296 | ถือเป็นโรคติดต่อทางเพจสัมพันธ์
เมื่อวานนี้ (ตอนที่เขียนนี่ตีสองครึ่งของวันใหม่.. ก็คงเป็น “วานซืน” แทนแล้วล่ะ)
ผมไปแวะร้านก๋วยเตี๋ยวหมูกระทุ่มแบนของพี่เอ อดีตบอกอนิตยสารฮิฮิในตำนาน
ที่เรียกว่าแวะได้นั้นก็คงไม่ใช่ใครอยากแวะก็แวะได้นะครับ
เพราะถ้าบ้านแฟนไม่อยู่ปทุมละก็ ผมคงไม่ถ่อไปกินเหมือนกัน โคตรไกลเลย
ก็พี่แกเล่นไปเปิดร้านอยู่ตั้งแถวๆ ศรีสมาน เฉียดปากเกร็ดนู่นแน่ะ
(เป็นก๋วยเตี๋ยวหมูกระทุ่มแบน? ซึ่งสาขาเดิมอยู่แจ้งวัฒนะ?? แต่ไปขายที่ศรีสมาน???)
เรียกว่าใครไม่รวยจริงๆ ก็ถ่อไปกินร้านนี้ไม่ได้นะครับ…
.. ต้องใจรักด้วย (..แฮ่.. รอด)
ตั้งแต่พี่แกเปลี่ยนวงการ จากการทำงานอยู่เบื้องหลังนักเดี่ยวไมโครโฟนมือหนึ่งของไทย
กลายเป็นนักเขียนหนังสือแนวประชดประชันชาวประชา (ผมเริ่มรู้จักพี่แกตอนนี้แหละ)
แล้วก็กลายมาเป็นบอกอมือทองที่ทำหนังสือแนวตลกบัดซบได้ฮาน้ำหมากกระเซ็น
แต่ก็ไปไม่รอดด้วยเหตุผลอะไรที่เป็นเรื่องทางโลกของผู้ใหญ่เขาคุยกัน.. ไม่เอาๆ ไม่ฟังๆ
และในที่สุดพี่แกก็กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัวด้วยการอยู่เฝ้าร้านก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงชีพซะเลย
ได้รู้ข่าวนี้ครั้งแรกผมตกใจเหมือนกันครับ แต่ก็นะ โลกของผู้ใหญ่ (พยายามเน้น) นี่หว่า
มันคือเรื่องจริงที่ต่างจากโลกแห่งความฝันที่ใครๆ ก็ฝันได้.. แต่ฝันแล้วรีบๆ ตื่นละกันนะน้องๆ
ผมยอมรับแต่โดยดีว่าหนังสือเล่มเล็กๆ แต่หลายๆ เล่มที่ออกแนวประชดๆ ของพี่แกเนี่ย
ที่เมื่อก่อนผมเคยตามซื้อเก็บ-อ่านจนติด และเป็นแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างให้ผม
รวมถึงบล็อกหยาบคาย ต้นกำเนิดของบล็อกนี้ ที่ตอนนั้นไม่รู้จะเขียนให้มันหยาบไปทำไม
ในเมื่อจริงๆ แล้วผมออกจะนิสัยดีน่ารักกรุบกริบม้วนต้วนหงุงหงิง (นึกาพตามแล้วทุเรศสิ้นดี)
อันนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจ-บอกอย่างหน้าไม่อาย-มาจากคุณธวัชชัย คิดอ่าน เจ้านี้แ่หละ
หลายนานมาแล้วมีคนทักว่าผมเขียนบล็อกได้อ้อนแอ้นมากๆ
ไม่เหลือเค้าวิธีเขียนแบบที่เขาชอบสมัยก่อนเลย นั่นเพราะตกผลึกหรือแก่ตัวลง หรืออะไร?
ก็ให้รู้ไว้เลยครับว่าผมก็ไม่ได้เปลี่ยนไปหรือเปลี่ยนแปลงอะไรหรอกครับ เรื่องของเรื่องมันก็แค่
ตอนนั้นคุณมารู้จักผมเข้าพอดีกับช่วงที่ผมอยากให้คุณเห็นความก้าวร้าวอะไรในตัวก็เท่านั้นเอง
พอมาย้อนนึกดูมันก็เหมือนเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนาน
แล้วคิดว่าเราต้องนิสัยแบบตอนนั้นไปตลอดชาตินั่นแหละครับ.. โลกมันหมุนไปเรื่อยๆ นี่นะ
จะให้เราทำความรู้จักกันกับคุณอย่างแบนๆ ก็ไม่ค่อยมีความเป็นมนุษย์สักเท่าไหร่ จริงไหมครับ
ดังนั้นผมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือผม ผมในเมื่อวาน ผมในเมื่อปีก่อน ผมเมื่อหลายปีก่อน.. นั่นก็ผม
เป๋ไปบ่นอะไรไม่รู้ตั้งนานแน่ะ.. กลับมานะ กลับมา
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าผมกับแฟนได้แวะไปถล่มร้านของพี่แกอีกที (เคยไปทีนึงเมื่อนานมาแล้ว)
และได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่เอตลอดการซดก๋วยเตี๋ยวอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอีกครั้ง
ตอนแรกเห็นพี่แกทำท่าเหมือนจำผมไม่ได้ (ตอนหลังพอคุยๆ กันเลยคงเนียนจำได้ :16:)
แต่พอกินๆ ไป พี่แกก็เอากระดาษ A4 สองพับมาวางแหมะให้อ่าน
มันคือวารสารแจกฟรีรายวัน ที่มีเนื้อหาหน้าเดียวจบ (รายละเอียดอื่นๆ ต้องจิ้มไปอ่านเอาเอง)
ผมตื่นเต้นดีใจที่คุณพี่นักเขียนที่ผมเคยกรี๊ดเงียบๆ อยู่คนเดียว (ไม่มีใครเขาอ่านด้วย)
อยู่ดีๆ ก็เอาผลงานล่าสุดที่ “พิมพ์ครั้งแรกใน Microsoft Word” มาให้อ่านฟรีๆ
ผมไล่สายตาสลับกับการซดบะหมี่ต้มยำ เลียไปจนถึงบรรทัดสุดท้ายปั๊บ อ๊ะ มีเว็บด้วย
แต่เป็นเว็บที่สมัครกับ geocities.com (ใครเกิดทันยุค geocities ดังสุดๆ บ้างเอ่ย)
ก็เลยหันไปคุยกะแฟน (อ่านอยู่เหมือนกัน) ว่า “ยังงี้พี่แกน่าจะเขียนเป็นบล็อกนะ”
เท่านั้นแหละครับ พี่เอก็ลากเก้าอี้ตัวที่ว่างมานั่งใกล้ๆ โต๊ะ แล้วเริ่มเปิดวงสนทนาอย่างตั้งอกตั้งใจ
ว่าเออ เดี๋ยวนี้มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ ดีๆ น่าสนๆ ..ไม่รู้จำทำเป็นรึเปล่าแต่ก็น่าสนใจมากๆ
แล้วบล็อกกระทุ่มแบนก็บังเกิดขึ้นมาในโลก
เป็นหลักฐานว่าแรงบันดาลใจจากคนคนหนึ่งที่เคยถ่ายเทมาให้อีกคนหนึ่งนั้นมันไม่ได้หายไปไหน
แถมยังถ่ายเทข้ามกันไปข้ามกันมาได้ด้วยแหละ นี่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางใจล้วนๆ เลยครับ
.
ป.ล.
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอช่วยโปรโมตร้านก๋วยเตี๋ยวหมูกระทุ่มแบนของพี่แกอีกทีละกันครับ
ร้านอยู่ไกลมาก ถ้าไม่มีธุระแถวนั้น หรือไม่มีบ้านแฟนอยู่ปทุมก็ไม่ต้องถ่อไปนะครับ ..ไกลโคตรๆ
(เอ๊ะนี่กูเขียนเชียร์ยังไงวะ)
ป.อ.
ต่อไปนี้ผมกะว่าจะเขียนบล็อกให้บ่อยขึ้นนิดนึงล่ะ (ย้ำว่านิดนึงนะ)
เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองได้เติมไฟเติมเชื้ออะไรบางอย่างเข้ามาแล้ว
คือไอ้ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไฟมอดอะไรหรอกครับ แต่เอาเวลาไปใส่ใจอย่างอื่นมากไปหน่อย
ต่อไปนี้จะลองสร้างวินัยให้กับตัวเองอีกครั้ง ในฐานะที่ห่วงเล่นมานาน
ป.ฮ.
จริงๆ แล้ว ป.ฮ. นี่แยกเป็นตอนใหม่ที่คล้ายกันกับกรณีพี่เอฮิฮิได้เลยนะครับ
คือมีเพื่อนผมคนนึงชื่อไอ้เต้ย ไอ้เต้ยเป็นคนอุดร แต่มามีเมียสาวชาวกรุง
และกลายเป็นคนนนท์ไปแล้ว (ถ้าเรียกมันกินข้าวเหนียวส้มตำมันจะทำท่ารังเกียจมากๆ)
จำได้ว่าตอนเรียนมหาลัย ไอ้เต้ยนี่พลังชีวิตมันสูงจนแผ่พุ่งออกมาปะทุเชื้อให้คนรอบข้างได้ดีมาก
แต่พอจบมาเป็นสถาปนิก และมีเมียสาวชาวกรุง อยู่ดีๆ มันก็เปลี่ยนโหมดเป็นคนแก่ไปเลย
ผมแปลกใจที่วันนึงมันออนเอ็มมาบอกผมว่า “มึงนี่ดีว่ะ ยังทำอะไรมีพลังเหมือนเด็ก”
หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าจับบริบทแช็ตล็อกทั้งหมดมาอ่านดูจะเหมือนคู่เกย์คุยกันมากๆ!!!
ผมเองตกใจเหมือนกัน ที่ตัวเองก็ไป “รู้จัก” มันตอนที่กำลังแผ่พลังแรงบันดาลใจไปทั่วทิศ
และพอพลังของมันเย็นตัวลง มันกลับมาทักและบอกผมว่ามึงนี่ยังปะทุเชื้ออยู่
แล้วอยู่ดีๆ ในวันที่ผมรู้สึกชืดๆ เซ็งๆ นั้นเอง วันหนึ่งมันก็ลุกขึ้นมาเขียนบล็อกชื่อ ODOT
ทั้งชื่อบล็อกและความหมายก็คล้ายๆ OTOP แหละครับ เป็นหมุดหมายกลายๆ
ที่เหมือนกับจะบอกให้โลกรู้ว่า กูแค่เผลอแก่ไปแป๊บนึง นี่เริ่มตื่นแล้วนะ
ลองกดไปอ่านเอาเองละกันครับ แล้วจะรู้ว่าไอ้บ้านี่เขียนบล็อกได้น่าอ่าน
เรียกว่าไอ้เต้ยคืนฟอร์มแล้ว! ..แล้วไอ้แอนนนนนล่ะ เดี๋ยวเจอกันครับพี่น้องงงง!!!

