<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไอ้แอนนนนน.com &#187; ทหาร</title>
	<atom:link href="http://iannnnn.com/tag/%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://iannnnn.com</link>
	<description>โลกนี้ไม่สมประกอบ เพราะบางคนชอบเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Jun 2010 15:56:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>322 &#124; จุดเลี้ยว</title>
		<link>http://iannnnn.com/2009/915</link>
		<comments>http://iannnnn.com/2009/915#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Aug 2009 19:43:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ไอ้แอนนนนน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โถขี้]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตของข้าพเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ดองบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ทหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เราหลงลืมอะไรบางอย่าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iannnnn.com/?p=915</guid>
		<description><![CDATA[เอ๊ะ จุดเลี้ยวก็จุดเลี้ยวไปสิครับ อย่ามาเจี๊ยวหล่งเจี๊ยวหลุด ..ไม่เอ๊า ทะลึ่ง คืองี้ครับ อยู่ดีๆ ก็อยากเล่าเรื่องการ Coming Of Age ของตัวเองขึ้นมา ในยุคที่เราเขียนบล็อกกันด้วยความยาวแค่ ๑๔๐ ตัวอักษรในทวิตเตอร์นี้ ถ้ามัวมานั่งอ่านผมบ่นยาวๆ คงจะปวดลูกกะตาแย่ จะกดไปที่อื่นซะก็ไม่เป็นไรครับ พอดีผมเกิดอารมณ์โรแมนซ์ขึ้นมา แบบว่ามีไฟจะเขียนอะไร อย่าเพิ่งทัก เดี๋ยวของเข้า! สมัยยังเป็นนักเรียนหัวเกรียน ผมจะูมิใจมากถ้าวันไหนได้นอนดึกกว่าใคร เชื่อว่าหลายคนก็คงูมิใจลึกๆ เช่นกัน เวลามีคนมาถามเรื่องนอนกี่โมง นอนวันละกี่ชั่วโมง แล้วได้อวดเวลานอนของตัวเองซึ่งดึกกว่าชาวบ้าน (มันน่าอวดตรงไหนวะ) พอขยับมาช่วงที่เรียนมหาลัย ผมก็คงเหมือนนักศึกษาคณะเด็กสร้างบ้านทั่วไปนั่นแหละ ที่นิยมเอาเวลาช่วงดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นเวลาเริ่มงาน เพราะมันไม่มีอะไรรบกวนสมาธิดี จึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่จะทำงานกันถึงรุ่งเช้าของอีกวัน งานเสร็จก็อาบน้ำไปเรียนเลย ถ้าสงสัยว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนอน ..ก็ตอนนั่งฟังเลกเชอร์นี่แหละครับ หลับสบายสุด ส่วนค่านิยมที่ว่าใครนอนดึกกว่ากันนี่มันหมดความเท่ไปตั้งแต่เข้าปีหนึ่งมาแล้วครับ เพราะการได้นอนก่อนใครและมีงานส่งทันเวลานั้น เป็นสิ่งสุดประเสริฐในชีวิตนักศึกษาแล้ว แต่พอส่งวิทยานิพนธ์เสร็จจบปุ๊บ ผมก็มีโอกาสไปแตะงานบริษัทออกแแบบเว็บแห่งนึงปั๊บ เลยต้องมีการปรับตัวกันยกใหญ่ คือเวลาออฟฟิศเริ่ม ๘ โมงครึ่ง จึงต้องตื่นก่อน ๗ โมง เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน (ผมไม่รังเกียจเวลาชั่วโมงเร่งด่วน เพราะได้เบียดกะสาวๆ ทุกเช้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เอ๊ะ จุดเลี้ยวก็จุดเลี้ยวไปสิครับ<br />
อย่ามาเจี๊ยวหล่งเจี๊ยวหลุด ..ไม่เอ๊า ทะลึ่ง <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/20.gif' alt=':20:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>คืองี้ครับ<br />
อยู่ดีๆ ก็อยากเล่าเรื่องการ Coming Of Age ของตัวเองขึ้นมา<br />
ในยุคที่เราเขียนบล็อกกันด้วยความยาวแค่ ๑๔๐ ตัวอักษรในทวิตเตอร์นี้<br />
ถ้ามัวมานั่งอ่านผมบ่นยาวๆ คงจะปวดลูกกะตาแย่ จะกดไปที่อื่นซะก็ไม่เป็นไรครับ<br />
พอดีผมเกิดอารมณ์โรแมนซ์ขึ้นมา แบบว่ามีไฟจะเขียนอะไร อย่าเพิ่งทัก เดี๋ยวของเข้า!</p>
<p><img src="http://iannnnn.com/wp-content/uploads/2009/08/sleeping-iannnnn.jpg" alt="แอนหลับ" title="แอนหลับ" width="500" height="395" class="alignnone size-full wp-image-916" /></p>
<p>สมัยยังเป็นนักเรียนหัวเกรียน ผมจะูมิใจมากถ้าวันไหนได้นอนดึกกว่าใคร<br />
เชื่อว่าหลายคนก็คงูมิใจลึกๆ เช่นกัน เวลามีคนมาถามเรื่องนอนกี่โมง นอนวันละกี่ชั่วโมง<br />
แล้วได้อวดเวลานอนของตัวเองซึ่งดึกกว่าชาวบ้าน (มันน่าอวดตรงไหนวะ)</p>
<p>พอขยับมาช่วงที่เรียนมหาลัย ผมก็คงเหมือนนักศึกษาคณะเด็กสร้างบ้านทั่วไปนั่นแหละ<br />
ที่นิยมเอาเวลาช่วงดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นเวลาเริ่มงาน เพราะมันไม่มีอะไรรบกวนสมาธิดี<br />
จึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่จะทำงานกันถึงรุ่งเช้าของอีกวัน งานเสร็จก็อาบน้ำไปเรียนเลย<br />
ถ้าสงสัยว่าแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปนอน ..ก็ตอนนั่งฟังเลกเชอร์นี่แหละครับ หลับสบายสุด<br />
ส่วนค่านิยมที่ว่าใครนอนดึกกว่ากันนี่มันหมดความเท่ไปตั้งแต่เข้าปีหนึ่งมาแล้วครับ<br />
เพราะการได้นอนก่อนใครและมีงานส่งทันเวลานั้น เป็นสิ่งสุดประเสริฐในชีวิตนักศึกษาแล้ว</p>
<p>แต่พอส่งวิทยานิพนธ์เสร็จจบปุ๊บ ผมก็มีโอกาสไปแตะงานบริษัทออกแแบบเว็บแห่งนึงปั๊บ<br />
เลยต้องมีการปรับตัวกันยกใหญ่ คือเวลาออฟฟิศเริ่ม ๘ โมงครึ่ง จึงต้องตื่นก่อน ๗ โมง<br />
เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน (ผมไม่รังเกียจเวลาชั่วโมงเร่งด่วน เพราะได้เบียดกะสาวๆ ทุกเช้า <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/10.gif' alt=':10:' class='wp-smiley' /> )<br />
พอตกค่ำเลิกงานก็กลับบ้าน อาบน้ำ อ่านการ์ตูน รอสามทุ่มครึ่ง เพื่อไปซื้ออาหารลดราคาที่บิ๊กซี!<br />
เอามากินที่บ้านไป ดูหนังในคอมไป นานๆ ทีก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อน ไปสิงไปกลิ้งสักพักแล้วก็กลับ<br />
ชีวิตหนุ่มโสดวนเวียนอยู่แบบนี้ ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แบบนี้ ถ้าเป็นแบบที่ว่าไปนานๆ คงเหี่ยวแย่เลย</p>
<p>แต่โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่หลังจากนั้นไม่ถึง ๒ เดือนดี ผมก็จับใบแดงได้เป็นทหาร<br />
ผมลาออกจากบริษัททันที แล้วใช้เวลาก่อนจะถูกเรียกตัวให้หมดไปกับการว่ายน้ำที่สระ ม.เกษตร<br />
ตอนว่ายก็ไม่ได้จริงจังอะไร ถ้าาษาคนเรียนว่ายน้ำในกรุงเทพฯ ก็คงเรียกว่าเป็นท่า &#8220;วัดวา&#8221;<br />
คือจะวัดวาอะไรก็ช่าง แต่ขอให้ร่างกายที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย ได้ขยับเขยื้อนกับเขาเสียบ้าง<br />
เพื่อปรับตัวให้เข้าสู่จุดเลี้ยวอีกครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นคือการเป็นทหารเกณฑ์ ๒ ปีเต็มๆ</p>
<p>พอเข้าไปอยู่กองร้อย น่าแปลกที่ผมรู้สึกว่านั่นเป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ<br />
การได้ไปอยู่ในสังคมที่ไม่รู้จักปราบดาหยุ่น ไม่รู้จักคำว่ากราฟิก คำว่าเว็บไซต์<br />
หรืออีกหลายๆ คำที่เป็นวิถีชีวิตของผมมาตลอด<br />
จริงๆ แล้วแทนที่จะใช้คำว่า &#8220;ไม่รู้จัก&#8221; ผมน่าจะเปลี่ยนเป็น &#8220;ไม่จำเป็นต้องรู้จัก&#8221; มากกว่า<br />
คือไม่จำเป็นต้องรู้จักจริงๆ นะครับ เพราะการมาอยู่ที่นี่ ใครที่มีกลิ่นของกรุงเทพฯ ติดเข้ามา<br />
จะกลับกลายเป็นกลิ่นของคนหยิบหย่ง หยิบจับอะไรไม่เป็น และดูเป็นคุณชายเกินไปหน่อย<br />
สังคมของอดีตเด็กแว้นที่อายุยี่สิบต้นๆ ที่ จ.ประจวบฯ นั้น เป็นโลกที่เปิดหูเปิดตาผมอย่างมาก<br />
และทำลายอีโก้ (เขาเรียกว่าอะไรอะ ที่มันดูเย่อหยิ่ง ทรนง ทะนง &#8212; เออ ทะนง) ของผมจนหมด<br />
โลกของผมค่อยๆ ถูกขัดเกลา และสุดท้ายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากตอนก่อนหน้า<br />
การนอนสามทุ่มทุกวันในช่วงที่เป็นทหารใหม่ พอกล้าแกร่งแล้วก็ขยับตัวเองให้ดึกขึ้นเรื่อยๆ<br />
แต่ก็ยังต้องตื่นตีห้าตรงเผงทุกวันไม่ได้ขาด เพื่อออกไปวิ่งแบบที่ทหารเขาวิ่งกัน</p>
<p>จนพอเป็นทหารเก่าแล้ว ก็ได้รับคำสั่งย้ายมาประจำการที่ดอนเมือง<br />
กติกาชีวิตเปลี่ยนไป คือไม่ต้องค้างในกองร้อยกองพันแล้ว แต่ให้ไปช่วยเฝ้าร้านเน็ตแทน<br />
การปรากฏตัวในอินเทอร์เน็ตของผมก็เลยเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงนั้น (มีบล็อกนี้ตอนนั้นแหละ)<br />
แต่ยังไงก็ยังต้องตื่นก่อนไก่โห่เพื่อไปถึงฐานทัพอากาศก่อน ๖ โมงครึ่งทุกวันเพื่อทำงานที่นั่น<br />
ชีวิตช่วงนี้แม้จะซ้ำซากและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการที่ชายไทยจะต้องเป็นทหารเกณฑ์<br />
แต่มันก็สอนให้รู้จักความอดทน หลังจากปลดประจำการออกมาแล้วจึงเหมือนผ่านหลักสูตรที่ว่า</p>
<p>มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า ผมเสียเวลาไปสองปี ในขณะที่เพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันมันไปถึงไหนกันแล้ว<br />
แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะมองได้ว่าผมมีเวลาตั้งสติ ดูกรณีศึกษามากมายที่เพื่อนๆ มันออกตัวกันไปก่อน<br />
บางคนสมหวัง บ้างก็ผิดหวัง ชีวิตหลังเรียนจบสองปีที่หายไปกับการไปเข้าแคมป์ฝึกสมาธิในรั้วทหาร<br />
จึงให้เวลาผมคิดการใหญ่อะไรต่อมิอะไร แต่ยังไม่ต้องลงมือทำ คิดไปก่อนแล้วพอมีโอกาสค่อยยิง</p>
<p>หลังจากบวช สึกออกมาแล้ว (ถ้าให้บอกเวลานอนตอนเป็นพระก็คือสี่ห้าทุ่ม ตื่นตีสี่ แต่ไม่มีอะไรทำ)<br />
ผมก็เลยย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เริ่มต้นกระบวนการขุดทองในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ<br />
ด้วยการร่วมมือกับเพื่อนและแฟน (ปิงกับโบว์) ซึ่งดูใจกันมานานแล้วว่าเคมีเราสามคนนั้นเข้ากันได้<br />
และถูกพิสูจน์ด้วยการเช่าตึกแถวอยู่กันสามสี่คน เปิดเป็นสตูดิโอรับจ้างทำเว็บเล็กๆ ที่สนุกยิ่งนัก<br />
(แวบหนึ่งขณะที่พิมพ์อยู่นี่ ผมนึกถึงหนึ่งในเรื่องสั้นชุด &#8220;<a href="http://social.eduzones.com/jipatar/8931">เราหลงลืมอะไรบางอย่าง</a>&#8221; &#8211; ลองหาอ่านดู)<br />
ช่วงสองปีกว่าๆ ที่อยู่กับมัน ผมพยายามกลบปมด้อยของตัวเอง เรื่องที่หายตัวไปสองปี<br />
แล้วสารพัดวิชาที่ตัวเองเคยรู้เคยมั่นใจสมัยเรียนมันฝ่อตายไปเกือบหมด (จริงๆ นะ สยองมาก)<br />
ด้วยการ(คิดว่าตัวเอง)พยายามสนใจ ใฝ่รู้ ในสายอาชีพนี้เหมือนคนไม่เคยมีความรู้มาก่อน<br />
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการเริ่มใหม่จากศูนย์มาจนถึงตอนนี้ ผมทันชาวบ้านเขาแล้วหรือยัง<br />
แต่ก็จะพยายามเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ แบบขี้เกียจๆ อย่างนี้แหละ</p>
<p>แล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมก็แต่งงาน นั่นเป็นจุดเลี้ยวอีกครั้งของชีวิต<br />
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรกับการมีตังค์ใช้เท่าไหร่ ขอแค่มีพอยาไส้ก็เยี่ยมแล้ว<br />
แต่จะซีเรียสเรื่องการได้เป็นคนที่เวลาชาวบ้านเขานินทาแล้วจะหาเรื่องด่าไม่ถูกมากกว่า<br />
(ไอ้แบบนี้เราสามารถเรียกได้ว่า ผมอยากเป็นคนดี แต่ถ้าพูดแบบนั้นมันจะดูกระแดะไป)<br />
แต่สำหรับโบว์..รรยาผมนี่แหละ จะเป็นมนุษย์อีกประเท เพราะโบว์เป็นลูกแม่ค้าตลาดปทุม<br />
ก็เลยมีความสามารถในเรื่องตัวเลขและการหาเงินโดยไม่ต้องเหนื่อยกว่าชาวบ้านเขา<br />
ดังนั้นการที่คนนึงเป็นมนุษย์ชิวจัดๆ กับอีกคนเห็นอะไรก็ตีค่าเป็นราคาได้หมดเลย มาอยู่ด้วยกัน<br />
เวลาเราคุยวางแผนอนาคตกันก็เลยสนุกหน่อย เพราะมันจะมีโลกจริงซ้อนอยู่ในโลกฝันซะทุกที</p>
<p>จนตอนนี้ผมกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว* มีเมียแล้ว มีบ้านแล้ว งานการก็เลี้ยงตัวได้<br />
เงินก็มีใช้ สุขาพก็โอเค (เป็นแค่โรคตับนี่ยังไม่หายซะที) และมิตรสหายก็รักใคร่กันดี<br />
นอนตีสามตีสี่ทุกวัน ตื่นเพลบ้างเที่ยงบ้าง (กะจะย้ายเวลานอนเพื่อสุขาพซะที เพราะเมียบ่นทุกวัน)<br />
ดูเหมือนว่าถ้าอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ มันคงไม่มีอะไรท้าทายแล้วใช่ไหมครับ ทุกอย่างมันพอเหมาะแล้ว<br />
ต่อไปนี้คือรอวันแก่อย่างเดียว .. ฉิบหายแล้วสิทีนี้ รอวันแก่อย่างเดียว ไม่เอานะ <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/07.gif' alt=':07:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แล้วเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง ผมก็เดินทางเข้าสู่เจี๊ยวหลุดอีกครั้งของชีวิต<br />
นั่นคือการผันตัวเองไปเข้าสู่การทำงานออฟฟิศอีกครั้งครับ!!!<br />
ก่อนหน้านี้ถ้าให้เอาปืนมาจี้หรือเอาเงินมาทุ่มผมก็ไม่มาทำหรอกออฟฟิศเนี่ย<br />
เพราะแขวะชาวบ้านไว้เยอะ ว่ามึงนี่เป็นพวกมนุษย์เงินเดือนจริงๆ<br />
กูสิมนุษย์ชิว! ตื่นกี่โมงก็ได้! ใส่กางเกงในตัวเดียวก็เปิดคอมทำงานที่บ้านได้! เดินทางก็ไม่ต้อง!<br />
โอ้โห ชีวิตฟรีแลนซ์ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก จะเรียนมาทำไมกันเนี่ย พวกมึงเนี่ย ลาออกกันไหม!!</p>
<p>ก็ปากดีไว้เยอะนั่นแหละครับ แต่พอตัวเองต้องเริ่มผ่อนบ้านปั๊บ เริ่มวางแผนอนาคตปั๊บ<br />
โลกของผมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง! กลายเป็นโลกที่ตรงข้ามกับตอนเป็นทหารอย่างสิ้นเชิง!<br />
คือมึงจะชิวไม่ได้แล้ว! จะมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ใต้ต้นมะม่วงตอนบ่ายเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว!<br />
โจทย์ประจำจุดเลี้ยวนี้คือ มึงต้องหาเงินไว้สักก้อน! เพื่อวางรากฐานให้กับจุดเลี้ยวจุดต่อไป!<br />
ย่อหน้านี้อ่านแล้วเหนื่อยไหมครับ! อัศเจรีย์เยอะฉิบหาย!!!</p>
<p>เมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอจากบริษัทแห่งหนึ่ง ให้ผมเข้าไปดูแลและริเริ่มโปรเจ็กต์ใหม่<br />
เป็นการทำเว็บไซต์นี่แหละ คล้ายๆ กับที่ทำเว็บฟอนต์อยู่ทุกวันนี้นี่แหละ แต่เขามีตังค์ให้นะ<br />
แต่ต้องทำงานที่ออฟฟิศนะ &#8230; ข้อสุดท้ายนี้ทำเอาผมมานั่งคิดอยู่พักนึงก่อนจะตอบตกลง<br />
ที่ตกลงก็เพราะมันเข้าทำงานสายๆ ได้ และเลิกเย็นหน่อย ซึ่งอันนี้ประเสริฐยิ่งนัก<br />
(มึงจะกลัวอะไรกับการที่จะต้องใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยและต้องไปทำงานเช้ายันเย็นทุกวันนักวะ)</p>
<p>แน่นอนว่านี่คือจุดเลี้ยวอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมเพิ่งเจอ ก็กำลังอยู่ในช่วงทดลองอะไรหลายอย่าง<br />
ด้วยหวังว่าการทดลองครั้งนี้มันจะช่วยกระตุ้นและกระทุ้งสัตว์หลายตัวที่นอนหลับขี้เกียจอยู่ข้างใน<br />
ให้ตื่นขึ้นและร้องก้องคำรามเหมือนเมื่อสองสามปีก่อนอีกครั้ง!!!! เอ๋ง!!!!! (นั่นมันหมา)<br />
ได้ผลคืบหน้าอะไรยังไงแล้วจะมาเล่าให้อ่านครับ</p>
<p>อ้อ ที่เล่ามายาวๆ เนี่ย คือจะได้เป็นข้ออ้างไง ว่าเดี๋ยวนี้ทำงานบริษัทแล้วนะ<br />
เลยต้องดองบล็อกนานหน่อย ..แฮ่ <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/02.gif' alt=':02:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>.</p>
<p>ป.ล.<br />
ตรงดอกจันในย่อหน้าท้ายๆ มันเป็นคำตอบที่บักเก้อเคยถามมาในวงเหล้า<br />
ว่าพี่แอนแต่งงานแล้วมันต่างจากตอนยังไม่แต่งยังไงบ้าง<br />
ผมตอบไปว่ามันจะมีโหมดหัวหน้าครอบครัวเพิ่มขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ (มันยังจินตนาการไม่ออก)<br />
เดาว่าหลังจากนี้จะมีจุดเปลี่ยนอีกครั้งก็ตอนมีลูกนั่นแหละ ซึ่งจะเป็นยังไงก็ไม่สามารถเดาได้</p>
<p>ป.อ.<br />
ผมเขียนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต<br />
แบบนี้ไม่เรียกว่าคนแก่บ่นเล่าความหลังใช่ไหมครับ</p>
<p>ป.ฮ.<br />
อยากเขียนเรียบเรียงเรื่องชีวิตตัวเองสมัยเป็นทหารจังเลยโว้ย กลัวจะลืมหายไปกับการเวลาฉิบ<br />
กะว่าสิ้นเดือนนี้จะไปเอาสมุดบันทึกหอบใหญ่ที่อยู่ที่บ้านเพชรบุรีมานั่งอ่านเสียหน่อย<br />
เผื่อได้ข้อมูลแล้วจะลองเขียนดูเล่นๆ (ผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เหมือนพวกเล่นปาหี่โชว์งูยักษ์)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iannnnn.com/2009/915/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>37</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>125 &#124; แด่เธอ.. มิโนริที่รัก (๒)</title>
		<link>http://iannnnn.com/2006/146</link>
		<comments>http://iannnnn.com/2006/146#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Mar 2006 11:12:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ไอ้แอนนนนน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โถขี้]]></category>
		<category><![CDATA[ทหาร]]></category>
		<category><![CDATA[มิโนริ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.iannnnn.com/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อ ตอนที่แล้ว ผมยังไม่ได้เปิดตัวนางเอก ก็เลยมานั่งอ่านดู เลยรู้ว่าตัวเองปูเรื่องไว้ไกลลิบจริงๆ ดังนั้นใครที่เดาๆ เอาไว้ตั้งกะคราวก่อน ถ้าเดาถูกนี่โคตรเก่งเลยนะ แต่ช่างเหอะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งแสวงหาคำตอบอะไรกันนักหนา เพราะผมกำลังจะเฉลยในไม่กี่บรรทัดถัดจากนี้แล้วแน~ . หลังจากแปลงร่างเป็นนักผจญเพลิงจำเป็นได้ราวๆ ๑ อาทิตย์ ผมรู้สึกคันข้อเท้าขวาด้านใน (เหนือตาตุ่มขึ้นมาหน่อย) อย่างน่าแปลก คือมันเป็นเรื่องปกตินะครับ ที่การใช้ชีวิตในกองร้อยจะต้องคลุกฝุ่น หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับสุขอนามัยที่ดี ดังนั้นการเป็นโรคผิวหนังสุดฮิต อย่าง กลาก เกลื้อน หิด สังคัง อะไรนี่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาเอามากๆ ผมก็คิดยังงั้น เลยไม่พยายามไปเกาให้มันอักเสบหรือเกิดแผล และพยายามตัดเล็บให้สั้นกุดจุ๊ดจู๋ (ตอนเข้ากอง เขาจะแจกเสบียงมาให้ ซึ่งในนั้นมีกรรไกรตัดเล็บอันเล็กๆ ลายเนโกะน้อยน่ารัก ) ผ่านไปอีกพักนึง เฮ้ย มันคันมากเลยว่ะ คันแบบแสบจากข้างในน่ะ ไม่ได้คันจากตรงผิวหนัง ถ้าคุณนึกไม่ออกลองนึกถึงเวลาคันฝ่าตีนน่ะ ลองเกายังไงก็ไม่ถูกที่คันซะที.. ทรมานมากใช่ไหมครับ ผมอดใจไม่ไหว เอาวะ วันนี้ขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขา เกาแม่งให้เลือดซิบเลย ว่าแล้วก็เกาๆๆๆๆ เกาจนสังเกตได้ว่า ลักษณะของตุ่มคันเนี่ย ไม่ได้เป็นเนินเล็กๆ แบบโบรคแบ็คเมาเท่นแฮะ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีสันเขาแบบเทือกเขาตะนาวศรี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ <a href="http://www.iannnnn.com/?p=144">ตอนที่แล้ว</a> ผมยังไม่ได้เปิดตัวนางเอก<br />
ก็เลยมานั่งอ่านดู เลยรู้ว่าตัวเองปูเรื่องไว้ไกลลิบจริงๆ <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/08.gif' alt=':08:' class='wp-smiley' /><br />
ดังนั้นใครที่เดาๆ เอาไว้ตั้งกะคราวก่อน ถ้าเดาถูกนี่โคตรเก่งเลยนะ<br />
แต่ช่างเหอะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งแสวงหาคำตอบอะไรกันนักหนา<br />
เพราะผมกำลังจะเฉลยในไม่กี่บรรทัดถัดจากนี้แล้วแน~</p>
<p>.</p>
<p>หลังจากแปลงร่างเป็นนักผจญเพลิงจำเป็นได้ราวๆ ๑ อาทิตย์<br />
ผมรู้สึกคันข้อเท้าขวาด้านใน (เหนือตาตุ่มขึ้นมาหน่อย) อย่างน่าแปลก<br />
คือมันเป็นเรื่องปกตินะครับ ที่การใช้ชีวิตในกองร้อยจะต้องคลุกฝุ่น หรืออยู่ฝั่งตรงข้ามกับสุขอนามัยที่ดี<br />
ดังนั้นการเป็นโรคผิวหนังสุดฮิต อย่าง กลาก เกลื้อน หิด สังคัง อะไรนี่ จึงเป็นเรื่องธรรมดาเอามากๆ<br />
ผมก็คิดยังงั้น เลยไม่พยายามไปเกาให้มันอักเสบหรือเกิดแผล และพยายามตัดเล็บให้สั้นกุดจุ๊ดจู๋<br />
(ตอนเข้ากอง เขาจะแจกเสบียงมาให้ ซึ่งในนั้นมีกรรไกรตัดเล็บอันเล็กๆ ลายเนโกะน้อยน่ารัก <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/15.gif' alt=':15:' class='wp-smiley' /> )</p>
<p>ผ่านไปอีกพักนึง เฮ้ย มันคันมากเลยว่ะ คันแบบแสบจากข้างในน่ะ ไม่ได้คันจากตรงผิวหนัง<br />
ถ้าคุณนึกไม่ออกลองนึกถึงเวลาคันฝ่าตีนน่ะ ลองเกายังไงก็ไม่ถูกที่คันซะที.. ทรมานมากใช่ไหมครับ<br />
ผมอดใจไม่ไหว เอาวะ วันนี้ขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขา เกาแม่งให้เลือดซิบเลย<br />
ว่าแล้วก็เกาๆๆๆๆ<br />
เกาจนสังเกตได้ว่า ลักษณะของตุ่มคันเนี่ย ไม่ได้เป็นเนินเล็กๆ แบบโบรคแบ็คเมาเท่นแฮะ<br />
แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีสันเขาแบบเทือกเขาตะนาวศรี เป็นเส้น ยาวและขดกันเหมือนห่านฟ้ากินยุง<br />
ขนาดของขดนั้นตีก็ราวๆ เหรียญบาท ถ้าคลี่ออกมาจะได้ความยาวของเส้นรอบวงเท่ากับสองพายอาร์<br />
พอเอาปลายเล็บ (สั้นจุ๊ดจู๋) กดเข้าไปตรงตามแนวสันเขา ก็รู้สึกว่า นี่ล่ะ ถูกจุดแล้ววุ้ย<br />
ดังนั้นวันนั้นทั้งวัน พอมีเวลาว่าง ผมก็จะนั่งถอดคอมแบตออก ถลกถุงเท้า แล้วกดจุดอยู่เงียบๆ</p>
<p>คืนนั้นผมนอนไม่หลับด้วยความทรมาน<br />
อาการมันเจ็บจี๊ดซึมลึกเข้าไปข้างในตรงรอยปริศนานั่น เหมือนมีใครเอาเข็มเย็บผ้าร้อยด้ายมาแทง<br />
ขุดจึ๊ก จึ๊ก จึ๊กๆๆๆ.. เหมือนเครื่องขุดเจาะถนน (แต่นี่มันตีนกูนะครับ.. ไม่ใช่ถนน)<br />
ในใจก็เริ่มจะคิอ่อแระ ว่าไอ้ตัวที่มาก่อม็อบอยู่เนี่ยควรจะเป็นปรสิตอะไรสักอย่างที่เลื้อยได้!!</p>
<p><strong>พยาธิ!!!!!!!!!</strong><br />
เย็ดโด้ กูเป็นพยาธิโว้ย!!!!!!!!!</p>
<p>แล้ว.. แล้วมันมาได้ยังไง ตั้งกะเมื่อไหร่ จะน่ากลัวขนาดไหน กูจะตายไหม<br />
หลากหลายคำถามผุดวนเวียนขึ้นมาในสมอง ท่ามกลางความเจ็บปวดในข้อตีน<br />
นึกถึงาพการ์ตูน ปรสิตเดรัจฉาน ที่มีสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวปล่อยไข่ลอยมาในอากาศ ตกลงบนโลก<br />
แล้วมามุดเข้าทางแขนของพระเอก กลายเป็นอวัยวะที่เปลี่ยนรูปร่างได้ดั่งใจของมัน<br />
เจี๊ยก!! นี่แสดงว่าขาตูกำลังจะกลายเป็นมีดที่ฟันได้ไกลตั้งสามเมตรเลยเรอะ!!!<br />
ท่ามกลางมรสุมคิดวนไปวนมาในหัว ผมลุกขึ้นหยิบยาหม่องมาทาตรงเทือกเขานั่น<br />
ทาถู ทาถู เอาให้ร้อนแสบแย่แสบแย่แช่ไว้แช่ไว้.. กะว่าถ้ามันร้อนมันคงสำออยตายห่าไปเอง<br />
ได้ผลครับ ความแสบร้อนวูบวาบสะใจจากยาหม่อง ช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดของผมจนหลับได้ลง</p>
<p>เช้าวันต่อมา เทือกเขาตะนาวศรีนั่นเพิ่มมูลค่าจากเหรียญบาท เป็นเหรียญสิบ..<br />
คือมันขยายวงกว้างขึ้น และคลี่วงออกมาแล้วเริ่มเดินขบวนออกจากสนามหลวงเพื่อมุ่งสู่ทำเนียบ..<br />
ใช่แล้วครับ ทิศทางมุ่งสู่กระแป๋งผมเอง !!</p>
<p><b>ตอนนั้นเอง ที่ผมตั้งชื่อเจ้าพยาธิตัวนี้ว่า มิโนริ</b><br />
ตามชื่อของมิโนริ อาโออิ ดาราญี่ปุ่นคนนึงที่ผมชอบผลงานการแสดงของเธอจริงๆ<br />
พอนึกย้อนกลับไปถึงวันที่ไปลุยไฟลุยโคลนดับเพลิงคราวนั้น ก็เลยเข้าใจถึงโอกาสเสี่ยงที่ได้มันมา<br />
เพราะว่าพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้นมีแต่คอกวัว ที่เลี้ยงไก่ และการปศุสัตว์อื่นๆ ของทางกองบิน<br />
และจากปัจจัยหลายๆ ประการทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่ามันต้องเข้ามาสิงผมตั้งกะตอนนั้นแหงๆ<br />
พอรู้แล้วว่ามันคืออะไร ก็ได้แต่นั่งชี้ให้เพื่อนๆ กับรุ่นพี่แล้วก็ครูฝึกที่กองร้อยมาดูร่องรอยการขุดของมัน<br />
พร้อมแนะนำให้ รู้จักกันด้วยว่า ไอ้พยาธิตัวนี้มันชื่อมิโนริ เป็นสัตว์เลี้ยงกูเอง ได้มาตอนไปดับเพลิงว่ะ<br />
หลังจากนั้นผมก็แจ้งเกิดในกองร้อย เพราะบรรดาจ่าสุดโหดได้ยินข่าวเรื่องพยาธิเข้ามาไชขาของทหาร<br />
แกก็เลยเรียกไปให้ผมถลกตีนให้ดู (ซึ่งสามารถโชว์เก๋าได้ว่า อ๋อ..จ่าหมูเหรอ เจอตีนกูมาแล้วโว้ย)<br />
ลองนึกาพทหารใหม่ที่เพิ่งอยู่ในกองร้อยมาไม่นานนะครับ เดินผ่านจ่าหรือครูฝึกทีนึงก็เกร็งจนตูดแข็งแล้ว<br />
แต่ไอ้หมอนี่กลับสามารถนั่งถกตีนให้จ่าๆ ดู แล้วก็ลามไปถึงเรื่องคุยสัพเพเหระอื่นๆ ได้อีกแหนะ<br />
นี่จึงนับว่าเป็นข้อดีอย่างมากในการรู้จักกับเธอ.. มิโนริจ๋า..</p>
<p><img src="http://www.iannnnn.com/wp-content/uploads/2006/03/wc_minori2.png" /></p>
<p>แต่พอผ่านไปอีก ๒-๓ วัน อาการเจ็บปวดจากการขุดอุโมงค์ของยัยนี่ก็เริ่มแสดงให้เห็นชัด<br />
คือมันจะขุดเป็นจังหวะ จึ๊ก จึ๊ก จึ๊กๆๆๆ แล้วหยุดไปพักนึง<br />
แล้วนานๆ เวลาผมนั่งเหงาๆ มันก็จะเริ่มขุดต่ออีกที จึ๊ก จึ๊ก จึ๊กๆๆๆ<br />
มันเจ็บจี๊ด.. จนอยากจะเอาคัตเตอร์มากรีดแล้วแหวะแผลแล้วคีบตัวมันออกมา<br />
แล้วเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ซอยจนป่นละเอียด เอาไปโปรยใส่บ่อลูกครอกปลาช่อนหลังกองร้อยจริงๆ<br />
แต่ผมดันเป็นคนกลัวมีดเลยไม่กล้า (รู้ไว้เลยครับ ผมกลัวมาก ยิ่งมีดโกนนี่สุดยอดแห่งความกลัวเลย)<br />
จนวันต่อมา เส้นสันเขาที่เห็นก็เริ่มเดินทางไปเรื่อยๆ ค่อนข้างเป็นเส้นตรง ยาวราวๆ ๕ ซม.<br />
โดยรอยเก่าที่ขดเป็นวงไว้ตั้งแต่ทีแรก เริ่มกลายเป็นสะเก็ดแผล นั่นแสดงว่าตัวมันไม่ยาวเท่าไหร่<br />
แต่ทุกสัมผัสของมันไม่ว่าจะตอนฝึก ตอนกิน ตอนนอน หรือนั่งดูทีวี มันสร้างความรำคาญให้ผมอย่างหนัก<br />
จนผมเอาเล็บจิกตามขวางลงบนรอยนูนนั่น กะจะขยี้มันให้ขาดครึ่งตายอนาถ.. แต่ก็ไร้ผล<br />
เช้าอีกวันนึงตื่นมาดู ก็เจอรอยมันเลี้ยวกลับ! เหมือนว่ามันขุดมาเจออุปสรรคตรงนี้แล้ว กูไปเส้นอื่นก็ด้ะวะ<br />
ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ย .. เริ่มแย่แล้วว่ะ มันคันคะเยอมากๆ.. ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำอะไรสักอย่างกับมัน</p>
<p>ผมถือคัตเตอร์ส่วนตัว (แอบพกเข้ามาในกองร้อย) ไปให้พี่แว่น&#8211;ทหารรุ่นพี่ที่สนิทกัน&#8211;ให้ช่วยกรีดแผลให้<br />
พี่แกก็บรรจงกรีดตามรอบสันเขาที่เห็นเลยครับ (ผมเกลียดมีด เลยไม่อยากบรรยายช่วงนี้ ..ขอข้ามไปนะ)<br />
เอาเป็นว่าพอกรีดจนเลือดซิบๆ แล้วแกก็เลยแหวะแผลดูแบบตื้นๆ<br />
ปรากฏว่า ไม่เจอตัวมันเลยแฮะ .. มิโนริหายไปไหน <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/06.gif' alt=':06:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ตราบใดที่ยังจับตัวผู้ก่อความไม่สงบไม่ได้ เจ้าของร่างกายอย่างผมก็ยังไม่สามารถไว้ใจใครได้ครับ<br />
นอกจากจะค้นไม่เจอผู้ต้องหาแล้ว อาการแสบจากแผลก็ดันเข้ามาช่วยแจมกับความคัน ยิ่งแย่เข้าไปอีก<br />
เลยตัดสินใจขออนุญาตเดินไปโรงพยาบาลของกองบิน (เป็นเหมือนสถานีอนามัยเล็กๆ ไม่ไกลนัก)<br />
ไปครั้งแรก หมอไม่อยู่ ไปครั้งที่สองเลยชวนทหารรุ่นพี่ไปด้วย ก็เจอคุณหมอแนว ตีปิงปองเหงื่อโชกอยู่<br />
เห็นแล้วเข้าใจครับ มาประจำอยู่โรงพยาบาลที่นานๆ ทีจะมีคนไข้เข้ามาก็ยังงี้แหละ<br />
คุณหมอแกดูร่องรอยของมิโนริด้วยสายตาเป็นประกายเหมือนเด็กเปิดซองขนมเจอการ์ดทองที่หายากๆ<br />
ก็เลยเรียกเพื่อนหมอที่ตีปิงปองอยู่ด้วยกัน (เหงื่อโชกอีกคน) มารุมชี้ตีนผมกันอย่างสนุกสนาน<br />
แกบอกว่าเคสแบบนี้เรียกว่า อะโวะจะมะสไปรูไลน่าเทอราปี้ ซึ่งเคยเห็นแต่ในตำรา<br />
แต่นี่ของจริงเลยเว้ย.. เจ๋งมากน้อง (ถ้าเจ๋งเดี๋ยวผมจะไปงมมาฝากหมอคนละตัวเอาไหมครับ)<br />
แล้วสรุปว่าเป็น &#8220;พยาธิตัวตืด&#8221; ชนิดที่<b>หมาหรือแมวเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็น</b> <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/08.gif' alt=':08:' class='wp-smiley' /> </p>
<p>โอเค.. มิโนริของผมคือพยาธิตืดหมาตืดแมว..</p>
<p>&#8220;แล้วมันจะอยู่ในขาผมอีกนานไหมครับหมอ&#8221; ผมถามพลางชี้ให้ดูและเล่าบันทึกการเดินทางอันน่าตื่นเต้น<br />
&#8220;วงจรชีวิตของมันไม่นานนักหรอก สักอาทิตย์นึงเดี๋ยวมันก็ตายแล้วเพราะร่างกายเราไม่มีอาหารให้มันกิน&#8221;<br />
&#8220;แสดงว่าผมต้องปล่อยให้มันขุดเจาะขาผมอยู่ยังงี้ไปเรื่อยๆ จนมันตายไปเองใช่ไหมครับ&#8221;<br />
&#8220;อือ ก็อย่าไปกรีดมันอีกละกัน กรีดไปก็ไม่เจอตัวหรอก ตัวมันเล็กมากๆ แล้วก็อยู่ลึกใต้ชั้นผิวหนังลงไป&#8221;<br />
ผมเออออตามหมอแนว แล้วก็รับยาแก้อักเสบกับถุงยางอนามัยเป็นของฝากอีกกำนึง</p>
<p>ทีนี้กิจวัตรประจำวันของผมเวลาว่างๆ ก็คือการเฝ้าดูการเดินทางของยัยมิโนริ<br />
มีสมุดบันทึกขนาดควายอยู่เล่มนึง ก็นั่งเขียนว่าวันนี้มันเดินถึงไหนแล้ว<br />
บางวันเหนื่อย มันหยุดเดิน รอยนูนตรงนั้นก็จะเป็นก้อนขมวดกลมเหมือนขี้หมาสุขาพดี<br />
บางวันมันโลเล ก็เดินวนไปวนมา แต่ก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมายในการเดินทาง.. คือไข่ของผม<br />
พออยู่ด้วยกันนานๆ มันก็เกิดความผูกพันครับ ใครไปใครมาก็มาขอดูตีนเหมือนเป็นของดีเมืองเพชร<br />
พอชินแล้ว ผมเลิกเกา แต่ใช้วิธีเอาขวดน้ำอัดลมเย็นๆ ไปประคบให้มันชาๆ จะได้ไม่เป็นแผลเป็น</p>
<p>หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมตื่นมามองมันด้วยความเอ็นดู<br />
อาทิตย์นึงแล้วนะอีมิ .. มึงรีบๆ ตายไปตามอายุขัยของมึงได้แล้ว</p>
<p>ทว่า..หนึ่งเดือนผ่านไป มันยังไม่ตาย.. <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/08.gif' alt=':08:' class='wp-smiley' /><br />
มันเดินทางมาถึงกลางขาท่อนล่างแล้วครับ<br />
ผมไปถามหมอแนวอีกที หมอแกก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมอายุมันยืนจังเลย (ตูจะไปรู้เรอะ)<br />
แล้วผมก็กลับมางงพร้อมกับยาแก้อักเสบในมือ (และถุงยางอนามันเป็นของฝาก)</p>
<p>สองเดือนผ่านไป มันเดินทางมาถึงกึ่งกลางของขาท่อนล่าง ตรงเรียวน่องพอดีครับ<br />
และนั่นก็เป็นจุดสุดท้ายที่ผมได้รู้สึกคันจี๊ดดังจึ้กๆๆๆๆ ที่เป็นมายาวนานแสนนาน<br />
เจ้ามิโนริจากผมไปด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกตายบวกกับความคุ้มกันบกพร่อง<br />
เหลือไว้เพียงรอยแผล(เกือบ)เป็น รูปยึกยือตรงข้อเท้าด้านใน ลากยาวมาเป็นคืบๆ<br />
และตำนานแห่งการเดินทางที่เป็นความประทับใจส่วนตัว<br />
ว่าครั้งนึง ผมเคยมีสัตว์เลี้ยงเป็นพยาธิตืดหมาตืดแมวกะเขาด้วยเว้ยเฮ้ย~</p>
<p>..อ่านจบแล้วเศร้าไหมครับ <img src='http://iannnnn.com/wp-includes/images/smilies/05.gif' alt=':05:' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iannnnn.com/2006/146/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>75</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>124 &#124; แด่เธอ.. มิโนริที่รัก (๑)</title>
		<link>http://iannnnn.com/2006/144</link>
		<comments>http://iannnnn.com/2006/144#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Mar 2006 16:06:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ไอ้แอนนนนน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โถขี้]]></category>
		<category><![CDATA[ทหาร]]></category>
		<category><![CDATA[มิโนริ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.iannnnn.com/?p=144</guid>
		<description><![CDATA[สาบานได้ว่าเรื่องนี้ค้างสต็อกไว้ว่าจะเขียนมาปีนึงเต็มๆ ละ พอดีช่วงนี้ผมอยู่ในาวะตัวลอย ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว อีกเดือนเดียวกูก็จะพ้นสาพที่เป็นอยู่นี่แล้ว.. กูจะปลดแล้ว.. กอปรกับพี่โอ้เอ้แห่งฟ๐นต์.คอม ได้ทักมาในไหนสักแห่ง ก็เลยมานึกได้ว่า ผมเคยคิดจะเขียนถึง &#8220;เธอ&#8221; นี่นา เกือบสองปีที่แล้ว ตอนผมยังเป็นทหารใหม่หัวเกรียนอยู่ในกองร้อย ก็ได้พบกับเธอโดยบังเอิญ.. เธอกับผม.. เราเคยหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน แม้เราจะอยู่ด้วยกันไม่นานนัก แต่ช่วงเวลานั้น ผมประทับใจมาก.. ขอแนะนำตัว .. เธอชื่อ มิโนริ อาโออิ ครับ &#8220;หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง รวม!!&#8221; เสียงตะโกนแข็งกร้าวดังขึ้นฝ่าความสงัดยามราตรีเมื่อตอนสามทุ่มของคืนอันแสนอบอ้าว พวกเรา ๒๓ คน ที่เป็นสมาชิกของ &#8220;หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง&#8221; ที่ต้นเสียงเอ่ยถึง ลุกขึ้นพรึ่บจากเตียงเหมือนมีสปริงติดอยู่ที่หลัง วิ่งตึงตังลงมาจากโรงนอนตามเสียงนกหวีด ว่ากันว่า เวลาจ่าหรือครูฝึกเรียกรวมเมื่อไหร่ ต้องไปรวมในทันที ไม่มีข้ออ้าง แม้มึงจะขี้อยู่ แต่มึงต้องขมิบตูด เด็ดขี้ออกแล้ววิ่งไปรวมให้ได้ ไม่งั้น ..มึงซวย เป็นกติกาง่ายๆ ที่พวกเราไม่ชินกันนักในระยะแรก แต่อยู่มานานๆ ก็ปรับตัวได้และคุ้นเคยกับมัน แต่.. มันก็ใช่ว่าจะบ่อยนักที่อยู่ดีๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาบานได้ว่าเรื่องนี้ค้างสต็อกไว้ว่าจะเขียนมาปีนึงเต็มๆ ละ<br />
พอดีช่วงนี้ผมอยู่ในาวะตัวลอย ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว<br />
อีกเดือนเดียวกูก็จะพ้นสาพที่เป็นอยู่นี่แล้ว.. กูจะปลดแล้ว..<br />
กอปรกับพี่โอ้เอ้แห่งฟ๐นต์.คอม ได้ทักมาในไหนสักแห่ง<br />
ก็เลยมานึกได้ว่า ผมเคยคิดจะเขียนถึง &#8220;เธอ&#8221; นี่นา</p>
<p>เกือบสองปีที่แล้ว<br />
ตอนผมยังเป็นทหารใหม่หัวเกรียนอยู่ในกองร้อย ก็ได้พบกับเธอโดยบังเอิญ..<br />
เธอกับผม.. เราเคยหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน<br />
แม้เราจะอยู่ด้วยกันไม่นานนัก แต่ช่วงเวลานั้น ผมประทับใจมาก..<br />
ขอแนะนำตัว .. เธอชื่อ <strong>มิโนริ อาโออิ </strong>ครับ</p>
<p><img src="http://www.iannnnn.com/wp-content/uploads/2006/03/wc_minori.png" alt="มิโนริ" /></p>
<p>&#8220;หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง รวม!!&#8221;<br />
เสียงตะโกนแข็งกร้าวดังขึ้นฝ่าความสงัดยามราตรีเมื่อตอนสามทุ่มของคืนอันแสนอบอ้าว<br />
พวกเรา ๒๓ คน ที่เป็นสมาชิกของ &#8220;หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง&#8221; ที่ต้นเสียงเอ่ยถึง<br />
ลุกขึ้นพรึ่บจากเตียงเหมือนมีสปริงติดอยู่ที่หลัง วิ่งตึงตังลงมาจากโรงนอนตามเสียงนกหวีด</p>
<p>ว่ากันว่า เวลาจ่าหรือครูฝึกเรียกรวมเมื่อไหร่ ต้องไปรวมในทันที ไม่มีข้ออ้าง<br />
แม้มึงจะขี้อยู่ แต่มึงต้องขมิบตูด เด็ดขี้ออกแล้ววิ่งไปรวมให้ได้ ไม่งั้น ..มึงซวย<br />
เป็นกติกาง่ายๆ ที่พวกเราไม่ชินกันนักในระยะแรก แต่อยู่มานานๆ ก็ปรับตัวได้และคุ้นเคยกับมัน<br />
แต่.. มันก็ใช่ว่าจะบ่อยนักที่อยู่ดีๆ จ่าเวรก็มาเรียกรวมพวกเราในตอนนอนแบบนี้</p>
<p>&#8220;จัดแถว หน้ากระดานเรียงหนึ่งปิดระยะ ห๊า..วะเย่า!&#8221; (คำหลังย่อมาจาก หาข้าพเจ้า)<br />
&#8220;เฮ่..!&#8221; ผมยังนึกอยู่เลยว่าถ้าไปรบจริงแล้วมาเฮ่ยังงี้ ศัตรูคงยิงสวนมาตามเสียงได้แม่นชะงัด<br />
&#8220;พัก&#8221;<br />
คำสั่งให้พัก ไม่ใช่หมายถึงมึงไปพักได้ แต่หมายถึงไม่ต้องหนีบตูดแล้ว ปล่อยมันออกมาซะ</p>
<p>เรามองหน้ากัน .. ผมเป็นหัวหน้าหมู่ แถมตัวสูงที่สุดในหมู่ หันไปมองเพื่อนร่วมหมู่แบบงงๆ<br />
&#8220;กูให้เวลาพวกมึงสามนาที ไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลอง ขาสั้น เสื้อยืดคอกลม ..ทราบ&#8221;<br />
&#8220;ทราบ!!&#8221;</p>
<p>สามนาทีต่อมา เรากลับมารวมแถวกันอีกครั้ง<br />
จ่าเวรแจ้งารกิจด่วนที่ต้องสุ่มเรียกทหารใหม่ลงมาจากที่นอนกลางดึก (สามทุ่มของทหารคือดึกครับ)<br />
ให้พวกเรา ๒๓ คนไปช่วยดับเพลิงที่ลุกไหม้หญ้าแห้งที่รอบรันเวย์ของกองบิน<br />
ด้วยเกรงว่ามันจะลามไปใหญ่และอาจสร้างอันตรายให้กับการปศุสัตว์ หรือแม้กระทั่งทัศนวิสัยที่ไม่ดี<br />
สักพัก มีรถมารับ พวกเรามีอุปกรณ์คือ พลั่ว ถังน้ำ ฝักบัว (เอ้อ..) และอื่นๆ ที่ฉวยมาจากห้องเก็บพัสดุ<br />
ยังนึกาพไม่ออกว่าไอ้ไฟไหม้หญ้าแห้งนี่ มันจะรุนแรงขนาดต้องมาปลุกพวกเราซะกลางดึกเลยเหรอ<br />
แต่คำสั่งคือคำสั่งครับ ทหารเราเกิดมาเป็นทาสเขาอยู่แล้ว สั่งให้ไปตาย ก็ต้องไปตาย</p>
<p>ท่ามกลางราตรีที่สงบและสงัดของกองบินบ้านนอกตอนนี้ จึงมีเพียงชีวิตที่ตื่นมาหัวเหม่งอยู่ไม่กี่คน</p>
<p>เรามาถึงจุดหมายกันในเวลาไม่ถึงห้านาที กระโดดลงจากรถกันแบบวางฟอร์ม<br />
าพที่เห็นเบื้องหน้าไม่ใช่แค่ไฟไหม้หญ้าแบบน่ารักคิกขุจิ้มลิ้มอย่างที่คิดไว้ (แล้วก็หยิบฝักบัวรดน้ำมา)<br />
แต่มันคือทะเลเพลิงร้อนระอุเผาหน้าจนร้อนผ่าว กินพื้นที่กว้างขวางราวๆ หนึ่งสนามฟุตบอลใหญ่ๆ<br />
ข้างๆ มีรถดับเพลิงของกองบินจอดอยู่คันนึงกับจ่าที่อยู่เวรกะนี้พอดีเลยต้องขับรถมา<br />
และแจ้งขอกำลังทหารมายังกองร้อยของเราเพื่อมาช่วยลากสายน้ำเข้าไปฉีดดับไฟ</p>
<p>พวกเรามองาพทุ่งหญ้าข้างหน้าที่กลายเป็นทุ่งทะเลเพลิงสูงท่วมหัว<br />
ย้อมสีของท้องฟ้าราตรีอันมืดมิดให้กลายเป็นสีส้มอมแดง มีสะเก็ดไฟคุโชนเปรียะเปรียะลอยขึ้นไปเป็นดาว<br />
ผมเชื่อว่าเรา ๒๓ ชีวิตที่มายืนอึ้งแดกอยู่นี่ ไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ดับเพลิงมาก่อนแน่ๆ</p>
<p>จะว่าก็ว่า .. โลกของผู้ชายมันลำบากครับ แม้เวลามองตากันก็รู้ว่ามึงก็กลัว กูก็กลัว<br />
แต่ทุกคนต้องหันด้านเก๋าเข้าหากัน ทำเป็นชำนาญการเสียเต็มที ปากกล้าขาสั่นดั่งอดีตนายกขี้ฉ้อ<br />
พอพวกเรากระโดดลงมาจากรถยีเอ็มซีครบทุกคนแล้ว ก็เข้าแถวเรียงหน้ากระดานอีกครั้ง<br />
เพื่อรับคำสั่งและแผนการควบคุมเพลิงจากจ่าที่ยืนแอ๊คอยู่บนหลังรถดับเพลิงคันนั้น</p>
<p>แล้วลุย..</p>
<p>ทุ่งหญ้าที่เห็น เหมือนจะเป็นต้นธูปฤๅษี หรือหญ้าห่าอะไรไม่รู้ ไม่เคยจะสนใจ<br />
ที่แน่ๆ คือมันดันมาขึ้นเอาในน้ำแค่แข้งบ้าง บางทีก็ขึ้นเบียดกันตรงพื้นดินที่แข็ง แตกระแหงบ้าง<br />
ไม่รู้มันต้องการจะครองโลกหรือไง เลยพากันขึ้นยึดทำเลรอบรันเวย์กลายเป็นทะเลหญ้าไปได้<br />
แล้วพลังของไฟก็มาถึง ไม่รู้ว่าใครอาจมือบอนขับรถผ่านไอ้ทุ่งนี่ แล้วโยนบุหรี่ลงมาบนต้นแห้งๆ<br />
จนพระเพลิงได้ใจ ร่วมมือกับพระพาย พัดเอาลมบกลมทะเลแรงๆ มาจุดประทุจนเป็นทุ่งไฟอย่างที่เห็น</p>
<p>พวกเราวิ่งลากสายฉีดน้ำลุยเข้าไปใกล้ตำแหน่งที่ไฟกำลังโหมกระหน่ำให้มากที่สุด<br />
แล้วตะโกนส่งรับคำสั่งกันว่าให้เปิด หรือปิดน้ำ (คำว่าเปิดกับปิด เสียงมันต่างกันนิดเดียว)<br />
ไล่ปราบบอสไปแต่ละกอ แต่ละกอ ลุยน้ำเข้าไป สายยาวไม่ถึงก็วิ่งหอบมาต่อกันอย่างทุลักทุเล</p>
<p>ผมกลัวงู<br />
ในใจขณะที่ทำเก่งตะโกนอุ้มสายเลอะโคลนนั่น ก็าวนาให้งูแถวนั้นโดนไฟย่างสุกหอมกรุ่นให้หมด<br />
อีกใจนึงก็คิดว่าถ้ามีใครโดนงูกัดตายห่าไปสักคน วันพรุ่งนี้คงได้ฝึกกันเบาลงหน่อย</p>
<p>ในที่สุดพระเพลิงก็สงบลงด้วยการมาของมนุษย์หัวเกรียนผิวดำเป็นเหนี่ยงจำนวน ๒๐ กว่าชีวิต<br />
ดึกมากๆ แล้ว พวกเราม้วนสายน้ำเก็บกลับเข้ารถดับเพลิงด้วยความเหนื่อยล้า และมอมแมม<br />
กลับมาถึงกองร้อย ก็ไปอ้อนจ่าเวรให้ &#8220;หมู่เรา&#8221; ได้ตื่นสายกว่าหมู่อื่นที่แม่งนอนกันสบาย<br />
จ่าเวรเห็นสาพก็ไฟเขียวให้เพิ่ม ๑ ชั่วโมง (แต่มึงต้องตื่นมาแดกข้าวกันตอนหกโมงครึ่งให้ทันนะ)</p>
<p>เราวิ่งขึ้นไปหยิบผ้าขาวม้า สบู่ ยาสระผมกันบนโรงนอนเพื่อจะลงมาอาบน้ำ<br />
เสียงตึงตังปลุกให้เพื่อนทหารหมู่อื่นๆ ที่นอนเรียงกันหลายคนถลกมุ้งขึ้นมาถามข่าวคราว<br />
อาบน้ำกันค่อนข้างนานครับเพราะหน้าตาของแต่ละคน เต็มไปด้วยเขม่าเหมือนตูดหม้อเผาไฟ<br />
ดินโคลนที่กินเกาะเข้าไปในรองเท้าผ้าใบ สร้างความแหยะอี๋ให้กับพวกเรามาก<br />
ดีนะที่ขอจ่าแกนอนเพิ่ม เพราะถ้าพรุ่งนี้ต้องตื่นมาวิ่งตอนตีห้า ก็คงต้องใส่นันยางเหนียวเหนอะยังงี้<br />
ทรมานตีนกันตายห่าแหงๆ..</p>
<p>คืนนั้นผมเข้านอนราวๆ ห้าหรือหกทุ่มนี่แหละครับ<br />
อาจจะดูเหมือนไม่ดึก แต่ทหารที่ฝึกมาทั้งวัน เหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้วยังต้องทำโอทีกันยันดึกอีก<br />
มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย</p>
<p>ใครจะรู้ว่า เขียนมาซะยืดยาว นางเอกของผมยังไม่ปรากฏตัวเลย<br />
<strong>เอาไว้ต่อตอนหน้าครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://iannnnn.com/2006/144/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>100</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
