159 | blog tag

สังหรณ์ใจอยู่ไม่ถึงครึ่งวัน ผมก็โดนลากเข้าไปในวังวนลูกโซ่ของ blog tag จนได้ 
blog tag เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสดใหม่หอมกรุ่นจากเตา ที่ระบาดข้ามประเทศอินเทอร์เน็ตมาถึงไทย
โดยอยู่ดีๆ ก็มีคนมาเล่าเรื่องของตัวเอง ๕ ประการ แล้วแตะมือส่งต่อกันไปเรื่อยๆ อีก ๕ ราย
อันนี้ไม่รู้ล่ะว่าคุณจะเขียนบล็อกเรื่องอะไรมาก่อน แต่ถ้าโดน tag ปั๊บก็ต้องมาเล่าเรื่องตัวเองซะงั้น 
ดีเหมือนกัน บางคนทำตัวลึกลับนักหนาจะได้แง้มความงุงิของตัวเองออกมาบ้าง
น่าสนุกพอๆ กะน่าสยองไหมล่ะครับ
เอ้าๆ เข้าเรื่อง
๑.
ผมชื่อแอน เป็นลูกคนที่สามจากสี่คน ที่ทั้งบ้านเป็นผู้ชายหมดเลย
ชื่อนี้ป้าเป็นคนตั้งให้ เพราะเห็นว่าท้องนี้มันแปลกเว้ย ไม่เหมือนท้องก่อนๆ
ถ้าไม่ใช่เทวดามาเกิด อีนี่ต้องเป็นเพศหญิงแน่ๆ .. เลยตั้งชื่อไว้ก่อน!!
แล้วพอคลอดออกมาเห็นกระเจี๊ยวดำปื้อแกก็ยังไม่เปลี่ยนนะครับ ด้วยความแนวของวงศ์ตระกูลผม
ตอนเด็กๆ นี่อายมาก (ทุกคนคงเข้าใจว่าการมีชื่อเล่นน่าอายมันเป็นตราบาปขนาดไหน)
แต่พอโตขึ้นมาเริ่มมีเจจาตินมาเคลือบหน้า ก็เลยใช้ชื่อแอนมาจนกระทั่งทุกวันนี้
(เติมคำว่า “ไอ้” ไปใน User Name จะได้แยกออกนิดนึงว่าไอ้นี่กระเจี๊ยวดำปื้อ)
๒.
(เห็นข้อนี้เขานิยมเล่าเรืองการจับคอมครั้งแรกเลยเอามั่ง)
จับคอมครั้งแรกตอนมัธยมครับ เนื่องจากที่บ้านผมจน เห็นเพื่อนมันได้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์กัน
ซึ่งถ้าใครเรียนจะต้องเพิ่มค่าเทอม ๔๐๐ บาทเป็นค่าบำรุงห้องคอม ผมเลยอิจฉาคนเหล่านี้มาก
ก็เลยไปอาศัยเกาะกระจกดูจากข้างนอกห้องด้วยความริษยา
แล้ววันนึงพ่อผมก็ซื้อคอมมา เป็น 486 DX-II ที่จอเป็นวีจีเอ และมีเมาส์!! (ตอนนั้นตื่นเต้นมาก)
ตั้งกะนั้นมาก็อยู่กับมันมาตลอด ไม่ได้ฝักใฝ่ถึงขนาดคลั่งไคล้ เพราะเชื่อว่ายังไงมันก็ต้องรับใช้เรา
แต่พูดก็พูดเหอะ ผมก็เลยใช้มันหากินมาจนถึงวันนี้เอย
๓.
ผมจบคณะสถาปัตย์แห่งมหาวิทยาลัยท่าช้าง โดยที่รู้ตัวว่าไม่ชอบเรียนวิชานี้ตั้งแต่ปีหนึ่ง
นี่คงเป็นหนึ่งในเด็กเกรียนทั่วไปที่ต้องการความใส่ใจจากอาจารย์แนะแนวให้มากกว่านี้
เพราะโรงเรียนเก่าผมโดยเฉพาะห้องคิง ค่อนข้างปลูกฝังอย่างแรงว่าเธอต้องเป็นวิศวะหรือหมอ
ซึ่งผมไม่ชอบคณิตศาสตร์ สังคม ฟิสิกส์ เคมีหรือชีวะ (ชอบแต่วิชาภาษาไทย แต่เรียนสายวิทย์)
จะว่ากันชัดๆ ก็คือผมไม่ชอบระบบการเรียนแบบท่องจำหรือคำนวณเอาซะเลย
หรือว่ากันให้ชัดกว่านั้นก็คือ ผมขี้เกียจเรียนชิบหายเลยครับ 
ดังนั้นความแนวของ ด.ช.แอน ก็คือพยายามหาคณะที่จะเข้าแล้วไม่ต้องเจอวิชาเหล่านี้
นั่นคงเป็นคณะที่เข้าไปเรียนแล้วใช้วิชาแขนงความคิดสร้างสรรค์ดีกว่า มันต่อยอดได้เยอะดี
ก็เลยเข้าสถาปัตย์ครับ เผื่อจะเป็นดารากะเขาตามสมัยนิยม (เฮ้ย ..ตอนนั้นคิดยังงี้จริงๆ)
ถือเป็นตัวอย่างวิธีคิดที่ไม่ดีเท่าไหร่ โชคดีที่พอเอาตัวรอดได้เลยจบมาแบบถากๆ
(ตลอดชีวิตมหาลัยผมได้เอฟมาสามตัว นั่นคือวิชาแคลคูลัส ๒ ครั้ง และกฎหมายอีก ๑ ครั้ง)
๔.
อ่านข้อสามแล้วคงงงกันว่าแล้วไอ้กรวยไตนี่มันจะถ่อเรียนไปทำไมให้จบวะ คณะนี้มันต้องเรียนตั้งห้าปี
ที่จริงผมไม่เสียดายชีวิตในมหาลัยเลยครับ เนื่องจากตัวเองดันไปเจอ “ที่อยู่ของหัวใจ” เข้า
นั่นคือในเมื่อกูจะไม่เอาดีทางด้านการเรียนแล้ว ก็เลยผันตัวไปเป็นเด็กกิจกรรมของมหาลัยไปเลย
โดยเริ่มช่วยงานสโมสรนักศึกษาของมหาลัย (ตอนนี้สถาบันอื่นเขาเปลี่ยนเป็นองค์การนักศึกษาไปหมดละ)
แล้วก็เลยสนุกกับการแก้ปัญหาประหลาดๆ ของมันทุกๆ วัน เพราะขลุกอยู่กับสโมมากกว่าคณะอีก
วันหนึ่งในตอนปีสาม ผมรู้สึกว่าเฮ้ย ไม่ไหวแล้ว ทำไมระบบสโมมันเละเหลือเกินวะ
ขอล้างไพ่สักครั้งเถอะ อยากปรับปรุงหรือยกระดับมาตรฐานขององค์กรให้มันดีกว่านี้มากๆ ว่ะ
เลยจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคนึงเพื่อสนองอุดมการณ์นี้ แล้วก็แพ้นักเลือกตั้งมืออาชีพไป 
นี่เลยทำให้ตัวเองเริ่มรู้สึกว่าเฮ้ย การเมืองนี่มันก็สนุกดีว่ะ เลยสนใจมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
..การบริหารสโมในปีที่ผมตกงานนั้นเละมาก ปีต่อมาผมเลยจัดทัพลงสมัครอีกครั้ง และได้ล้างไพ่สมใจ
นั่นทำให้ผมรู้สึกดีกับมหาลัยเอามากๆ ครับ เพราะครั้งหนึ่งตัวเองเคยเป็นตัวแทนนักศึกษาทั้งสถาบันมาแล้ว
ดังนั้นเลยได้ขยับเข้าไปในโลกของผู้ใหญ่ ผู้บริหาร หรือแม้แต่รุ่นพี่รุ่นน้อง ที่มีวุฒิภาวะทางปัญญาสูงมาก
พลังเจไดมหาศาลเลยพรั่งพรูเข้ามา จนตัวเองรู้สึกคุ้มค่าที่สุดที่ได้เปิดกบาลตัวเองจากตำราแค่ห้องสมุดซะที
การทำกิจกรรมนักศึกษามันต่างจากการนั่งก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวเป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ
คือเราต้องอยู่ในมิติที่ต้องแก้ปัญหาของระบบอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตัวแปรสำเร็จพร้อมเสิร์ฟเหมือนวิชาเรียนนี่
ก็เลยติดนิสัย อุดมการณ์ที่พยายามทำอะไรสักอย่างให้โลกมันดีขึ้น มาอย่างมากมาย
จากการทำงานฟรีไม่มีแม้แต่รายได้หรือหน่วยกิต .. แต่รู้ด้วยตัวเองว่านี่เป็นการหว่านพืชที่หวังผลได้แน่นอน
ที่สำคัญคือ ผมเลยได้รู้จักกับแฟนตอนทำสโมปีแรกๆ นี่แหละครับ 
๕.
ผมเคยไม่เชื่อเรื่องผี
และเป็นประเภทที่พอไม่เชื่อปั๊บ ก็พร้อมจะต่อต้าน ลบหลู่ และหาเหตุผลด้วยวิชากาลามสูตรอย่างเต็มเหนี่ยว
จนมาวันนึงก็ได้พบคำตอบของชีวิตว่าผีมีจริง (ขอบคุณปราย พันแสง สำหรับประโยคนี้ครับ)
ทำให้ตัวเองสบายใจไปอีกหนึ่งอย่างว่า โอเค กูไม่ต้องเมื่อยไปพิสูจน์แล้ว ไอ้ที่เห็นนั่นผีแน่ๆ
แต่ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบพิสูจน์มันอยู่ดี เพราะเท่าที่ฟังรายการเดอะช็อกผ่านเน็ตติดต่อกันมาทุกสัปดาห์
แทบไม่มีเรื่องผีเรื่องไหนเลยที่โดนใจ หรือรู้สึกว่านี่แหละโว้ย เรื่องผีที่กูถวิลหา ว่ามันคือผีที่ไม่ได้ปรุงแต่งจริงๆ
พอเข้าใจไหมครับว่าผมไม่ได้กลัว แต่สนใจอย่างหิวกระหายในความมีอยู่จริงของมัน
ว่าตกลงผีที่เดินทะลุผนังได้มีจริงไหม หรือผีที่แหกอกลากไส้จะมีจริงได้ยังไง หรืออะไรแค่ไหนที่โดนเรียกว่าผี
เชื่อว่าวันนึงจะได้เจอมันอีก แล้วจะสัมภาษณ์มาให้อ่านครับ
.
จบ
.
และตามขนบ - ผมขอแตะมือต่อไปที่ น้องเดือน, ห้าโอ, จานวี, ป๋าเลย์, และหมอแมว
ใครไม่ส่งต่อภายในห้าวันแปดวัน ขอให้ตาลบูด!
ป.ล.
คุณเก่งอุตส่าห์ทำชาร์ตแสดงการระบาดของ blog tag
จะเห็นได้ว่าผมอยู่ในขั้นที่ห้า (ไม่รู้จะต่อไปได้อีกกี่ขั้นนะเนี่ย)
ป.อ.
กดโพสต์เสร็จ วกกลับมาดู เฮ้ย เขียนอะไรวะเนี่ย โคตรยาวเลย
ใครที่โดนแตะต่อไปนี่เอาสั้นๆ ก็พอนะครับ ไอ้นี่มันเบรกแตก 
ป.ฮ.
สายที่ผมโดนส่งต่อมานี่เป็นพวก Geek ทั้งนั้น
เลยขอกระจายไปที่วงการอื่นมั่ง วันนึงจะได้ระบาดไปในกลุ่มเด็กงุงิให้สมใจอยาก