อวดบ้านครับ

คือยังงี้ครับ

เมื่อ 2 เดือนก่อน Facebook Messenger ของผมก็มีโนติฯ เด้งขึ้นมา กดดูชื่อ เป็นผู้ชาย (ตัดทิ้ง #ผิด) ทักมาด้วยความสุภาพ

ผมเป็นนักศึกษาปีสองมาจากสถาปัตย์ลาดกระบังนะครับ พอดีผมได้รับโปรเจคจากอาจารย์มาให้ออกแบบบ้านพักอาศัยสองชั้น โดยมีuserเป็นครอบครัวนึง แล้วพี่แอนตรงกับโจทย์พอดี ผมจึงขอพี่แอนเป็น userในเป็นโปรเจคนี้ พี่แอนพอจะสะดวกเป็นผู้ใช้งานในโปรเจคผมมั้ยครับ

โอ้ว! จริงดิ

ผมถึงกับลุกขึ้น นึกขึ้นได้เลยนั่งลงอีกครั้ง แล้วกดน้ำ (รู้เลยว่าขี้อยู่) ตั้งใจอ่านอีกที… น้องเขาเอาจริงแฮะ

ผมตอบตกลง น้องเขาเลยส่งแบบสอบถามมาให้กรอก อ่านดูแล้วเป็นสำนวนของน้องเองที่สอบถาม requirements ต่างๆ ที่บ่งบอกว่าเจ้านั้นใส่ใจกระบวนการเก็บข้อมูลของผู้อยู่อาศัยได้ดีมาก โอเคเลย ถ้าเป็นแบบนี้ข้าถือว่าน่าสนุกนัก และขอร่วมงานกับเจ้าด้วยความยินดี

อันนี้คือเปิดหัวแบบสอบถาม ซึ่งเป็นตัวบอกวัตถุประสงค์ของโปรเจกต์นี้ ลองอ่านดูครับ

โครงการบ้านพักอาศัยในฝัน
บ้านหรือที่อยู่อาศัย คือ ปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิตของเรา เป็นที่สำหรับการพักผ่อนและการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีตชีวิตที่เร่งรีบส่งผลให้ในระหว่างวันเราต้องเดินทางออกไปทำงานนอกบ้าน เราจึงได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบ้านแค่ในช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุดสุดสัปดาห์

แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 บ้านนอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยและที่พักผ่อนแล้ว บ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เป็นสถานที่สำหรับการสร้างสรรค์งานและคุณค่าแห่งตัวตนของผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตในเวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวันได้อย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตสูงสุดและปลอดภัย

ผมนึกย้อนกลับไปสมัยตัวเองเรียนสร้างบ้านเหมือนกัน (แต่นั่นมันยี่สิบกว่าปีมาแล้ว…) ตอนปีหนึ่งปีสอง ก็มีโปรเจกต์ประมาณนี้เช่นกันครับ คือเป็นโปรเจกต์สร้างบ้านโดยมีโจทย์กำกับ เช่น บอกบุคลิก รสนิยม ลักษณะเฉพาะ หรือความต้องการของเจ้าของบ้าน เสร็จแล้วให้นึกศึกษาจับเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประเมิน เพื่อออกแบบมาเป็นบ้านที่สมบูรณ์ และเทลเลอร์เมดสุดๆ สำหรับเจ้าของบ้าน

ผ่านไปยี่สิบปีนิดๆ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมโนเองแล้ว อยากทำบ้านให้ใคร ก็ทักเขาไปเลย เออดี! สนุก!

ต้องบอกก่อนนะครับว่า ตอนนี้ผมก็มีบ้าน มีรถ มีลูกเมีย มีหนี้สินอยู่แล้วไม่น้อย ตัวบ้านนั้นผมออกแบบแค่คร่าวๆ และงานที่เหลือนอกนั้นจ้างเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันนี่แหละทำให้ 5555555 เพราะผมไม่เก่ง เดี๋ยวทำแล้วพังขึ้นมาจะว่ายังไงดีล่ะ

ทีนี้พอเป็นบ้านของตัวเอง ก็เลยต้องกำหนดไปอย่างเต็มที่ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อะไรที่เป็นเรา อะไรที่ไม่ใช่ ซึ่งบักเต้ย (สถาปนิก) ก็มาบอกทีหลังว่างานบ้านมึงนี่เป็นงานที่ทำง่ายมากเลยนะ เพราะเจ้าของบ้านสรุปมาให้แล้ว ออกแบบเองอีกครึ่งนึง หน้าที่กูคือจบแบบแล้วรับเงินอย่างเดียว … เออว่ะ รู้สึกเสียเปรียบ นี่ไปเสียเวลาเรียนทำไมวะตั้งห้าปี (ก็เรียนเพื่อเอาไว้คุยกับมึงรู้เรื่องไง)

เนื่องจากรู้ว่าตัวเองมีรสนิยมด้านสถาปัตยกรรมค่อนข้างเฉพาะ ไม่เหมือนผู้คนทั่วไปนัก (คือไม่เอาลอฟต์ ไม่เอามินิมัล ไม่เอาเกาหีล ไม่เอาคลีน ไม่เอาโมเดิร์น ฯลฯ แต่เอาอยู่สบายนะ ฯลฯลฯลฯ) สุดท้ายก็ออกมาเป็นบ้านที่ลงตัวที่สุดทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และงบประมาณ (สำคัญมาก) เท่าที่ตัวเองจะสามารถกินขี้ปี้นอนได้ทุกคืนวันแล้วครับ

อ้ะ แปะลิงก์ เผื่อใครจะจ้างมัน เชิญดูที่นี่จ้ะ

กลับมาที่งานของน้อง

คำถามทีลิสต์มานี่น่าสนใจนะครับ ใครคิดจะมีบ้าน หรือสร้างบ้านเป็นของตัวเอง ลองหยิบลิสต์นี้เอาไว้เป็นโจทย์พื้นฐานในการสรุปงานออกแบบก็ได้ น้องเขาลิสต์แพ็กเริ่มต้นจากการสัมภาษณ์พูดคุยกันผ่านแชตไว้ให้ดังนี้ :

พื้นที่ใช้สอยหลัก
(หากพี่แอนต้องการปรับเปลี่ยน สามารถพิมบอกได้เลยนะครับ)

  • ห้องนอนสำหรับผู้ใช้อาคารหลัก มีส่วนแต่งตัวและห้องน้ำส่วนตัว
  • ห้องนอนสำรอง มีส่วนแต่งตัว ห้องน้ำส่วนตัว เตรียมเผื่อไว้สำหรับทายาท หรือญาติมาเยี่ยมเยียน
  • ห้องน้ำรวม ห้องน้ำส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน
  • ส่วนพักผ่อนสำหรับครอบครัว ห้องสำคัญที่ทุกคนในครอบครัวมักลงมาทำกิจกรรมร่วมกันเสมอ
    ทั้งในวันธรรมดา และในวันหยุดสุดสัปดาห์
  • พื้นที่หรือห้อง สำหรับความเชื่อหรือความศรัทธาทางศาสนา หรือความเชื่ออื่น ๆ (สามารถปรับเป็นห้องอื่นๆได้ครับ)
  • ส่วนทำงานของเจ้าของบ้าน เป็นส่วนสำคัญที่เจ้าของบ้านต้องการแยกออกมาเป็นสัดส่วน และ
    สอดคล้องกับอาชีพของผู้ใช้อาคาร เน้นการออกแบบที่คำนึงถึงบรรยากาศที่ดีที่ตอบสนองการทำงาน
    ได้ตลอดเวลา
  • ส่วนรับประทานอาหาร ต้องการโต๊ะที่สามารถรองรับได้ขนาด 4-6 ที่นั่ง และมีพื้นที่สำหรับเก็บ
    ภาชนะสำหรับรับประทานอาหารอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ห้องครัว เนื่องจากต้องทำอาหารสำหรับสมาชิกทุกคน จึงต้องการครัวไทยที่สามารถทำอาหารได้
    หลากหลาย และมีการระบายอากาศที่ดี
  • บริเวณซักผ้าและรีดผ้า ประกอบด้วยเครื่องซักผ้า ที่เก็บเสื้อผ้าที่รอรีด และราวแขวนผ้าที่รีดแล้ว
    รวมถึงพื้นที่ตากผ้าและรีดผ้า
  • ห้องเก็บของภายในบ้าน สำหรับเก็บของใช้ภายในบ้าน
  • ห้องเก็บของภายนอกบ้าน สำหรับเก็บของใช้ภายนอกบ้าน
  • ที่จอดรถ

เนี่ย พอมีจุดเริ่มปั๊บ สเต็ปที่จะไปต่อได้ก็คือ อันไหนเอา อันไหนไม่เอา ก็มาขีดมาคุยกันต่อได้เลย

หลังจากนั้นก็เป็นแบบสอบถามครับ เป็นชุดคำถามที่แงะรสนิยม หรือทัศนคติของเจ้าของบ้านออกมา เช่น (ผมลิสต์มาบางคำถามพอ เดี๋ยวยาว แต่ก็ยาวแหละ ปีนึงจะเขียนบล็อกที) :

  • บ้านในความหมายของพี่แอน (จำไม่ได้ว่าตอบอะไร ต้องมีคำว่าขี้และนอนแน่ๆ)
  • นิยามความเป็นตัวเอง (กูจะตอบยังไง)
  • อยากให้มีห้องสำหรับทำงานภายในบ้านเป็นสัดเป็นส่วนหรือไม่ (มีจ้า)
  • [น้องลิสต์รายชื่อห้องมาเพียบ แล้วถามว่า] อยากได้ห้องอะไรเพิ่มอีกเป็นพิเศษ อาจจะเป็นห้องจัด podcast หรือ ห้องเลี้ยงแมว เป็นต้นครับ (อ่านถึงตรงนี้ก็คิดว่า เออ ดีนะไม่ต้องจ่ายตังค์จริง น้องเลยกดมาให้เต็มสูบ)
  • เป็นคนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศมั้ยครับ (เออ อันนี้พิเศษ บ้านจริงๆ ปัจจุบันของเรา ผู้อยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่ต้องเปิดแอร์เลย! ดีจัง ลมธรรมชาติจงเจริญ!)
  • ปกติแล้วใช้เวลากับส่วนไหนของในบ้านมากที่สุด (น่าจะห้องหนังสือ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ก็ใช่)
  • สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจภายในบ้าน อาทิเช่น การนับถือศาสนา ของสะสม งานอดิเรก กิจกรรมที่ชอบ เป็นต้น (ไม่เอาห้องพระ แต่เอาห้องการ์ตูน)
  • ปัญหาที่เจอในบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน ที่อยากแก้ไข เช่น พื้นที่ส่วนตัวน้อยไป เพื่อนบ้านเสียงดัง เป็นต้น (อันนี้เป็นข้อที่เราไม่ค่อยนึกถึง แต่สำคัญ แต่ละคนจะมีเพนพอยต์ไม่เหมือนกัน ถ้าคุยประเด็นนี้ก็ยาว ได้เสาเสาเสา 10 อีพีเต็ม)
  • ทำอาหารกินเองไหม
  • เมียทำงานอะไร
  • อะไรที่ชอบเหมือนกันกับเมีย (นั่นแน่)
  • ขับขี่รถอะไรบ้างไหม
  • ลูกแยกนอนยัง
  • มีแขกหรือญาติมา(นอน)บ่อยไหม
  • ชอบวัสดุอะไรเป็นพิเศษไหม เช่น ไม้ เหล็ก ปูน หิน เป็นต้น (ข้อนี้ดี ขอชม)
  • สไตล์งานสถาปัตย์ที่ชอบเป็นพิเศษ อาทิเช่น โมเดิร์น โมเดิร์นวินเทจ มินิมัล ลอฟต์ เนเชอรัล หรืออื่นๆ (ฉันยังรู้จักไม่ครบทุกคำเลย)
  • นอกบ้านนอกจากต้นไม้และหญ้าแล้วจะเอาอะไรอีกไหม (สวน จำไม่ได้ว่าตอบอะไร รู้สึกจะสวนอังกฤษรกๆ ซึ่งตอนนี้ก็ทำอยู่ แต่ไปทำที่คาเฟ่นั้นน่ะ ที่ลูกค้ามาดราม่าบ่อยๆ น่ะ)

ประมาณนี้ครับ เห็นไหม ดีเนอะ น้องใส่ใจเรา เนี่ยปลื้มเลย จากคนที่ขาดการดูแลเอาใจใส่…

หลังจากน้องหายไป 1 เดือนเศษๆ เสียงโนติก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง (เขียนบรรยายไปงั้นแหละ ที่จริงคือเปิดสั่น)

สวัสดีครับพี่แอน
พอดีว่าผมทำเสร็จแล้วครับพี่แอน ไหนๆ ก็เสร็จแล้ว อยากให้ user ได้เห็นงานไฟนอล
ไม่รู้ว่าจะตรงกับที่พี่แอนคิดรึเปล่า ผมรู้สึกว่าแอบใส่ความเป็นตัวเองไปเยอะเลยครับ 5555

ไหนๆๆๆๆๆ หูผึ่ง อยากเห็น ขอดูๆๆๆ

แล้วน้องก็ส่งลิงก์นี้มา (กดดูเต็มๆ ที่นี่ มีหลายมุม)

เย็ดเข้เท่จริงๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะได้มีบ้านที่มีสไลเดอร์บนหลังคา อ้าวไม่ใช่เหรอ แต่ใช่ละกัน

เนี่ยดูดิๆๆๆๆๆ เห็นต้นไม้ใหญ่รอบบ้านแล้วชอบเลย โอ้โห นั่นทางเดินรอบบ้าน นั่นผนังอิฐเปิดช่องลม จ๊าฟอย่างนี้ ฉันจะไม่เปิดแอร์ไปตลอดชีวิต!

แล้วน้องก็ส่งคลิปมา เฮ้ย บ้านเสร็จแล้ว สร้างจริงๆ แล้วด้วย!

ถึงจะเป็นการเก็บข้อมูลเจ้าของบ้านเพียงครั้งเดียว (ถ้าโลกแห่งความจริงคงต้องเก็บประมาณ 37 ครั้ง) แต่น้องก็ยังรีดเอาความต้องการของเจ้าของบ้าน ไปบวกกับความอยากได้อยากมีของตัวเอง 5555555555555 ใส่เข้ามาอย่างไม่ยั้ง ออกมาสวยเลย ลงตัวเลย ส่งให้เมียดู เมียชอบมาก อยากมี ขอเลยได้ไหมหลังนี้

ที่สำคัญคืองานปีสองนั้นยังเป็นโปรเจกต์ในจินตนาการอยู่ จึงไม่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ อันเป็นข้อจำกัดสำคัญในโลกแห่งความจริง 55555555

โอ๊ย การได้เห็นตัวเองรวยนี่มันเท่จังโว้ย

ที่ชอบจนต้องจดไว้คือการมีคอร์ดกลางบ้าน และห้องเวิร์กช็อป (ที่ในชีวิตจริงตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าวันนึงแก่ตัวลงไป ลูกมีผัวหมดแล้ว จะแยกไปสร้างบ้านอยู่กันสองตายายที่ต่างจังหวัด คิดว่าน่าจะมีไว้สักหน่อย) (ส่วนห้องหนังสือตอนนี้มีแล้ว แต่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอเหอะ)

สุดท้าย พอขอให้น้องไปเขียนสรุปโปรเจกต์หน่อย อยากเห็น text หรือ process งานว่าหลังจากที่เราคุยกันแล้ว งานมันพัฒนาไปอย่างไรบ้าง อยากรู้กระบวนการคิด กระบวนการออกแบบ น้องตอบตกลง สักพักก็ส่งมาเป็นลิงก์นี้ครับ

บ้านพักอาศัยของครอบครัวคุณแอน สมาชิกรุ่นใหญ่ของรายการ Podcast ชื่อดัง เสาเสาเสา สามโคกเรดิโอ สมาชิกในบ้านประกอบไปด้วย คุณแอน ภรรยา และลูกสาววัยเด็กทั้งสองคน
.
บ้านที่มีพื้นที่สำหรับเด็กๆ ในบ้านได้วิ่งเล่นสบายๆ มีเฉลียงไม้ไว้นั่งเล่นพักผ่อน ห้องเก็บหนังสือที่เป็นงานอดิเรกของคุณแอน
.
แผงฟาซาดเหล็กสนิมขนาดใหญ่สะดุดตาบริเวณหน้าบ้าน บ้านทรงตัว U เพื่อให้สามารถรับลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ คอร์ดกลางบ้านมีต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและความร่มรื่นกับบ้าน ทุกส่วนของบ้านสามารถมีประติสัมพันธ์กับคอร์ดกลางบ้านได้ทั้งหมด
.
พร้อมกับจุดเด่นของหลังคา Greenroof ที่มีทางลาดเชื่อมจากหลังคาชั้น 1 ไปยังหลังคาชั้น 2 นอกจากสร้างจุดเด่นให้กับบ้านแล้วยังช่วยบังความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคาร เปลี่ยนพื้นที่ของหลังคาจากที่โล่งๆ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถขึ้นไปทำกิจกรรมได้หลากหลายอย่าง และบริเวณขอบของ Greenroof ยังสามารถปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อนำมาประกอบอาหารได้อีกด้วย

Location : Lat Krabang Bangkok
Design : Pongsuriya Sagonpuwarug
User : Prachya Ann Singhto

ขอแซวอีกนิด ถ้าจะปลูกกะเพรากินเอง ไม่ต้องเอาไว้บนหลังคาบ้านหรอก เอาตังค์ส่วนนั้นไปซื้อในตลาดได้ชาตินึงเลย!

แล้วเป็นอะไรมากไหม ปีนหลังคาขึ้นไปนั่งฟินกลางแดดเนี่ย แดดลาดกระบังนะครับ!

โอ๊ย อยากเขียนถึงเยอะๆ เลย แต่เมื่อยมือแล้ว ไม่ได้พิมพ์ยาวมานาน งั้นจบด้วยการบ่นเป็นคนแก่ดีกว่า

อิจฉาน้องๆ สถาปัตย์ในยุคนี้เหมือนกันนะครับ ที่ตอนนี้ไม่ต้องทำแบบสมัยลุง ที่ต้องมัวเสียเวลาต่อคิวยืมหนังสือหา ref จากห้องสมุด ที่มีอยู่อย่างจำกัดมากๆ หรือไม่ก็พอเพื่อนรวยๆ ไปซื้อหนังสือ หรือนิตยสารดีๆ ของฝรั่งมาดู ก็ต้องต่อคิวแย่งกันดู เสร็จแล้วงานมันก็งอกเงยออกไปได้ไม่มาก เพราะพรมแดนของจินตนาการมันถูกจำกัดไว้ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง

แต่พอเดี๋ยวนี้ มีตัวอย่าง แรงบันดาลใจ ข้อมูลเปรียบเทียบดีๆ ทั้งเทคนิค ดีไซน์ คอนเซปต์ ไปยันปรัชญาการออกแบบที่โคตรของโคตรมหาศาลจากโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้เรียนสนุก ทำงานสนุกขึ้นเยอะเลย

ขอบใจเจ้ามากๆ นะน้องต้าร์ ขอฝากความหวังของสถาปนิกเลือดใหม่ไว้กับเจ้า ส่วนข้า (ที่ไปเรียนเสียเปล่ามา 5 ปี เพื่อมาจ้างเพื่อนออกแบบ) ก็ขออยู่บ้านที่มีสไลเดอร์บนหลังคา และขึ้นไปรับแดดบ่ายๆ แบบนี้แหละ อากาศดีจังโว้ย!

ใช้กระดาษทรายซ่อมหนังสือ

ช่วง 1-2 ปีนี้ ผมซื้อการ์ตูนเก่าๆ มาสะสมเยอะเลยครับ…

เหมือนเป็นการปิดแผลที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ที่ได้แต่ยืมเพื่อนอ่านการ์ตูน ความเก็บกดนี้ทำให้พอหันไปอีกที ผนังด้านหลังห้องทำงานผมก็เต็มไปด้วยการ์ตูนเรียงเรื่องเรียงเลขกันอย่างแน่นขนัด จากพื้นถึงเพดาน แถมซ้อนสองชั้นอีก…

ในเมื่อการ์ตูนมันเกิดมาไว้อ่าน ช่วงหนึ่ง* ผมเลยหาซื้อแบบไม่ค่อยสนสภาพเท่าไหร่ (* ตอนนี้เริ่มสนแล้วเพราะรู้ว่ามันขายได้) ทำให้หลายๆ เรื่องอยู่ในสภาพที่กากเดนมาก แต่อ่านได้ก็โอเคแหละ

กระทั่งวันหนึ่งผมก็ไปติดตามร้านฟื้นฟูหนังสือ อันเป็นร้านหนังสือมือสองแถวๆ ท่าพระ ที่นอกจากจะมีการ์ตูนเก่าๆ เยอะ ขายครึ่งราคา เจ้าของร้านเป็นศิลปินมากแล้ว พี่แกยังเป็นนักซ่อมหนังสือ (ตามชื่อร้าน) ด้วย หลายครั้งแกทำคลิปวิธีการชุบชีวิตหนังสือเน่าให้กลับมามีสภาพสวยงามด้วยเครื่องมือต่างๆ ให้ว้าวเล่น

แล้วอยู่มาวันหนึ่งแกก็เปิดให้สั่งจองแท่นซ่อมหนังสือ แบบเดียวกับที่แกใช้ แต่นี่ทำใหม่เลย ผมก็หน้ามืดกดมา (ได้รันนัมเบอร์ 005 ด้วย ทีแรกจะเอา 024 แต่ไม่ว่าง เออทำไมเอา 005 วะ ลืมแล้ว)

ผ่านไปเดือนนึง พองานเสร็จ เจ้าแท่นซ่อมหนังสือนี้ก็ส่งมาถึงบ้าน พอประกอบเสร็จก็เอาไปโพสต์อวดนิดนึง แล้วก็หาซื้อกระดาษทราย พอดีช่วงนี้โควิด ขี้เกียจออกจากบ้าน เลยสั่งซื้อช้อปปี้ แล้วก็หน้ามืดไปกดแบบที่ติดกับหัวสว่านมา ปั่นกลมๆ น่าจะง่ายดี 5555 (สปอยล์ตรงนี้ไว้เลยว่าคิดผิด เอามาขัดเองกะมือเหอะ สวยกว่า)

ก็เลยมาสาธิตวิธีการซ่อมหนังสือการ์ตูนด้วยแท่น 005 นี้… เริ่ม!

ก่อนอื่น นี่คือหน้าตาของแท่นที่ว่า (ชื่อ ชุดฟื้นฟูหนังสือ FF.Book) ที่จริงเขาต้องทาสีย้อมเข้ม แต่ผมเอาแบบไม่ทาสีละกัน มาแบบไม้ยางนี่แหละ เข้ากะเก้าอี้ในภาพดี

หลักการของเครื่องนี้คือ เป็นแท่นที่มีน็อตเกลียว 4 มุม ขันให้ตัวหนีบบนล่าง บีบหนังสือที่จะซ่อมให้แน่นๆ ไม่ดิ้นดุ๊กดิ๊ก พอน้องนิ่งแล้วก็จะขัดจะทากาวอะไรก็ว่าไป ซึ่งคราวนี้ผมจะสาธิตเฉพาะการขัดกระดาษทราย เจียรขอบกระดาษเก่าที่เละๆ ให้ขาวละเอียดเหมือนหนังสือใหม่เท่านั้นนะครับ

ทีแรกยังไม่กล้าทำกับการ์ตูน ผมเลยเอาหนังสือเก่าๆ มาลองก่อน

เฮ้ย สวย!

มาๆ คราวนี้ไปหยิบเล่มการ์ตูนซ้ำที่เขาให้มาอีกที สภาพเช่า ปั๊มขอบเป็นชื่อร้าน ห่อปก แม็กใน บวมน้ำ ปกติดขอบกระดาษแดงเถือกใช้ได้ เดี๋ยวจะขัดให้ดูปิ๊งๆ หน่อย

หนีบให้ยื่นออกมานิดเดียว เวลาขัดเจียรออก เราก็แค่ตะไบบางๆ ไม่ต้องถึงขนาดเอาเป็นเอาตายนะ เดี๋ยวขนาดหนังสือเปลี่ยน เอาไปใส่ปกเจ็กเก็ตคืนแล้วปกมันจะยื่น

อะ ดูตอนขัด ให้เห็นเลยว่าเนื้อกระดาษที่ทำปฏิกิริยากับอากาศผ่านไปนานๆ แล้วมันจะแดง แต่พอเจียรส่วนที่แดงออกไป ข้างในมันก็ขาวแหละ รอยปั๊มจากร้านเช่าหายไป แถมเนื้อขอบยังลูบแล้วเนียนด้วย นี่ขนาดเลือกใช้วิธีที่ผิดนะ (คือควรใช้ไม้ขัด+กระดาษทรายเรียบๆ มากกว่ามั้ง ของเราใช้แบบติดหัวสว่าน มันไม่คราฟต์ แต่ไม่เหนื่อย 5555555)

อะ ขัดขอบข้างเสร็จแล้วก็หมุนหนังสือ หันมาขอบบนบ้าง ด้านนึงใช้เวลาขัดแป๊บเดียวครับ ประมาณ 30 วินาทีก็เปลี่ยนโฉมเป็นขาวหมวยแบบในภาพแล้ว

พอเอามาสวมปกเหมือนเดิม ก็เห็นเลยว่าหนังสือดูดีขึ้นมากแหละ

แถมภาพ before / after อีกที

ข้อจำกัดที่เจอมาตอนนี้คือ ถ้าหนังสือเป็นแบบปกพับ เกินเนื้อกระดาษออกมา เราจะหนีบลำบากอยู่ เพราะมันเจียรออกไม่ได้ไง เดี๋ยวมุมพับมันแหว่งหายไปด้วย คือถ้าถอดปกได้ก็คงถอดไปแล้ว แต่นอกนั้นก็โอเคนะ

// เพิ่มเติม: พี่ป้อมทำคลิปอธิบายวิธีการซ่อมหนังสือปกยื่นได้แล้ว! ซ่อมได้ทุกอย่างจริงๆ โหดจริงครับ 🤩

และถ้ายังไม่พอใจในความเก่าของกระดาษ (คือมันก็ต้องเก่าตามสภาพเปล่าวะ) ก็ให้ใช้ผ้าแตะๆ ไฮเตอร์พอหมาด เอามาขัดๆๆ ในแท่นหนีบนั่นแหละ กระดาษจะขาวขึ้นอย่างตอแหล แต่เราจะไม่เอามาสาธิตในที่นี้ เพราะขี้เกียจแล้ว

ต่อไปพอนึกครึ้มๆ คงหยิบหนังสือการ์ตูนที่อยากอนุรักษ์ไว้ มาลองขัดดูอีกครับ

ทำยังไงให้หายกลัวงู

“พ่อๆๆ งูมาบ้านเราอีกแล้ว”

นิทานเปิดประตูเข้ามาปลุกผมตื่นนอนตอนเช้าด้วยน้ำเสียงดีใจ… ใช่ครับ ดีใจ นั่นเป็นเพราะลูกๆ รู้ว่าพ่ออยากเจองูแบบใกล้ๆ อีกสักครั้ง

ก่อนหน้านี้มีงูเขียวหางไหม้มาเที่ยวบ้าน ขดตัวสวยงามอยู่ที่โรงรถ เสียดายที่ตอนนั้นผมไม่อยู่บ้าน เลยไม่ได้เจอเอง แต่กล้องแม่บ้านก็ถ่ายติดเงามาอย่างสวยเลย

https://twitter.com/iannnnn/status/1194095850370281472

และก่อนหน้านั้นอีก ตอนที่บ้านเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ช่างก่อสร้างได้ทิ้งท้ายไว้ก่อนเก็บข้าวของออกไปว่า “ผมเจองูเห่าโผล่หัวมาในท่อระบายน้ำหน้าบ้าน พี่ระวังๆ หน่อยละกัน” โอ้โห ขอบคุณมาก ชีวิตกูต่อจากนี้คงแฮปปี้มากๆ

ถัดจากรั้วบ้านผมคือที่ดินรกร้าง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุม ถัดออกไปไม่ไกลก็เป็นดงธูปฤาษีขนาดใหญ่ ก็เป็นที่รู้กันว่าถ้ามาแนวนี้สัตว์เลื้อยคลานเพียบแน่ๆ นอกจากงูแล้ว ก็เคยเจอเหี้ยตัวใหญ่เหี้ยๆ

ถึงผมจะเติบโตมาจากต่างจังหวัด อยู่ไร่นาสวนมาตั้งแต่เด็กๆ ญาติโยมเห็นงูทีไรก็ฟาดถึงตายทุกครั้งไป แยกไม่ออกทั้งสิ้นว่าตัวไหนมีพิษไม่มีพิษ ถ้าเป็นงู = ตีตายทั้งหมด นั่นทำให้ตัวเองมีความรู้สึกแอนตี้งูอยู่ไม่น้อย ถึงจะไม่ได้กลัวเวอร์ลนลาน แต่ความกลัวก็มีอยู่ เพราะเกิดจากความไม่รู้ ว่าตัวไหนดุ ตัวไหนมีพิษ ตัวไหนกัดตาย ตัวไหนน่ารัก

ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ ก็รู้ซะ จะได้ไม่กลัว

พอมีลูกเล็ก แถมยังเปิดร้านคาเฟ่ที่มีสวน มีต้นไม้เต็มไปหมด (โฆษณา: นิทานคาเฟ่) สิ่งที่ควรทำก็คือ ทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตพวกนี้ เผื่อวันนึงจะได้เข้าใกล้ แยกแยะ และหาวิธีจัดการ โดยไม่ได้หลับหูหลับตาตีให้ตายเพราะความกลัวเหมือนที่เจอมาแต่เด็ก

คือก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อนว่า การเจองู ไม่ใช่ว่าจะต้องตีให้ตายเท่านั้น มันยังมีวิธีอื่นๆ เช่น ไล่ให้ไปไกลๆ หรือเรียกเจ้าหน้าที่มาจับได้ด้วย

คลิปนี้ถ่ายไว้สิบกว่าปีก่อน สมัยที่วิดีโอยัง 240p เขียนบล็อกไว้ด้วย

ด้วยความสนใจที่สะสมมานาน แต่เพิ่งอยากรู้จริงจังก็ตอนที่โดนงูปริศนาเลื้อยข้ามหัวตอนเดินใต้ต้นไม้ที่จันทบุรี T-T เลยต้องรู้จักมันให้ได้ละ ไม่งั้นชีวิตจากนี้จะไม่มีสุขแน่ๆ

ผมเลยกดเข้า 2 คอมมูนิตี้นี้

ทั้งคู่เป็นกรุ๊ปสนทนาถามตอบเกี่ยวกับงูไทย ใครเจองูก็เข้าไปโพสต์ภาพถามชนิดและสรรพคุณได้ บางทีเจอแค่ซาก เสี้ยวเกล็ด หรือคราบงูชิ้นเล็กๆ หรือคลิปเบลอๆ เอาไปถามปั๊บ มีดันคนตอบได้ด้วย! กลายเป็นมิชชันที่แต่ละคนจะอยากหางูเพื่อเอาไปโพสต์อวดกันว่าเจอ ตลกดี

นอกนั้นก็เป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับงู โดยเฉพาะงูพิษ มีทั้งแบบข้อความ ภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอ ที่ผมติดตามและแนะนำก็มีดังนี้:

ก็พอทำให้มีความรู้และความเข้าใจ (ที่หมายถึงเข้าใจงู) เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เท่าที่นึกออกตอนเขียนบล็อกนี้เลยก็ เช่น

  • งูเห่ามีเวอร์ชันพ่นพิษด้วย: เอาแค่ไม่พ่นก็น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว แล้วนี่พ่นได้ไกลเป็นวาๆ ถ้าโดนก็ตาบอด (มีหมาตาบอดเยอะเลยเพราะเจออีพวกนี้) สังเกตจากดอกจันข้างหลังคอ น้องจะไม่มีโลโก้ (ไม่ทุกตัวนะ เพราะมีการแปรผันของสีของลายด้วย) แต่ถ้าไม่ทันสังเกต หรือยังไม่โปร ก็ให้โกย โทรเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยจับดีกว่า
  • งูเห่าสนใจแต่สิ่งเคลื่อนไหวที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น มันมองด้านหลังหรือด้านบนไม่ได้ และมันโง่มาก สมองโปรแกรมให้เกิดมาเพื่อเลื้อย ฉก กินเท่านั้น ไม่มีดราม่าอื่นๆ หยุมหยิม นักจับงูก็อาศัยสรรพคุณนี้จับมันจนดูเหมือนง่ายไปปะพี่…
  • เจ้าหน้าที่ที่ว่าก็คืออาสากู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ได้ ถ้าอยู่กรุงก็โทรเข้า กทม.ได้แหละมั้ง เดี๋ยวเขาประสานงานต่อให้
  • งูหลามต่างจากงูเหลือมยังไง: ถ้าดูง่ายๆ คืองูหลามมีแพตเทิร์นเหมือนยีราฟ ยังกะไปเอาคอยีราฟมาเติมหัวเติมหางเป็นงู และใจเย็น น่ารักกว่างูเหลือมจอมดุ
  • งูที่เรากลัวที่สุดคืองูกะปะ: หลายคนเรียกว่ากับระเบิดแห่งสวนยาง คือภาคใต้จะมีงูชนิดนี้อยู่เยอะ แล้วมันจะขดตัวเล็กๆ (ตัวมันเล็กมากนะ) นอนนิ่งๆ พรางตัวกลมกลืนกับใบไม้แห้ง เหมือนหลับ แต่ถ้าเข้าใกล้ถึงรัศมีโจมตี มันจะฉกเร็วมาก! ที่สำคัญคือพิษแรงมาก ถึงตาย หรือสูญเสียอวัยวะถ้ารักษาไม่ทัน
  • ลูกงูพิษโหดๆ: เช่นพวกงูเห่างูจงอาง ถึงแม้จะยังเด็ก แต่พิษก็แรงพอที่จะฆ่าเราตายได้เหมือนกันนะ แล้วลูกงูจงอางดันตัวลายๆ ดูไม่รู้ว่าเหมือนพ่อแม่มัน ต้องระวัง (จงอางอยู่ภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ ภาคนี้ทำไมงูเยอะจังวะ)
  • หมาแมวที่เห็นมันสู้งูพิษน่ะ มันเป็นสัญชาตญาณติดตัวของนักล่า ไม่ใช่ทุกตัวจะเก่ง ปราบงูได้ เจ้าเป็นฮีโร่อะไรนะ แต่ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้มันเจอกันเลย งูตาย เผลอๆ หมาแมวก็ตายบ่อยไป
  • งูทะเลเกือบทุกชนิดพิษอันตรายมาก: ถ้าจำไม่ผิดคือไม่มีเซรุ่มด้วย แต่เราจะไม่ค่อยได้เจอมัน มีแค่งูผ้าขี้ริ้วเท่านั้นที่ไม่มีพิษ แถมยังตัวอ้วนๆ ป้อมๆ น่ารักงุ้ยๆ ถ้าโดนจับก็จะขดตัวเป็นผ้าขี้ริ้ว ชาวประมงเห็นก็ชอบ เอามาเลี้ยง
  • งูรัดกัน: ถ้าเห็นมันควงกันแข่งกันชูคอไหวๆ คือมันสู้กัน ไม่ใช่เลิฟซีนงู
  • งูสิง: เจอได้บ่อย หน้าตาผิวพรรณมีหลายแบบด้วย บางเวอร์ชันไปคล้ายงูจงอาง บางเวอร์ชันคล้ายงูเห่า เพียงแต่งูสิงเป็นงูง่ายๆ ไม่มีพิษสง อย่าตีน้องเลย (วิธีสังเกตเบื้องต้นคือ ตัวมันจะยาวๆ เรียวๆ หางยาวมากเลย ไม่เหมือนน้องเห่าที่หางจะตุ้นๆ)
  • ทับสมิงคลาก็พิษโหด: แล้วดันหน้าตาคล้ายกับงูซื่อๆ น่ารักๆ อย่างปล้องฉนวนลาว ตอนนี้สกิลเรายังดูไม่ออก แต่เคยดูคลิปที่มีคนไปกางเต็นท์บนภูสักภู แล้วมัวแต่กินเหล้าหน้าเต็นท์ ไม่ได้สังเกตว่ามีงูเลื้อยเข้าไปในช่องซิป สรุปคือนอนอุ่นกกงูทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าถึงได้รู้ว่ามีมัจจุราชนอนอยู่ด้วย!
  • งูที่นิสัยน่ารักสุดๆ: คืองูเขียวปากจิ้งจก, เขียวปากแหนบ, งูก้นขบ ลองเอาชื่อไปค้นดูนะครับ น้องๆ ตัวเล็ก ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับคน คือ(แทบ)ไม่กัดเลยก็ว่าได้ ถ้าใจถึงคือจับได้เลย นิสัยยังกะกิ้งก่า แล้วอย่างงูก้นขบนี่กินงู(อื่น)ด้วย อยากจะเลี้ยงไว้เฝ้าสวนสักฝูง
  • มีงู 14 ชนิดเป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ. ดังนั้นเขาเลยไม่จับ-ไม่เลี้ยง เดี๋ยวโดนจับ
  • ฯลฯ (นึกออกเท่านี้ก่อน)

พอได้รู้จักและซึมซับทัศนคติต่องู ก็รู้สึกเป็นบวกมากขึ้น ไม่ได้กลัวงูแบบส่งเดชอีกแล้ว ลบล้างความคิดสมัยก่อนที่เคยคิดว่ามันกัดทุกตัว ดุทุกตัว เป็นบางชนิดเท่านั้นที่เวลสูงกว่าเรา เราก็จะค่อยกลัวมัน

และมีนิสัยประหลาดเกิดขึ้นหนึ่งอย่าง คืออยากเจองู ยิ่งตัวสวยๆ หรือสถานการณ์เท่ๆ จะได้เอาไปโพสต์ ได้สัก 10 ไลก์ก็ดีใจแล้ว (เสพติดโซเชียลนี่เรา)


ตัดภาพกลับมาเป็นวันนี้ช่วงเช้า พอลูกปลุกปั๊บ เราก็งัวเงียๆ แต่พอได้ยินคำว่างูเลื้อยอยู่ตรงลานไม้ ก็ตาสว่างโร่ วิ่งไปถ่ายรูปทันที 55555

จึงขอปิดท้ายด้วยน้องเขียวพระอินทร์ นักเขมือบตุ๊กแก ที่มาเยือนบ้านเราวันนี้จ้ะ

เดินลงมาดูก็เจอน้องไต่อยู่ใต้ชายคา
น้องเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าจะไปทางต้นเหลืองปรีดิยาธร
(ที่จริงจะอวดต้นไม้น่ะครับ่วงนี้ออกดอกพอดี สวยมาก)
เราเลยวิ่งขึ้นชั้นบน ไปยืนบนระเบียงแล้วถ่ายลงมา
น้องตกใจเห็นคน เลยสะดุ้งขวับ! ตลกมาก 5555 สะดุ้งแบบ เฮือก! เหมือนช็อตมุก
ซูมนิดนึง จำไว้นะ ยี่ห้อนี้คืองูเขียวพระอินทร์
น้องชอบอยู่ที่สูง ไม่ดุ แต่น้องปราดเปรียวมาก… ดูสิ น้องยิ้มให้กล้อง
เลื้อยไปแล้วจ้า แบบช้าๆ น้องไม่รีบ เรารักษาระยะห่างกันนะ
(ฝนเพิ่งตกเมื่อวาน ดอกไม้ร่วงหมดเลย)
สุดท้ายรูปนี้เอาไปทวีตและโพสต์ถามในกรุ๊ปงู ว่าตัวไหนสายยาง 5555
คือลายมันเหมือนสายยางรดน้ำข้างล่างเป๊ะๆ เลย …ต้องมีวันที่หยิบผิดมั่งแหละ
น้องเลื้อยขึ้นต้นกันเกรา และร่อน (ใช่ ร่อนได้) ข้ามรั้วเหลืองชัชวาลไปนอกบ้าน
เราเดินมาส่งเพียงเท่านี้ แล้วก็แยกย้ายทางใครทางมัน

ภารกิจถัดๆ ไปของเราก็คือเอาความเข้าใจงูเหล่านี้ไปเล่าให้ลูกฟัง จะได้รู้จักธรรมชาติของงูและเพื่อนร่วมโลกอื่นๆ จ้ะ

ป.ล. มีพี่ที่สนิทกันย้ายบ้านไปอยู่สวนปาล์มที่ชุมพร เจองูทุกวัน เจอในสวนตัวเองนี่แหละ ขยันเอามาอวดชาวเน็ตด้วย จนตอนนี้พี่แกเลี้ยงทั้งห่านทั้งหมาเอาไว้สู้ศึกอสรพิษแล้ว จริงจังมาก

2011 / 2554

ทำไปทำมาก็ดองจนได้ นี่ไงล่ะ ยุคบล็อกตายแล้ว 5555 โอเคเล่าต่อเลยละกันครับ

  • อายุ 29 ปี เรียกว่าเป็นช่วงสุดท้ายของวัย(ที่คิดว่าตัวเองยัง)รุ่นแล้วมั้ง
  • ยุคทองของเว็บฟอนต์สิ้นสุดลงแล้ว เพราะการมาของเฟซบุ๊ก ตอนนี้กลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เคยนัดไปไหนมาไหนได้ทีละเยอะๆ เริ่มห่างๆ กัน เราก็ไม่ได้ต่างจากใคร เหลือไปมาหาสู่กันจริงๆ แค่ไม่กี่คน (ส่วนใหญ่ไปกลิ้งแถวๆ คอนโดผัวเมียเมืองทอง)
  • แน่นอนว่าเราเข้าใจและทำนายปรากฏการณ์นี้มาหลายปีแล้ว นอกจากวิถีโซเชียลที่เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ภาระหน้าที่และชีวิตแต่ละคนที่เติบโตขึ้น บางคนมีครอบครัว บ้างก็มีการงานที่ทำให้เวลาว่างพร้อมกันเยอะๆ มาสังสรรค์เฮฮาโพนยางคำแบบเมื่อก่อน ค่อยๆ ลดน้อยลง
  • แต่ก็ยังอุตส่าห์มีมีตติ้งต่างจังหวัดกันได้อยู่นะ ได้แก่การไปเที่ยวแพเมืองกาญจน์ + ไปสวนผึ้ง ซึ่งน่าจะเป็นครั้งท้ายๆ แล้วที่ยกขบวนกันไปเยอะมาก นอกนั้นจะเป็นงานมีตติ้งที่บ้าน เอาของกินมาแชร์กัน หรือจัดงานฟอนต์แคมป์ (เลียนแบบ BarCamp ที่แต่ละคนออกไปพูดแชร์นั่นนี่ ถึงแม้จะเป็นวงปิด แต่ก็ทำกันหลายครั้ง อย่างจริงจังด้วยนะ แล้วได้อะไรเยอะมากจริง)
  • ตอนนั้นที่ทำเว็บฟอนต์แล้วมีตังค์ค่าโฆษณาเข้ามา ก็ประกาศชัดเจนว่านอกจากจะเอาไปบริจาคโรงเรียนต่างจังหวัดแล้ว ก็มีเอามาเที่ยวหรือกินอะไรกันนี่แหละ (ทำไมวัตถุประสงค์เหมือนกับการทำพอดแคสต์ในทุกวันนี้เลยวะ 5555 แสดงว่าโมเดลนี้เราแฮปปี้จริง)
  • ช่วงนั้นเว็บเฟลกำลังไปถึงจุดสูงสุด เราใช้ชีวิตหลังเลิกงานมานั่งใส่หมวกเฟลาธิการ นั่งคัดแยกขยะ เปิดอีเมล พิจารณา ขยำมุกทิ้ง อันไหนผ่านก็โพสต์ขึ้นหน้าเว็บแบบตั้งเวลาไว้ วันละ 7 โพสต์ ทำคนเดียวแบบแมนวลนี่แหละ
  • ที่ประทับใจคือปีนั้นมีหนังเรื่อง “SuckSeed ห่วยขั้นเทพ” ทีมหนังเขาถึงกับเอาเว็บเฟลไป x ด้วย มีเสื้อลิมิเต็ดเอดิชันรูปเป็ดเหลืองด้วย แถมน้องพีชก็บอกเราว่าเป็นติ่ง 555 เออเหมือนคนแก่รำลึกความหลังดี ตอนนี้น้องแม่งไม่มีทางจำได้แล้วล่ะ
  • วงการฟอนต์ไทยก็ผ่านพ้นยุคคลำทาง มีหลายๆ คนเปิด Foundry ของตัวเอง มีการประกวดออกแบบฟอนต์ (เราเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ) พวกความรู้ต่างๆ เริ่มขยับมาสู่โลกออนไลน์อย่างแข็งขัน เรียกว่าไม่ต้องงมกันอีกต่อไป
  • แต่น่าเสียใจที่เราดันห่างจากการทำฟอนต์ไปเลย เรียกว่าเลิกเลยก็ว่าได้ เพราะดันไปสนใจเรื่องอื่นอีกมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิตช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองบันเทิงกับการโอบรับสิ่งต่างๆ เข้ามา
  • ใช้มือถือ Nokia 1280 ใช่แล้ว เป็นมือถือกากๆ ราคาแค่ไม่ถึงพัน ไม่มีจอสีหรือแอนดรอยด์ แต่นั่นแหละ มือถือเอาไว้โทรหาเมียอย่างเดียว คือจะโชว์ว่าตัวเองเป็นคนคูล แต่ไม่น่าจะอยู่นานนะเท่าที่จำได้
  • จริงด้วย หลังจากนั้นก็ใช้ HTC Legend (มือสอง) ซึ่งเรายังรักในดีไซน์ของมันมาจนทุกวันนี้
  • เออ หลังๆ ไม่ค่อยได้เล่าว่าตัวเองเป็นคนชอบถ่ายรูป คงเพราะสไตล์ภาพมันเก่าไปแล้วเมื่อเทียบกับวิถีอินสตาแกรม (เราไปทางนั้นไม่ได้เลยจริงๆ) ซึ่งตอนนั้นใช้กล้อง GF1 แล้วเพิ่งซื้อเลนส์ไวด์ 9-18mm มาใช้ เพื่อจะตกหลุมรักมันอย่างจัง ชอบถ่ายไวด์จังโว้ย
  • นอกนั้นก็ยังซื้อกล้องฟูจิที่กันน้ำได้ด้วยมาอีกอัน เออ มานึกดูก็ซื้อเลื่อนเปื้อนเหมือนกันนะ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้คงไม่ซื้อหรอก คงเพราะตอนนั้นลูกก็ยังไม่มี บ้านก็ผ่อนอย่างรวดเร็ว กิจการก็ไปได้ดี งานประจำก็ทำเงินโอเค ผ่านการไต่เต้ามาจากปีก่อนที่ยังจนอยู่เลย มาปีนี้กลายเป็นคนที่ซื้อของเล่นเยอะๆ ได้แล้ว
  • มีแกดเจ็ตอะไรเล่นอีกหว่า อ้อ คินเดิล รุ่นแรกๆ เลยมั้ง ตั้งแต่ยังไม่มีไฟในจอน่ะ ถือว่าคุ้มค่าและสนุกดี เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ซื้อของ Amazon มาใช้ แล้วก็ประทับใจที่มันต่อเน็ตฟรีโดยไม่ต้องใช้อะไรเลย แต่หน้าเว็บเป็นสีขาวดำ รีเฟรชเรตต่ำสุดเพราะเป็น E-ink น่ะนะ 5555
  • เฮ้ย บ้าจริง เพิ่งนึกได้ เราซื้อไอแพดใช้ด้วย! (iPad 2) จำได้ว่าบัดซบมาก โคตรไม่ประทับใจใดๆ ไม่ถูกจริตอย่างสิ้นเชิง ใช้ไปได้แค่สักพักก็ขายทิ้งไป
  • ตอนนั้นไม่รู้ไปตกอยู่ในหลุมอะไร มีคนชวนไปงานเปิดตัวมือถือบ่อยๆ สารภาพว่าเราไม่ชอบบรรยากาศเลยสักงาน คือเราเนิร์ดและไม่ค่อยสันทัดการพบปะผู้คนที่ไม่รู้จัก หรือเคมีไม่ตรงกัน และนำพาสู่บรรยากาศปาร์ตี้แบบนั้น แต่ด้วยความอยากเห็นอยากเล่นของเล่นก่อนใคร ก็เลยไป 5555 แล้วยืมมือถือเขามาเขียนรีวิวด้วยนะ เห็นเราเป็นสื่อเหรอ ได้
  • นอกจากของเล่นแล้วก็ยังมีของกินนี่แหละ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินอาหารญี่ปุ่น (อย่างมากคือเนื้อย่าง หมูกระทะ) แต่พอมาถึงยุคที่ร้านอาหารญี่ปุ่นมันเบ่งบานในเมืองกรุง แล้วเราก็พร้อมจ่าย ดังนั้นกลุ่มเพื่อนเก่าใหม่ก็เลยนัดกันไปโจ้อยู่บ่อยๆ ในอัลบั้มภาพมีแต่แซลมอนนอนเรียงในจานน้ำแข็ง
  • นี่พูดเรื่องฐานะการเงินอันสามล้อถูกหวยมาหลายบรรทัด คือจะบอกว่า หลังจากนั้นมันไม่สวยหรูเหมือนเดิมละ ฝากติดตามอ่านของปีถัดๆ ไปจ้า
  • มาเรื่องงานกันบ้าง หลังจากอิ่มตัวสุดขีด เราจึงลาออกจากการทำงานบริหาร กะว่าออกมาเป็นฟรีแลนซ์เหมือนเดิม ซึ่งเป็นเซฟโซนของเรา (ของคนอื่นอาจจะเป็นงานประจำ แต่เราไม่ งานประจำเรามองเป็นโปรเจกต์ใหญ่ก่อนนึงเท่านั้นเอง สำหรับงานที่ผ่านมาใช้เวลาทำเกือบๆ สองปี กินเวลานอนเราไปพอสมควร)
  • เป็นฟรีแลนซ์ได้ไม่นานอย่างที่คิด พี่เม่นที่เคารพรักจากวงการเวิร์ดเพรสก็มาชวนไปเสริมทัพในดิจิทัลเอเจนซีที่จะเปิดตัวใหม่ ตอนนั้นคิดว่าถ้าพี่เม่นชวนทำโปรเจกต์สักอย่างมันก็ควรสนุกแหละ แต่ขอดูท่าทีก่อน ถ้าไงยื่นข้อเสนองี่เง่าไป (เช่นขอใส่รองเท้าแตะ) แล้วเขาไม่รับ ก็จะไม่เอา
  • ปรากฏว่าเขาเอา แล้วเราเลยไปเป็นกราฟิกควบๆ อาร์ตไดอยู่ที่บริษัทนี้ยาวเลย สองปี ไหนล่ะชีวิตฟรีแลนซ์อันแสนสุขของกู
  • แต่เมียที่ลาออกมาจากที่เก่าด้วยกันนั้น เลือกอยู่บ้าน สานต่อกิจการสกรีนเสื้อ และตัดเย็บเสื้อผ้าผู้หญิงขาย
  • เนี่ย เพิ่งมานึกได้ตอนพิมพ์เนี่ยแหละว่าที่ผ่านมาเป็นสิบๆ ปีมานี้ เราสองคนก็ผ่านความปากกัดตีนถีบ ทำงาน 3-4 อาชีพ รวมถึงงานพ่อค้าแม่ขายมานานมากแล้วเหมือนกัน ไม่เคยมีช่วงไหนเลยที่จับแค่อาชีพเดียวเลยนี่หว่า นี่ล่ะมั้งเลยทำให้รู้สึกว่าเรามีเซฟโซนของตัวเองอยู่แล้ว และระบบที่วางไว้ทั้งหมดก็เพื่อจะให้งานในแต่ละวันไม่ต้องใช้พลังเยอะ คือเหลือเวลาเยอะๆ มาชิลเยอะๆ
  • แต่เราก็เสือกเริ่มต้นชีวิตพนักงานบริษัทอีกครั้งจนได้…
  • ปีนั้นมีงานเปิดตัวสำนักพิมพ์ใหม่คือแซลมอน เราไปดูเพื่อนแชมป์เปิดตัวหนังสือของตัวเอง บรรยากาศแปลกประหลาดดี คือที่ผ่านมาจะไปงานฝั่ง Dev ซะมาก มันก็จะเนิร์ดๆ แต่อันนี้ไม่ ดูน้องๆ ในย่านนั้นมีสไตล์เป็นอีกแบบ อธิบายไม่ถูก (ในกาลต่อมาเราเรียกอะไรแบบนี้เล่นๆ ว่าเป็นบรรยากาศแบบแซลมอนๆ)
  • ปีนั้นการเมืองคลายความดุเดือดหลังจากผ่านปี 53 มาสักพัก ด้วยรสนิยมเราไม่ได้อะไรกับฝั่งไหนเป็นพิเศษ คือเป็นคนไม่อินอยู่แล้ว (ซึ่งก็มีคำว่าไทยเฉยบ้าง ignorant บ้าง ไว้จัดประเภทคนแบบเรา คือเลวตลอดแหละ) แต่ก่อนหน้านี้ตั้งแต่สมัยเรียนเสพ Open มาตลอด แล้วเขาด่าทักษิณ ไอ้ความทักษิณเลวมันก็ยังเหลือๆ ฝังอยู่ในสมอง ก็เรียกตัวเองว่าสลิ่มนะ (ตอนนั้นคำนี้ยังไม่แรงเป็นยักษ์มารอย่างทุกวันนี้) แต่สุเทพก็เหี้ยไง… พอเลือกตั้ง จำได้ว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เลือกใคร เพราะรักไม่ลงจริงๆ
  • อย่างน้อยลูกค้าโมนามาเฟียคนนึงก็คือพานทองแท้ สั่งสกรีนเสื้อบ่อยมาก 5555
  • เมียท้อง!
  • การที่เมียท้องนี่คือเปลี่ยนโลกไปทั้งใบจริงๆ ครับ คือมันใหญ่มากจริงๆ จนเรียกว่าหยุดวิถีชีวิตที่เคยเป็นมา ตัดลอกคราบ-เปลือกเดิม แล้วขยับเข้าสู่ตัวตนใหม่เลย เปลี่ยนชีวิตไปเลย เรื่องนี้เล่าไว้อย่างละเอียดมากๆ ในหนังสือคือป๊ะป๋าครองพิภพที่เขียนในปีถัดไป
  • ปลายปีนี้น้ำท่วม เราตื่นเต้นและสนุกสนานกับประสบการณ์อันมีค่าระดับนี้อยู่แล้ว ก็เลยขี่จักรยานแม่บ้านลุยน้ำเน่าเพื่อรายงานสถานการณ์น้ำท่วมทุกวัน จะว่าไป นั่นคือ VLOG ในยุคแรกๆ เลยแหละ และภูมิใจในโปรเจกต์นี้มากจริงๆ คือไม่ได้ดังหรือมีคนพูดถึงหรอก ไม่ใช่ประเด็น เพียงแต่มันตอบโจทย์ความอะไรสักอย่างที่ตัวเองมีและเป็นได้อย่างหมดจด คือมันไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และเราก็ลงไปขลุกอยู่กับสถานการณ์นั้นได้อย่างที่ไม่มีอะไรเป็นรูทีนสักนิด ก็จดไว้ละกันว่าชอบแบบนี้ เพราะมานึกดูแล้วเหตุการณ์ที่แล้วๆ มา ไม่ว่าจะการไปร่วมม็อบ หรือเกาะติดสถานการณ์ Exclusive สักอย่าง มันก็มีฮอร์โมนประเภทนี้ขับเคลื่อนอยู่ทั้งนั้น เออคือความเสือกนั่นแหละ
  • ได้รู้จักเพื่อนใหม่ชื่อหนุงหนิง :) ที่มาพร้อมกับงานสกรีนเสื้อล็อตใหญ่มาก ในโครงการชื่อน้ำใจท่วม หรือประมาณนี้ 5555 เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปสมทบกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรียกว่าปีนั้นร้านสกรีนเสื้อเล็กๆ อย่างโมนามาเฟียไม่ต้องรับงานจากลูกค้าอื่นอีกแล้ว แค่งานนี้ก็หน้ามืดไปหลายตลบ
  • ปีนี้ส่งท้ายปีหลังน้ำลดด้วยการกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกครั้ง เพราะตอนน้ำท่วม ทางบริษัทให้ทำงานที่บ้านได้ แต่พอกลับสู่สภาพปกติ มันก็จะเหี่ยวๆ หน่อย ว่ากันตรงๆ คือ ไลฟ์สไตล์ที่ต้องตื่นเช้า ออกจากบ้านไปทำงาน เย็นกลับบ้านมากินข้าวกับเมีย ซ้ำๆ ทุกวันแบบนี้ไม่ใช่แนวเราเลย ธรรมเนียมอันรุงรังในการที่จะได้ “งาน” มันไม่ใช่วิถีชีวิตแบบที่เป็นเราสักนิด รู้สึกมานานแล้วตั้งแต่ออฟฟิศเก่า พอมาที่ใหม่ ถึงจะได้ทำงานที่ชอบ และมีบรรยากาศที่ดี แต่เมฆฝนก้อนเล็กๆ ก็กำลังตั้งเค้า…

พบกันใหม่ปีหน้าจ้ะ แม่งกว่าจะเขียนได้แต่ละปี จะครบทศวรรษเมื่อไหร่กัน

ของปีอื่นๆ:
2010 / 2011

2010 / 2553

ทีแรกเราว่าจะไม่เขียน (แน่นอน ถ้าเปิดมาแบบนี้แสดงว่าบล็อกนี้ยาวชัวร์)

แต่พอเห็นมิตรสหายใกล้และไกลต่างเขียนถึงช่วงชีวิตของตนในทศวรรษที่ผ่านมาแบบย่อๆ เฮ้ยอ่านแล้วเพลินดีว่ะ กอปรกับการได้เห็นไฟล์ Google Docs ของตัวเองที่ร่างไว้เมื่อปีที่แล้ว ชื่อไฟล์ว่า “2018” นั่นแปลว่าความตั้งใจในการสรุปเรื่องราวในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้นล้มเหลวสิ้นดี อายตัวเอง

เลยขอกลับมาเล่นใหญ่ สรุปแม่งเลย สิบปี แยกเป็นสิบบล็อกต่อกัน (ทยอยเขียนนะ) อย่างน้อยก็ได้เอาไว้ย้อนอ่านชีวิตตัวเองในฐานะของคนที่ขี้ลืมมาก มากๆ จนเสียดาย…

ดีอย่างที่ชอบบันทึกอะไรๆ ด้วยรูปภาพตลอดมา และจัดเก็บเรียงเป็นโฟลเดอร์ตามวันที่ (นับจำนวนภาพถึงตอนนี้ก็น่าจะเกือบล้านแล้ว) เลยขอเปิดดูประกอบการเขียน ก็เออ ช่วยได้เยอะ คือบรรทัดถัดจากนี้ไปให้เข้าใจตรงกันนะครับว่าผมเองลืมไปหมดแล้ว มารู้ก็ตอนที่เปิด Google Drive ในชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา แล้วก็พูดถึงมัน…

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเลยนะ

  • อายุ 28 เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน แฮปปี้มาก มีเมียทันใช้ ตอนนั้นเมียยังไม่ดุ
  • เพิ่งซื้อบ้านอยู่หมู่บ้านจัดสรรย่านลาดปลาเค้าได้ไม่นาน
  • วิถีชีวิตยังผูกพันกับกลุ่มเพื่อนๆ พี่น้องชาวเว็บฟอนต์ ที่เป็นช่วงปลายๆ ของยุคคอมมูนิตี้เว็บบอร์ดแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ล่มสลาย พร้อมกับความนิยมของเฟซบุ๊กที่มาแทนในปีถัดๆ มา
  • การทำเว็บฟอนต์ได้นำพาเราสู่ตัวตนในวงการกราฟิกดีไซน์ เราถูกแปะป้ายว่าเป็นคนสายกราฟิกและไอทีไปพร้อมกัน (มีครั้งนึงถูกลากไปเป็นผู้ตัดสินอีเวนต์ระดับ Cut & Paste เอย TFace เอย แบบรู้สึกว่าความสามารถของตัวเองไม่ควรค่าสักนิด)
  • เป็นปีที่เริ่มเห็นว่าวงการไอทีและออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ค่อยๆ หลอมรวมกัน โลกออนไลน์ในไทยบูมสุดขีดเหมือนมีใครไปกดระเบิด แล้วมันก็ได้สร้าง “ไอ้แอนนนนน” ให้โผล่ขึ้นมามีไฟส่องหน่อยนึง ไปโผล่ตามนิตยสารเล่มนั้นเล่มนี้ แหมมาพูดตอนนี้ก็อาย แต่พอมองกลับไปก็คงเป็นยุคสมัยของมันจริงๆ คือตามวัยแล้ว ลึกๆ ตอนนั้นก็ภูมิใจในการเป็นซัมวันบ้างแหละครับ (แต่พอมามองตอนนี้ หนีได้ก็หนี กลายเป็นวัยแห่งการสลายตัวตน)
  • ทำเว็บเฟล เป็นประสบการณ์อันมีค่ามากในช่วงชีวิตนั้น ได้ลองผิดลองถูกนั่นนี่มากมาย แต่สารภาพว่าลืมรายละเอียดไปเกือบหมดแล้ว (ถ้าสนใจ ลองอ่าน สารจาก(อดีต)เฟลาธิการ)
  • เล่นทวิตเตอร์ตั้งแต่ยุคแรก เล่นแบบเสพติดและผ่อนคลายกว่าเดี๋ยวนี้มากๆ ส่วนใหญ่คุยกับคนในวงการไอที จนรู้จักทักทาย หลายคนยังเป็นมิตรสหายกันมาจนทุกวันนี้
  • เล่นไปเล่นมา คนตามเยอะ ทักษิณยังตาม 555555 จนได้ไปพูดบนหลายๆ เวทีในฐานะของอะไรไม่รู้ ได้ตังค์ด้วย เยอะด้วย (เลยได้สกิลการนำเสนอบนเวทีมา) เพราะทวิตเตอร์ยุคแรกมันขับเคลื่อนด้วยนักการตลาดน่ะครับ เลยได้ความรู้เรื่องการตลาดและตัวตนออนไลน์ของยุคนั้นมา (ออกตัว: เป็นที่รู้กันว่าไอ้วิชาพวกนี้มันมีอายุของมัน การที่ตอนนั้นรู้ ไม่ได้แปลว่าใช้ได้จนทุกวันนี้ เพราะความรู้ และโลกทัศน์มันเปลี่ยนแปลงไปตลอด มาย้อนดูสไลด์ #SMCON, #TWTCON, WordCamp ก็พบว่าแม่งโคตรเชย เช่นเคยทำนายว่าต่อไปคนนึกถึงอินเทอร์เน็ต จะนึกถึงเฟซบุ๊ก ไม่ใช่กูเกิล หรือบอกว่าต่อไปทุกเว็บจะปุ่มแชร์ออก มีโซเชียลเป็นฉากหน้า ไรงี้ เดี๋ยวนี้เด็กประถมก็รู้แล้ว)
  • เห็นคนอื่นพูดเรื่องงานเป็นหลัก ทีแรกจะไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้ – ช่วงนี้เปิดร้านสกรีนเสื้อเต็มตัว ขายดีมากเพราะเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำตลาดออนไลน์ (ขายดีกว่าสมัยนี้ที่ทุกคนทำกันเป็นปกติ และในแง่ธุรกิจ เราเองก็ดันไม่ได้ใส่พลังลงไปเท่าที่ควร)
  • อีกงานคือทำสตูดิโอรับจ้างทำเว็บไซต์กับปิงและโบว์ เป็นแก๊งสามช่าแห่งวังหิน ที่ทำไปทำมาก็จับโปรเจกต์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนงานใหญ่ที่สุดถึงขนาดเปลี่ยนชีวิตเลยคือการได้ทำเว็บ zheza.com (ตอนนี้เว็บยังอยู่!?) ทำให้ได้เข้าไปนั่งประจำการที่อาร์เอส แล้วก็ปั้นโปรเจกต์ SkoolBuz (เป็น zheza ในโหมดการศึกษา)
  • ถึงจะไม่ชอบตัวเองในสถานะเมเนเจอร์เลย เพราะมันต้องใช้สมองไปทำอย่างอื่น (ที่อิหยังวะ) ซะเยอะ แถมยังมีทีมอีกตั้งหลายสิบชีวิตที่ต้องลากถูไปด้วยกัน
  • แต่พอมองย้อนกลับไปจากจุดนี้ก็พบว่าสกิลที่ได้มามันเป็นสกิลผู้บริหาร ที่ทำให้ตัวเองเปลี่ยนจากคนที่ค่อนข้างอ่อนน้อมและเหนียมแบบมึงเหนียมไปทำไมวะ มาเป็นคนที่แข็งกร้าวขึ้น ความแข็งกร้าวนี้เราไม่เคยมีมาก่อน แน่นอน ข้อเสียก็มี ข้อดีที่เคยคิดว่าไม่น่าจะมี ก็ดันมี
  • ได้ไปคอนเสิร์ตบิ๊กเมาเท่นครั้งที่ 1 (แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสไปอีกเลย)
  • พอมีสังคมออนไลน์แล้ว เราเลยชอบไปฟังและดูสัมมนา จำพวกบาร์แคมป์ รี้ดแคมป์ นั่นนี่แคมป์เพียบ ส่วนใหญ่เป็นงานฟรี ใช้ใจอย่างเดียวเลย ตังค์ไม่ต้อง มันจะเป็นยุคแห่งการคอนทริบิวต์น่ะเนอะ (เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น TED ต่างๆ ไปแล้ว ไม่ใช่แนวเราเท่าไหร่…)
  • ก็เหมือนกับที่โลกออนไลน์ตอนนั้นเป็นช่วงเบ่งบาน มีนั่นนี่ให้ใช้ให้เล่นฟรี ระเบิดความคิดสร้างสรรค์ และถ่ายทอดเคล็ดวิชากันอย่างไม่หวงก้าง หรือแม้แต่เก็บตังค์ คือสนุกมากๆ เสียดายที่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
  • กินโพนยางคำบ่อยมาก คงเพราะมีตติ้งกับชาวฟอนต์บ่อย
  • เชี่ย นี่คือลืมไปหมดแล้วจริงๆ มานึกออกตอนเปิดดูโฟลเดอร์เก่าๆ นะ…

สรุปว่าปี 2010 ถือเป็นปีแห่งการอัปสกิลและเคล็ดวิชาในหลายๆ ด้าน ทั้งคอมพิวเตอร์, กราฟิก, การบริหาร, ครีเอทีฟ, คอนเนกชัน, อัปฐานะทางการเงินด้วย เป็นช่วงที่เปลี่ยนตัวเองจากปากกัดตีนถีบ มาเริ่มเข้าใจความเป็น “ชนชั้นกลาง” ละ

แม่งเป็นสเตตัสที่อยากคงไว้นานๆ (ในยุคนั้นน่ะนะ) 55555

ของปีอื่นๆ:
2010 / 2011