จากกระทู้พันทิปที่ตอบกันยาวเหยียด:
ภัยทางเพศรูปแบบใหม่จาก Taxi เตือนๆกันไว้ครับ
ผมลองเข้าไปอ่านแล้วก็รู้สึกสนุกไปกับเขาด้วย
เพราะเผลอมีอารมณ์ร่วมไปกับสังคมเว็บบอร์ดอันโหดร้ายไปวูบนึง.. แหะๆ
แต่ก็ได้ความรู้ประดับสมองมาเยอะเหมือนกัน ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านดูครับ
(สรุปย่อก็คือ ยาสลบหรือยานอนหลับในช่องแอร์แท็กซี่นั้น ไม่มีอยู่จริง!!)

สำหรับผม นานๆ ทีถึงจะได้มีโอกาสใช้บริการแท็กซี่ครับ
เพราะส่วนมากชอบขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าประเภทต่างๆ มากกว่า
เว้นแต่คราวไหนที่รีบจริงๆ หรือจุดหมายปลายทางมันลึกลับซับซ้อนสักหน่อย
ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ขึ้นแท็กซี่เหมือนใครๆ (อ่านดูแล้วเหมือนอิจฉานะเนี่ย :16:)
ประสบการณ์ส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามหรือออกแนวอาชญากรรมจึงไม่เคยเจอ
เว้นแต่เมื่อสมัยเรียนที่เคยนั่งแท็กซี่แล้วมันพาอ้อมไปไกลโดยเจตนา.. เจ็บใจอยู่นะ
แต่ครั้งหนึ่งที่เคยเจอแท็กซี่ที่สามารถตราหน้าได้ว่า “เลว” อย่างเห็นได้ชัด
ก็คงเป็นตอนที่นั่งจากสถานีรถไฟใต้ดินลาดพร้าวกลับบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน
ดูนาฬิกาก็บอกเวลาประมาณสามทุ่มได้มั้ง แต่ลาดพร้าวก็คือลาดพร้าว ที่รถติดฉิบหาย
ในที่สุด แท็กซี่คันที่ ๒๓ ที่โบก ก็จอดรับผมและเพื่อน
พอบอกจุดหมายปลายทาง ก็แปลกใจนิดหน่อยที่เห็นอาการฉุนเฉียวของคนขับทันที
ไม่รู้เขามีอะไรหรือเปล่ากับพื้นที่แถวนี้ หรือเพื่อนที่ไว้ผมทรงหัวฟูคงหน้าตากวนตีนเขา
แต่ที่แน่ๆ พฤติกรรมการขับรถของเขานั้นน่ากลัวมากๆ
เหยียบคันเร่งเต็มตีนทั้งที่รถติด ปาดเบียดทุกห้าวินาที (อ่านใหม่อีกครั้งนะครับ ทุกห้าวินาที)
ขับกระชาก กระชั้น แซงซ้ายป่ายขวาจนเกือบบวกกับเบนซ์อีกคัน แต่เบรกทันพอดี
แล้วเปิดกระจกตะโกนด่าออกไป “อยากตายหรือไงไอ้เหี้ย” (เอ๊ะ กูว่ามึงเองนะที่ผิด)
เรานั่งจิกเบาะกันมาตลอดทางด้วยเสียงเงียบกริบ ไม่มีใครคุยอะไรกันเลย
จนบอกคนขับให้ลงจอดที่ร้านอีสานพาแลงหน้าปากซอย จ่ายตังค์แล้วเดินไปสั่งอะไรกิน
ก่อนจะหายของขึ้น ผมก็โทร ๑๕๘๔ เพื่อแจ้งศูนย์ร้องเรียนพฤติกรรมแท็กซี่
ระหว่างให้ข้อมูล ผมก็ถามเขาว่า หลังจากรับเรื่องแล้วเขาจะมีขั้นตอนการดำเนินการยังไง
ได้คำตอบมาว่าเขาจะส่งข้อมูลไปตามสายงาน บันทึกสถิติไว้และส่งไปยังต้นสังกัด
การถูกร้องเรียนครั้งแรก อาจโดนแค่ตักเตือนจากสหกรณ์หรืออู่ที่รับผิดชอบ
แต่ครั้งถัดๆ ไปก็จะถูกยึดใบอนุญาตหรืออะไรก็แหล้วแต๊ ตามแต่การพิจารณา
หลังจากอกสั่นขวัญแขวนมาตลอดทาง ผมก็ได้ทำหน้าที่ของผู้โดยสารที่ควรจะเป็นไปแล้ว
ใจจริงก็อยากทำอะไรมากกว่านี้ (หมายถึงติดตามผลการร้องเรียนหรืออะไรทำนองนี้)
แต่ยำหอยลายตรงหน้าถูกสั่งมาวางไว้เรียบร้อย จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างรวดเร็ว
เอ๊ะแล้วผมจะเล่าเรื่องแท็กซี่รายนั้นไปทำไมวะ 
จริงๆ จะเขียนเรื่องที่เคยสัมภาษณ์คนขับแท็กซี่รายนึงซะหน่อย
ในช่วงที่มีคดีเยาวชนคนนั้นใช้มีดปาดคอสังหารแท็กซี่ ที่เป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อกลางปี
ตอนนั้นนั่งไปปทุมธานีกับแฟน ระหว่างทางเราพอหมดเรื่องคุยปั๊บ ความเงียบก็เข้ามาแทน
ตอนนั้นรถแล่นผ่านแถวๆ ดอนเมือง ทางลัดไปปทุมค่อนข้างเปลี่ยว ผมเลยถามพี่แกว่า
“พี่ครับ พี่กลัวผู้โดยสารปล้นไหมครับ”
เท่านั้นแหละครับได้เรื่องเลย
แทนคำตอบ พี่แกก้มลงไปล้วงมีดสปาร์ต้าด้ามเท่าแขนออกมาจากใต้เก้าอี้คนขับ
แล้วหัวเราะ (แต่ผมเหวอ) พร้อมบอกว่ากลัวน่ะกลัว แต่มีไอ้นี่ไว้ก็อุ่นใจ
หลังจากนั้นพี่แกก็เล่าเรื่องที่เคยโดนโกงค่าโดยสารต่อหน้าต่อตามาครั้งนึง
คือตอนที่รับเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึงทั้งชายหญิงไปส่งที่รังสิต (คลองอะไรสักคลองนี่แหละ)
พอขับไปจะถึงแล้ววัยรุ่นกลุ่มนั้นก็กรูกันลงจากรถแล้ววิ่งข้ามถนนแปดเลนไปทันที
แล้วยกมือไหว้สวัสดีพร้อมกัน แล้วโบกมือบ๊ายบาย… แหม ดูเป็นฉากคลาสสิกดีจริงๆ
ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องสนุกอะไร แต่พอได้ฟังแล้วผมก็หัวเราะแหะๆ แบบเอาใจคนเล่าครับ
เพราะถึงแม้พี่แกจะใจดี แต่ก็เป็นความใจดีที่ซ่อนมีดอันบะเล่งเท่งไว้ใต้เบาะนะ

