บอกไว้ก่อนว่านี่คือการรีวิวหนังสือทั้งๆ ที่ยังอ่านไม่จบ
ในวงการรีวิวต่างๆ การกระทำแบบนี้ถือว่าดูถูกดูแคลนเขาอย่างมาก
แต่จะทำไงได้ ถ้าผมรออ่านให้จบก่อนแล้วค่อยมาเขียน
จังหวะการเต้นของหัวใจมันจะไม่รุนแรงพองโตบิ๊บบูบๆ ขนาดนี้

เมื่อนิตยสารอะเดย์ฉบับล่าสุด เล่ม ๙๙: Very Japanese มาอยู่ในมือผม
ผมตกใจ เล่มนี้ปกเคลือบด้านเว้ย!

เดี๋ยวๆ มันต้องเรียบเรียงแบบนี้สิ..
เคยอ่านบทบรรณาธิการของสักฉบับมา ว่าถ้าอะเดย์ฉบับไหนปกเคลือบด้าน
มักมีความสำคัญเป็นพิเศษ (เช่นฉบับสมเด็จพระเทพฯ เป็นอาทิ)
แล้วฉบับนี้ ว่าด้วยเรื่องญี่ปุ่น อะเดย์ทำการเคลือบด้านเป็นที่เรียบร้อย
แสดงว่ามันต้องมีอะไรเจ๋งอยู่ข้างในแน่ๆ

ผมอ่านอะเดย์มาตั้งแต่เล่มหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของผมกับนิตยสารยี่ห้อนี้ ก็คือผมยอมรับว่า “ชอบ” แต่โดยดี
จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาประกาศอะไรว่าผมชอบ แต่ชอบก็คือชอบไง

ต้องขออนุญาตออกตัวไว้อย่างไม่อายคีย์บอร์ดเลยนะครับ
ว่าให้สังเกตว่าในขณะที่วัยรุ่นหลายคนพยายามจะหาอัตลักษณ์แปะตัวเอง
ด้วยการแสดงตัวตนออกมาเช่นการอ่านหนังสือเท่ๆ แล้วเดินหันเอาปกออกให้สาวเห็น
แต่ผมดันจบมาจากมหาลัยที่เรียกได้ว่า ไอ้ความแนวเนี่ยมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากๆ
ใครถืออะเดย์(แล้วหันปกออกว่ากูอ่านอะเดย์นะ)นี่ถือว่าเฉยๆ มาก มึงจะหันออกทำไม
เพราะพฤติกรรมทุกอย่าง แนวคิดทุกอย่างที่นั่นมันเป็นแบบนี้ และอย่างเป็นธรรมชาติด้วยนะ
//จบการออกตัว ทีนี้ตัดเข้าสู่เนื้อหาก่อนจะพาอ้อมตามเคย

ผมชอบอะเดย์ เหมือนกับที่คนอื่นๆ ชอบ และอย่างที่อะเดย์ทำตัวให้ผู้อ่านชอบนั่นแหละ
มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เหมือนกับกินข้าวร้านนี้แล้วอร่อยเลยมากินบ่อยๆ
แม้จะมีอยู่พักนึงที่เปลี่ยนเครื่องปรุง เปลี่ยนแม่ครัวแล้วรสมันเลี่ยนๆ รึข้าวเยอะไปไม่รู้
ตอนนั้นก็หยุดตามอ่านอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนเป็นอ่านผ่านๆ เปิดดูหน้าที่สนใจ
จนวันนึงพ่อครัวคนล่าสุดปรากฏตัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าร้านนี้ไปสรรหามาจากไหน
(จริงๆ ก็พอรู้เพราะก็ติดตามอยู่) ..เฮ้ย พี่แกปรุงได้อร่อยแฮะ
หลายๆ ฉบับชอบ หลายๆ ฉบับชอบมาก (จำได้ว่าชอบสุดๆ ก่อนหน้านี้คือฉบับ “ลาว”)
มีไม่มากนักที่ดูคอนเซปต์แล้วจะเฉยๆ แบบเล่มนี้กูเอาไว้อ่านแค่ตอนขี้ก็พอน่ะนะ :16:

ธรรมเนียมในการอ่านอะเดย์ทุกๆ ฉบับของผมก็คือ
๑. เห็นจากร้าน ดูปก โอ๊ะ เล่มนี้โดน โดนก็ซื้อ ไม่โดนก็ยืมเพื่อนอ่าน (แต่ก็อ่านนะ)
๒. พลิกดูรองปก ครึ่งนึงเป็นการขยายคอนเซปต์(ชอบๆ) อีกครึ่งเป็นใบสมัครสมาชิก
๓. พอเสพปกและรองปกเสร็จก็พลิกอ่านที่มาของมัน จากคอลัมน์ aWAY
๔. อ่านบทบรรณาธิการ
๕. แล้วพลิกดูคอลัมน์ประจำที่เขียนได้ตามตีมเล่มที่สุด นั่นคือ Life in a day
๖. อ่านจบแล้วค่อยเปิดดูไล่ไปทีละหน้า เล่มไหนดีก็จดจ่อ เล่มไหนงั้นๆ ก็ไว้อ่านตอนขี้

แล้วพอมาเจอฉบับล่าสุด….
ผมเสียชีวิตตั้งแต่ดูาพปกแล้วครับ ทำได้ถึงมากๆ ขอชื่นชมให้ทราบกันทั่วโลกเลยครับ
รองปกก็โอเค สื่อสารกับเราว่าจะเล่นเรื่องญี่ปุ่นนะ (เริ่มเอะใจว่าเอ๊ะ มันนิ่งไปรึเปล่าวะ)
อ่านที่มาของปก(โดยคุณทรงกลด) ก็โอ้ว อ่านของคุณวินทร์ก็อืม.. อ่าน บ.ก. ก็ อูย!!

(สปอยล์) หน้า WC เล่าว่า ฉบับนี้เราเล่นเรื่อง “เวรี่เจแปนนีส” (ญี่ปุ่นจ๋า) ครับ
อะเดย์ส่งทีมงาน(ระดับพระกาฬ)ไปสามคนที่ญี่ปุ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งเล่ม
เรียกว่า ๑๖ วันสรุปความเป็นญี่ปุ่นจ๋าในแบบของอะเดย์มาให้อ่าน
มีเล่าให้อ่านเกี่ยวกับเบื้องหลังการเตรียมงาน ที่ดูจริงจังกว่าเล่มอื่นที่เคยเป็นมา
เอาแค่บอกว่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิญี่ปุ่นและบริษัทนำเที่ยวญี่ปุ่นเอง
เมื่อได้เห็นรายชื่อของคนที่จะถูกสัมาษณ์ลงในเล่มนี้ ก็ถึงกับอุทานว่า สึโกย!
สึโก้ย* ขนาดที่ว่านิตยสารญี่ปุ่นเองก็ยังไม่มีปัญญารวมรวมความยุดยอดได้ขนาดนี้
(*ผมขอเขียนสึโก้ยแบบมีไม้โทนะครับ อ่านแล้วมันอร่อยดี)

อ่านบทบรรณาธิการจบแล้วก็ดูเหมือนโฆษณาตัวเองยังไงไม่รู้นะ จะดีจริงเปล่าไม่รู้
หน้าถัดจากนั้นก็เหมือนในการ์ตูนชิมอาหารเลยครับ พอกรรมการชิมคำแรกอร่อยขึ้นมา
อาหารคำต่อไปก็จะเป็นการโซ้ยอย่างลืมตาย! กิน.. กินเข้าไป โอฮาระ มังทาโร่!!
ตัดาพฉับมาที่หน้าบักแอนตอนพลิกอ่านเล่มนี้ … โอยยย อาร์ตเวิร์กสวยมากๆ

เอาแค่ตัวอาร์ตเวิร์ก-งานศิลป์ งานออกแบบที่ผ่านตาไปทั้งหมด(ครึ่งเล่ม)นะ
ผมไม่คิดว่าเขาจะทำออกมาได้เคารพกับเนื้อหาของได้ขนาดนี้ ตีความได้แตกละเอียด
สวยมากๆ สวยมากๆ สวยมากๆ! อ่านไปคอแห้งผากไป ..ทำไมมันสวยเรียบแบบนี้
การลงดีเทลเล็กๆ เช่นการซอยเนื้อหาในแต่ละหน้าในเป็นคอลัมน์แคบๆ กวาดตาง่ายๆ
การใช้สีสะอาดๆ าพถ่ายประกอบที่งามหยดย้อยแต่เรียบ เรียบจนสบายตา
มันทำให้รู้สึกตัวอีกที ผมก็อ่านไปครึ่งเล่มแล้ว! ในเวลาอันรวดเร็ว!
ปกติผมเป็นคนชอบเก็บรายละเอียดของหนังสือ (โดยเฉพาะการออกแบบ ก็ชอบง่ะ)
แต่เล่มนี้อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ ครับ โดยอากิยามะหลอกเอาอะไรให้กินก็ไม่รู้
เหงื่อซึมในง่ามนิ้วแถมคอแห้งผากตลอดเวลา

ผมขอยกให้อะเดย์ฉบับล่าสุดนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดฉบับนึงเท่าที่เคยอ่านมาเลยครับ
มันกลายเป็นหนังสือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นชั้นดี ในราคาแค่เล่มละ ๗๐ บาทเอง!
ขอบคุณทีมงานที่ทำด้วยความตั้งใจจริงๆ จนผมในฐานะคนอ่านธรรมดาๆ สัมผัสได้!!

สึโก้ย!!!!! (อัศเจรีย์ห้าตัวติดกัน)

ป.ล.
เขียนชมซะสุดลิ่มทิ่มประตูแม้จะอ่านมาแค่ครึ่งเดียว
ไม่ใช่ว่าครึ่งหลังของเล่มจะเผาหรือทำชุ่ยๆ นะ
ถ้าจริงจะมาเขียนด่า :16: (ไม่หรอกน่า)

ป.อ.
ขอส่งความกดดันนี้ไปสู่อะเดย์ฉบับหน้า ฉบับที่หนึ่งร้อย
ดันมาทำให้ผมคาดหวังเสียแล้ว ก็จงดีอย่างที่หวังนะครับ
ไม่งั้นจะงอน ยืมอ่านจริงๆ ด้วย

ป.ฮ.
สำหรับคนไม่เคยหรือไม่ได้สนใจจะอ่านอะเดย์
มันคือนิตยสารสร้างสรรค์ครับ ..นิยามให้มันสั้นๆ แบบนี้แหละ
ไปหาอ่านเอาเองว่ามันพูดเรื่องเดียวกับที่เราพูด
แต่ออกมาสร้างซั้นสร้างสรรค์ได้ยังไง