อธิบายปรากฏการณ์น้ำท่วมเพชรบุรี (เวอร์ชันเข้าใจง่าย)

07 / 08 / 2561 | 20:46 น.

สวัสดีครับ บล็อกนี้ขออธิบายเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำท่วมจังหวัดเพชรบุรีแบบคร่าวๆ ให้คนต่างจังหวัด หรือคนเพชรเหมือนกันแต่ไม่เก็ตว่าทำไมน้ำท่วมถึงได้เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง ได้พอเห็นภาพรวมเบื้องต้นจากมุมมองของผมเองในฐานะที่ตัวเองเป็นชาวบ้านคนนึงที่สนใจ และเบื่อดราม่าจากความไม่รู้ 5555

ออกตัวไว้ก่อนว่า ข้อมูลบางส่วนเป็นข้อเท็จจริง (Fact) บางส่วนเป็นเพียงความคิดเห็น หรือประสบการณ์ส่วนตัว ดังนั้นถ้ามีจุดไหนอ่านแล้วมีข้อเท็จจริงมาหักล้าง หรือไม่เห็นด้วยตรงไหน รบกวนชี้แนะหรือคอมเมนต์แก้ไขได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ (กลับกัน ผมจะขอบคุณมากๆ ด้วยครับ)

เริ่มเลยนะ

ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดเพชรบุรี

ผมวาดแผนที่ทางภูมิศาสตร์ให้ดูง่ายๆ แบบไม่ตรงสเกลเป๊ะให้ดูครับ ว่าคอนเซปต์ของเพชรบุรีจะเป็นแบบนี้นะ คืออยู่ตรงโคนสุดของด้ามขวาน ด้านบนชนราชบุรี, สมุทรสงคราม ด้านขวาชนอ่าวไทย ด้านล่างชนหัวหินประจวบฯ ส่วนด้านซ้ายมีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า

แต่ถ้าเราลบเส้นสมมติที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาทั้งหมดออกไป เราจะเห็นว่าดินแดนแถบนี้เป็นแผ่นดินเอียงๆ มีภูเขาและป่าไม้ผืนใหญ่อยู่ครึ่งนึง ที่เหลือเป็นที่ราบ มีแม่น้ำสั้นๆ สายหลักอยู่สายนึงครับ นั่นคือแม่น้ำเพชรบุรี

แม่น้ำเพชรบุรีมีต้นน้ำอยู่ในป่าเทือกเขาตะนาวศรีครับ ไหลผ่านป่าผืนใหญ่มากๆ แล้วแตะระดับพื้นราบ รวมกับห้วยแม่ประจันต์ที่ไหลมาจากป่าทางเหนือ โป๊ะ กลายเป็นแม่น้ำเพชรบุรีที่เมื่อก่อนเขาภูมิใจกันว่าน้ำเนี่ยอร่อยเด็ดจนในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงออเดอร์ไปเสวยโดยเฉพาะ (อ่านเรื่องแม่น้ำเพชรบุรีแบบมีข้อมูลตัวเลข มีเกร็ดตำนานอะไรต่ออะไรได้ที่วิกิพีเดียครับ)

เสร็จแล้วพอแตะพื้นราบ ก็ไหลย้อนขึ้นทางทิศเหนือ จากแก่งกระจาน ผ่านท่ายาง บ้านลาด เมืองเพขร ไปลงอ่าวไทยที่บ้านแหลม ตรงนั้นก็จะมีแขนงที่เรียกว่าแม่น้ำบางตะบูนอีกหน่อย

ทีนี้พอประเทศเราเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ก็มีการพัฒนาระบบชลประทานและสร้างไฟฟ้า ในปี พ.ศ.2509 เขื่อนแก่งกระจานก็เลยถือกำเนิดขึ้นมากั้นแม่น้ำเพชรในหุบเขาช่วงที่จะแตะพื้นราบ กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ พอไล่ลงมาช่วงกลางแม่น้ำเพชรก็สร้างเขื่อนเพชรขึ้นมาอีกต่อนนึง เพื่อเอาไว้คอนโทรลน้ำเข้าสู่คลองชลประทาน 3 สายหลัก ส่วนฝั่งเหนือ (หนองหญ้าปล้อง) ก็ทำอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ขึ้นมาอยู่ช่วงต้นของสายลำห้วยแม่ประจันต์อีกที (ในภาพลืมวาดไว้) นอกจากนั้นก็ยังมีโครงการพระราชดำริของในหลวง ร.9 อีก เช่นอ่างเก็บน้ำห้วยผาก ซึ่งคอนเซปต์คล้ายอ่างแม่ประจันต์ คือเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง

โอเค ทีนี้มาดูเรื่องน้ำท่วม อ่านต่อ →

แสดงความเห็น()

ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง

04 / 06 / 2561 | 01:18 น.

ความสัมพันธ์มันรีบูตกันได้เนอะ

รีบูตนี่คล้ายๆ กับเทรนด์ของหนังฮอลลีวูด ที่ชอบเอาหนังเก่าๆ มาสร้างภาคต่อพร้อมกับเคลียร์ตัวเองให้ใหม่ปิ๊งน่ะ เรื่องที่ทำแล้วแป้กก็เยอะ แต่เรื่องที่ทำแล้วเจ๋งสัสๆ แบบ MAD MAX ก็มี – แน่นอน เราจะพูดในโหมดที่เจ๋ง ไม่ใช่เจ๊ง

ผมเพิ่งวางหูโทรศัพท์จากผู้ชายคนหนึ่ง เราคุยกันนานถึง 1 ชั่วโมง

* ใช้คำว่าผู้ชายคนหนึ่งเพื่อกันแก๊งเพื่อนเหี้ยมารุมเล่นมุกเมียน้อย
** พูดถึงปริมาณการโทร หนึ่งชั่วโมงนี่ปกติคือการใช้โทรศัพท์รวมทั้งเดือนละนะ

ผมรู้จักพี่คนนี้มานานมาก เพิ่งเปิดอีเมลที่เคยส่งถึงกันอย่างออฟฟิเชียล และคุยกันด้วยชื่อจริงในโหมดหน้าที่การงานสุดๆ พบว่าจดหมายลงวันที่ไว้เป็นปี 2007

แล้วเราก็โคจรผ่านกันบนโลกออนไลน์ ในยุคที่ประเทศไทยเพิ่งเล่นทวิตเตอร์กันอย่างเตาะแตะ และเฟซบุ๊กกำลังเริ่มมีคนเล่น… เล่นควิซกับอินไวต์เพื่อนเพื่อขอคะแนนเกมกันเป็นสมัยแรกๆ

เจอกันตัวๆ ตามวาระโอกาสต่างๆ เป็นบางครั้งบางคราว เราต่างก็จำกันในฐานะคาแรกเตอร์ที่แสดงออกผ่านตัวหนังสือ (ที่ดูบ้าๆ บอๆ และเบาๆ) ไม่เคยคุยกันเป็นจริงเป็นจังสักที

เราเห็นความสัมพันธ์แบบเดียวกันนี้ได้เป็นเรื่องปกติใช่มะ เช่น เออ รู้จักกันผ่านทวิตเตอร์เนอะ เดาว่าแกคงเป็นคนอย่างที่ทวีตออกมาแหงๆ เลย ดังนั้นฉันขอเล่นหัวแกแบบสนิทสนมได้ทันทีโดยไม่ต้องถาม อะไรแบบนี้ (แต่ตัวจริงของแกจะเหมือนตัวอักษรหรือเปล่า ก็อีกเรื่อง เราข้ามไป เอาเฉพาะ MAD MAX นะ)

นั่นแหละ เพราะความผิวเผินนี้เอง แม้จะปักหมุดไว้แล้วว่าเออ คนนี้คือหนึ่งในคนรู้จัก ที่ต่างก็รู้สึกโอเคและแฮปปี้ที่จะติดตามอีกฝ่าย แต่นั่นก็ยังคงเป็นการ follow each other ผ่านตัวตนที่แสดงออกมาในโลกออนไลน์ ก็เท่านั้น เราเลยเคยแต่หันด้านที่ไร้สาระใส่กัน เล่นมุกอะไรต่อมิอะไรเมื่อโคจรมาเจอกัน แล้วก็จาก

ด้วยจังหวะชีวิตของเราทั้งคู่ เราก็ห่างกันไปเรื่อยๆ …จนหายไปนาน

อยู่ดีๆ วันนี้เขาทักมาว่า “อยากรู้จักเราใหม่อีกครั้ง”

เป็นประโยคที่ไม่คุ้นเคย และไม่คุ้นเคยยิ่งกว่านั้นเมื่อเขาบอกว่าขอโทรคุยสักห้านาทีนะ

ไม่ใช่ขายตรงแล้วจะเป็นอะไรได้วะแบบนี้ ประกันชีวิตเหรอ

เปล่าเลย เขาทำแบบประโยคที่ใส่เครื่องหมายคำพูดจริงๆ อ่านต่อ →

Comments Off on ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้ง()

เที่ยวงานสถาปนิก’61

04 / 05 / 2561 | 15:54 น.

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าผมไปงานสถาปนิกติดต่อกันมาหลายปีมากแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นสถาปนิก แต่พอนึกดู ตัวเองก็ดันทำงานที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้โดยบังเอิญ (บังเอิญอะไรล่ะ แกเรียนมา) ที่สำคัญคือหลายปีมานี้ต้องใช้ประโยชน์จากการเดินชมงานเพื่อหาความรู้เสริมโปรเจกต์ที่ทำอยู่เยอะเลย

น่าเสียดายที่พอจะมาค้นดูว่าช่วงที่ทำโปรเจกต์สร้างบ้านสร้างอาคารก่อนหน้านี้ ดันหาข้อมูลของงานปีก่อนๆ ที่จดไว้อย่างละเอียด (ในกระดาษ) ไม่เจอแล้ว

ต่อไปนี้ก็จะขอจดใส่บล็อกไว้เลย ไม่หาย แถมย้อนดูได้ เหมาะกับวิถีชีวิตมนุษย์ไดโนเสาร์ในยุคโซเชียลเรียลไทม์แบบนี้จริงๆ

งานสถาปนิก’61 ปีนี้จัดที่เดิม คืออิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ (ในอีเมลประชาสัมพันธ์ดันบอกว่าเป็นอารีน่า) ใช้สโลแกนว่า “ไม่ธรรมดา” หมายถึงการเอานั่นนี่ที่ธรรมดา มาใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ก็กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ว้าวได้

งานมีวันที่ 1-6 พ.ค.61 ลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่เริ่มเห็นเขาโปรโมต ของผมคือได้รับอีเมลเพราะไปอยู่ในถังของปีที่แล้ว ส่วนตัวแล้วแนะนำอย่างยิ่งให้ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนวันงาน (ปิดรับก่อนงาน 7 วัน) เพราะแถวลงทะเบียนหน้างานยาวมากกกกกกกกกกกกกก ในขณะที่แถวพรินต์บัตรห้อยคอสำหรับมนุษย์ออนไลน์นั้นใช้เวลารอ 0 วินาที

การจอดรถก็เฮงซวยเหมือนเดิม เพราะงานจัดชนกับมหกรรมสินค้าลดราคาที่อิมแพคอารีน่าข้างๆ ถ้าเป็นได้ให้แว้นมา (สิทธิพิเศษของชาวปทุม)

งานปีก่อนๆ ผมใช้เวลาเดินนานมาก (8 ชั่วโมงเดินได้แค่ครึ่งงาน อีกปีก็ 10 ชั่วโมงเต็มๆ คืองานแม่งใหญ่มาก) แต่ปีนี้ดันติดปัญหาที่จอดรถ เลยมีเวลาแค่ 4 ชั่วโมง โอเค ก็จะข้ามอันที่ไม่ดึงดูดไปเลยละกัน พุ่งสู่สิ่งที่สนใจในโปรเจกต์ก่อสร้างของปีนี้ทันที

สิ่งที่ไม่สนใจคือนมของพริตตี้ในงาน (ซึ่งเยอะมากกกกก) บูทไหนที่เอานมนำ เราถือว่าไม่ได้สื่อสารกับเราที่จะมาหาข้อมูลของวัสดุและสินค้าโดยเฉพาะ ขี้เกียจเสียเวลาจีบปากจีบคอคุยกับคนที่ไม่ได้รู้เรื่องจริงๆ ก็จะขอข้ามเลยละกัน

ซึ่งดันมีบูทนึงที่จัดอีเวนต์เปิดตัวซัมติง ที่เปิดไมค์ส่งเสียงดังคึกคักครึกครื้น นักข่าวสื่อมวลชนและคนเดินเที่ยวงานมุงอออยู่ด้านหน้าเพียบเลย ผมชะโงกดูก็พบว่า โอเคแหละ พริตตี้กำลังเดินนวยนาด พรีเซนต์นมอย่างออกรส

พอกำลังจะเดินผ่าน ก็ดันเห็นว่าแบรนด์นี้พี่ไม่ใช่แค่นมพริตตี้…

ครับ และนั่นคือภาพแรกของงานนี้… อ่านต่อ →

Comments Off on เที่ยวงานสถาปนิก’61()

ปีดี

29 / 12 / 2560 | 12:25 น.

ไม่เกี่ยวกับสภาพสังคมการเมืองความเหลื่อมล้ำอะไร มีแต่เรื่องตัวเองล้วนๆ โอเคนะ

ร่างกาย

ถ้าตัวเองแก่ตายตามอายุขัยที่ 70 ปี ปีที่ผ่านมานี้ การได้ครอบครองความ 35 นั้นถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพาราโบลาแล้ว ต่อไปนี้จะได้เตรียมตัวเข้าสู่ความร่วงโรยเสียที

อันนั้นเป็นแค่ตัวเลข แต่กับร่างกายของตัวเองจริงๆ ต้องถือว่าสุขภาพมาถึงจุดที่เริ่มเห็นบั๊กโผล่ตรงนั้นที ตรงนี้ที นับตั้งแต่ความอ้วนที่ปรากฏตัวและยิ้มหยันตัวเองอยู่หน้ากระจกเงา ส่วนน้ำหนัก (ถึงเขาจะบอกกันว่าอย่าไปสนใจน้ำหนัก ให้ดูตัวเองดีกว่า แต่มันก็เป็นค่าที่เห็นแบบประจักษ์ตาน่ะนะ) กระโดดขึ้นมาแตะ 80 เคยสูงสุดที่ 82 แล้วก็รู้สึกว่าเหี้ยมาก ไม่ได้แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้กูไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจระเบิด สมองชัตดาวน์เข้าในเร็ววันแน่

ไหนๆ ก็รู้ตัวว่าตัวเองเริ่มย่างเท้าเข้าสู่วัยที่ควรใส่ใจเรื่องสังขาร จึงเริ่มตระหนักว่า ไอ้ที่เคยบอกตัวเองว่าจะออกกำลังกายในไตรมาสสุดท้ายนั้น ปีศาจแห่งพันธสัญญาเริ่มมาแสยะยิ้มทวงหนี้กูแล้ว

เมื่อกี้เลยไปวิ่งๆ เดินๆ มาอีกหอบนึง แคลที่ลดไปมีค่าเท่ากับหมูกระทะที่กินไปเมื่อวานนี้เพียง 3 ชิ้น ไอ้สัส อ่านต่อ →

Comments Off on ปีดี()

บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น

14 / 11 / 2560 | 14:36 น.

อ่านจบแล้ว หนังสือเรื่องเซินเจิ้นฯ สักอย่างของศิลา บัวเพชร (สนพ.แซลมอน / 275 บาทมั้ง / เป็นตัวอักษรปนๆ กับการ์ตูน / ภาพสีทั้งเล่มทั้งที่บางภาพมันวาดแบบใช้แต่สีดำก็ยังจะพิมพ์สีให้เปลือง)

ขอพูดถึงโจ้ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนที่เราชอบที่สุดในประเทศไทย (อีกคนคือสะอาด)

รู้จักโจ้มานานตั้งแต่มันอยู่ปีหนึ่ง เวลาโจ้อยู่กับเพื่อนๆ ทีไร พลังมันจะมา มาแรงมากครับ ด้วยความเนิร์ดโอตาคุของแก๊งนี้ เวลามันเปิดประโยคสนทนากันแต่ละเรื่อง แม่งจะจริงจังเหมือนแบบที่เราเห็นกันในคุโรมาตี้ แต่เป็นคุโรมาตี้ที่มีเส้นสปีดอยู่ในช่องตลอดเวลา

เมื่อโจ้มาวาดการ์ตูนเขี่ยๆ ให้เพื่อนอ่าน มันถ่ายทอดเสียงเหล่านี้ลงมาเป็นภาพได้อย่างชัดเจน อันนี้ทึ่งว่ามันทำได้ไง เลยเฝ้าติดตามมาตลอดด้วยความทึ่ง

วันหนึ่งการ์ตูนของโจ้ก็มาโผล่ใน Way นิตยสารที่เรารัก

แบบงงๆ ว่า บ.ก.คิดอะไรอยู่วะ โจ้มันยัดเงิน หรือว่า บ.ก.เห็นอะไร ทำไมวิสัยทัศน์ก้าวไกลขนาดนี้ เพราะการ์ตูนของโจ้มีแต่เรื่องส่วนตัวทั้งหมด

ส่วนตัวแบบไม่ประนีประนอมใครใดๆ ทั้งสิ้น คือมึงอยากรู้จักกูใช่ไหม มาสิ แต่กูไม่แนะนำตัวนะ พยายามเอาเอง แม่งคุยกันแต่ศัพท์เฉพาะทางของวงการกันดั้ม เกมกระดานสำหรับโอตาคุอะไรแบบนี้

ไอ้วิธีเล่าเรื่องแบบไม่เห็นใจคนอ่านแบบนี้ สำหรับนักเขียนแล้วใครที่ทำได้จริงๆ นี่โคตรน่าอิจฉา เพราะเรื่องเล่ามันต้องมีเสน่ห์พอที่จะกระชากคนดูให้อยู่กับตัวเราจริงๆ ได้

และศิลาทำได้

ส่วนทำแล้วจะเวิร์กกับคนอื่นขนาดไหนนั้น ยอดขายของ Way ก็เป็นข้อพิสูจน์…

ใครอยากรู้จักโจ้แบบดิบๆ ไปหา “เมื่อก่อนก็ยังดีๆ อยู่หรอก” มาอ่านได้ (สนพ.เวย์นั่นแหละ) (จำชื่อไม่ได้ทั้งชื่อหนังสือทั้งชื่อสำนักพิมพ์) เล่มนั้นดีมาก ดิบมากๆ และรู้สึกว่าเขาเอามาลดราคาเทกระจาดอยู่

กลับมาที่เล่มใหม่ของโจ้กับสำนักพิมพ์แซลมอน

เอาตรงๆ ความรู้สึกเหมือนวงดนตรีใต้ดินที่เล่นเถื่อนๆ เพลงหยาบๆ จนไปต้องตาค่ายใหญ่เข้า (แต่เรารู้ว่าแซลมอนร่วมงานกับโจ้มานานแล้วนะ ไม่ได้เพิ่งมารู้จัก) ความเป็นสตูดิโอของแซลมอนนั้นกลับกลายเป็นว่า มันทำให้กลิ่นฉุนๆ ตลกร้ายๆ หน้าตายแต่ฮาเกรงใจคนข้างๆ ของศิลา มันหายไปพอสมควร

แง่หนึ่งเข้าใจว่าเป็นความเกร็งมากกว่า ซึ่งมันสื่อสารออกมาทางรูปเล่มที่ดูเป็นทางการ ภาพถ่าย การจัดวาง กราฟิกชี้ๆ ในเล่มที่ดูประดิษฐ์มากกว่าความระห่ำของเนื้อหา ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เสียดายนิดหน่อย

แต่นิดหน่อยจริงๆ คือรู้เลยว่าโจ้ยังมีของมาปล่อยอีกเยอะ

เนื้อหาในเล่มว่าด้วยประสบการณ์การไปใช้ชีวิตหลายปีในเซินเจิ้น ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปทำงานเป็นสถาปนิก

เล่าเกริ่นตั้งแต่เริ่มออกไข่ (เห็นมะ พอทำงานกับสตูดิโอเลยต้องแนะนำตัวเอง อีตอนเขียนให้เวย์มึงไม่มียั้งแบบนี้เลย) ออกไข่จนตั้งไข่ ไปยันประสบการณ์ไข่ออก

คาดหวังได้กับความฮาที่แบบ ไอ้สัสมึงเอางี้เลยเหรอ

และคาดหวังได้กับมุมมองแหลมคมของศิลาในอีกร่างหนึ่งที่หลายคนก็น่าจะพอนึกออกว่า คนที่ตลกๆ เนี่ย ที่จริงมันคือคนฉลาดๆ หรือคนจริงจังที่แค่หันด้านตลกใส่เราเท่านั้นเอง

ความสนุกของเล่มนี้จะค่อยๆ มาแบบเนิบๆ ไต่กราฟขึ้นเรื่อยๆ จนจะจบเล่มอยู่แล้ว ช่วงที่เพื่อนๆ มาเยี่ยมที่เมืองจีนนั่นแหละก็เป็นจังหวะรถไฟเหาะตีลังกา!

แล้วก็ตัดจบ ไอ้สัส เดี๋ยวก่อนเซ่!

อย่างที่บอกว่าโจ้จะมีพลังเยอะมากเมื่ออยู่กับเพื่อน เราได้เห็นวาบหนึ่งของพลังนี้เปล่งประกายมาในช่วงค่อนหลังของเล่ม แล้วก็ตัดจบเลยทั้งที่ยังสนุกค้างเติ่งอยู่แบบนั้น

1. อาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนและบรรณาธิการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเสี้ยน อยากอ่านผลงานเล่มถัดไปเร็วๆ จากฟอร์มสุดยอดในช่วงท้าย เป็นจิตวิทยาชั้นเซียนที่เกิดจากการบ่มเพาะมาอย่างโชกโชน

2. มันเขียนไม่ทันจริงๆ

สรุปว่าเล่มนี้ดีครับ สมหวังที่ถ่อเข้ากรุงเทพฯ ไปงานหนังสือเพื่อไปขอลายเซ็น 5555555 ถึงจะมีจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ให้อภัยได้ แต่ให้อะไรกับสมองเรามากกว่าความฮา เยอะเลย เยอะมาก

แนะนำครับ!

ป.ล. นี่อ่านจบบนรถไฟฟ้า ออกจากขบวนรถมาเจอเก้าอี้เลยนั่งพิมพ์ในมือถือรัวๆ เวลาเกินยังวะ จะโดนปรับไหมวะ

Comments Off on บันทึกถึงบันทึกลับเซินเจิ้น()