดแล้ว
ก็คือยังเป็นศูนย์รวมจิตใจ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจจริงๆ ของชาวบ้าน ไม่ได้แค่ไว้ตั้งศาลาสวดศพแล้วจบไป
ดังนั้นวัตรปฏิบัติ วินัยสงฆ์ต่างๆ ของพระในวัดบ้านนอกอย่างที่บ้านผมจึงยังคงแข็งแรงอยู่

ก่อนผมจะบวช ทางเจ้าอาวาสได้ทำเรื่องขอบริจาคคอมพิวเตอร์เก่าจากทางกระทรวงไอซีที
เพื่อให้พระ เณร หรือแม้แต่ชาวบ้านที่สนใจจะเรียนได้เข้ามาหัดใช้ และเปิดคอร์สสอนกันเลยในวัด
ก็ทำหนังสือขอไป ๕๐ เครื่อง ปรากฏว่าได้มา ๑๐ เครื่อง (…..) และสภาพอุปกรณ์ทรุดโทรมสุดๆ
หลวงพี่ท่านนึงที่เป็นผู้ดำเนินการตรวจเช็คอุปกรณ์ก็อนุญาตให้ผม (บวชเป็นพระแล้ว) เข้าไปช่วย
ก็นั่งลงโปรแกรมกันนานเลยเพราะหลวงพี่แกไม่ชอบโปรแกรมที่ซิป้าลงไว้ (ก็วินโดวส์และเครือนั่นแหละ)
เลยได้มีโอกาสคุยกับหลวงพี่ยันดึกดื่น เลยได้ความว่ามุมมองของพระที่ต้องทำงานเกี่ยวกะคอมเนี่ย
ค่อนข้างน่าสงสาร เพราะว่าการไปเดินห้างประตูน้ำเพื่อซื้อคอมมาลงให้วัดและตระเวนซ่อมแต่ละครั้งเนี่ย
ก็จะถูกบรรดาโยมๆ ทั้งหลายมองด้วยหางตาจากหัวจรดปลายเท้า แล้วมองย้อนขึ้นไปที่กบาลอีกที

เฮ้ย พระมาเดินห้างเว้ย! — เสียงโยมๆ คิดกันยังงี้

หลวงพี่บ่นให้ผมฟังว่าลำบากใจเหมือนกันในการไปเดินซื้อของแต่ละที เพราะพอไปซื้อโปรแกรมทีนึง
(ไอ้เรื่องเถื่อนไม่เถื่อนนี่ ขอละไว้ละกันนะ มองข้ามจุดที่เลยวิถีชีวิตปัจจุบันไปก่อนนะครับ)
ไอ้คนขายก็มักจะกวักมือนิมนต์หลวงพี่ไป “หลังร้าน” เพื่อดู “ของ” อยู่เรื่อย
นี่แสดงว่าโดยปกติเวลามีพระมาซื้อ ทางร้านมันก็ปฏิบัติตัวยังงี้อยู่แล้วจนไม่ได้รู้สึกผิดอะไรใช่ไหมวะ
ปลาทูเน่าเพียงไม่กี่ตัว เหม็นไปทั้งเข่งฉันใด - พระเลวๆ ไม่กี่รูปก็ทำให้พระดีๆ ต้องมัวหมองก็ฉันนั้น
สถานการณ์ตอนนี้เลยถึงขนาดที่ว่า ห้างไอทีหลายๆ ห้าง ห้ามพระในเครื่องแบบ(!) ไปเดินช็อปแล้วนะ
ห้างที่เหลือก็คงเหลือแต่พันธุ์ทิพย์นี่แหละ ที่ทำให้หลวงพี่อุ่นใจ แม้จะที่จอดรถแพงหน่อยก็ตาม
(ผมแนะนำให้หลวงพี่ติด ADSL ให้วัดเลยครับ จะได้ไม่ต้องไปซื้อโปรแกรมเถื่อนอีก โหลดเอาโลด )

อีกเรื่องนึง ก็ยังเกี่ยวกะเทคโนโลยีและความเท่าทันอยู่ดี
นั่นคือพฤติกรรมของพระวัยรุ่นๆ ที่เห็นมาในวัดครับ อยู่ไปวันๆ ไม่มีอะไรทำก็นั่งเล่นโทรศัพท์กัน
แข่งกันเปิดเพลง โชว์เสียงเรียกเข้า ของใครระบบเสียงไม่กระหึ่ม เบสไม่ออก ก็โดนเยาะเย้ย
ไหนจะมานั่งแลกเพลงกันระหว่างเครื่อง หรือเล่นเกมลุ้นรางวัลจากเอไอเอส หรือแม้แต่แลกภาพสีกากันดู!
พลิกหาไปเถอะครับว่าในศีล ๒๒๗ ข้อสำหรับพระภิกษุสงฆ์นั้นจะมีสักข้อนึงไหมที่ห้ามพระโหลดริงโทน
แต่จากสายตาของพระด้วยกัน ผมรู้สึกแย่เอามากๆ ที่เห็นพฤติกรรมเหล่านี้
ไม่ใช่แค่ในรั้ววัดนะครับ ตอนสมัยเป็นทหารก็เจอแต่พวกเอาเทคโนโลยีปัญญาอ่อนนี่มาโชว์กัน
เฮ้ย ของกูจอสองแสนสี นี่.. สดไหม (แล้วไงวะ)
ของกูมีคลิปน้องฝน ม.สยวย ด้วยนะ เพื่อนกูส่งมาให้ (กูโหลดบิตมาชาตินึงแล้ว)
เฮ้ย แอน - เมนูนี้แปลว่าอะไรวะ กูจะกดดูข่าวสารที่เพิ่งสมัครไป เดือนละ ๕๘ บาท (อ้าว ไอ้..)
ไหนๆ กล้องมึงซูมได้เท่าไหร่ ของกู ๒ เม็กนะเว้ย (เอ้อ…
ฯลฯ
เป็นความฟุ้งเฟ้อที่ผมเองก็ยังไม่เข้าใจ และไม่รู้จะมีวันเข้าใจไหม
ผมเคยบ่นไว้นานมาแล้วเรื่องที่ว่าผู้ใหญ่เมื่อถึงวัยหนึ่ง จะไม่เข้าใจความคิดของเด็กที่โตมาหลังยุคของตน
ผมว่าตอนนี้ผมไม่เข้าใจพฤติกรรมการคลั่งเทคโนโลยีแบบเดินตามเกมการตลาดของบริษัทดูดทรัพย์เหล่านี้
แต่คนที่หลงกลกับมายาที่ว่ากลับไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กแฮะ แต่ดันเป็นกลุ่ม “ลูกค้า” ขาดสติในทุกๆ วงการ

ขณะที่เรายังโดนไอ้หน้าเหลี่ยม (คำนี้ในพันทิปเขาแบนไปเรียบร้อย) ครองบ้านครองเมืองแบบเหนือเมฆ
โยนเงินในอนาคตมาให้ใช้แล้วปล่อยให้พฤติกรรมสุรุ่ยสุร่ายมาทำให้จ่ายออกไปแบบไร้สติดั่งได้ฟรี
พาลคิดไปด้วยความไม่รู้ ว่าเศรษฐกิจดีแล้ว มาใช้เงินกันเถิด ประเทศไทยรอดแล้วโว้ย! - นั้น

เมื่อไหร่หนอ ที่เราจะทันทางโลก(ย์)
และเข้าใจ “พุทธะ” ที่เป็น “พุทธแท้” จริงๆ ซะที

.

ป.ล.
หายไปจากทางโลกและทางโลกไซเบอร์ซะ ๒๐ วัน
กลับมาเช็ดอีแมวซีขี้แตกขี้แตนเลยครับ นั่งตอบไปลบไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ
นี่ยังไม่กล้าเปิดบ๐ร์ดฟ๐นต์ดูเลยว่าดาวจะขึ้นสักกี่หน้า (มุกภายในอีกแล้ว)
ไหนจะงานที่ดองไว้ก่อนบวชอีก ไหนจะแข่งเดอะแหม็ดที่ไม่รู้จะกำหนดส่งเมื่อไหร่อีก … โอยยยยย

ป.อ.
ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ “ผมไม่มีผม” ทำให้ผมลองซื้อสมุดบันทึกเล่มเล็กไปจดเป็นกรณีพิเศษ
ใครจะซื้อไปให้ลูกหลานอ่านก็ติดต่อมาได้ครับ ขายเล่มละแปดพันล้านบาท

ป.ฮ.
แล้วก็ขี้เกียจเปลี่ยนหน้ากากบล็อกตามเคย

Pages: Prev 1 2