เราอาจจะได้เห็น Adobe CS7 คืนชีพอีกครั้ง?

30 / 05 / 2556 | 11:32 น.

adobe-cc-cs

ใครที่ไมไ่ด้ตาม ลองอ่านข่าวนี้ก่อนนะครับ: Adobe ยกเลิก Creative Suite ต่อไปนี้จะกลายเป็น Creative Cloud
ส่วนใครที่ขี้เกียจอ่านน้ำๆ จะข้ามไปเนื้อเลย ก็โดดไปย่อหน้าที่มีคำว่า “ขี้” สีแดงๆ ข้างล่างเลยครับ

สำหรับผมที่มีภาระผูกพันกับชุดโปรแกรมตระกูล Adobe โดยตรง คือใช้ Photoshop มาตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0

สมัยนั้นคอมตัวเองมันกากเกิน ลงไม่ได้ ก็ไปใช้คอมโรงเรียน ตัดต่อหัวหมามาสวมหัวตัวเอง พรินต์ใส่กระดาษไปอวดเพื่อน ก็สนุกสนานเฮฮากันตามประสาเด็กเนิร์ดล่ะนะ แต่ปรากฏว่าโดนครูสวดยับเลยว่าไม่เหมาะสม เธอเอาหมามาใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนเราได้ยังไง @#$@%^#$%^@$…

พอเข้ามหาลัยก็เริ่มจับโปรแกรม Flash โดยเริ่มตั้งแต่รุ่น 4.0 เป็นต้นมา สนุกมาก พอหัดเองแล้วขยัน ไปหาตัวช่วยตัวสอนในเว็บ (เว็บสมัยนั้นน่ะแหละ) เขียน ActionScript ได้เพ้อเจ้อ แต่พอสวมดีไซน์ลงไปแล้วมันมีเสน่ห์มาก เอามาทำเว็บรุ่น เว็บคณะ พรีเซนต์กลุ่มทีนึงก็ไม่ต้องคิดงานละ นั่งผลิตพรีเซนเทชันอย่างเดียว และก็ได้ผล มันช่วยให้งานกลุ่มดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก และเราเองก็สบาย เพราะไม่ถนัดงานเรียนอยู่แล้ว เอาเวลามาพรีเซนต์ซะเลย 5555

พอจบมาก็ได้ทำงานด้านนี้แหละ ต้องเรียกว่าโดนเรียกตัวไปเข้าออฟฟิศตั้งกะยังไม่จบดีกว่า (คือจะอวด) ตอนนั้นทำอาชีพเป็น Flash Designer เพราะพอร์ตงานเรามีแต่แฟลชทั้งนั้นเลย แต่แล้วพอฟ้าฝนไม่เป็นใจ ก็จับใบแดงได้ทหารเกณฑ์สองปี (บอกแล้วตอนนั้นยังเรียนไม่จบมหาลัยดี)

เหี้ยมาก วิชาความรู้ที่ได้สั่งสมมา หายไปหมดเลยจริงๆ จนออกจากกองร้อยมานี่ จะให้เขียนปุ่มที่จิ้มแล้วตัวการ์ตูนหยุดเดินก็ทำไม่เป็นแล้ว ก็เอาวะ เพื่อจะได้ลองปีนเขายอดอื่นดูบ้าง เลยปล่อยให้ความรู้ด้านนั้นตายไปให้หมด (พร้อมๆ กับเทคโนโลยีของแฟลชเองที่ตอนนี้ก็ตายสนิทแล้ว ยกเว้นวงการเว็บเอเจนซีบ้านเรา..)

เอ๊ะ แล้วจะเล่าเรื่องของตัวเองทำไมวะ (แล้วมึงจะทำไม)

จนตอนนี้ก็ได้เปิด Photoshop และ Illustrator (เพิ่งหัดเมื่อปีก่อน) เพื่อทำงานเล่นอยู่ทุกวัน ชีวิตก็สุขสบายดี จนตัดสินใจซื้อของแท้แม่งเลย เป็นความตั้งใจมานานแล้วครับ แต่กระเป๋าตังค์ไม่อำนวย พอมันอำนวยปั๊บก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง หยุดใช้โปรแกรมเถื่อนทุกชนิด มาเป็นมนุษย์โปรแกรมลิขสิทธิ์ดูกับเขาซะที จะได้อวดใครได้ง่ายๆ หน่อย แถมเวลามีดราม่าประเภท “มึงใช้วินโดวส์แท้รึเปล่า” จะได้ถุยกลุบอย่างสบายใจ (มึงใช้วินโดวส์แท้รึเปล่า / กูใช้แมค / แล้วออฟฟิศล่ะ เถื่อนล่ะสิ / กูใช้ Google Docs ไงสัส)

ทีนี้ปัญหามันเกิดขึ้นตอนที่ตัดสินใจซื้อนี่แหละครับ ด้วยราคาที่ไม่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินนัก คือชุดแพงแม่งแพงเฉียดแสน แต่ชุดถูกก็ไม่ได้ถูกอย่างที่คิด แถมไอ้ที่ Adobe มันจัดชุดมาให้นั้นมีทั้งแบบขาดๆ และแบบเกินๆ ผมเลยเลือกอยู่นานว่าจะเอาอะไรดี โดยส่วนตัวคือใช้อยู่แค่ไม่กี่โปรแกรม (เอาเข้าจริงถ้าตัดทุกอย่างทิ้งไป เหลือแค่ Photoshop และ Illustrator ก็อยู่ได้นะ) ไอ้ครั้นจะซื้อแค่ 2 ตัวนี้โดยเฉพาะ ราคาปลีกแม่งก็แพงกว่าชุด CS6 Design Standard ที่มีสองตัวนี้ แถมยังได้ Indesign กับ Acrobat Pro อีก คือแม่งไม่เคยคิดจะใช้ก็ลงไว้เกร๋ๆ ได้รึเปล่าวะ

คือสมัยใช้ของเถื่อนนี่จัดเต็มมากครับ มีชุด Super Premium Ultra Deluxe Untimate Professtional ห่าเหวอะไรลงได้หมด ไม่มีปัญหา แต่พอจะควักตังค์เองนี่อย่างเขียมเลย แล้วไม่ต้องมาโทษคนไทยโอนลี่ครับ ฝรั่งญี่ปุ่นแม่งเป็นกันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่รู้จักก็ไม่ต้องไปบูชามันมาก

เข้าเรื่อง! สรุปแล้วพอมีโปรโมชันสำหรับสมาชิกสมาคมเว็บหรือสิ่งพิมพ์ไทยก็ได้ จะได้ลดราคาของชุด Standard ตั้ง 30% แน่ะ ผมก็เลยสมัครสมาชิกสมาคมเว็บซะเลย 555 สองร้อยบาทมั้ง ลดได้ตั้งเป็นหมื่นแน่ะ (เลว)

แต่การซื้อโปรแกรมผ่านตัวแทนจำหน่ายนั้น หน่ายสมชื่อจริงๆ ครับ กว่าจะออกเอกสาร กว่าจะต้วมเตี้ยมเช็กเอยอะไรเอย ทุกอย่างดูโบราณมากเมื่อเทียบกับการจ่ายเงินซื้อแอปใน AppStore หรือ Play Store ที่กดจึ๊กเดียวดูดตังค์กูไปแล้ว

แต่นี่ต้องรอคอนเฟิร์ม รอ Serial Number รอนั่นนี่ แถมยังต้องแฟ็กซ์เอกสารส่งอีก!!!!!!! เชี่ย ยังกะหน่วยงานราชการ สรุปคือกว่าจะซื้อเสร็จ ล่อไปเป็นอาทิตย์ครับ ได้ตัวเลขมาชุดเดียว (ไม่เอากล่องหรอก เพราะแม่งต้องจ่ายค่าความเท่เพิ่มอีกหลายร้อย) ก็โหลดโปรแกรมมา แล้วกรอกตัวเลข ลงทะเบียนผ่านเว็บ เสร็จแล้ว

555555555 เท่านี้ 5 55 55 เราก็ได้เป็น 55 555 5 ผู้ใช้โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์ 5 555 แล้ว 55555

5 55 555 5 อีกแป๊บนึงแม่งเปิดตัว Adobe CC เฉยเลย ของที่กูซื้อมาตะกี้แม่งตกรุ่นทันที 5 555 สัสเอ๊ย ขี้จะแตกแล้ว

พอได้ตามข่าวเรื่อง Adobe เปิดตัวชุดโปรแกรมเช่าในราคาที่บวกลบดูแล้วยังนึกภาพไม่ออกว่าจะสมเหตุสมผลดีไหม ก็ทำให้รู้สึกว่า คนอย่างเราที่เพิ่งซื้อเวอร์ชันกล่องไป (ถึงจะไม่ได้กล่องก็เถอะ) แม่งโดนทิ้งเลยครับ ก็นั่งเจ็บช้ำอยู่ลึกๆ แค่คนเดียว เพราะหาคนคุยด้วยที่มันจ่ายตังค์ซื้อของแท้และตกรุ่นทันทีเหมือนกันไม่ค่อยได้

ผมบวกลบราคาดู ไอ้ที่เราซื้อมามัน 30,000 บาท สมมติว่ารอบการออกโปรแกรมปกติของค่ายนี้คือ 18 เดือน แล้วค่อยไปคิดอัปเกรดใหม่อะไรก็ว่าไป ก็จะได้ราคาเฉลี่ยต่อการใช้งานครั้งแรกก่อนอัปเกรดใดๆ คือเดือนละ 1,666 บาท แต่หลังจากนั้นจะเลือกอัปหรือไม่อัปก็แล้วแต่ ถ้าไม่อัป ราคาเฉลี่ยต่อเดือนก็จะถูกลงเรื่อยๆ แต่ถ้าอัป ก็น่าจะได้โปรแกรมที่ใหม่อยู่เสมอ ในราคาอัปเกรดที่ถูกกว่าซื้อใหม่แน่ๆ

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้คนที่ซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาใช้ เช่นพวกสตูดิโอถ่ายภาพ หรือบริษัทที่มีฝ่ายกราฟิก จึงไม่ซีเรียสถ้าจะใช้โปรแกรมเก่าที่มีอายุเป็นสิบปี อย่างที่ไปเห็นมาคือใช้ CS2 ก็ยังได้สบายๆ อยู่ (ก็แหงสิ เกิดมายังไม่เคยใช้ฟีเจอร์พวก 3D ในโฟโต้ช็อปเลย คือมึงทำมาทำไม ช่วยเอาออกแล้วลดราคาให้ได้ไหม)

ในขณะที่คนเช่าใช้ชุด Creative Cloud นั้นเหมาะกับบริษัทที่มีระบบเบิกงบจ่ายเป็นงบประจำอยู่แล้ว ก็นึกซะว่านี่เป็นค่า Service แบบเดียวกับค่าน้ำค่าไฟค่าเน็ต ไม่ต้องมานั่งบำรุงรักษามากมาย ตีงบเป็น fixed cost รายเดือนไปเลยง่ายดี แล้วงบพวกนี้ก็ค่อยไปขูดเอากับลูกค้า… แฮ่

ส่วนฟรีแลนซ์หรือผู้ใช้ทั่วไปอย่างเราๆ เนี่ย การเช่าใช้นั้นคุ้มค่ามากถ้าใช้งานระยะสั้นๆ ครับ ถ้าจ่ายราคาเต็มต่อเดือนนั้น ราคาอยู่ที่ $49.99 ก็คือพันห้า ใช้ได้แม่งทุกอย่างและโปรแกรมสดใหม่อยู่เสมอ (ถ้ายังมีเงินจ่ายอยู่น่ะนะ) ราคาพันห้านี้อยากจะเขียนดอกจันไว้ตัวโตๆ ว่าคุณอาจตกหลุมพรางเรื่องราคาของ Adobe ก็ได้นะ เพราะเอาเข้าจริงๆ คุณใช้แค่กี่โปรแกรมเอง? คนทำงานตัดต่อวิดีโอนี่จะใช้โปรแกรมทำเว็บไหม? อะไรแบบนี้ แต่จ่ายเหมารวมไปหมดแล้วจ้า

หรือจะตัดช่องเล็กๆ จ่ายแบบสบายๆ แค่ 2 โปรแกรม คือ $19.99 x 2 ต่อเดือน อ้ะ ตีไปเดือนละพันสอง คูณยังไงก็ถูกกว่าการซื้อแบบกล่องของผมใช่ไหมครับ… แต่อย่าลืมว่า การเช่านั้นหมายถึงภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายต่อเนื่องไปทุกเดือน จะไม่มีราคาเฉลี่ยที่ถูกลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ใช้ไปเหมือนกับที่ซื้อมาเป็นกล่องๆ และฟีเจอร์ที่ยัดเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ นั้น บางอย่างก็จำเป็น (เช่นพวกการจัดการตัวอักษรไรงี้) แต่บางอย่างก็ฟุ่มเฟือยไปมากๆ (อย่างพวก 3D งี้)

เลยบอกว่ามันคุ้มกับการใช้งานในระยะสั้น เช่นเหี้ยแล้ว มีโปรเจกต์ต้องตัดต่อวิดีโอด่วน เดือนนึงคงเสร็จ ยังงี้เช่าไปเลยครับ โปรแกรมเดียว $19.99 ก็คือหกร้อยบาท แล้วปิดงานใน 1 เดือน คุ้มเงินและสบายใจ แต่ถ้าใช้ยาวๆ ก็อย่างที่บอก โปรแกรมแบบกล่องมันดีกว่าอยู่แล้ว

แต่ประเด็นคือ Adobe ประกาศเลิกทำแบบกล่องซะแล้ว ต่อไปนี้เช่าใช้เอาหมดเลยนะ เงินจะได้เข้ากระเป๋าบริษัทเราอย่างต่อเนื่อง ไม่กระจัดกระจายเหมือนที่แล้วๆ มา โอเคป๊ะ

มันเลยมีฝรั่งโวยครับ

ไม่ได้ว่าจะบอกว่าฝรั่งโวยแล้วมันน่าฟังกว่าเรา คือที่บอกว่าฝรั่งโวยนี่เพราะผมไม่เห็นคนไทยโวยนะ 5555

ฝรั่งเริ่มทยอยโวยกันเรื่อยๆ มีทั้งแบบโวยภาษาหยาบคาย (ช่างมัน) และโวยแบบเตือนสติบ้าง เสนอตัวเลือกอื่นๆ บ้าง ทีแรกผมก็คิดว่าเป็นแค่เสียงพวกอนุรักษ์นิยม ที่ชินกับวิถีชีวิตแบบเดิม ก็เปลี่ยนเป็นเช่าใช้ มันจะไปต่างอะไรกับการครอบครองกล่องแข็งๆ (ที่จ่ายเพิ่มแปดร้อยถ้าจะเอาดีวีดีด้วย) เล้า

ปรากฏว่าเสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ครับ เคยอ่านเจอว่ามีการร่วมกันเข้าชื่อ เพื่อยื่นข้อเสนอ ขอร้องให้ Adobe กลับมาทำคลอด Adobe CS7 อีกครั้ง จะขายคู่ขนานไปกับ Adobe CC ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่เราอยากได้โปรแกรมที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ใช่แบบเช่าอยู่ มันเสียเซ้วไง

ความเห็นของผมต่อเรื่องนี้ก็คือ เออ ดีๆ อย่างน้อยคนอย่างเราน่าจะได้ประโยชน์ในระยะยาวด้วย คือพออยากทันสมัยก็ค่อยไปกดซื้อ อัปเกรดเป็น CS7 ซะ

พอนานๆ เข้า วันนี้เมื่อตอนตีสี่ครึ่งตามเวลาประเทศไทย เราก็เริ่มเห็นสัญญาณอันดีที่ดังมาจากฝั่ง Adobe ครับ (ที่มา: +Adobe Photoshop) เขาบอกว่า

We understand that Creative Cloud is a huge change. We want you to know that we’re listening, and we’re currently researching how we can address your concerns while still maintaining our focus on delivering the next generation of creative software. http://adobe.ly/133vruD

กดตามไปดูในลิงก์ ก็อย่างที่พอเดาได้ มันเป็นจดหมายสวยๆ จาก Adobe ที่บอกว่าเออ เข้าใจว่าว่าพวกคุณเหวอกัน (และด่ามาเยอะเกิ๊น) ตอนนี้เราได้ยินเสียงของพวกคุณแล้ว (อีห่า ฟังดูยิ่งใหญ่) และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะนำซอฟต์แวร์แบบกล่องกลับมาขายอีกครั้ง เอ๊ะ หรือเปล่านะ ยังไม่สัญญาเท่าไหร่นะ แต่ยังไงก็ช่วยคอมเมนต์กันสร้างสรรค์ๆ หน่อยนะ

เลื่อนไปอ่านคอมเมนต์แรกก็เจอไอเดียจากคุณ Garry Clayton เลยครับ แกบอกว่าแกมีไอเดียที่จะทำให้บริษัทคุณยังได้เงินเป็นกอบเป็นกำ และลูกค้าไม่บ่นอยู่ นั่นคือแยกขายตัว Core Program ออกมาในราคาที่ไม่แพง แล้วไอ้พวกอัปเดตยิบย่อย หรือความสามารถเสริมจากแกนหลักก็แยกขายซะเลย (นึกภาพนะ เช่นมีหัวแปรงแบบเมพ ขายร้อยนึง เอาเปล่า) คนที่ซื้อจะได้ไม่บ่นว่าได้ของที่แพงเกินความจำเป็นไง

แล้วก็มีคอมเมนต์ตอบว่าฉันอยากได้แบบเต็มๆ มากกว่า แต่ช่วยแยกขายแบบจัดชุดแล้วมีโปรโมชันราคาตามความต้องการการใช้งาน ไม่เอาแบบเหล้าพ่วงเบียร์อย่างที่ผ่านมาได้ไหม

บางคนก็บอกว่าที่บ้านฉันไม่มีเน็ต จะให้เช่าใช้ (ซึ่งระบบมันจะตรวจ license ทุกเดือนเพื่อหาทางต่ออายุและดูดเงินจากลูกค้าไรงี้ใช่มะ) ก็ไม่ถนัดสิ หาทางออกให้ที

ฯลฯ

โดยรวมๆ แล้วหลายๆ ความเห็นมีจุดร่วมเหมือนกันก็คือ Adobe นั้นมีนิสัยชอบขายพ่วงครับ เป็นมานานแล้ว และจะเป็นต่อไปตราบใดที่ชุดโปรแกรมของตัวเองนั้นยังสามารถครองโลกได้อยู่ อย่างของผมที่ซื้อเป็นกล่องและบ่นไปข้างต้นก็โดนไอ้การขายพ่วงนี่มาทำให้รู้สึกอยู่เสมอว่า “ไม่คุ้มเท่าไหร่เลยแฮะ” หรือแม้คนที่คิดจะเช่าใช้ Creative Cloud ก็ต้องเจอคำถามเหมือนกันว่าเอ๊ะ ตกลงเราเป็นเจ้าของโปรแกรมพวกนี้จริงเหรอวะ เรามีสิทธิ์ใช้เฉพาะที่ตัวเองต้องการ และจ่ายเท่าที่ใช้จริงๆ ไม่ได้เหรอวะ มึงจะยัดมาให้เยอะเกินไปจนเป็นบุฟเฟ่ต์โพนยางคำทำไม

แต่พอจะแยกขายให้มันราคาถูกลงมากก็ลำบากใจเนอะ ในขณะที่แอปเปิลและไอโฟนได้ปฏิวัติวงการ ด้วยการกดราคาแอปให้มันถูกติดดินขนาด $0.99 ก็เล่นเกมดีๆ แอปเจ๋งๆ ได้สบ๊าย เลยกลายเป็นว่าโลกของซอฟต์แวร์เลยต้องโดนผลกระทบกันยกใหญ่เลย ไอ้ที่เคยขายได้ตัวละเป็นแสน วันหนึ่งก็เจอแอปที่ทำได้แบบเดียวกันมาขายในไอแพดในราคาไม่ถึงร้อยงี้

ในขณะที่โลกกำลังหมุนไปเรื่อยๆ นี้ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า โมเดลการหารายได้จากซอฟต์แวร์แบบไหน แบบเก่า แบบใหม่ หรือแบบที่ยังไม่คลอดออกมาอีกนี้มันเวิร์กแค่ไหน

คอยติดตามกันต่อไปครับ

ป.ล.
ตัว Google นั้นก็เปิดให้เช่าใช้บริการหลายๆ อย่างเหมือนกัน แต่ที่คนไม่บ่นกันเดาว่าเพราะกูเกิลทำตัวเป็น “ผู้ให้บริการ” มาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเวลาเราจ่ายเงิน ก็จ่ายเพื่อบริการ ไม่ได้จ่ายเพื่อตัวซอฟต์แวร์นะครับ คนเลยรู้สึกโอเคและยอมจ่าย (เมียผมก็จ่ายค่าเนื้อที่เก็บจดหมายเพิ่ม)
ส่วน Microsoft ที่มีข่าวว่าจะทำ Office เวอร์ชันออนไลน์มาให้เช่าใช้หลายปีแล้วนั้น ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเสียงตอบรับจากผู้ใช้เป็นยังไง เพราะไม่ได้อยู่ในวงโคจรนั้นจริงๆ ครับ รอบตัวมีแต่คนใช้โปรแกรมทดแทน พวก LibreOffice หรือ OpenOffice ส่วนรอบนอกๆ หน่อยที่ใช้ออฟฟิศเถื่อน ก็ดูจะไม่ซีเรียสคอยอัปเกรดตาม และตัวผมเองก็เลิกใช้ไปตั้งกะสมัย Office 2000 แน่ะ ทุกวันนี้ความจำเป็นในการทำงานเอกสารทั้งหมดนั้น Google Docs + Spreadsheets ก็เพียงพออยู่แล้ว… พอมากๆ ด้วยแหละ

//อัปเดตเพิ่มนิดนึง ปรากฏว่า Office 365 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนั้นขายดีล่ะ!