Monthly archive for June 2009

315 | น้ำใจบนไฮเวย์

thoughtfulness01

๑.
เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมกับแฟนไปเยี่ยมแม่ยายที่โรงพยาบาลปทุมธานีครับ
เรื่องของเรื่องคือแม่โบว์โทรมาบอก(ด้วยน้ำเสียงร่าเริง)ว่าโดนต่อต่อยไป ๗-๘ จึ้ก
หมอบอกว่าน่าเป็นห่วง เพราะพิษมันมีผลต่อกระแสเลือด ต้องนอนค้างสักคืนสองคืน
เลยคุณแม่ยายต้องไปนอนที่โรงบาลเพื่อสังเกตอาการ และผมกับแฟนก็จะไปเยี่ยมกัน
ทีนี้พอดีว่ารถที่ใช้อยู่เนี่ยมันถึงระยะที่ต้องเข้าไปเช็กที่ศูนย์แล้วครับ
โบว์(ที่เป็นแฟนขับ)ก็เลยขับไปจอดที่ศูนย์โตโยต้าปทุมธานี ไม่ไกลจากโรงบาลนัก
แล้วนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลอีกที ซึ่งจะว่าไปคนที่นี่เขาก็เดินทางกันแบบนี้อยู่แล้ว
(ที่ปทุมนี่แปลกครับ แทบจะไม่มีรถประจำทาง ต้องโบกเอาอย่างเดียว)
ประเด็นมันอยู่ที่ตอนขากลับจากโรงพยาบาลมาที่ศูนย์โตโยต้า
เราเดินไปขึ้นแท็กซี่อีกคันที่จอดรอผู้โดยสารอยู่หน้าโรงบาล แล้วบอกจุดหมายที่จะไป
คนขับหันมาถามย้ำ (เหมือนได้ยินไม่ชัด) ว่า “หา ศูนย์โตโยตาแค่เนี้ยอะนะ”
แล้วพอขับไปจอดปั๊บ มิเตอร์ไม่กระดิกครับ ยังอยู่ที่ ๓๕ บาทเท่าเดิม
เราควักตังค์จ่ายไปเป็นแบงก์ยี่สิบสองใบ แล้วรอให้เขาทอน … ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ
แฟนผมเลยถามไปว่า “จะไม่ทอนเหรอคะ”
และก็ได้คำตอบที่แฝงไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “โอเค้.. ทอนให้ก็ได้”

.

.

IMG_3591

๒.
เมื่อสักสามสี่วันก่อน มีขโมยมาขโมยของที่ข้างบ้านผมกลางวันแสกๆ ขณะที่เจ้าของอยู่บ้าน!
คือบ้านผมที่อยู่ปัจจุบันนี้(กำลังจะย้ายไปบ้านใหม่ในอาทิตย์นี้เป็นตึกแถวที่เช่าป๊าของเพื่อนครับ
หมู่บ้านนี้อยู่กันมานานแล้ว (สักยี่สิบปีได้) และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในซอย(ส่วนบุคคล)
ก็ถูกจับจองปลูกต้นไม้ จอดรถอะไรกันไปเป็นปกติ แล้วข้างๆ บ้านผมก็เป็น “อดีตที่กลับรถ”
ที่ปัจจุบันมีการกั้นรั้วและเอาไว้จอดรถของบ้านข้างๆ ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี
แต่วันเกิดเหตุนั้นเป็นตอนสายๆ เจ้าของบ้านนั่งดูทีวีอยู่ในบ้านนั่นแหละครับ
อยู่ดีๆ ก็มีซาเล้งพ่อลูกขับมาจอด เปิดรั้วกั้น แล้วส่งเด็กเข้ามาหอบกองอะลูมิเนียมออกไป
ส่วนคนพ่อก็เดินเข้ามาหลังบ้าน หยิบกระทะกับเครื่องครัวขึ้นซาเล้งของตัวเองแล้วเตรียมชิ่ง!!
น้าพร-เจ้าของบ้านเห็นดังนั้นก็ออกมาโวยวายแบบกลัวๆ (กลัวว่าจะโดนทำร้าย)
บอกว่า “เอาไปได้ยังไง คืนมาเดี๋ยวนี้นะ!” .. ทั้งสองฝ่ายนิ่ง เป็นช่องเวลาอันน่าสะพรึงกลัว
พลัน.. ซาเล้งคนพ่อก็ทุ่มกองอะลูมิเนียมลงกับพื้น (ท้ายรถซาเล้งนั่นแหละครับ)
แล้วบอกว่า “คืนให้ก็ได้” พร้อมบึ่งรถจากไปท่ามกลางความงุนงง
(าพประกอบข้อสองนี่ถ่ายมาเมื่อเช้าครับ บ้านน้าพรเลยติดเหล็กแหลมไว้กันขโมยเรียบร้อย)

.

.

IMG_3601

๓.
และเมื่อเที่ยงวันที่ผ่านมานี้เอ๊ง.. ผมไปแวะกินข้าวริมทางเส้นเกษตร-นวมินทร์ครับ
จริงๆ ก็ใช้ชีวิตอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้มาได้สักพักแล้ว แต่นานๆ จะออกมากินสักที
มาคราวนี้เลยสังเกตได้ว่า ตลอดทางที่มีรถจอดอยู่ริมถนนเพื่อแวะกินข้าวเที่ยงเหมือนกัน
ทุกคันจะมีผ้าผืนใหญ่ๆ (ที่เป็นป้ายผ้าดิบ คล้ายๆ ป้ายประกาศของ อบต.) คลุมกระจกหน้ารถไว้
แล้วก็เห็นคนใส่ชุดแขนยาวขายาว ใส่หมวก คลุมหัวด้วยไอ้โม่ง (เหมือนจะไปตัดอ้อยนั่นแล)
กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่รถที่กำลังจะเข้าจอด แล้วก็บริการเปิดประตู ปูผ้าคลุมให้! แล้วไหว้สวยๆ!!
ก็ไม่ต้องเดาเลยแหละครับ นี่คือธุรกิจใหม่ที่มากับการเป็นศูนย์รวมร้านข้าวเที่ยงของถนนเส้นนี้
ไม่ได้มีแค่ร้านเดียว พอขับเลยไปหน่อย(เพราะไม่อยากใช้บริการแบบมัดมือชกนี้) ก็เจออีก
เลยไปหลายๆ ร้านก็ยังเจออีก จนไปเจอร้านนึงมีป้ายบอกว่า “มีที่จอดรถด้านหลัง”
ก็เลยเลี้ยวเข้าไปจอดหลังร้าน พร้อมกับสายตาเคืองขุ่นลอดผ่านไอ้โม่งมาแว้บนึง (คิดไปเอง)
พอกินข้าวเสร็จปั๊บ(แพง ข้าวแกงริมทางบ้าอะไร ไปสองคนแต่จ่ายตั้งสองร้อยแน่ะ)
ก็ถามแม่ครั้ว(แม่ค้า+แม่ครัว)ว่าคนที่เขามาบริการเปิดประตูกะคลุมรถนี่คืออะไรยังไง
แม่ครั้วอึกอักนิดนึง แล้วบอกว่า “ทางร้านเราก็ไม่ได้จ้างมานะคะ เขามากันเอง”
“แล้วต้องให้ตังค์เขาไหมครับ” “จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ค่ะ”
โอเค เรารู้ระดับความสัมพันธ์ของร้านกับคนทำอาชีพคลุมรถแล้ว (นึกชื่ออาชีพนี้ไม่ออกจริงๆ)
หลังจากจ่ายตังค์ก็เลยเดินไปที่รถ ซึ่งโดนตามไปคลุมถึงหลังร้านเรียบร้อย :08:
ก็เลยถ่ายาพมาแชะนึง ไว้เป็นหลักฐานว่าเราได้เคยผ่านประสบการณ์สุดวิเศษนี้มาแล้วนะ
แต่ก็แปลกใจหน่อยๆ ว่าทำไมคนที่คลุมผ้าเขาไม่วิ่งมาเปิดผ้า เปิดประตู แล้วไหว้เหมือนคันอื่น
สงสัยเรามากันนิ่งๆ เลยไม่ได้สังเกตเห็น .. ผมเลยเปิดผ้าคลุมรถซะเอง เอามาพับ แล้วยืนรอ
พอพี่แกเห็นก็ทำท่าตกใจ วิ่งมาใกล้ๆ ผมส่งผ้าพับนั้นให้ พี่แกไหว้ (เฮ้ย) ผมตกใจแล้วไหว้ตอบ
แล้วก็หมุนตัวมาขึ้นรถที่ประตูด้านซ้าย (เพราะโบว์ขับเหมือนเดิม) พี่แกก็รี่เข้ามาปิดประตูให้!!
ขอบคุณสำหรับน้ำใจครับพี่!

.

ป.ล.
ผมไม่ค่อยได้ขับรถเองในกรุงเทพฯ ครับ ส่วนมากจะให้แฟนคลับ(ขับ!)ให้
เพราะรู้ว่าตัวเองขับช้า และปาดไม่เป็น ซึ่งแค่นิสัยสองข้อนี้
ก็ไม่เหมาะกับการจราจรอันโหดร้ายและแก่งแย่งชิงดีในกรุงเทพฯ แล้วล่ะ
แต่ถ้าต่างจังหวัดไกลๆ นี่อยากให้ขับไกลแค่ไหนก็ไม่บ่น
เพราะเป็นพวกขับแล้วไม่ง่วง ขับไปเคาะจังหวะเพลงไป (บางทีหยิบขลุ่ยมาเป่าด้วยซ้ำ!)
ไม่รู้กฎหมายเขาห้ามเป่าขลุ่ยขณะขับรถหรือเปล่าซะด้วยสิ

ป.อ.
ส่วนวันไหนที่ผมขับรถเอง แล้วมีรถหยุดให้เวลาขอทาง หรือเวลาเลี้ยวออกจากปากซอย
ผมจะยิ้มและกล่าวขอบคุณเป็นเรื่องเป็นราว อวยพรให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน
ซึ่งจะว่าไปเวลาวันไหนออกจากบ้านแล้วเจอคนมีน้ำใจให้เราเนี่ย
วันนั้นจะอารมณ์ดีทั้งวันเลยนะครับ แถมไอ้อะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้
มันส่งผ่านไปถึงคนอื่นได้ด้วย คือเราก็จะอยากหยุดให้คันอื่นต่อๆ กันไป
แหม ทำยังกะโฆษณาอะไรสักอย่างที่มันส่งน้ำใจต่อกันได้ แต่นี่เรื่องจริง

ป.ฮ.
ที่โชคชัยสี่มีสี่แยกนึงช่วงท้ายซอย ตรงหน้าธนาคารไทยพาณิชย์นั่นแหละ
ผมเรียกแยกนั้นว่า “แยกไร้น้ำใจ” ด้วยเหตุที่ว่าไม่รู้ทำไมพอรถที่ขับมาดีๆ
พอมาเจอแยกนี้ปั๊บ ทุกคนแม่งจะเห็นแก่ตัวกันหมดเลย
เคยมีครั้งนึงที่ขับไปเป็นทางเอกแท้ๆ โล่งๆ เลยนะ
แต่พอเจอแยกนี้ก็จะมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ เลี้ยวปราดโผล่มาขวางกลางแยก
แล้วคันหลังๆ ก็ดันเข้า ซ้ายก็มา ขวาก็มี จนติดล็อกเป็นรูปสวัสดิกะ
ซึ่งเป็นท่ายากโคตรๆ ในการติดสี่แยก ไม่เชื่อลองดูสิครับ
(จนเจอใครไม่รู้เหมือนกันที่เรียกแยกนั้นว่า “แยกวัดใจ” .. เออ ชื่อคล้ายกันโดยมิได้นัดหมาย)


Pages: 1 2 3 4 Next