| อัปเดตผ่าน RSS

164 | ไปยาลใหญ่ใส่สารพัด

12.03.2007 | 37 ความเห็น | โพสต์ในหมวด โถขี้

etc

เออ บ้านเรานี่ก็แปลกดีเว้ย
ในขณะที่มีการวิจารณ์ภาพยนตร์กันอย่างสนุกปากสนุกมือ
แต่หันมองมาทางวงการวรรณกรรมวรรณแบ ไม่ค่อยยักกะมีใครวิจารณ์อะไรกันเท่าไหร่
ไม่รู้ว่าวงการนี้มันเล็ก (คงน่าเศร้า) หรือว่าคนที่นิยมอ่านหนังสือเขามีข้อตกลงร่วมอะไรกัน
..คงไม่ เพราะเห็นว่าในนิตยสารรายสัปดาห์หลายฉบับก็มีคอลัมน์ที่พูดถึงหนังสือเหมือนกัน
แต่ส่วนมากเนื้อหาจะออกไปในทางแนะนำเชิญชวนให้อ่านมากกว่า
อีแบบที่สับแหลกๆ นี่ไม่ค่อยเจอ .. ใครสักคนเคยบอกว่าวงการนี้มันเล็กจ้อยเสียเกินกว่าจะกัดกัน
เอ๊ะ หรือสื่อชนิดเดียวกันจะเกรงใจกันและอ้อมแอ้มเวลาจะโทษใครเขาชัดๆ
แบบเดียวกะทีวีช่องอื่นในกรณีไอทีวีในคืนชะตาขาดนั้น แหม เกรงใจกันจริงจริ๊ง~ จนตูจะอ้วก

เอ้า กลับเข้าเรื่องนิสัยเกรงใจ (ซึ่งเป็นข้อดีของคนไทยนะจ๊ะ เราน่ารักอยู่แล้ว)
ในขณะเดียวกัน เราก็ติดนิสัยการวิจารณ์หนังมาจากฝรั่ง ที่มีนิสัยลูกอีช่างวิจารณ์อยู่แล้วมาทั้งดุ้น
เอะอะเรื่องอะไรไม่ถูกใจพ่อให้ดาว แจกเกรดกันหมดเลย บางทีให้ไปน้อยๆ หนังเลยพาลเจ๊งคาที่
นี่คงเป็นกำไรของผู้บริโภคที่จะเสพหนังจากปากกาเทวดา ก่อนที่จะเข้าไปเสียดายตังค์ในโรงมั้ง
แต่พอหันมาดูปริมาตรของวงการหนังในบ้านเรา มันก็เล็กแค่กระหยิบมือ
ดังนั้นปากกาเซียนทั้งหลายที่เขียนออกมา ทั้งเซียนจริง และ เซียนตีนกร้น (เอ้า ผวนเลย)
บางครั้งการวิจารณ์ในเชิงลบโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แล้วแหละ แต่กำเบี้ยจากศัตรูมาเขียนด่า
มันก็ยิ่งขอดขูดเลือดเนื้อของวงการที่อยู่กันอย่างจำกัด ให้มันเล็กลงไปอีก

จนเดี๋ยวนี้เราไม่ได้ฉลองความสำเร็จของหนังไทยกันที่ ๒๐๐ ล้านกันแล้ว
เอาแค่เรื่องล่าสุดที่เพิ่งเอาแสงสีเสียงไปสาดใส่จอเมื่อไม่นานมานี้
เขาปิดซอยฉลองกันที่ตัวเลขรายได้ ยี่สิบล้านบาทครับ
วงการนี้ในบ้านเรา ผ่านยุคฟองสบู่มาแล้วครับ
บัดนี้จึงหดเหมือนหนังไข่ยามต้องลมหนาว

แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมจะเขียน เอ๊ะ หรือเกี่ยวก็ไม่รู้
เพราะไอ้ที่เขียนข้างบน มันดันเถลออกไปไกลยันพม่ารามัญนู่น
(แถมมีคำสร้อยฟุ่มเฟือยเต็มไปหมดอย่างกับตดในส้วมสาธารณะ - นี่ก็ฟุ่มเฟือย)

เอาสั้นๆ นะ เมื่อวานซืนผมกลับจากมีตติ้งฟ๐นต์ครั้งที่สาม (ขี้เกียจทำลิงก์ เพราะค่อนข้างอโคจร)
ระยะจากดรีมเวิลด์ไปบ้านโบว์ใกล้กว่ามาถึงบ้านที่ลาดพร้าวนัก ก็เลยไปซุกหัวนอนแล้วค่อยมา
(นานๆ ทีก็แวะไปสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ของคุณแฟนทีนึงครับ แล้วก็ลงไปกองให้หมาเลียหน้าเล่น)
บ้านนี้เขานอนตอนกลางคืนกัน (เอ๊า ก็เหมือนกับทุกบ้านล่ะวะ) ผมซึ่งเป็นมนุษย์นกฮูก นอนไม่หลับ
ก็เลยเดินวนรอบห้อง สายตาสาดไปเสียบเข้ากับนิตยสารปกสีเหลืองมันปลาบเล่มนั้น..

อะเดย์ เล่มเก่า มุมปกมีเขียนตัวเลขบอกอายุว่าเป็นฉบับที่ ๔๗ .. ว่าด้วยนิตยสารไปยาลใหญ่
หน้าปกสีเหลืองมันปลาบ มีมัมมี่ทัดดอกไม้ยืนโอบเอวสาวเมย์ พิชญ์นาฎอยู่ (เฮ้ย อิจฉา!!)

ผมนั่งพลิกอ่านอีกครั้งด้วยความคิดถึง (อ้างไปงั้นแหละ ที่จริงตูนอนไม่หลับ)
อารมณ์ในการพลิกอ่านแต่ละหน้าช่างเพลิน ราวกับเพิ่งได้ทำความรู้จักกับเนื้อหาภายในเล่มอีกครั้ง
ทั้งๆ ที่อะเดย์ฉบับนี้ผมเคยลืมวางทิ้งไว้ที่บ้านโบว์ตั้งแต่ปีกลาย (อ่านออกเสียงว่า ปี-กลาย)

ผมเริ่มคบกับอะเดย์ตั้งแต่ฉบับแรก ถึงจะไม่ได้อยากรู้จักหรือโอ้อวดตัวว่ากูก็อ่านมันเกือบทุกเล่ม
(เพราะมีอยู่พักใหญ่ๆ ที่มันกลายเป็นหนังสือที่เจาะตลาดเด็ก ม.ปลาย - สังเกตจากโฆษณาในเล่ม)
แต่พอรายการแฟนพันธุ์แท้อะเดย์ออกอากาศ นั่งๆ ดูก็พบว่าตัวเองตอบคำถามในรายการถูกทั้งนั้น
(ไหนๆ วงเล็บจะเยอะแล้วก็แถมให้อีก ว่านี่ขนาดไม่ได้นั่งท่องแบบผู้เข้าร่วมรายการนะเนี่ย)
โอ้ ขี้อวดจริงๆ — นี่แสดงว่าผมต้องรู้สึกชื่นชมเคารพบูชาสถาบันเด็กแนวแห่งนี้กระนั้นหรือ?

เปล่าเลย และผมก็ไม่ค่อยชอบคุณโหน่ง (วงศ์ทนง) ซะด้วยสิ (ขอโทษนะครับที่ต้องพูดถึงพี่)
อย่างน้อยเขาก็ทำให้ผมรู้สึกได้ชัด ว่าเขาภูมิใจในสถาบันที่เขาสร้าง จนออกนอกหน้ามากเกินไป
จนรู้สึกว่าเฮ้ย เหมือนเขาเดินแล้วจมลึกในบ่อเกียรติภูมิที่ตัวเองขุด ลึกลงเรื่อยๆ แล้วว่ะ
ถามใคร (ที่อ่านและติดตามมาก่อนกระแสจะเกิดเหมือนกัน) ก็เป็นเหมือนกัน คือรู้สึกว่าอะเดย์บวมน้ำ
คือมันจืด อ่านแล้วอิ่มตื้อ แต่ไม่อร่อย แถมกินไม่หมดเล่มด้วยเพราะรู้สึกเลี่ยนเหมือนกินข้าวผัดเอียนๆ
ก็ใช่ว่าจะเปรียบเทียบหรือฝังใจ กับภาพยุคเรืองรองของนิตยสารหัวนี้จนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
แต่นิตยสารที่อ้างอัตลักษณ์ของตัวเอง ว่าเป็นผู้นำด้านการแหกคอก* อย่างนี้
น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการผลิตซ้ำรายเดือนโดยเดินตามรอยเดิมๆ นะครับ
(ถ้าจะอ้างธุรกิจ ก็จงเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่คุณผูกกติกานี้ขึ้นมากันเอง)

เมื่อตอนผมอ่านเล่มหนึ่ง (ผมไม่รู้เรื่องการลงขันอะไรนั่นของคุณโหน่ง แต่รู้จักอะเดย์จากอะเดย์โดยตรง)
อ่านจนจบด้วยความทึ่งและประทับใจที่สุด .. และมองว่านี่คือไปยาลใหญ่ในยุคปัจจุบัน ระดับนั้นเชียว
ใครไม่รู้จักไปยาลใหญ่ก็ไปหาอ่านเอาจากอะเดย์ ๔๗ ก็ได้ครับ
จะได้รู้ว่าตำนานนิตยสารหัวคิดสร้างสรรค์ที่สร้างสรรค์จริงๆ ของไทยเป็นยังไง
ส่วนผม ที่รู้จักมันก็เพราะตอนเด็กๆ เคยไปขุดกรุหนังสือของพี่แล้วเจอเข้า
อ่านได้แค่ไม่กี่เล่มก็ลงแดง ไล่ตามอ่านจนรู้สึกว่า ด.ช.แอนติดใจไปยาลใหญ่เข้าเส้นเลือด!!

ด้วยอาร์ตเวิร์กที่เชยสนิท (ในสมัยนั้นคงจ๊าบน่าดู) และมุกไอเดียสร้างสรรค์ล้นทะลักเล่ม
พูดอีกก็ถูกอีกว่ามันมีส่วนหลายเปอร์เซ็นต์ทีเดียวที่สร้างแอนให้เป็นไอ้แอนนนนนในทุกวันนี้
ว่าเข้าไปนั่น.. (แต่จริงนะครับ อิทธิพลของแรงบันดาลใจนั้น พาให้ผมกลายเป็นเด็กสถาปัตย์จนได้)

สาบานได้ว่าตอนนั้นไม่รู้จักชาวสำนักศิษย์สะดือ-ชื่อของทีมที่ทำไปยาลใหญ่-เลยแม้สักคนเดียว
ไม่รู้ด้วยว่าวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นตำนานของวงการอะไรสักวงการหนึ่งในบ้านเราในปัจจุบัน
(กลัวไม่เก็ต งั้นลิสต์รายชื่อทีมงานนิตยสารเล่มนี้ให้นะครับ เอาตั้งกะ บ.ก.ยันเด็กฝึกงานเลย ดังนี้:
ประภาส ชลศรานนท์ / ปินดา โพสยะ / ศุ บุญเลี้ยง / วายร้ายสีแดง / ตุ้ม พุทรา / บินหลา สันกาลาคีรี /
จิระ มะลิกุล / นิติพงษ์ ห่อนาค / วัชระ ปานเอี่ยม / หมูตู่ / รักษิตา / หนุ่มเสก / จ่าแจ๋ว / หมูบาน /
เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย / โอ๊ทส์ / บัวไร / สะดือศิวดี / โน้ต อุดม / พิง ลำพระเพลิง / คันถ์ชิต / ฯลฯ)

ไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นที่ผมรักไปยาลใหญ่อย่างปักใจ - โดยที่รู้จักเพียงตัวหนังสือในเล่มเท่านั้น
พอมานั่งลิสต์รายชื่อและอาชีพการงานหลังจากไปยาลใหญ่เจ๊ง (มานานแล้ว) ในอะเดย์ .. ผมขนลุก
รายชื่อคนในวงเล็บข้างบน เป็นผลิตผลจากสำนักศิษย์สะดือ ที่ปัจจุบันคือตำนานที่มีชีวิต
ไปยาลใหญ่ (และเฉลียงที่เป็นธุรกิจซ้อนทับกัน) กลายเป็นสถาบัน และสานต่อไปยังรุ่นน้องรุ่นนุ่ง

เฮ้ย นี่มันสุดยอดเลยนะ!

ถึงแม้จะเว้นจากการซื้อไปพักใญ่ แต่ผมก็ยังคงติดตาม และรักในสิ่งที่อะเดย์ยึดมั่นอยู่เหมือนเดิมครับ
เล่มที่ผมชอบที่สุดก็คือฉบับที่ ๗๓ เล่นเนื้อหาเรื่องประเทศลาว
(บอกอีกรอบละกันว่าผมเป็นคนที่สนใจประเทศลาวมากครับ แต่ให้หัดพูดลาวยังไงก็พูดไม่ได้ซะที)
และ บ.ก.อะเดย์ที่ผมชอบที่สุดก็คือคุณทรงกลด - บ.ก.คนปัจจุบันนี้เอง ที่พาอะเดย์กลับมาสว่างอีกครา
หลังจากที่กลายเป็นหนังสือจืดๆ และดำเนินรอยตามและพยายามรักษาความสำเร็จของตัวเองมาเสียนาน
ดังนั้นดีใจด้วยครับ! นิตยสารที่มีคุณเป็นหัวหอกนำทัพ มันกลับมามีสีสันอีกแล้ว! (ตบหัวแล้วลูบหลังนี่หว่า)

ไม่ได้จะเปรียบเทียบอะเดย์กับไปยาลใหญ่นะ
แต่ในฐานะคนอ่านคนหนึ่ง ก็อยากจะแสดงความรู้สึกต่อสื่อที่ผมเสพติดสักหน่อย - คงไม่ว่าใช่ไหมจ๊ะ

ป.ล.
ตอนนี้เขียนยาวหน่อยนะครับ แถมเป็นเรื่องความทรงจำส่วนตัวด้วย นี่กะจะไม่เปิดพื้นที่ให้คนอ่านเลยรึ
เชื่อว่าไม่มีใครอ่านครบทุกคำหรอก (เพราะเวลาผมอ่านบล็อกคนอื่นก็อ่านข้ามๆ เหมือนกัน .. ยาวชิบ)
พอผมขี้เกียจเขียนตอนใหม่หน่อยเดียว ทำมาโวยกันนะพ่อคุณแม่คุณ
อย่าเร่งสิโว้ย คนจะปั่นบอร์ด!

ป.อ.
ใครอีกก็ไม่รู้ ได้กล่าวไว้อีกแล้วว่า เด็กแนวต้องฟังแฟต ถืออะเดย์ แล้วก็อะไรอีกสองสามอย่างนี่แหละ
ผมก็เลยฟังแฟต(เช่นเดียวกับที่ฟังคลื่นอื่นที่เพลงเพราะ) และถืออะเดย์โดยหันปกออก เพื่ออวดใครว่ากูแนว!
ตลกดี สองบรรทัดที่ผ่านมานี่อธิบายกันยาก เพราะดูมันเป็นสิ่งที่เสียดสีกันเองหลายรอบ จนไฟลุกท่วม

ป.ฮ.
*ขยายความจากดอกจันข้างบน: ในอะเดย์ฉบับไปยาลใหญ่ มีอยู่หน้าหนึ่งที่คุณวชิราไปสัมภาษณ์พี่จิก
ด้วยคำถามประมาณว่า “คุณว่าคุณเป็นพวกแหกคอกหรือเปล่า” - ฮั่นแน่ เตรียมรอคำตอบโหน่งๆ ได้เลย
ทว่า คุณประภาสตอบกลับมาว่าไม่รู้สิ คอกของผมมันคงใหญ่มากจนวิ่งเล่นได้สบายๆ เลยมั้ง
เหนือครับเหนือ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนเด็กคุยกับผู้ใหญ่ยังไงยังงั้น - พี่จิกครับ พี่ “เหนือ” มากครับ
(ไม่รู้ผมตีความถูกเปล่า และไม่รู้พี่จิกจะคิดแบบที่ผมอ่านแล้วคิดไปหรือเปล่า - แต่นี่คือการสอนมวย)

Tags: , ,
Pages: Prev 1 2