หมั่นคอยดูแล และรักษาไรฟัน

02 / 05 / 2556 | 09:31 น.

สิ่งที่เป็นอุปสรรคลำดับต้นๆ ในชีวิตของผมตลอดมา ก็คือฟันครับ

ผมเป็นคนที่มีสุขภาพฟันเหี้ยมาก ตั้งแต่เกิดมาก็ผ่านประสบการณ์ฟันผุ ฟันคุด หาหมอฟันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะสมัยเด็กๆ ที่ตอนนั้นตัวเองยังเป็นเด็กต่างจังหวัดมอมๆ คนหนึ่ง ที่ใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ มากกว่าการดูแลสุขภาพของตัวเอง (ที่จริงเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่)

คือตอนนั้นเด็กไง ยังไม่ขึ้น ป.1 เลยมั้ง เลยยังไม่ได้คิดว่า ไอ้น้ำผสมฟลูออไรด์ที่โรงเรียนเขาแจกมาให้อมบ้วนปากก่อนนอนตอนบ่ายหลังแปรงฟันเสร็จแล้วนั้น ถ้ากินเข้าไปแล้วจะทำให้ฟันเราเป็นรอยด่างๆ ดวงๆ ไปตลอดชีวิต หรือการที่ไม่กี่ปีต่อมา เด็กชายแอนซึ่งมีฟันแท้ขึ้นแล้ว เกิดรำคาญฟันตัวเองที่ผุเต็มปาก แล้วนึกเปรี้ยวขึ้นมา เดินเข้าไปหาหมอฟันที่โรงพยาบาลประจำอำเภอเพื่อถอนฟันที่ผุทีเดียวสามสี่รวด โดยที่ไม่รู้ว่าการรักษาฟันผุเนี่ย มันมีวิธีอื่นด้วยนะ นอกจากการถอน.. แล้วแม่งฟันแท้ด้วยนะ แล้วคุณหมอก็จัดให้ทันทีโดยไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำเลยนะ..

ผลคือทุกวันนี้เลยเป็นช่วงชดใช้กรรมที่ได้ก่อไว้ตั้งแต่สมัยยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ด้วยการต้องแวะไปหาหมอฟันแถวบ้านจนแทบจะทำบัตรสมาชิกแบบแพลตินัมได้แล้วเนี่ย เนื่องจากฟันของผมมันเรียงตัวกันได้นรกมาก ไอ้ส่วนที่พอจะดีก็ดันหลอเพราะถอนเล่นสมัยนั้น แถมฟันกรามที่เคยทยอยผุแค่นิดหน่อยตั้งแต่เด็กๆ ก็มาลุกลามเอาตอนโต

กลายเป็นวัยรุ่นที่ไม่มั่นใจในกลิ่นปากตัวเอง เวลาดูตลกถั่วแระเล่นมุกปากเหม็น เห็นคนอื่นเขาขำกัน แต่เราแม่งใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เชี่ย กูแม่งเป็นถั่วแระแน่ๆ อะ สุขภาพฟันไบโอฮาซาร์ดขนาดนี้

ผมเลยพลอยกลายเป็นวัยรุ่นเก็บกด ไม่กล้าหันหน้าเข้าหาหมอฟันอีกเลย

จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปเนินนานหลายปี ตอนนั้นเป็นทหารเกณฑ์ อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกปวดฟันกรามล่างซี่ในสุดขึ้นมา จนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ด้วยการเดินทางไปปรึกษาหมอฟันที่คลินิกแถวๆ เมืองเอก (ตอนนั้นประจำการอยู่ดอนเมือง)

แล้วก็เขียนรายงานไว้ด้วยนะ ย้อนกลับไปอ่านแล้วตลกดี ที่ผมตอนนั้นแม่งไม่มีตังค์ทำฟัน จนต้องยอมทนปวดเอาจนมันหายไปเอง
(แทรกนิดนึง บล็อกเก่าผมที่เขียนมาสิบกว่าปี ไม่นานมานี้อยู่ดีๆ ฐานข้อมูลก็หายหมดเลยครับ สงสัยโดนอุบัติเหตุหรือโดนลบไปง่ะ ส่วนอันที่อ่านอยู่นี่คืออันใหม่แล้วนะ ทีแรกว่าจะทยอยก็อปเนื้อหาบางตอนมายังที่ใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่ก็อปไม่หมด มันหลายร้อยตอนเกินไป … ช่างมันเนอะ มัวเสียดายก็เสียเวลา)

หลังจากปลดประจำการจากทหาร ผมก็มาอาศัยอยู่แถวๆ ลาดพร้าว แน่นอนว่าวันหนึ่งอาการปวดฟันซี่ดังกล่าว มันก็ต้องหวนคืนกลับมาอีก แต่ครั้งนี้เราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราไม่ได้เป็นทหารเกณฑ์ที่มีเงินเดือน 1900 บาท (สมัยนั้นน่ะ) อีกต่อไปแล้ว

ผมจึงตัดสินใจ.. ยังไม่ไปหาหมอฟันในทันที แต่ปรึกษาหมอฟันในบอร์ดฟอนต์ซะก่อน (อ่านถูกแล้วครับ บอร์ดฟอนต์มันหลังบ้านของคือเว็บฟอนต์ แต่ดันมีเรื่องให้คุยกันทุกเรื่อง และมีคนมาตอบคำถามแทบจะครบทุกวิชาชีพ) ก็ได้คำตอบให้ไปค้นต่อ ว่ามันคืออาการของฟันคุดครับ

นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมที่เริ่มรู้สึกว่าเราต้องลงทุนอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตบ้างแล้ว จึงไปหาหมอฟันที่คลินิกใกล้บ้าน และจัดการผ่าฟันคุดซี่นั้นออก

ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นก็คือ ผมเจ็บมากๆ เจ็บแบบสงสัยเลยว่าเฮ้ย ไอ้ตอนเราถอนฟันสามซี่สมัยเด็กๆ นั่น เราไม่เจ็บเลยนี่หว่า ทำไมคราวนี้เจ็บวะ มารู้เอาทีหลังว่าคลินิกนั้นหมอโคตรมือหนัก และทำแบบส่งๆ ด้วยเอ้า คือไม่ได้ให้คำปรึกษาอะไรที่ดีเลย คงเพราะเห็นว่าสภาพปากเรามันระยำจนไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดีละมั้ง

แล้วความคุโรมาตี้ก็บังเกิด คลินิกรักษาฟันหน้าโลตัสแห่งนั้นก็เจ๊งบ๊งไป.. อ้าวเหี้ยละ

เวลาผ่านไปครึ่งปี ผมก็รู้สึกว่าตัวเองปวดฟันอีกครั้ง ที่ตำแหน่งเดิมตรงที่เคยปวดเพราะฟันคุดนั่นแหละ เลยเอาความสงสัยนี้ไปถามหมอฟันในบอร์ดอีกที ก็ได้คำตอบว่าฟันซี่ที่ขึ้นมาผิดปกติ (ก็คือคุดน่ะนะ) แล้วมันไปเบียดซี่ข้างๆ ทำให้มีปัญหานั่นนี่มากมาย เช่นผิวฟันจะบางอะไรแบบนี้ จำไม่ได้แล้ว สรุปว่ามันเบียดกันจนเป็นสาเหตุให้ฟันซี่ติดกันผุไปด้วย และคราวนี้มันผุลึกมาก… ลึกจนต้องรักษารากฟัน!

ตายห่า การรักษารากฟันนี่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่มากเท่าที่ชีวิตของคนปากเสีย (ความหมายในเชิงกายภาพ) คนหนึ่งจะได้เจอเลยนะ แต่ตอนนั้นตัวเองมีความตั้งใจไว้อย่างแรงกล้าแล้วว่า กูจะฟอร์แมตปากให้เอี่ยมเรี่ยมเชียว ก็เลยยอม จะเจ็บปวด หวาดเสียว อับอาย หรือเสียเงินเท่าไหร่ก็ยอม

เลยไปหาคลินิกอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลบ้าน และได้แทบทุกอย่างตามคำขอเลยครับ คือเจ็บไปเยอะ เสียวก็เยอะ เสียเงินก็เยอะ แต่ที่ผิดหวังคือความอาย

ผมบอกคุณหมอที่ใจดีมาก (ประเด็นที่แท้จริงคือน่ารักมาก ขาวหมวย แต่ท้องแก่ จบนะ) ให้ตัดสินใจปู้ยี่ปู้ยำปากผมได้ตามใจชอบเลย ตรงไหนแย่ ซ่อมซะ ตรงไหนดีเก็บไว้

ไม่แน่ใจว่าการจะมาเป็นทันตแพทย์ได้นั้นต้องผ่านหลักสูตรแต่งหน้าศพมาก่อนหรือเปล่า แต่การกำจัดฟันผุเล็กผุน้อยประมาณยี่สิบจุดในปากผมจนเกลี้ยงเกลา พร้อมด้วยการรักษารากฟันแบบทรหดอดทน วิ่งวนเวียนไปมากับคลินิกหมอฟันไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

จนในที่สุด ฟันคุด 2 ซี่ และฟันกรามที่ผุขนาดใหญ่จนต้องรักษารากฟัน พร้อมครอบฟันอีแบบที่ราคารวมได้ซี่ละหมื่นกว่าบาทถึงสองครั้ง ก็เสร็จสิ้นลง เงินหายไปกับการซ่อมปากเยอะมากๆ แต่ก็พบว่าคุณภาพชีวิตตัวเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จนตัวเองมั่นใจทุกครั้งว่าถ้ามีคนถามว่า “อยากจะให้แนะนำอะไรแก่น้องๆ เยาวชนบ้าง” ก็จะตอบว่า มึงไปหาหมอฟันเถอะ ทุกหกเดือนน่ะ แล้วชีวิตมึงจะดีขึ้นมาก

แต่กรรมที่เคยสร้างมาก็ยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ พอย้ายบ้านมาตั้งรกรากอยู่แถวลาดปลาเค้า ผมก็ยังต้องแวะเวียนไปคุยกับหมอฟันอยู่เนืองๆ เนื่องจากต้องตรวจสุขภาพฟันรายครึ่งปีเป็นปกติ และในปากยังมีอยู่อีกสองซี่ที่ต้องรักษาราก (ต้องย้ำว่าปากผมเหี้ยมากจริงๆ) ซึ่งตอนนี้ก็เคลียร์ไปซี่นึงแล้ว ดีที่ไม่ต้องเสียเงินใส่ครอบฟัน เพราะมันพอจะสามารถอุดแบบใหญ่ๆ ได้ แต่ก็ทำวัสดุอุดหลุดไปสองที จนมารู้จากหมออีกคนที่เพิ่งไปหามาล่าสุดว่า ฟันซี่นี้มันเป็นเคสโคตรยาก ต้องระดับเซียนอย่างหมอคนนี้ (เอ่ยชื่อหมอที่ทำให้ผม) เท่านั้นถึงจะทำได้ .. และแลกมาด้วยข้อห้ามของหมอว่า ต่อไปนี้ ปากซีกซ้ายเนี่ย ห้ามเคี้ยวอะไรกรุบๆ อีกเลยตลอดชีวิตนะ ถ้าจะเคี้ยวก็ให้เคี้ยวข้างขวาเอา

ซึ่งอีข้างขวานี่ก็เป็นซี่สุดท้ายแล้วที่จะหมดเวรหมดกรรมกับการซ่อมปากตัวเองเสียที เนี่ยวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ก็จะไปใส่ครอบฟันสีเงินเข้มอีกซี่ เอาให้ครบองค์ประชุมเลย

รักษารากฟัน

และด้วยการที่ทั้งปากมีแต่วัสดุประหลาดที่หมอเขาเอามาครอบแทนฟันซี่เดิมที่ถูกเหลาจนเหลือนิดเดียวนี้เอง ผมจึงไม่ค่อยอยากจะอ้าปากให้ใครเห็น เพราะอายไงครับ ฟันกรามทั้งปากผมเป็นสีเข้มๆ บางทีก็ดำ เหมือนพี่มาร์คเขอะพระโขนงเคี้ยวหมากอะไรประมาณนั้น ไม่ได้มีสีฟันขาวอมเหลืองเหมือนมนุษย์ทั่วไป

ขณะที่ผมกำลังค่อยๆ กลายร่างเป็นไซบอร์กไปทีละหน่อย ก่อนสติของร่างมนุษย์จะหลุดลอยไป ผมขอสัญญาว่าจะนำพลังพิเศษนี้ไปปกป้องเด็กๆ ทั่วโลกจากเหล่าร้ายแน่นอนครับ ผมสัญญา.

ป.ล.
คุณหมอเจ้าของคลินิกเคยเชียร์ให้ไปจัดฟัน เพราะผลจากการถอนฟันตั้งกะเด็กเลยทำให้ฟันหลอ ไม่เท่ ซึ่งผมก็โอเคนะ ยอมก็ได้ แต่พออีกวันเข้าไปปรึกษาคุณหมอจัดฟันเฉพาะทางโดยตรง พอแกเห็นปากผมและจับไปเอ็กซ์เรย์นั่นนี่เสร็จก็ส่ายหน้า บอกว่าแบบนี้มันไม่ธรรมดานะ ต้องผ่าตัดเลย คือตัดกรามหรืออะไรแบบนั้นเลย ให้ไปปรึกษาหมอแอดวานซ์ด้านนี้ที่จุฬาฯ แล้วก็ยื่นใบอะไรสักอย่างมาให้เสร็จ ผมซึ่งยังทำใจกับการศัลยกรรมไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะหน้าเปลี่ยนเป็นดาราเกาหลี เลยขอถอดใจ บายละกันครับ