ทั้งผมและภรรยาต่างก็บ้าอาหารญี่ปุ่นกันทั้งคู่ครับ ก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่เห็นเขากินก็อยากบ้าง
แต่สำหรับอาหารญี่ปุ่นนั้น เป็นอันตกลงกันว่าถ้าใครชวนเมื่อไหร่ก็ตกลงทันทีโดยไม่งอแง
ทีนี้ก็ติดอยู่แค่ว่าไอ้ที่มีขายอยู่เนี่ยมันราคาแพงไปหน่อย หรือไม่ค่อยหน่อยก็เยอะ
บางร้านเห็นมาเปิดใหม่ไม่ไกลจากบ้าน พอไปลองกินดูก็พบว่าหมาญี่ปุ่นไม่แดก
หรือไม่ก็แพงหูฉี่ แม้จะเป็นร้านที่พยายามพรีเซนต์ตัวเองเป็นร้าน “ง่ายๆ” ก็ตาม
แต่แพงก็คือแพง และเราไม่ได้มีตังค์ขนาดนั้น (เสือกรสนิยมสูงเองด้วยนะ)
พอเราได้ยินเสียงร่ำลือจากไอ้ตั๊กถั่วมานานว่าในซอยเสือใหญ่มีร้านนึงที่อร่อยสุดๆ
แถมราคาถูกอีกนะ ชื่อ “โอฮาโย” (อ่านว่าโอฮาโยะ จะได้อารมณ์กว่า) ก็โอเค.. เดี๋ยวไว้ค่อยไป
ทีนี้ทำไปทำมาไม่รู้เพราะอะไร เขาย้ายร้านมาที่ลานวังหินพลาซ่า ตรงข้ามโลตัสวังหิน
ดีเลย ทางผ่านกลับบ้าน เมื่อวันก่อนก็เลยลองแวะชิมดู แล้วก็พบว่านี่มันอรอยมากๆ เลยนะ!
เมื่อวานนี้พอสบโอกาสที่น้องๆ นักศึกษาฝึกงานสามคนในแผนก กำลังจะปลดประจำการ
บรรดาพี่ๆ ก็เลยยกพวกกันมายี่สิบกว่าชีวิตเพื่อเลี้ยงน้องๆ (เป็นข้ออ้าง จริงๆ จะมากินกันเอง)
ผมก็เลยได้เคาะสนิมเอากล้องมาถ่ายมั่ง ไม่ได้ถ่ายของกินซะนาน กลัวจะลืม
ก่อนจะง่วง ขอเริ่มพาชิมเลยนะครับ!

ไปถึงร้านตอนเย็น บริเวณร้านมีที่จอดรถเยอะแบบไม่ต้องห่วงจะเต็ม

ข้างในจัดร้านง่ายๆ แต่ดูตั้งใจแบบไม่ใช่สไตล์นายทุนนะครับ
(ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปจ่ายค่าแต่งร้านให้ภัตตาคารใดๆ เพราะตูมากิน ไม่ได้มาดู)

สองหนูน้อยที่เป็นพรีเซนเตอร์กำลังช่วยกันสวมยูกาตะ (เอ๊ะหรือเขาเรียกกิโมโน)
ร้านนี้เป็นร้านแบบครอบครัวครับ มีคุณพ่อคุณแม่และลูกสาวช่วยกันรับแขก น่ารักมาก

รายการที่สั่งไว้และมาเร็วสุดๆ ก็คือยำสาหร่าย เพราะไม่ต้องปรุงอะไรสักหน่อย
ที่เห็นนี้ราคา ๔๐ บาทมั้งครับถ้าจำไม่ผิด

ทีเด็ดของร้านนี้อยู่ที่ดราก้อนโรลครับ อร่อยจนต้องเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก แล้วก็เบิ้ลอีก

ผ่าให้เห็นไส้เทมปุระข้างในซะเลย

ชาเขียวแบบเขียวสมชื่อ จะเขียวไปไหนเนี่ย! (รีฟิลได้ตลอดครับ)

แคลิฟอร์เนียมากิจ้ะ ถึงจะปั้นไม่เนี้ยบแต่ก็อร่อยนะ ร้านนี้เมนูข้าวปั้นอร่อยทุกอย่าง

กุ้งชุบแป้งทอด เอ๊ย เทมปุระ อันนี้แป้งแข็งไปนิดนึงเมื่อเทียบกะที่อื่นที่คุ้นปากกันอยู่

ทงคัตสึ อันนี้ผมไม่ได้ลอง (เข้าคอร์สกินปลาอยู่)

คาราโอเกะ (ไม่ใช่!) อร่อยมากๆ ครับ เชียร์ๆ

เกี๊ยวซ่า ไม่ได้ลองเหมือนกัน (ผมเฉยๆ กับเกี๊ยวซ่าครับ ชอบเกี๊ยวกุ้งมากกว่า)

โอโคโนมิยากิ อันนี้แหล่ม แต่แย่งใครไม่ค่อยทัน ช่วงนี้มือแต่ละคนไม้พันกันมั่วมาก


ชุดซูชิ อย่างที่บอกว่าร้านนี้ทำข้าวปั้นอร่อย แล้วก็อร่อยจริงๆ โดยเฉพาะแซลมอน!
(เสียอย่างนึงก็คือวาซาบิไม่ค่อยแจ่มครับ ผมเป็นพวกคลั่งวาซาบิเอามากๆ ซะด้วย)



ชุดซาซิมิ อร่อยและคุ้มค่ามากครับ โดยเฉพาะซาบะดอง อันนี้ต้องแย่งให้ทันเลย

เอามิโสะมาตัดกำลังคู่ต่อสู้สักหน่อย


เริ่มฮาร์ดคอร์กันแล้วครับ สั่งแกงกะหรี่มาสงสมรภูมิละ

กิมจินี่ผมขอผ่าน กินไม่เป็นจริงๆ

ระหว่างนี้ก็ซัดไปเรื่อยๆ ครับ ทำยังกะเป็นร้านบุฟเฟต์แน่ะ

แต่ไข่หวานของที่นี่เหมือนไข่เจียวเลยครับ ไม่รู้ว่าที่อื่นหวานไปหรือที่นี่จืดกันแน่

หัวปลาแซลมอนก็มี หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ละ

แต่ปลาซัมมะย่างซีอิ๊วนี่อร่อยกว่าครับ ที่ประชุมลงมติตรงกัน

ทาโกะยากิอีกเอ้า (อย่าเอาไปเทียบกับที่เอสพละนาดนะครับ รายนั้นมันเมพไป)

หมี่เย็นก็มี เริ่มอิ่มกันรึยางงงงงง

ถ้ายัง มาต่อด้วยยากิโซบะ ถึงจะชื่อและหน้าตาดูธรรมดา แต่ยืนยันว่าอร่อยโคตร!

ข้าวผัดแซลมอนก็มี (ฟังชื่อดูอลังการมาก แต่หน้าตาออกมายังกะข้าวคลุกกะปิ)

ซัดกันนัวมาก จนอิ่มพุงปลิ้น (น้องทราย-นศฝง.-บอกว่า “ขี้ปุ๋มปะแล้ด”)
จริงๆ มีมากกว่าที่ถ่ายอีกหลายเท่าตัวนะครับ แต่ไม่ทันจริงๆ การแข่งขันสูงมาก
พอเรียกเก็บตังค์ปั๊บก็พบว่ามันราคาถูกกว่าบุฟเฟต์ตามห้างเยอะเลย (คนละ ๒xx)
แต่คุณภาพ ความอร่อยนั้นทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าคนละเรื่องครับ ที่นี่ชนะขาด!

เสร็จแล้วก็ร่ำลาครอบครัวเจ้าของร้าน (คุณพ่อของน้องอายูมิจังเป็นคนญี่ปุ่นจ้ะ)

และก็ขอจบการพาชิมเพียงเท่านี้ เย่!
ป.ล.
ร้านโอฮาโยเขามีบริการส่งถึงบ้าน/ที่ทำงานด้วยนะครับ คิดค่าส่งตามปกติ
แต่รู้สึกว่าเดินทางมากินถึงร้านก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เดี๋ยวมาเองดีกว่า ..แฮ่!
ป.อ.
พอเขียนจนถึง ป.ล.เสร็จแล้วก็รู้สึกยังกะตัวเองไปรับค่าโปรโมตร้านเขายังไงยังงั้น!
ไม่จริ๊ง ไม่จริง (พี่เจ้าของร้านเขาลดค่าน้ำให้เพราะมากันเยอะเท่านั้นเองจ้ะ)
แค่รู้สึกว่าพอไปเจอร้านไหนที่กินแล้วชอบจริงๆ ก็อยากให้มันอยู่ไปนานๆ น่ะครับ
แต่ใจหนึ่งก็หวงนะ ไม่อยากให้ใครมา จะได้เก็บไว้กินคนเดียว (อันนี้ไม่ดีต่อกิจการเขาละ)
ป.ฮ.
นี่ก็พ้นวันสิ้นสุดโครงการ “ปฏิญญากุมภาพันธ์” ไปแล้ว
แต่ผมก็ยังรู้สึกเฉยๆ กับการกินสัตว์ใหญ่บ้าง การดื่มน้ำหวานบ้าง (นี่ยังไม่ได้แตะเลย)
แถมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในการตื่นเช้าขึ้น และนอนดึกน้อยกว่าเดิม
ส่วนการออกวิ่งตอนเช้านั้น วันไหนว่างก็วิ่ง ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร (แต่ส่วนมากจะไม่ว่าง)
ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้นนี่แหละที่เป็นผลพวงจากการท้าทายตัวเอง แล้วก็ชนะมัน.. ไชโย!







