322 | จุดเลี้ยว
เอ๊ะ จุดเลี้ยวก็จุดเลี้ยวไปสิครับ
อย่ามาเจี๊ยวหล่งเจี๊ยวหลุด ..ไม่เอ๊า ทะลึ่ง
คืองี้ครับ
อยู่ดีๆ ก็อยากเล่าเรื่องการ Coming Of Age ของตัวเองขึ้นมา
ในยุคที่เราเขียนบล็อกกันด้วยความยาวแค่ ๑๔๐ ตัวอักษรในทวิตเตอร์นี้
ถ้ามัวมานั่งอ่านผมบ่นยาวๆ คงจะปวดลูกกะตาแย่ จะกดไปที่อื่นซะก็ไม่เป็นไรครับ
พอดีผมเกิดอารมณ์โรแมนซ์ขึ้นมา แบบว่ามีไฟจะเขียนอะไร อย่าเพิ่งทัก เดี๋ยวของเข้า!

สมัยยังเป็นนักเรียนหัวเกรียน ผมจะูมิใจมากถ้าวันไหนได้นอนดึกกว่าใคร
เชื่อว่าหลายคนก็คงูมิใจลึกๆ เช่นกัน เวลามีคนมาถามเรื่องนอนกี่โมง นอนวันละกี่ชั่วโมง
แล้วได้อวดเวลานอนของตัวเองซึ่งดึกกว่าชาวบ้าน (มันน่าอวดตรงไหนวะ)
พอขยับมาช่วงที่เรียนมหาลัย ผมก็คงเหมือนนักศึกษาคณะเด็กสร้างบ้านทั่วไปนั่นแหละ
ที่นิยมเอาเวลาช่วงดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นเวลาเริ่มงาน เพราะมันไม่มีอะไรรบกวนสมาธิดี
จึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่จะทำงานกันถึงรุ่งเช้าของอีกวัน งานเสร็จก็อาบน้ำไปเรียนเลย
ถ้าสงสัยว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนอน ..ก็ตอนนั่งฟังเลกเชอร์นี่แหละครับ หลับสบายสุด
ส่วนค่านิยมที่ว่าใครนอนดึกกว่ากันนี่มันหมดความเท่ไปตั้งแต่เข้าปีหนึ่งมาแล้วครับ
เพราะการได้นอนก่อนใครและมีงานส่งทันเวลานั้น เป็นสิ่งสุดประเสริฐในชีวิตนักศึกษาแล้ว
แต่พอส่งวิทยานิพนธ์เสร็จจบปุ๊บ ผมก็มีโอกาสไปแตะงานบริษัทออกแแบบเว็บแห่งนึงปั๊บ
เลยต้องมีการปรับตัวกันยกใหญ่ คือเวลาออฟฟิศเริ่ม ๘ โมงครึ่ง จึงต้องตื่นก่อน ๗ โมง
เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน (ผมไม่รังเกียจเวลาชั่วโมงเร่งด่วน เพราะได้เบียดกะสาวๆ ทุกเช้า
)
พอตกค่ำเลิกงานก็กลับบ้าน อาบน้ำ อ่านการ์ตูน รอสามทุ่มครึ่ง เพื่อไปซื้ออาหารลดราคาที่บิ๊กซี!
เอามากินที่บ้านไป ดูหนังในคอมไป นานๆ ทีก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปสิงไปกลิ้งสักพักแล้วก็กลับ
ชีวิตหนุ่มโสดวนเวียนอยู่แบบนี้ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แบบนี้ ถ้าเป็นแบบที่ว่าไปนานๆ คงเหี่ยวแย่เลย
แต่โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่หลังจากนั้นไม่ถึง ๒ เดือนดี ผมก็จับใบแดงได้เป็นทหาร
ผมลาออกจากบริษัททันที แล้วใช้เวลาก่อนจะถูกเรียกตัวให้หมดไปกับการว่ายน้ำที่สระ ม.เกษตร
ตอนว่ายก็ไม่ได้จริงจังอะไร ถ้าาษาคนเรียนว่ายน้ำในกรุงเทพฯ ก็คงเรียกว่าเป็นท่า “วัดวา”
คือจะวัดวาอะไรก็ช่าง แต่ขอให้ร่างกายที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย ได้ขยับเขยื้อนกับเขาเสียบ้าง
เพื่อปรับตัวให้เข้าสู่จุดเลี้ยวอีกครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นคือการเป็นทหารเกณฑ์ ๒ ปีเต็มๆ
พอเข้าไปอยู่กองร้อย น่าแปลกที่ผมรู้สึกว่านั่นเป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ
การได้ไปอยู่ในสังคมที่ไม่รู้จักปราบดาหยุ่น ไม่รู้จักคำว่ากราฟิก คำว่าเว็บไซต์
หรืออีกหลายๆ คำที่เป็นวิถีชีวิตของผมมาตลอด
จริงๆ แล้วแทนที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้จัก” ผมน่าจะเปลี่ยนเป็น “ไม่จำเป็นต้องรู้จัก” มากกว่า
คือไม่จำเป็นต้องรู้จักจริงๆ นะครับ เพราะการมาอยู่ที่นี่ ใครที่มีกลิ่นของกรุงเทพฯ ติดเข้ามา
จะกลับกลายเป็นกลิ่นของคนหยิบหย่ง หยิบจับอะไรไม่เป็น และดูเป็นคุณชายเกินไปหน่อย
สังคมของอดีตเด็กแว้นที่อายุยี่สิบต้นๆ ที่ จ.ประจวบฯ นั้น เป็นโลกที่เปิดหูเปิดตาผมอย่างมาก
และทำลายอีโก้ (เขาเรียกว่าอะไรอะ ที่มันดูเย่อหยิ่ง ทรนง ทะนง — เออ ทะนง) ของผมจนหมด
โลกของผมค่อยๆ ถูกขัดเกลา และสุดท้ายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากตอนก่อนหน้า
การนอนสามทุ่มทุกวันในช่วงที่เป็นทหารใหม่ พอกล้าแกร่งแล้วก็ขยับตัวเองให้ดึกขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็ยังต้องตื่นตีห้าตรงเผงทุกวันไม่ได้ขาด เพื่อออกไปวิ่งแบบที่ทหารเขาวิ่งกัน
จนพอเป็นทหารเก่าแล้ว ก็ได้รับคำสั่งย้ายมาประจำการที่ดอนเมือง
กติกาชีวิตเปลี่ยนไป คือไม่ต้องค้างในกองร้อยกองพันแล้ว แต่ให้ไปช่วยเฝ้าร้านเน็ตแทน
การปรากฏตัวในอินเทอร์เน็ตของผมก็เลยเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงนั้น (มีบล็อกนี้ตอนนั้นแหละ)
แต่ยังไงก็ยังต้องตื่นก่อนไก่โห่เพื่อไปถึงฐานทัพอากาศก่อน ๖ โมงครึ่งทุกวันเพื่อทำงานที่นั่น
ชีวิตช่วงนี้แม้จะซ้ำซากและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการที่ชายไทยจะต้องเป็นทหารเกณฑ์
แต่มันก็สอนให้รู้จักความอดทน หลังจากปลดประจำการออกมาแล้วจึงเหมือนผ่านหลักสูตรที่ว่า
มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า ผมเสียเวลาไปสองปี ในขณะที่เพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันมันไปถึงไหนกันแล้ว
แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะมองได้ว่าผมมีเวลาตั้งสติ ดูกรณีศึกษามากมายที่เพื่อนๆ มันออกตัวกันไปก่อน
บางคนสมหวัง บ้างก็ผิดหวัง ชีวิตหลังเรียนจบสองปีที่หายไปกับการไปเข้าแคมป์ฝึกสมาธิในรั้วทหาร
จึงให้เวลาผมคิดการใหญ่อะไรต่อมิอะไร แต่ยังไม่ต้องลงมือทำ คิดไปก่อนแล้วพอมีโอกาสค่อยยิง
หลังจากบวช สึกออกมาแล้ว (ถ้าให้บอกเวลานอนตอนเป็นพระก็คือสี่ห้าทุ่ม ตื่นตีสี่ แต่ไม่มีอะไรทำ)
ผมก็เลยย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เริ่มต้นกระบวนการขุดทองในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ
ด้วยการร่วมมือกับเพื่อนและแฟน (ปิงกับโบว์) ซึ่งดูใจกันมานานแล้วว่าเคมีเราสามคนนั้นเข้ากันได้
และถูกพิสูจน์ด้วยการเช่าตึกแถวอยู่กันสามสี่คน เปิดเป็นสตูดิโอรับจ้างทำเว็บเล็กๆ ที่สนุกยิ่งนัก
(แวบหนึ่งขณะที่พิมพ์อยู่นี่ ผมนึกถึงหนึ่งในเรื่องสั้นชุด “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” – ลองหาอ่านดู)
ช่วงสองปีกว่าๆ ที่อยู่กับมัน ผมพยายามกลบปมด้อยของตัวเอง เรื่องที่หายตัวไปสองปี
แล้วสารพัดวิชาที่ตัวเองเคยรู้เคยมั่นใจสมัยเรียนมันฝ่อตายไปเกือบหมด (จริงๆ นะ สยองมาก)
ด้วยการ(คิดว่าตัวเอง)พยายามสนใจ ใฝ่รู้ ในสายอาชีพนี้เหมือนคนไม่เคยมีความรู้มาก่อน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเริ่มใหม่จากศูนย์มาจนถึงตอนนี้ ผมทันชาวบ้านเขาแล้วหรือยัง
แต่ก็จะพยายามเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ แบบขี้เกียจๆ อย่างนี้แหละ
แล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมก็แต่งงาน นั่นเป็นจุดเลี้ยวอีกครั้งของชีวิต
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรกับการมีตังค์ใช้เท่าไหร่ ขอแค่มีพอยาไส้ก็เยี่ยมแล้ว
แต่จะซีเรียสเรื่องการได้เป็นคนที่เวลาชาวบ้านเขานินทาแล้วจะหาเรื่องด่าไม่ถูกมากกว่า
(ไอ้แบบนี้เราสามารถเรียกได้ว่า ผมอยากเป็นคนดี แต่ถ้าพูดแบบนั้นมันจะดูกระแดะไป)
แต่สำหรับโบว์..รรยาผมนี่แหละ จะเป็นมนุษย์อีกประเท เพราะโบว์เป็นลูกแม่ค้าตลาดปทุม
ก็เลยมีความสามารถในเรื่องตัวเลขและการหาเงินโดยไม่ต้องเหนื่อยกว่าชาวบ้านเขา
ดังนั้นการที่คนนึงเป็นมนุษย์ชิวจัดๆ กับอีกคนเห็นอะไรก็ตีค่าเป็นราคาได้หมดเลย มาอยู่ด้วยกัน
เวลาเราคุยวางแผนอนาคตกันก็เลยสนุกหน่อย เพราะมันจะมีโลกจริงซ้อนอยู่ในโลกฝันซะทุกที
จนตอนนี้ผมกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว* มีเมียแล้ว มีบ้านแล้ว งานการก็เลี้ยงตัวได้
เงินก็มีใช้ สุขาพก็โอเค (เป็นแค่โรคตับนี่ยังไม่หายซะที) และมิตรสหายก็รักใคร่กันดี
นอนตีสามตีสี่ทุกวัน ตื่นเพลบ้างเที่ยงบ้าง (กะจะย้ายเวลานอนเพื่อสุขาพซะที เพราะเมียบ่นทุกวัน)
ดูเหมือนว่าถ้าอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ มันคงไม่มีอะไรท้าทายแล้วใช่ไหมครับ ทุกอย่างมันพอเหมาะแล้ว
ต่อไปนี้คือรอวันแก่อย่างเดียว .. ฉิบหายแล้วสิทีนี้ รอวันแก่อย่างเดียว ไม่เอานะ
แล้วเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง ผมก็เดินทางเข้าสู่เจี๊ยวหลุดอีกครั้งของชีวิต
นั่นคือการผันตัวเองไปเข้าสู่การทำงานออฟฟิศอีกครั้งครับ!!!
ก่อนหน้านี้ถ้าให้เอาปืนมาจี้หรือเอาเงินมาทุ่มผมก็ไม่มาทำหรอกออฟฟิศเนี่ย
เพราะแขวะชาวบ้านไว้เยอะ ว่ามึงนี่เป็นพวกมนุษย์เงินเดือนจริงๆ
กูสิมนุษย์ชิว! ตื่นกี่โมงก็ได้! ใส่กางเกงในตัวเดียวก็เปิดคอมทำงานที่บ้านได้! เดินทางก็ไม่ต้อง!
โอ้โห ชีวิตฟรีแลนซ์ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก จะเรียนมาทำไมกันเนี่ย พวกมึงเนี่ย ลาออกกันไหม!!
ก็ปากดีไว้เยอะนั่นแหละครับ แต่พอตัวเองต้องเริ่มผ่อนบ้านปั๊บ เริ่มวางแผนอนาคตปั๊บ
โลกของผมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง! กลายเป็นโลกที่ตรงข้ามกับตอนเป็นทหารอย่างสิ้นเชิง!
คือมึงจะชิวไม่ได้แล้ว! จะมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ใต้ต้นมะม่วงตอนบ่ายเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว!
โจทย์ประจำจุดเลี้ยวนี้คือ มึงต้องหาเงินไว้สักก้อน! เพื่อวางรากฐานให้กับจุดเลี้ยวจุดต่อไป!
ย่อหน้านี้อ่านแล้วเหนื่อยไหมครับ! อัศเจรีย์เยอะฉิบหาย!!!
เมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอจากบริษัทแห่งหนึ่ง ให้ผมเข้าไปดูแลและริเริ่มโปรเจ็กต์ใหม่
เป็นการทำเว็บไซต์นี่แหละ คล้ายๆ กับที่ทำเว็บฟอนต์อยู่ทุกวันนี้นี่แหละ แต่เขามีตังค์ให้นะ
แต่ต้องทำงานที่ออฟฟิศนะ … ข้อสุดท้ายนี้ทำเอาผมมานั่งคิดอยู่พักนึงก่อนจะตอบตกลง
ที่ตกลงก็เพราะมันเข้าทำงานสายๆ ได้ และเลิกเย็นหน่อย ซึ่งอันนี้ประเสริฐยิ่งนัก
(มึงจะกลัวอะไรกับการที่จะต้องใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยและต้องไปทำงานเช้ายันเย็นทุกวันนักวะ)
แน่นอนว่านี่คือจุดเลี้ยวอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมเพิ่งเจอ ก็กำลังอยู่ในช่วงทดลองอะไรหลายอย่าง
ด้วยหวังว่าการทดลองครั้งนี้มันจะช่วยกระตุ้นและกระทุ้งสัตว์หลายตัวที่นอนหลับขี้เกียจอยู่ข้างใน
ให้ตื่นขึ้นและร้องก้องคำรามเหมือนเมื่อสองสามปีก่อนอีกครั้ง!!!! เอ๋ง!!!!! (นั่นมันหมา)
ได้ผลคืบหน้าอะไรยังไงแล้วจะมาเล่าให้อ่านครับ
อ้อ ที่เล่ามายาวๆ เนี่ย คือจะได้เป็นข้ออ้างไง ว่าเดี๋ยวนี้ทำงานบริษัทแล้วนะ
เลยต้องดองบล็อกนานหน่อย ..แฮ่
.
ป.ล.
ตรงดอกจันในย่อหน้าท้ายๆ มันเป็นคำตอบที่บักเก้อเคยถามมาในวงเหล้า
ว่าพี่แอนแต่งงานแล้วมันต่างจากตอนยังไม่แต่งยังไงบ้าง
ผมตอบไปว่ามันจะมีโหมดหัวหน้าครอบครัวเพิ่มขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ (มันยังจินตนาการไม่ออก)
เดาว่าหลังจากนี้จะมีจุดเปลี่ยนอีกครั้งก็ตอนมีลูกนั่นแหละ ซึ่งจะเป็นยังไงก็ไม่สามารถเดาได้
ป.อ.
ผมเขียนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
แบบนี้ไม่เรียกว่าคนแก่บ่นเล่าความหลังใช่ไหมครับ
ป.ฮ.
อยากเขียนเรียบเรียงเรื่องชีวิตตัวเองสมัยเป็นทหารจังเลยโว้ย กลัวจะลืมหายไปกับการเวลาฉิบ
กะว่าสิ้นเดือนนี้จะไปเอาสมุดบันทึกหอบใหญ่ที่อยู่ที่บ้านเพชรบุรีมานั่งอ่านเสียหน่อย
เผื่อได้ข้อมูลแล้วจะลองเขียนดูเล่นๆ (ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เหมือนพวกเล่นปาหี่โชว์งูยักษ์)
