124 | แด่เธอ.. มิโนริที่รัก (๑)
สาบานได้ว่าเรื่องนี้ค้างสต็อกไว้ว่าจะเขียนมาปีนึงเต็มๆ ละ
พอดีช่วงนี้ผมอยู่ในาวะตัวลอย ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่ทำอะไรแล้ว
อีกเดือนเดียวกูก็จะพ้นสาพที่เป็นอยู่นี่แล้ว.. กูจะปลดแล้ว..
กอปรกับพี่โอ้เอ้แห่งฟ๐นต์.คอม ได้ทักมาในไหนสักแห่ง
ก็เลยมานึกได้ว่า ผมเคยคิดจะเขียนถึง “เธอ” นี่นา
เกือบสองปีที่แล้ว
ตอนผมยังเป็นทหารใหม่หัวเกรียนอยู่ในกองร้อย ก็ได้พบกับเธอโดยบังเอิญ..
เธอกับผม.. เราเคยหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน
แม้เราจะอยู่ด้วยกันไม่นานนัก แต่ช่วงเวลานั้น ผมประทับใจมาก..
ขอแนะนำตัว .. เธอชื่อ มิโนริ อาโออิ ครับ

“หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง รวม!!”
เสียงตะโกนแข็งกร้าวดังขึ้นฝ่าความสงัดยามราตรีเมื่อตอนสามทุ่มของคืนอันแสนอบอ้าว
พวกเรา ๒๓ คน ที่เป็นสมาชิกของ “หมวดหนึ่ง หมู่หนึ่ง” ที่ต้นเสียงเอ่ยถึง
ลุกขึ้นพรึ่บจากเตียงเหมือนมีสปริงติดอยู่ที่หลัง วิ่งตึงตังลงมาจากโรงนอนตามเสียงนกหวีด
ว่ากันว่า เวลาจ่าหรือครูฝึกเรียกรวมเมื่อไหร่ ต้องไปรวมในทันที ไม่มีข้ออ้าง
แม้มึงจะขี้อยู่ แต่มึงต้องขมิบตูด เด็ดขี้ออกแล้ววิ่งไปรวมให้ได้ ไม่งั้น ..มึงซวย
เป็นกติกาง่ายๆ ที่พวกเราไม่ชินกันนักในระยะแรก แต่อยู่มานานๆ ก็ปรับตัวได้และคุ้นเคยกับมัน
แต่.. มันก็ใช่ว่าจะบ่อยนักที่อยู่ดีๆ จ่าเวรก็มาเรียกรวมพวกเราในตอนนอนแบบนี้
“จัดแถว หน้ากระดานเรียงหนึ่งปิดระยะ ห๊า..วะเย่า!” (คำหลังย่อมาจาก หาข้าพเจ้า)
“เฮ่..!” ผมยังนึกอยู่เลยว่าถ้าไปรบจริงแล้วมาเฮ่ยังงี้ ศัตรูคงยิงสวนมาตามเสียงได้แม่นชะงัด
“พัก”
คำสั่งให้พัก ไม่ใช่หมายถึงมึงไปพักได้ แต่หมายถึงไม่ต้องหนีบตูดแล้ว ปล่อยมันออกมาซะ
เรามองหน้ากัน .. ผมเป็นหัวหน้าหมู่ แถมตัวสูงที่สุดในหมู่ หันไปมองเพื่อนร่วมหมู่แบบงงๆ
“กูให้เวลาพวกมึงสามนาที ไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลอง ขาสั้น เสื้อยืดคอกลม ..ทราบ”
“ทราบ!!”
สามนาทีต่อมา เรากลับมารวมแถวกันอีกครั้ง
จ่าเวรแจ้งารกิจด่วนที่ต้องสุ่มเรียกทหารใหม่ลงมาจากที่นอนกลางดึก (สามทุ่มของทหารคือดึกครับ)
ให้พวกเรา ๒๓ คนไปช่วยดับเพลิงที่ลุกไหม้หญ้าแห้งที่รอบรันเวย์ของกองบิน
ด้วยเกรงว่ามันจะลามไปใหญ่และอาจสร้างอันตรายให้กับการปศุสัตว์ หรือแม้กระทั่งทัศนวิสัยที่ไม่ดี
สักพัก มีรถมารับ พวกเรามีอุปกรณ์คือ พลั่ว ถังน้ำ ฝักบัว (เอ้อ..) และอื่นๆ ที่ฉวยมาจากห้องเก็บพัสดุ
ยังนึกาพไม่ออกว่าไอ้ไฟไหม้หญ้าแห้งนี่ มันจะรุนแรงขนาดต้องมาปลุกพวกเราซะกลางดึกเลยเหรอ
แต่คำสั่งคือคำสั่งครับ ทหารเราเกิดมาเป็นทาสเขาอยู่แล้ว สั่งให้ไปตาย ก็ต้องไปตาย
ท่ามกลางราตรีที่สงบและสงัดของกองบินบ้านนอกตอนนี้ จึงมีเพียงชีวิตที่ตื่นมาหัวเหม่งอยู่ไม่กี่คน
เรามาถึงจุดหมายกันในเวลาไม่ถึงห้านาที กระโดดลงจากรถกันแบบวางฟอร์ม
าพที่เห็นเบื้องหน้าไม่ใช่แค่ไฟไหม้หญ้าแบบน่ารักคิกขุจิ้มลิ้มอย่างที่คิดไว้ (แล้วก็หยิบฝักบัวรดน้ำมา)
แต่มันคือทะเลเพลิงร้อนระอุเผาหน้าจนร้อนผ่าว กินพื้นที่กว้างขวางราวๆ หนึ่งสนามฟุตบอลใหญ่ๆ
ข้างๆ มีรถดับเพลิงของกองบินจอดอยู่คันนึงกับจ่าที่อยู่เวรกะนี้พอดีเลยต้องขับรถมา
และแจ้งขอกำลังทหารมายังกองร้อยของเราเพื่อมาช่วยลากสายน้ำเข้าไปฉีดดับไฟ
พวกเรามองาพทุ่งหญ้าข้างหน้าที่กลายเป็นทุ่งทะเลเพลิงสูงท่วมหัว
ย้อมสีของท้องฟ้าราตรีอันมืดมิดให้กลายเป็นสีส้มอมแดง มีสะเก็ดไฟคุโชนเปรียะเปรียะลอยขึ้นไปเป็นดาว
ผมเชื่อว่าเรา ๒๓ ชีวิตที่มายืนอึ้งแดกอยู่นี่ ไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ดับเพลิงมาก่อนแน่ๆ
จะว่าก็ว่า .. โลกของผู้ชายมันลำบากครับ แม้เวลามองตากันก็รู้ว่ามึงก็กลัว กูก็กลัว
แต่ทุกคนต้องหันด้านเก๋าเข้าหากัน ทำเป็นชำนาญการเสียเต็มที ปากกล้าขาสั่นดั่งอดีตนายกขี้ฉ้อ
พอพวกเรากระโดดลงมาจากรถยีเอ็มซีครบทุกคนแล้ว ก็เข้าแถวเรียงหน้ากระดานอีกครั้ง
เพื่อรับคำสั่งและแผนการควบคุมเพลิงจากจ่าที่ยืนแอ๊คอยู่บนหลังรถดับเพลิงคันนั้น
แล้วลุย..
ทุ่งหญ้าที่เห็น เหมือนจะเป็นต้นธูปฤๅษี หรือหญ้าห่าอะไรไม่รู้ ไม่เคยจะสนใจ
ที่แน่ๆ คือมันดันมาขึ้นเอาในน้ำแค่แข้งบ้าง บางทีก็ขึ้นเบียดกันตรงพื้นดินที่แข็ง แตกระแหงบ้าง
ไม่รู้มันต้องการจะครองโลกหรือไง เลยพากันขึ้นยึดทำเลรอบรันเวย์กลายเป็นทะเลหญ้าไปได้
แล้วพลังของไฟก็มาถึง ไม่รู้ว่าใครอาจมือบอนขับรถผ่านไอ้ทุ่งนี่ แล้วโยนบุหรี่ลงมาบนต้นแห้งๆ
จนพระเพลิงได้ใจ ร่วมมือกับพระพาย พัดเอาลมบกลมทะเลแรงๆ มาจุดประทุจนเป็นทุ่งไฟอย่างที่เห็น
พวกเราวิ่งลากสายฉีดน้ำลุยเข้าไปใกล้ตำแหน่งที่ไฟกำลังโหมกระหน่ำให้มากที่สุด
แล้วตะโกนส่งรับคำสั่งกันว่าให้เปิด หรือปิดน้ำ (คำว่าเปิดกับปิด เสียงมันต่างกันนิดเดียว)
ไล่ปราบบอสไปแต่ละกอ แต่ละกอ ลุยน้ำเข้าไป สายยาวไม่ถึงก็วิ่งหอบมาต่อกันอย่างทุลักทุเล
ผมกลัวงู
ในใจขณะที่ทำเก่งตะโกนอุ้มสายเลอะโคลนนั่น ก็าวนาให้งูแถวนั้นโดนไฟย่างสุกหอมกรุ่นให้หมด
อีกใจนึงก็คิดว่าถ้ามีใครโดนงูกัดตายห่าไปสักคน วันพรุ่งนี้คงได้ฝึกกันเบาลงหน่อย
ในที่สุดพระเพลิงก็สงบลงด้วยการมาของมนุษย์หัวเกรียนผิวดำเป็นเหนี่ยงจำนวน ๒๐ กว่าชีวิต
ดึกมากๆ แล้ว พวกเราม้วนสายน้ำเก็บกลับเข้ารถดับเพลิงด้วยความเหนื่อยล้า และมอมแมม
กลับมาถึงกองร้อย ก็ไปอ้อนจ่าเวรให้ “หมู่เรา” ได้ตื่นสายกว่าหมู่อื่นที่แม่งนอนกันสบาย
จ่าเวรเห็นสาพก็ไฟเขียวให้เพิ่ม ๑ ชั่วโมง (แต่มึงต้องตื่นมาแดกข้าวกันตอนหกโมงครึ่งให้ทันนะ)
เราวิ่งขึ้นไปหยิบผ้าขาวม้า สบู่ ยาสระผมกันบนโรงนอนเพื่อจะลงมาอาบน้ำ
เสียงตึงตังปลุกให้เพื่อนทหารหมู่อื่นๆ ที่นอนเรียงกันหลายคนถลกมุ้งขึ้นมาถามข่าวคราว
อาบน้ำกันค่อนข้างนานครับเพราะหน้าตาของแต่ละคน เต็มไปด้วยเขม่าเหมือนตูดหม้อเผาไฟ
ดินโคลนที่กินเกาะเข้าไปในรองเท้าผ้าใบ สร้างความแหยะอี๋ให้กับพวกเรามาก
ดีนะที่ขอจ่าแกนอนเพิ่ม เพราะถ้าพรุ่งนี้ต้องตื่นมาวิ่งตอนตีห้า ก็คงต้องใส่นันยางเหนียวเหนอะยังงี้
ทรมานตีนกันตายห่าแหงๆ..
คืนนั้นผมเข้านอนราวๆ ห้าหรือหกทุ่มนี่แหละครับ
อาจจะดูเหมือนไม่ดึก แต่ทหารที่ฝึกมาทั้งวัน เหนื่อยล้ามาทั้งวันแล้วยังต้องทำโอทีกันยันดึกอีก
มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย
ใครจะรู้ว่า เขียนมาซะยืดยาว นางเอกของผมยังไม่ปรากฏตัวเลย
เอาไว้ต่อตอนหน้าครับ
