276 | เพะชะคุชะเพะชะคุชะ
เมื่อวันก่อน อยู่ดีๆ ไอ้เต้ย-เพื่อนที่ทำงานอยู่ art4d ก็โทรมาหาผม
ถามว่ามึงมีคอมใช่ไหม แล้วก็มีโปรแกรม Keynote ใช่ไหม
งั้นมึงมาช่วยงานเพะชะคุชะกูหน่อยสิ
นั่นแหละครับที่ทำให้อยู่ดีๆ ผมก็ได้มีโอกาสไปงานที่อยากไปมานานเสียที
กล่าวโดยย่อ – งานนี้คงมีส่วนคล้าย Barcamp ที่ชาวไอทีบ้านเราคุ้นกันนิดหน่อย
นั่นคือเป็นงานที่ใครขึ้นไปพูดอะไรก็ได้บนเวที (รู้กันว่าเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์)
โดยหนึ่งงานมีคนพูด ๒๐ คน โดยใช้าพนิ่งคนละ ๒๐ หน้า หน้าละ ๒๐ วินาที
กติกานี้ดูสนุกตรงที่ใครที่ขึ้นไปพูดเนี่ย ถ้าเกินเวลาก็ต้องลงจากเวทีอย่างช่วยไม่ได้
ครั้งก่อนๆ จัดตามสถานที่ต่างๆ ที่ไกลจากลาดพร้าวจนทำให้ผมไม่มีโอกาสได้มา
ส่วนครั้งนี้เขาเอามาเป็นหนึ่งสีสันในงาน Bangkok Design Festival 2008
งานนี้โคตรน่าสนุกเลยครับ จัด ๑๔-๒๖ นี้ ที่สยามดิส-เซ็นเตอร์-พารากอน-หอศิลป์
เมื่อวานผมก็ไปดูหอศิลป์มารอบนึง (จริงๆ คือมาฟังสรุปงานที่จะต้องหมกมุ่นในวันนี้)
เอาล่ะ กลับมาที่เพะชะคุชะกันต่อ เล่าด้วยาพเลยละกันนะครับ จะได้ไปนอนเสียที

ลานข้างพารากอน กลายเป็นที่โชว์ของจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อการออกแบบ
ชื่อกลุ่มโคตรจ๊าบเลยครับ งานก็สนุกและฮามากๆ ด้วย เป็นอีกหนึ่งในสีสันของ BDF

เรือยางที่เห็นลอยอยู่นั่น คนสร้างสรรค์เขานำข้อมูลที่มีการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์
ที่บอกว่าอีกไม่กี่ปีพอโลกมันร้อนจนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เนี่ย ระดับน้ำจะอยู่สูงขนาดนู้น!
ส่วนซูชิข้าวเหนียวหมูย่างนั่นก็เป็นการผสานไอเดียจากอีปุ่น+ญี่สานเข้าด้วยกัน
เขาเอามาแจกให้คนเดินเที่ยวงานกินฟรี อร่อยเด็ด!
(ผมเคยคุยกะเพื่อนว่าอยากเปิดร้านซูชิไทยว่ะ ก็ไอ้ข้าวเหนียวแบบนี้แหละครับ โอ้ว!)

ห่วงยางที่วางเรียงกันนั้นแต่เดิมคนออกแบบเขาเอามาเรียงซ้อนๆ กองกันเฉยๆ
แต่พอมาอยู่ใกล้เวที ก็เลยจำต้องกลายเป็นเก้าอี้นั่งของผู้ชมไปโดยปริยาย
และเข้ากันกับร่มและเก้าอี้ชายหาดโดยมิได้นัดหมาย!!
ส่วนาพล่างขวานั่นก็เป็นแมคบุ๊กตัวเล็กของสตูผมเองครับ เอามานั่งเตรียมสไลด์

ตอนเย็นๆ บรรยากาศคึกคักมาก บนเวทีพันธมิตรมีป้าดีเจเปิดเพลงแรงๆ จ๊าบสุด

พอฟ้าเริ่มมืด ก็เป็นคิวของทางเวที มอบรางวัลให้กับนักศึกษาที่ส่งงานมาประกวด
แล้วก็จะใช้เวทีนี้แหละเป็นที่ตั้งงานเพะชะคุชะตอนหนึ่งทุ่ม
(มีาพพาโนรามาขนาดใหญ่ อันเดียวกะาพบนนั่นด้วยครับ กด)

ผมมีเวลาเดินเล่นแป๊บนึงก็ออกไปถ่ายาพบรรยากาศข้างนอกครับ
ตรงธนาคารตือมีพนักงานสาวสวยด้วยคนนึงเลยขอถ่ายาพมา
(แหม ปีนี้ใช้งานทรัพยากรบุคคลรุ่นน้าๆ ป้าๆ กันเยอะนะครับ)

พองานเพะชะฯ เริ่มขึ้น ผมก็นั่งง่วงอยู่ตรงเต็นท์เครื่องเสียงอย่างเดียว
กว่าจะลงตัวก็ตอนลุงนิวัติ กองเพียรขึ้นมาพูดเรื่องาพเขียนเชิงสังวาส
โอ้ว
ทีแรกคิดว่าลุงจะแวรงงงงกว่านี้ซะอีก แต่เท่านี้ก็ได้ใจแล้วครับ

แล้วฝนก็ตก!! ผมนึกเหตุผลไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมเขามาจัดที่เอาต์ดอร์
จริงๆ งานแนวนี้มันต้องในร่ม ในสถานที่ที่คุมดินฟ้าอากาศได้ไม่ใช่เหรอครับ
เสียงแซวหาคนปักตะไคร้ดังเซ็งแซ่ ทีแรกก็ฮาๆ แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยฮา
ตอนทำสโมของทมหาลัย ผมไม่เคยเชื่อไอ้ระบบปักตะไคร้นี่เลยแฮะ
คือจะสั่งน้องให้มันปิดโหมดพึ่งไสยศาสตร์ไปให้หมดเลย ไม่เอาๆ
แล้วเตรียมแผนกันฝนไว้ให้รอบคอบ ดีกว่านั่งาวนาหรือไม่ยอมเตรียมการกัน
(กลับมาที่เพะชะฯ) ตอนนี้พอฝนตกเลยต้องพักเวทีไว้ครู่นึงครับ

พอฝนหยุดได้สักพัก ก็เป็นคิวของบนเวทีต่อ ครู่นึงก็เข้าช่วงพักครึ่งครับ
มีชาวศรีลังกากลุ่มนึงขอเอาโชว์มาแสดง เป็นการเต้นพื้นเมืองแบบประยุกต์
เขาเต็มใจในการแสดงดีนะครับ แล้วก็ได้รับเสียงปรบมือทั้งสี่โชว์เลย

งานคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเคยมา เลยไม่รู้ว่ามาตรฐานมันต้องเจ๋งขนาดไหน
แต่เสียงจากผู้ชมหลายๆ คนที่ได้ยินมา (ผมด้วย) ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสนุก
ทั้งบรรยากาศที่คั่นด้วยฝนตก และผู้พูดหลายคนที่ดูไม่จูงใจให้น่าฟังเท่าไหร่
ที่ชอบสุดคงเป็นฝรั่งที่พูดเรื่อง Unintended Design ที่เห็นในประเทศไทย
เช่นเอาฝาเบียร์มาเล่นเป็นตัวหมากฮอส หรือเอากระเป๋าถือมาบังแดด
คือบ้านเมืองฝรั่งเขาไม่มีการใช้ประโยชน์แบบประยุกต์ไงครับ
โต๊ะก็คือโต๊ะ เก้าอี้ก็คือเก้าอี้ ผลิตมาและต้องเป็นเก้าอี้เท่านั้น
ไม่ได้ประยุกต์ซะฝรั่งทึ่งแบบบ้านเรา .. เออ ไทยแลนด์นี่ก็เท่ไม่หยอกนะ

งานดำเนินไปด้วยดี มีสายฝนโปรยปรายเบาๆ ลงมาเป็นระยะ
แต่สุดท้ายพอมาอีกระลอก คราวนี้ตกหนักเลยครับ เหลือยังไม่ได้พูด ๒ คน
แต่เวลาก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่งแล้ว พิธีกรเลยประกาศปิดงาน เอาไว้เจอกันใหม่
เสียดายอ้ะ ถ้าคราวหน้าจัดที่ไหนอีกก็จะไปเยี่ยมอีกที
เพราะได้อะไรมาเยอะเหมือนกันครับ แต่คงไม่ไปอยู่หลังเวทีละ
ลำพังแค่เหนื่อยน่ะไม่ว่า แต่นี่ต้องเป็นหนึ่งในแม่งานไปกลายๆ
เฮ้ย มันอะไรกะกูนักวะเนี่ย
ป.ล.
เห็นแนวงานนี้รู้สึกว่ามันใหญ่ไปหน่อยครับ
เหมือนงานแฟตเลย ครั้งแรกๆ นี่เล็กและน่ารัก
พอระบบมันเยอะขึ้นก็เริ่มไม่สนุกแล้ว มันแข็ง มันแห้งแล้งไป
ใจจริงผมเองก็คิดอยากจัดอะไรแนวนี้แบบเล็กๆ ในวงขึ้นมาเหมือนกันนะ
คุยกะไอ้เต้ยตอนนั่งรถมัน ทั้งขาไปขากลับ แล้วก็ได้ไอเดียพลุ่งพล่าน
แต่ก็ยังอยู่ในขั้นตอนเพ้อฝันครับ ไว้ได้ทำจริงเมื่อไหร่แล้วจะบอก

