091 | คนเห็นผีแล้วล่ะ
บล็อกวันนี้ ผมขอแนะนำให้อ่านบทนำเรื่องในครั้งที่แล้วก่อน
จะได้ไม่งงครับว่าไอ้หมานี่มันพูดอะไรของมัน (คลิกที่นี่ อ่านตอนที่แล้ว)
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ในชีวิตนี้ ผมเคย “เจอผี” มาแล้ว ๔ ครั้งครับ
สามครั้งแรกไม่ได้เห็นเป็นตัวๆ แบบชัดๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ก็เลยเฉยๆ พอความสดมันก็ลดลง ก็จะหาเหตุมาอ้าง
ว่า โอ๊ย ไอ้ที่เจอไม่ใช่ผีใช่เผออะไรร้อก ผมก็แค่หลอนไปเอง (ขี้เกียจเล่าครับ เดี๋ยวยาว)
แล้วก็กลายมาเป็นคนที่ยืนยันหนักแน่นว่ากูไม่เชื่อเรื่องผี และพร้อมจะท้าทายเช่นเดิม
นิสัยไม่เชื่อและลบหลู่ที่ผมเป็นอยู่เนี่ย จะเรียกได้ว่าเป็นความอวดเก่งหรือไรก็ไม่รู้สิ
คือเวลาอยู่กับเพื่อน ผมเป็นขนาดท้า “เฮ้ยมาสิ.. ผีเผอที่ไหนถ้ามีจริงโผล่มาให้กูดูหน่อย”
แต่พออยู่คนเดียวจะไม่กล้าพูดครับ กลัวมันจะโผล่มาเบิ๊ดกะโหลกเอาจริงๆ (เวรกรรม)
นี่แสดงให้เห็นเลยว่าแท้ที่จริง ข้างในลึกสุดใจผมก็ยังแอบเชื่ออยู่นิดๆ ว่ามันคงมีจริงนะ
แต่ก็โดนความคิดต่อต้านซึ่งมีมากกว่า กดทับเอาไว้จนแบนแต๊ดแต๋อยู่ข้างใน
จนพออยู่ปีสาม สตูผมส่งโปรเจ็คเสร็จ (* สตูดิโอ=ชั้นปี เป็นศัพท์ท้องถิ่นของคณะผมเอง)
ก็เลยยกชั้นปีไปเที่ยวหัวหินกัน เหมือนไปมีทติ้งอะไรทำนองนี้ แต่รุ่นผมมีแค่ ๖๐–๗๐ คน
ก็เลยเหมารถปรับอากาศจากสายใต้ไปส่งที่บังกะโลชื่อ “ฟองคลื่น” เลยหัวหินไปหน่อยนึง

วันแรก - ๙ มี.ค.๔๔
อยู่ดีๆ ผมก็ไม่สบาย ไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนมากจนต้องนอนซมในบังกะโล
มันเป็นอาการเริ่มต้นของอีสุกอีใส (ที่ผมเพิ่งมาเป็นเอาตอนอายุ ๒๐ ครับ)
เกิดมาไม่เคยป่วยขนาดนี้เลย มาเป็นอีสุกอีใสตอนเที่ยวนี่ .. รู้สึกขาดทุนชิบเป๋ง
ดังนั้นคืนนั้นจึงผ่านไปด้วยความทรมานและไม่เกี่ยวกับเรื่องผีแต่ประการใด
วันที่สอง - ๑๐ มี.ค.๔๔
พอไข้ลด ผมแม่งเล่นน้ำทั้งวันเลย (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอีสุกฯ เพราะตุ่มยังไม่ขึ้น)
พอตกกลางคืน เพื่อนๆ ก็จัดปาร์ตี้อาหารทะเลกันที่ลานดินกลางบังกะโล
บรรยากาศดีมากครับ ใครใครเมาก็เมาไป ใครใคร่แดกก็แดกกันกระจุยกระจาย (ตูด้วย)
พออิ่ม ผมกับเพื่อนอีกสามคน – แจ๊ค เก๋ง และส้ม ก็ตกลงกันว่าจะออกไปเดินย่อยที่หาด
บังกะโลนี้ไม่ได้อยู่ติดชายหาดซะทีเดียวครับ มันเป็นซอยห่างออกมาราวๆ ๓๐ เมตร
พอเดินพ้นซอยนั้นออกมา ก็พบผืนม่านสีดำขนาดใหญ่ ข้างบนเป็นดาว ข้างล่างเป็นทราย
คงเพราะคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าก็เลยมีดาวระยับเต็มไปหมด .. โคตรสวยเลยครับ
อยากให้ลืมภาพราตรีแสงสีที่คุณคุ้นชิน แล้วนึกถึงทะเลที่ไม่มีแสงไฟจากบ้านไหนๆ เลย
มีเพียงแสงดาวบนฟ้าพอให้เห็นเขาตะเกียบยืนทะมึนกับฉากกำมะหยี่ข้างหลังเท่านั้นเอง
ยิ่งน้ำลงยังงี้ด้วย ก็ยิ่งทำให้พื้นที่ชายหาดกว้างสุดลูกหูลูกตา … (กูจะพรรณายาวๆ ทำไม)
ทันใดนั้น เพื่อนผมคนนึงชื่อไอ้จิม เดินสวนมาจากชายหาด
มันทำหน้าตาท่าทางแปลกๆ .. พอเจอเราสี่คนก็พูดซ้ำๆ ว่า “น่ากลัวมาก… น่ากลัวมาก”
แล้วก็เดินเหมือนคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสวนกับพวกเราเข้าไปที่บังกะโล
พวกเรามองหน้ากันแล้วเออออกันว่าน่ากลัวจริงๆ แต่ตอนนั้นไม่มีใครคิดเรื่องผีเลยครับ
แต่คิดว่านี่ถ้ามีโจรข่มขืนหรืออาชญากรรมที่ชายหาดละก็ เหยื่อคงไม่รอดเด็ดขาดเลยว่ะ
แล้วเราก็เดินไปทางเขาตะเกียบ (อยู่ไกลสักกิโลได้มั้ง) คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ
บรรยากาศตอนนั้นดีมากครับ ฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ยินเสียงคลื่นไกลๆ .. ทรายยังเปียกหยุ่นตีน
จนเดินมาไกลจากจุดแรกมากพอดู .. คงราวๆ ครึ่งทางมั้งครับ อยู่ดีๆ ส้มก็พูดขึ้นว่า
“เฮ้ย นั่นไฟอะไรน่ะ” พร้อมชี้นิ้วไปที่ภูเขาลูกยักษ์ที่ตระหง่านอยู่ข้างหน้า
สามคนที่เหลือมองตามทิศทางที่ส้มชี้ —-
ภาพที่ผมเห็นไม่มีอะไรแปลก เพราะมันคือแสงไฟจากหน้ารถเครื่อง วิ่งลงจากบนเขา
ลักษณะถนนเป็นโค้งอ้อมลงเขา ทำให้แสงไฟนั้นวาบขึ้นมาก่อนแล้วค่อยวิ่งเฉียงลงไป
ในทันทีที่ส้มหยุดพูด — ไอ้เก๋งก็รีบปรามส้มว่า “นี่ เจออะไรอย่าไปทักสิ”
อ้าว .. เย็ดเข้ ..
ทีแรกเดินคุยกัน ไม่มีใครคิดเรื่องผีมาก่อน พอทักยังงี้ .. มันก็เลยเริ่มคิดแล้วสิครับ!!!
บรรยากาศเริ่มมาคุโดยไม่ได้มีใครพูดอะไรกัน (แม้แต่ผมที่เคยพร่ำว่ากูไม่เชื่อ T-T)
เราเดินเงียบๆ ต่อไปอีกจนเหลือระยะห่างจากเขาลูกนั้นราวๆ ๒-๓ ช่วงเสาไฟฟ้า
ส้มดันทักอีก
“เฮ้ย นั่นไฟอะไร (อีกแล้ว) น่ะ…” —- ผมจำไม่ได้ว่ามีคำว่า “อีกแล้ว” หรือเปล่า
เก๋งหันไป จะปรามอีกครั้ง แต่ส้มยังชี้นิ้วค้างอยู่ครับ แล้วพูดต่อในทันที ว่า
“…เหมือนคนเลย”
ทุกคนเลยมองไปตามทิศที่นิ้วของเพื่อนชี้ไปที่ตีนเขาลูกนั้น … แล้ว…
สิ่งที่เราเห็น — ผมขอเรียกว่าเปรต — ทีแรกแทบไม่เห็นเพราะมันกลืนอยู่ในความมืด
ลองนึกภาพนะครับ ถึงจะมืดขนาดไหน ถ้ามีอะไรสีขาวๆ วางไว้ คุณก็จะพอมองเห็น
ส้มสายตาดีกว่าเพื่อน ที่ชี้และทักก่อน ในขณะที่พวกเราที่เหลือเพิ่งสาดสายตาไปถึง
แต่พอแสงไฟสีส้มจากรถคันนั้นลับหายไป อยู่ดีๆ หมอนั่นก็ “ยืดตัวขึ้น” จนสูงปรี๊ด!!
เฮ้ยยยยยย!! เหมือนอุลตร้าแมนเวลาแปลงร่างเลย แต่นี่ขยายแค่ส่วนสูงอย่างเดียว
คือยืนอยู่ดีๆ ก็ วื้ด~ดดดดดดดด… จนสูงขึ้นประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของภูเขา
จาก ๔ เมตร กลายเป็นราวๆ ๓๐ เมตร และอยู่ห่างจากเราแค่ ๒-๓ ช่วงเสาไฟฟ้า!
พอยืดเสร็จ มันก็รีบเดินจ้ำอ้าว เลียบเขาไปทางทะเล .. เหมือนจะหนีอะไรสักอย่าง
พวกเรา ๔ คนยืนตัวแข็งทื่อ ตะลึงกับสิ่งที่เห็นกันชั่วครู่ .. (แป๊บเดียวแต่เหมือนนาน)
ขนงี้ลุกชันทั้งร่างเลยครับ ไล่ตั้งแต่เท้าขึ้นมาถึงหัว ตัวชาเหมือนโดนไฟช็อต .. สนุกดี
นี่ละมั้ง ที่เขาเรียกขนหัวลุก..
ในจังหวะที่อึ้งกันนั่น “มัน” ก็เดินจ้ำเหมือนไอ้ตัวไฟโด้ดีโด้ (Fido-Dido) เป๊ะเลยครับ
นึกไม่ออกใช่ไหมครบ งั้นดูนี่ (กด Play)
(ข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมานี้ จริงๆ แล้วเกิดขึ้นเร็วมาก แค่ราวๆ ๕ วินาทีได้มั้ง)
พอช่วงที่มันก้าวขากำลังจะข้ามหินก้อนใหญ่มาก ที่อยู่ตรงปลายน้ำ ไอ้เก๋งก็บอกว่า
“หันหลังกลับ—— อย่าวิ่งนะ”
ทั้งสี่คนพร้อมใจกันกลับหลังหัน แล้วเดินซอยเท้ากันพรวดๆ ..ล่กยังกะหนูเจอแมว
แต่หนูๆ ทั้งสี่คงโชคดีมากเลย ที่แมวมันไม่ได้หันมา (ไม่รู้สิ มันคงหนีหมาอยู่มั้ง?)
ขณะที่จ้ำไป ผมก็ขนชันไปทั้งตัวแบบรู้สึกได้ สมองสองซีกกำลังต่อสู้กันใหญ่เลย
ผี!?.. ไอ้ที่เห็นเมื่อกี้นี่ผีเหรอ.. ตกลงว่าผีมันมีจริงใช่ไหม.. และ.. โคตรเท่ห์เลยว่ะ!
เดินไปได้สัก ๑๐๐ เมตร (แต่เดินอย่างเร็ว) ใครคนหนึ่งเริ่มพูดก่อนด้วยเสียงระรัว
“เห็นใช่ไหม.. เห็นเป็นยังไง”
จำไม่ได้แล้วว่าตอนนี้ผมตอบไปว่าไง แต่เข้าใจกันเดี๋ยวนั้นว่าเห็นเหมือนกันทุกคน
มีแต่เก๋งคนเดียวที่บอกว่าสายตาสั้น เห็นเป็นแท่งสีขาวเหมือนเสาไฟฟ้า.. ที่วิ่งได้
ผมกับแจ๊คนัดกัน หันหลังมองแล้วเดินถอยหลังแบบหน้ากระดานไปกับอีกสองคน
พยายามจดจำรายละเอียดของสถานที่เกิดเหตุให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เพราะมันเท่ห์มาก เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรที่โอ้วเยสขนาดนี้ .. ทุบทฤษฎีขนาดนี้
ตอนขามา เราเดินกันนานมาก แต่ขากลับใช้เวลาเดี๋ยวเดียวก็ถึงบังกะโลที่พัก
เพื่อนๆ ยังคงอยู่รอบเตาบ้าง ตีไพ่กันบ้าง แดกเหล้ากันที่ซุ้มหลังคาจากกันบ้าง
เราทำหน้าตาตื่นเข้าไปแล้วประกาศว่าเจออะไรมา สดมาก เจ็ทเคร่ว .. สดจริงๆ
พอเล่าจบ สาวๆ บางคนไม่กล้ากลับไปนอน เลยต้องมานั่งแกร่วอยู่ที่วงไพ่ (๕๕)
เรารวมทีมกันเดี๋ยวนั้นได้ ๖ คน แล้วเดินกลับไปพิสูจน์สถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง
แต่ไม่พบอะไร นอกจากหมาไม่กี่ตัว และพบว่าตรงตีนเขานั้นเป็นคลองน้ำกร่อย
(แสดงว่าไอ้ไฟโด้ดีโด้นี่มันเดินลุยน้ำเล่นรึไงไม่รู้ ผมขี้เกียจเดาใจมัน ..ช่างเห๊อะ)
เรื่องก็มีอยู่แค่นี้แหละครับ การเจอผีอย่างเป็นทางการของผม
ไม่ได้ลึกล้ำพิสดารอะไรหรอก .. แต่ก็มีข้อมูลเสริมที่น่าสนใจมาก คือ
- จำไอ้จิมที่เดินสวนเข้ามาจากชายหาดทีแรกได้ไหม
- มันเพ้อและพูดซ้ำๆ ยังงั้น เพราะมันเพิ่งโดนผีหลอกมาสดๆ ครับ!
- มันเล่าให้ฟังในคืนนั้นเอง ว่ามันเดินออกไปคนเดียว และโทรศัพท์คุยกะแฟน
- ไอ้จิมไม่เคยเจอผี และไม่เชื่อเรื่องผีเช่นเดียวกับผมแหละ
- มันไปโทรตรงน้ำทะเลที่ลงไปไกลมาก กะว่าโรแมนติกของมันละนะ
- แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทำให้มันเป็นกลายสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ห่างไกลผู้คน
- อยู่ดีๆ มันขนลุก แบบสันหลังวาบ
- มันบอกคู่สาย แต่ฝ่ายตรงข้ามคงเข้าใจผิด จึงวางหู … (อ้าว ซวยละสิทีนี้)
- มันเริ่มรู้สึกโหวงเหวง ก็เลยหันหลังกลับมาเพื่อเตรียมก้าวขา ทันใดนั้น..
- “มันเหมือนเป็นกลุ่มควันว่ะ สูงเท่านี้” (มันทำมือบอกระยะสูงประมาณหมา)
- “อยู่ดีๆ ก็ลอยมาหยุดตรงหน้ากู แล้วขยายพรืดขึ้นสูงเท่ากูเลย”
- มันบอกว่าเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน
- ก็เลยขาแข็ง เดินเพ้อจนมาเจอเราสี่คนนี่แหละ (แล้วเสือกไม่บอกนะ ไอ้ห่า)
ตอนเช้า เล่าให้คุณพี่เจ้าของบังกะโลฟัง (เผอิญเป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกัน)
พี่แกตื่นเต้นมาก แกบอกว่าทะเลย่านนี้มันเป็นน้ำวน เพราะมีภูเขายื่นออกไปในน้ำ
โดยเฉพาะตรงริมเขาที่เป็นคลอง ทำให้มีโคลนลงไปปนในน้ำและกลายเป็นดินพรุ
ก็คือ ถ้าเหยียบพื้นตรงนั้นอาจตกลงไปในโพรงได้
ดังนั้นในระยะหลายๆ ปีที่ผ่านมา ชายหาดนี้ก็กวาดไปหลายศพแล้วครับ
ตรงหาดมีป้ายเตือนไม่ให้เล่นน้ำฝั่งซ้าย (ฝั่งที่อยู่ทางเขา) เพราะไม่ปลอดภัย
ผมกลับจากไปเที่ยวครั้งนั้น แต่ก็ขอแวะลงที่บ้านก่อน เพราะเป็นทางผ่านพอดี
อาการของอีสุกอีใสเริ่มแสดงชัดขึ้น ทำให้เนื้อตัวเป็นตุ่มพุพองอีกเป็นอาทิตย์เลย
ผมนอนอยู่บ้าน เล่าให้แม่ฟัง แทนที่แม่จะว่าผมงมงาย กลับบอกให้ไปทำบุญซะ
และอธิบายว่า ที่วัดเขาตะเกียบก็ขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว แถมเขาที่ยื่นลงน้ำนั่นน่ะ
..ก็เป็นที่ลอยอังคารสุดฮิตซะด้วยสิ
วิทยาศาสตร์มีคำตอบไหมครับ 
ป.ล.
บล็อกครั้งนี้ขออภัยที่เว้นช่วงนานมากๆ และเขียนบรรยายละเอียดเกินไป
ผมใช้เวลาเรียบเรียงเกือบสัปดาห์ เพราะอยากให้มันออกมาเป็นภาพชัดที่สุด
ใครที่อ่านแล้วยังไม่เชื่อ ผมเข้าใจครับ เพราะผมก็เคยเป็นเหมือนคุณมาก่อน
สมัยผมยังไม่เคยเจอแบบจังๆ.. ใครมาเล่าให้ฟังก็ไม่เชื่อหรอก แถมท้าทายด้วยสิ
ป.อ.
ไม่รู้ว่าทฤษฎีไอ้พวกดวงแข็ง จิตอ่อน หรือจูนคลื่นตรงกันอะไรนั่นจะจริงไหม
ไม่รู้ว่าที่เขาบอกว่าการเห็นผีครั้งหนึ่งจะทำให้ “จิตเปิด” และเห็นได้ง่ายจะจริงไหม
ไม่รู้ว่าผีประเภทอื่นๆ แบบผีนานาชาติ หรือพวกไสยศาสตร์ มนต์ดำ จะมีจริงไหม
ไม่รู้ว่าผีเว่อร์ๆ แบบที่ฟังในเดอะช็อค หรือเห็นในหนังผีนั่นจะมั่วขนาดไหน
ณ วันนี้ผมยังไม่เคยเจอกับตัวเอง ผมก็เลยยังคงไม่เชื่อต่อไป
การเจอผี ๑ ชนิดจากล้านชนิดที่เขาว่ามี ก็ใช่ว่าจะงมงายเหมาจ่ายไปหมดนี่ครับ
แต่หลังจากการเจอครั้งนั้นทำให้ผมนึกย้อนไปยังครั้งที่ผ่านๆ มาในชีวิต
ก็พบว่าไอ้สามครั้งก่อนหน้าที่ผมสงสัยๆ อยู่แต่ไม่เชื่อ.. มันออาจจะเป็นผีก็ได้
แต่ขี้เกียจเล่าแล้วโว้ย .. พิมพ์เมื่อยชิบเป๋ง
เดี๋ยวเล่าบ่อยๆ แล้วจะกลายเป็นบล็อกมิติพิศวงไปฉิบ .. พอโว้ย พอ!
September 29th, 2008 at 18:12
โฟ๊ร์ทเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 และเคยเจอแบบสัมผัสๆมามากมาย แต่ล่าสุดโฟ๊ร์ทไม่ได้เจอแบบสัมผัสๆแล้วล่ะ แต่โฟ๊ร์ทเจอแบบ จะๆ จังๆ เต็มๆ ชัดๆ ตอนนั้นโฟ๊ร์ทเทียบจะเป็นบ้าตาย เทียบจะขาดใจตาย เมื่อรู้ตัวว่าไม่ได้นอนอยู่คนเดียว ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ในอพาร์ตเม้นท์ แห่งหนึ่ง เล่าแล้วโฟ๊ร์ทยังจำได้ ติดตา ติดใจ ไม่ลืมเลย ทั้งๆที่อยากจะลืมอยากจะสลัดทิ้งไปจากหัวมันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ….โทรมาหาโฟ๊ร์ทได้นะคะเดี๋ยวเล่าประสบการณ์ ผีๆๆให้ฟัง

……083-8647661 , 082-0307607 (ช่วยเข้าไปอ่าน 10 วิธี เห็นผี ของโรทหน่อยนะคะ เพราะโฟ๊ร์ทเข้าไปตอบกระทู้ ความคิดเห็ฯที่ 182 ค่ะ)
โทรมานะคะ แล้วจะได้รู้ ว่าสัมผัสที่ 6 ไม่ได้ มีทุกคน
February 24th, 2008 at 11:41
เรื่องจิงอ่ะป่าว
February 16th, 2008 at 16:25
February 11th, 2008 at 21:55
น่ากลัวมากๆๆๆๆๆ
เรื่องจริงอะป่าว
งะ…..อิอิ

February 6th, 2008 at 14:27
January 22nd, 2008 at 15:05
น่ากัวจังเวย
January 11th, 2008 at 7:29
ทามมายบ่เชื่ออ่ะ

December 23rd, 2007 at 17:32
ห น้า ก ลัว
มากเลย

November 27th, 2007 at 12:59
November 2nd, 2007 at 12:05
อืม สนุกดีค้าบเพ่และก้อตื่นเต้นดีน่ะแต่เพ่บรรยายเยอะปัยหน่อยอ่า
งงบ้างนิดหน่อย เขียนม่ายค่อยรู้เรื่องเลย 
อ่านจนง่วงเลยเนี่ย(อิอิ)มีภาพด้วยสมจิงสมจังมาก เปนนักเขียนด้ยเลยน้า เหอะๆๆ
October 24th, 2007 at 18:21
เล่าเรื่องได้ดีมากเลย แต่ขอไม่เจอดีกว่า สยอง
July 11th, 2007 at 15:05
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

July 10th, 2007 at 19:16
อยากรู้จริงว่ามันมีจริงรึเปล่า ถ้าใครเคยพบหรือรู้เรื่องอะไรมา ได้โปรดกรุณาส่งมาให้ดูหน่อยที่ mail นี้นะ pom7pam@hotmail.com
April 17th, 2007 at 11:25
น่ากลัวมาก
February 5th, 2007 at 2:00
แอบอ้าง “วิทยาศาสตร์มีคำตอบไหมครับ
”
ผมว่ามันอยู่ที่วิธีที่จะพิสูจน์มากกว่าครับ : )
เหมือนว่าเรายังไม่รู้วิธี ก็ได้แต่สงสัย
ยกตัวอย่าง ถ้าจะพิสูจน์แม่เหล็ก ก็ต้องใช้เหล็ก
ไม่ใช่ไปเอาไม้มาทดลอง แล้วบอกว่าแม่เหล็กไม่มีจริง !!
ปล.
เรื่องเกี่ยวกับเปรตเพิ่มเติมครับ : )
http://www.budpage.com/pret.shtml
อันนี้เกี่ยวกับนรก-สวรรค์ครับ : )
http://www.budpage.com/hell01.shtml
January 15th, 2007 at 17:43
เจอพวกเปรตเนี่ย น่าขนลุกจริงๆ ครับ ขอยืนยัน (แต่ยังไม่ได้เจอนะ 555) ตอนเด็กๆ เคยเจอครั้งนึง ชัดมาก ตอนนั้นขนาดว่ายังกลัวผีไม่เป็นนะนั่นน่ะ หุหุ
January 6th, 2007 at 17:49
น่ากลัวค่ะ
บรึ๋ยยยยยยย
October 29th, 2006 at 22:40
ผมมีคาถาชินบัญชรที่ไม่เคยเห็นใครสวดแบบผม ซึ่งแต่ก่อนผมก็สวดแบบทั่วๆ ไป ที่เขาสวดกัน แต่เห็นว่าเพี้ยนกันเยอะ ในหนังสือแต่ละเล่ม ก็ไม่ค่อยจะเหมือน บัดนี้ผมได้สิ่งที่ผมอยากได้มานาน ซึ่งมีที่มาที่ไปที่พิศดารมาก ฟังแล้วจะทึ่ง หากใครอยากได้ ติดต่อมาที่ผมครับ รับรอง ท่านจะได้ ของดีสมเด็จโต จริง ๆ ให้ฟรีครับ จากคนจริงใจ guitargun2001@yahoo.com guitargunsolo@hotmail.com
August 4th, 2006 at 16:34
ฟังแล้วอย่างเครียดอ่า T-T ขนลุก
ผมกลัวคร้าบบ
November 2nd, 2005 at 3:18
ตอนนี้ดูเวลาเอาเองละกันค่ะ
เล่าเรื่องได้น่าตื่นเต้นมากก
(กัวมากๆ ขอบอก)
แล้วตอนอ่านอยู่นี่
มีอะไรตกลงมาตรงที่มุกนั่งด้วยอ่ะ
อ๊ากกก .. อะไรจะเฮี้ยนยังงั้นคะเนี่ย
(แอบมาอ่าน+ เม้น คงไม่ว่ากันนะคะ)
((ติดตามเวบคุณแอนอยู่นะ แล้วก้อฟอนท์สวยๆด้วยค่ะ ขอบคุณมากๆ))
October 25th, 2005 at 15:52
ทุกวันนี้ก็เจออะไรแปลกๆจนขนลุกอยู่แล้ว ตอนแรกก็เข้าใจว่า
สงสัยเสียงจะติดหูนานไป แต่พออ่านนู่นอ่านนี่ดู ก็พอจะสรุปได้ว่า
เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของ…เหอะๆๆ ทำได้แค่รีบๆเดินออกจาก
จุดที่ได้ยิน
October 23rd, 2005 at 17:43
อยากรู้จักพี่แอนจังเลยค่ะ
October 14th, 2005 at 14:32
เล่าได้เห็นภาพเลยครับคุณแอน
ป.ล. ชอบ blog นี้จิงๆสิ ให้ตายเถอะ
October 12th, 2005 at 13:41
แต่ไหนแต่ไรมาผมไม่เคยเชื่อเรื่องผี และไม่เชื่อมาตลอดแบบ 100% ดังนั้นผมก็มักจะลบหลู่ท้าทายทั้งหน้าห้องน้ำ หลังห้องน้ำ ตอนอาบน้ำ หรือขับถ่าย
คือถ้าใครพูดประโยคยอดฮิตที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” หรือ “ผมไม่เชื่อ แต่ผมก็ไม่ลบหลู่” ผมจะแอบตำหนิในใจว่า “มึงยังเชื่ออยู่นี่หว่า… แล้วจะปากแข็งไปทำไม?” “ถ้าไม่เชื่อจริง ก็ต้องกล้าลบหลู่สิวะ”
แต่แล้วผมก็ยังชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องนี้อยู่ดี… และถ้าผมเห็นกับตาจริง ๆ หรือได้ยินใครเล่ามาว่าเห็นกับตา ผมก็มักจะคิดว่า เป็นอาการของประสาทหลอนบ้าง ตาฝาดบ้าง หรือถ้าคนนั้นไม่น่าเชื่อถือ ผมก็ถือว่ากุเรื่อง …คือ ถึงแม้ผมจะยังสุขภาพจิตดีอยู่ แต่ถ้าผมเห็นสิ่งที่ใครเชื่อว่าเป็นผีกับตาผมเอง… ผมยอมที่จะเชื่อว่าตัวเองประสาทหลอน จิตป่วน และพร้อมพบจิตแพทย์ซะมากกว่า แต่กรณีที่เห้นพร้อมกันหลาย ๆ คน ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ตาฝาด หรือต้องมีอะไรเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่ ๆ บางทีมายากลยังทำในสิ่งที่เราแทบไม่เชื่อได้เลย (อย่างของเมืองนอก ผมเห็นทำหัวหลุดต่อหน้าต่อตาก็ยังมี)
ผมยอมรับว่า ตอนเด็กเคยกลัวผี กลัวความมืด เนื่องจากละครทีวี คนข้างบ้านเล่าบ้าง ขอให้พี่เลี้ยงเล่าให้ฟังตอนอาบน้ำบ้าง แต่อากงมักบอกผมว่า “ผีไม่มีจริงหรอก กงยังไม่เคยเห็นเลย” บางทีวันเช็งเม้งไปไหว้บรรพบุรุษ อากงก็บอกว่า “ตอนอยู่ก็ไม่เอามาให้กิน ตายไปจะเอามาให้กันทำไม?” จนทุกวันนี้อากงจากไปก็ยังไม่เคยกลับมาหาผมเลย และถึงผมจะรักอากงมากที่สุด ผมก็ยังไม่เคยเอาอาหาร เผาเงิน เผาเช็คไปให้อากงเลย ผมคิดว่าถ้าอากงต้องการก็คงมาบอกผมเอง… อยากให้ผีมีจริงจังว๊อยยยยย
จากทีกงพูด ผมจึงคิดว่า ถ้าเอาประสบการณ์ของอากงในช่วงมีชีวิตอยู่ 83 ปี บวกกับพ่อของอากง บวกกับผม ก็คงราว ๆ 200 ปี ลองคิดดูประสบการณ์ 200 ปี ไม่เคยเห็นผีเลย แล้วผีจะมีจริงได้ไง? (นี่ถ้าบวกกับพ่อผม แม่ผม หรือโคตรเง้าก็เยอะกว่านี้อีก) ถ้าผีมีจริง ก็คงเป็นของหายาก และราคาแพงน่าดู
จากเหตุการณ์ที่แอนเจอ ผมแยกเป็น 2 ประเด็น คือ เห็นจริง กับ เห็นไม่จริง (ภาพหลอน ตาฝาด โดนแกล้ง มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง …ไม่คิดว่าแอนจะกุเรื่องนะ)
คือ ถ้าเห็นจริง เป็นสิ่งมีชีวิตจริง ประเด็นอยู่ที่ว่า ทำไมถึงคิดว่าเป็นผี ทำไมไม่คิดว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือสิ่งมีชีวิตแบบใหม่ ลองคิดดู ถ้าในช่วงชีวิตคนเราไม่เคยมีใครพูดเรื่องผี ไม่มีคำว่าผีอยู่ในหัวสมองเลย ในสังคมก็ไม่มีใครพูดถึง ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน เราจะเรียกสิ่งที่เห็นว่าเป็นอะไร? ณ เวลานั้นเราจะกลัวหรืออยากรู้อยากเห็น อยากติดตาม ถ้าเป็นงั้นคงมีทีมข่าว หรือพวกพิสูจน์สิ่งลี้ลับพลิกแผ่นดินหาเป็นแน่
ประเด็นที่ 2 คือ ถ้าภาพที่เห็น มีการสร้างขึ้นโดยมนุษย์มือสังฆัง หรือภาพหลอน ตาฝาดเนื่องจากใบไม้ กิ่งไม้ เงา ฯลฯ ที่เหมือนมาก ๆ จนหลายคนเห็น และจินตนาการเป็นสิ่งเดียวกัน เหตุการณ์แบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้ ถึงแม้โอกาสจะน้อยก็ตาม แต่ผมว่า… ถึงโอกาสจะน้อยยังไง มันก็ยังมากกว่าประเด็นแรกอยู่ดี
อีกสิ่งนึงที่คิดได้ก็คือ มีคนเพียงคนเดียวในกลุ่มตาฝาด หรือประสาทหลอน แต่คนอื่นเห็นภาพไม่ชัดเจน แต่ก็เออออไปด้วย เนื่องจากเชื่อ หรืออยากเชื่อเรื่องผีเป็นทุนเดิม… “คนเรามีแนวโน้มจะใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่”
อยากฝากคำถามว่า ทำไมคนคิดว่าผีมันต้องเป็นตัว ๆ มีเสื้อผ้าตามท้องถิ่นของแต่ละประเทศ เอ… หรือว่าเสื้อผ้ามันก็มีวิญญาณและติดตามเจ้าของไปด้วย (ตายแล้วยังจะอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีก) จะยังไงก็แล้วแต่ ถ้าผีมีจริง ผมก็อยากเห็น อยากให้มาหา มาแบบชัด ๆ จะขอบพระคุณมาก ๆ เชิญมาคุยมาถกกันให้ชัดเจนไปเลยว่าเป็นสปีชี่ไหน กินอะไร อยู่ยังไง หายตัวยังไง เผื่อนักวิทยาศาสตร์จะได้นำเทคนิคเหล่านี้ช่วยในการกู้โลกกู้ภัยต่อไป ขอให้มาคืนนี้ หรือถ้าไม่ว่างก็จัดคิวเป็นภายในเดือนนี้ด้วยเถิด…
p.s.ผมจะลบหลู่พวกทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ (พฤติกรรมของสิ่งที่พวกเราเรียกว่าผี) แต่ผมจะไม่ลบหลู่คนที่เชื่อว่าผีมีจริง เพราะถือว่าความคิดใครความคิดมัน ใครจะเชื่อยังไงก็ช่าง ไม่เกี่ยวกับผม ผมเคารพความคิดของผม และก็ของคุณด้วยเช่นกัน
October 2nd, 2005 at 23:22
มีคนบอกว่าถ้าท่องพระคาถาชินบัญชรไม่จบจะถือว่าเปนการลองของละก็จาเจอ
September 24th, 2005 at 1:23
พระคาถาชินบัญชร
สมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี)
วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี
ในการสวดพระคาถาชินบัญชรเพื่อในเกิดอานุภาพยิ่งๆ ขึ้น ก่อนจะเจริญภาวนาจึงขอให้ตั้งนโม 3 จบ และน้อมจิตระลึกถึงพระพุทธคุณสมเด็จโต ด้วยคำบูชา ดังนี้
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะ ญายะ เทวานังปิยตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
•ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภังระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา
•ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฎฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฎฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มิสิสสะรา
•สีเส ปะติฎฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฎฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
•หะทะเย เมอะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฎฐิภาคัสมิง โมคลาโน จะ วามะเก
•ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก
•เกสะโต ปิฎฐิภาคัสมิง สุริโยวะปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
•กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วาทะเนนิจจัง ปาติฎฐาสิ คุณากะโร
•ปุณโณ อังคุลีมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฎ ตีละกา มะมะ
•เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะ สาวะกา เอเต สีติ มะหาเถรา ชิตะ วันโต ชินนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเตสุ สัณฐิตา
•ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเน เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
•ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฎานาฎิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัญฐิตา
•ชินนานาวะระสังยุตตา สัตตะปา การะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
•อาเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะ ชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
•ชินะปัญชะระมัชฌิมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา
•อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาสิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.
อันนี้ชินบัญชรของแท้ จากวัดระฆังฯ มีอยู่ในเครื่องเลยเอามาฝากๆ กัน ไอ้เราก็นั่งเล่นคอมฯคนเดียวบ่อย ก็กะว่าถ้าโดนอะไรๆ…
… ก็คงจะได้อ่านเปิดอ่านได้ทัน..
โฮ้ย… ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งหลอนเว้ย.. แต่ละคนนี่นะ
ก็ยังไม่เคยเจอหรอก อะไรพวกเนี้ย.. มันก็ประมาณว่าฝังไว้ในหัวน่ะ…

ว่ากูหลอนไปเอง เลยกลายเป็นว่าไม่เคยเจอ..
ความจริงก็เจออะไรแปลกๆ มาหลายอย่างเหมือนกัน..
แต่ไม่รู้ว่ะ.. ใช่ป่าวก็ไม่รู้
นานๆ เข้าก็กลายเป็นว่า…. “ไม่ใช่เว้ย………… ไม่มีอะไรหรอก”
แต่ถ้าเจอจริงๆ ก็คงขาแข็ง เข่าอ่อน.. ก้าวขาไม่ออก
ตาย..ย..ย..ย..ย ตายอยู่ตรงนั้นเลย
September 20th, 2005 at 22:02
เปรตจ้ะเปรต
ถ้ามนุษย์ต่างดาวแบบนั้น
คงเป็นไอ้ Tripods ในเรื่อง War of the worlds น่ะแหละ
สูงพอๆ กัน