9KOMA : การ์ตูน 9 เรื่องที่ประกอบเป็นตัวฉัน

เห็นบัฟโฟ่แชร์เว็บ 9KOMA มา บอกว่าเล่นช้าไปหน่อย ในขณะที่เราเพิ่งว่าเขามีเล่นอันนี้กัน (ไม่เรียกว่าช้า เรียกว่าไม่เคยรู้มาก่อน) เลยกดเข้าไปดู

มันเป็นเว็บที่ให้เราจิ้มเลือกการ์ตูน (สมัยนี้ใครเรียกการ์ตูนให้คิดว่าเป็นคนแก่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ต้องเรียกว่ามังงะ แต่ช่างเถอะ) 9 เรื่องที่เรารัก – ไม่ใช่รักธรรมดานะ ต้องรักถึงขั้นที่ว่ามันประกอบสร้างเป็นตัวเราขึ้นมา โอ้โห โรแมนติกอะไรขนาดนั้นก่อน

Choose 9 manga you love.
Create a shareable 9-panel image in seconds.
Post it and compare picks with your friends.

เราไม่ค่อยได้เล่นพวกชาเลนจ์ หรือเว็บแนวๆ “ฮัลโหล ดูฉันสิ ดูฉันสิ” ไรงี้ แต่พอเป็นเรื่องการ์ตูน ในฐานะที่ยอมรับว่าตัวเองโตมากับการ์ตูนจริงๆ แหละ ก็เลยอยากจะขอมีส่วนร่วมบันทึกไว้สักหน่อย

บอกไว้ก่อนว่านึกอะไรได้ก็เอามาหยิบใส่ แต่ไอ้ที่ยากก็คือ รายชื่อการ์ตูนที่นึกออก มันจะค่อยๆ ท่วมท้น ล้นทะลักออกมาเรื่อยๆ ไม่หยุด จนต้องตัดสินใจคัดทิ้ง ตัดออก อันไหนที่มันโดนเส้นมากๆ แต่คิดแล้วคิดอีกก็แพ้ให้กับเรื่องที่ทัชใจกว่า ก็ต้องยอมหั่นทิ้งไป เหมือนตัวเองเป็นกรรมการ AGT เลย ถึงแม้มันจะตรงโจทย์เป๊ะๆ ว่าเรื่องเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อชีวิต ต่อความคิด ต่อตัวตนของเราขนาดไหน แต่พอมันกินกันไม่ลง

พอถึงรอบสุดท้าย เราก็เลยขอคัดจากเกณฑ์ที่ว่า “หยิบมาอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ”

นั่นจึงทำให้อีก 84 เรื่อง ต้องตกรอบไป และลิสต์นี้กลายเป็นการ์ตูนที่บ่งบอกอายุอย่างไม่ต้องปิดบังกันเลย เอาไว้เจอควิซที่ตั้งโจทย์มาเป็นแบบอื่นค่อยว่ากันใหม่

เริ่มนะ (ไม่ได้เรียงตามลำดับ)

โดราเอมอน (Doraemon)

ขอบูชาครูด้วยการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้อ่านในชีวิต แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องโหลๆ (เรื่องอื่นก็โหลน่า) แต่ยังไงก็ตาม เรารู้สึกว่าถูกต้องมากๆ ที่ได้เกิดและเติบโตมาพร้อมกับเรื่องนี้ นึกย้อนไปทีไรก็ยังมั่นใจว่าเป็นการตั้งต้นชาตินี้ที่ดี

ถึงเบื้องหลังการ์ตูนเรื่องนี้อาจเป็นการเผางานส่งให้เอาตัวรอดไปเป็นสัปดาห์ๆ ไป แต่มันก็โชว์สกิลระดับปีศาจของอาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ที่ขนาดตารางเวลาแกรัดติ้วขนาดนั้น ยังหาทางออกให้กับเนื้อหารายสัปดาห์ ที่สื่อสารถึงเด็กปฐมวัย บางครั้งก็เลยมาถึงประถมปลาย หลายครั้งเนื้อหาก็แอบทะลึ่งจนทำให้เด็กอย่างผมหัวใจเต้นแรง หรือสยองขวัญแบบที่นอนหลับแล้วมีภาพติดตาตามไปในฝันได้ โลกในจินตนาการแห่งการอ่านนี่มันสุดยอดจริงๆ

โดยเฉพาะพวกภาคเดอะมูฟวี่ในยุคคลาสสิกที่อาจารย์เป็นคนเขียนเองสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ โอ้โห อะไรมันจะกลมกล่อมได้ขนาดนั้น ทั้งภาพ ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งความฉลาดในการสรรหามาเล่า มันทำให้เด็กอย่างเราอยากรู้อยากเห็นและศรัทธาในวิทยาศาสตร์ รวมถึงรู้ว่าตัวเองก็เป็นเด็กที่คล้ายโนบิตะ และอยากเข้มแข็งให้ได้แบบเขา ถึงแม้ชีวิตจริงจะไม่มีของวิเศษ แต่แก่นแกนของมันคือการมีจินตนาการถึงอนาคตที่ดี แล้วก็มุ่งไป

ดราก้อนบอล (Dragon Ball)

ขอโฟกัสเฉพาะภาคในยุคคลาสสิก จนจบจอมมารบูนะ ดราก้อนบอลนี่เราขอยกให้เป็นการ์ตูนที่สนุกที่สุดในโลกตลอดกาลไปเลย ถึงแม้ยุคหลังจะมีเรื่องอื่นที่อาจสนุกกว่า ลุ่มลึก ซับซ้อน ตื่นเต้นกว่า ฯลฯ นั่นเพราะการเกิดขึ้นของดราก้อนบอล มันกรุยทางให้วงการมังงะสู่ไปเทคนิค ไอเดีย เรื่อง ภาพ และวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกมากมาย

การที่ อ.โทริยามะแกเปิดเกม คิดนั่นคิดนี่มาได้เป็นคนแรก (โดยที่ก็เผางานเอาตัวรอดนี่แหละ) และเป็นบันไดให้ลูกหลานเหลนโหลนได้เดินตามเส้นทางที่บุกเบิกไว้ เราขอเชิดชูเรื่องนี้อย่างมาก ตลอดการอ่านเราจะพบว้าวแฟกเตอร์เต็มไปหมด มีวลี “คิดได้ยังไง” ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดทุกครั้งที่ย้อนอ่านในวัยที่ไม่ใช่เด็กแล้ว

นี่คือการกลับหลังหันย้อนไปมองนะ แล้วคิดดูละกันว่าตอนได้ทำความรู้จักดราก้อนบอลเป็นครั้งแรก มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ดีใจที่ได้เกิดมาในวัยประถม ตอนที่โกคู (ตอนนั้นเรียกโงกุน) สู้กับฟรีซเซอร์ แล้วอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นซูเปอร์ไซย่า ไอ้สัสสสสสสส ทอล์ฟออกเดอะทาวน์มันยังน้อยไป เขาทรายเขาค้อต้องหยุดต่อยเพื่อมาดูมันขยับตัววันละ 5 จึ๊กในช่องเก้าการ์ตูนน่ะ

แถมดราก้อนบอล (และโดราเอมอนข้างบนด้วย) ยังส่งผลอย่างมากต่อการชอบวาดรูปเล่นของผมมาจนปัจจุบัน จึงไม่มีอะไรจะตรงโจทย์ของควิซนี้ได้ขนาดที่ว่าอีกแล้ว

ลัคกี้แมน จริงๆ นะ จะบอกให้ (Tottemo! Luckyman)

เวลาใครถามว่าชอบการ์ตูนเรื่องไหนมากที่สุด เรามักตอบว่าลัคกี้แมน เนื่องจากสองเรื่องข้างบนยกให้ขึ้นหิ้งไปแล้ว ดังนั้นถ้าจะให้จัดหมวดหมู่ ลัคกี้แมนน่าจะได้อยู่ในหมวดการ์ตูนที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่เรารักที่สุดก็ไม่ผิด

อารมณ์เหมือนมีเพลงอินดี้ดีๆ สักเพลงแล้วเราชอบมาก อยากปันให้เพื่อนฟัง รู้ว่าบอกไปก็ไม่เข้าหัวหรอก เพราะรสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อีลัคกี้แมนนี่เป็นเคสประหลาดจริงๆ เหมือนถ้าถามว่าชอบหนังเรื่องไหน 9 เรื่อง แล้วอาจมีเรื่องที่มันสุดยอดจริงๆ ในหลายแง่ มันก็จะมีหนีบติดมาเป็นหนังโจวซิงฉือสักเรื่อง

“ลัคกี้แมนคือหนังโจวซิงฉือ” ที่พากย์โดยทีมพากย์พันธมิตร เอาแบบยุคทองเลยนะ กินอิ่มๆ นอนหลับๆ นักพากย์ทุกคนอารมณ์ดีมาจากบ้าน และใส่ของลงไปเต็มเหนี่ยว นั่นทำให้ลัคกี้แมนเป็นการ์ตูนที่สาดความคิดสร้างสรรค์ลงไปอย่างบ้าคลั่ง ในสถานการณ์ของวงการการ์ตูนรายสัปดาห์ญี่ปุ่นอยู่ในระดับนรกสำหรับคนทำงาน พี่แกก็ยังหาวิธีมาอัดความฮาลงไปและเอาตัวรอดจนจบอย่างยิ่งใหญ่ได้

ประเด็นของลัคกี้แมนไม่ได้มีแค่นั้น ที่บอกว่าพากย์ไทยโดยพันธมิตร นั่นก็เพราะสื่อตลกที่มาจากต่างชาติ ถ้าผ่านการแปลแบบตรงๆ ทื่อๆ มันก็จะไม่ได้สร้างความหัศจรรย์อะไรนัก เผลอๆ มุกที่เกี่ยวกับภาษา ถ้ามาแบบข้ามวัฒนธรรม ต้องใส่ดอกจันอธิบายยริบท รับรองจืด

แต่นี่ ลัคกี้แมนได้คุณอิศเรศ ทองปัสโณว์ นักแปลในตำนานของการ์ตูนไทยมาคุมบังเหียน พี่แกยัดมุกตลกโปกฮาแบบมีกลิ่นหมูกระทะส้มตำไก่ย่างข้าวเหนียวลงไปเต็มพิกัด เคยไหมล่ะที่อ่านการ์ตูนแล้วมันตลกไปยันสันปก ปกหน้าปกหลังพับนอกพับใน จนสุดท้ายต้องไปอ่านในหน้าเครดิต และจดจำชื่อชายผู้นี้ติดหัวมาตลอด

ลัคกี้แมนเป็นการ์ตูนแนวอะไรดีวะ จะเรียกว่าการ์ตูนแก๊กในธีมซูเปอร์ฮีโร่ก็ได้ แต่ช่างเถอะ ความดีงามของมันก็คือความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ขัน ที่จัดมาเน้นๆ แน่นๆ แบบกูไม่เอาอะไรแล้วชีวิตนี้ จะขอมาตลกอย่างเดียวได้อย่างน่าทึ่ง และนี่เป็นส่วนที่ประกอบสร้างวิธีคิด วิธีการวางแผนการดำเนินชีวิตของเรา รวมไปถึงการ “ไม่ต้องวาดสวยก็ได้” และ “การ์ตูนน่ะ ขอให้มันสนุกก็พอแล้วนี่” อีกด้วย

ฮิโนโทริ วิหคเพลิง (Phoenix – 火の鳥)

การ์ตูนของอาจารย์โอซามุมีหลายเรื่องที่ต้องมาคัดทิ้งจนหยดสุดท้าย และต้องมาเลือกเอาจริงๆ ว่าเราชอบเรื่องไหนมากที่สุดจาก 700 กว่าเรื่องที่แกเขียน เราได้อ่านจริงๆ แค่ไม่กี่เรื่อง และมีลิขสิทธิ์ในไทยจริงๆ น้อยกว่านั้นลงไปอีก (นอกนั้นอ่านเถื่อน) จนในที่สุดก็ได้เรื่องสุดท้ายมาเป็นฮิโนโทริ วิหคเพลิง การ์ตูนแนวปรัชญาเรื่องนี้

เรารู้จักฮิโนโทริครั้งแรกจากร้านเช่าการ์ตูน ตอนนั้นอ่านอะตอม แบล็กแจ็ก และ 3 ตาปาฏิหาริย์ แล้วก็เรียกว่าตกตะลึงพรึงเพริดเลย ในขณะที่เรื่องอื่นๆ ของอาจารย์แกใช้ภาษาที่สื่อสารกับเด็กหรือวัยรุ่น แต่เรื่องนี้ต่างออกไป มันไม่ประนีประนอมกับการที่เด็กอ่านแล้วจะรู้เรื่องไหม (ก็ไม่ต้องอ่าน มันไม่ใช่การ์ตูนเด็กจ้ะหนู) มันเป็นการ์ตูนปรัชญาที่ต้องคนผ่านชีวิตมาขนาดไหนถึงประพันธ์มันออกมาเป็นระดับที่เรียกได้เต็มปากว่าวรรณกรรมแบบนี้ได้

ถึงจะเป็นเหมือนเรื่องสั้นๆ ที่เย็บต่อกัน และเชื่อมร้อยด้วยนกฟินิกซ์ตัวนึงที่เห็นและบางครั้งก็เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ แต่มันก็เอาเราอยู่ทุกเรื่อง มันลึก มันตื้นตัน มันเต็มเปี่ยม จนบางทีมันล้นออกมา

ด้วยงานภาพและวิธีการเล่าเรื่องที่ต่างจากการ์ตูนเอาตัวรอดรายสัปดาห์เรื่องอื่นๆ ของแก เมื่อได้เข้าไปอยู่ในจักรวาลอันน่ามหัศจรรย์นี้แล้ว ก็เข้าใจจริงๆ แล้วว่าทำไมใครๆ ก็ต่างยกย่องให้เท็ตสึกะ โอซามุ เป็นพระเจ้า

ปรสิตเดรัจฉาน (Kiseijuu – Parasyte)

ที่จริงชื่อไทยมีหลายชื่อ ตั้งแต่ยุคที่ยังเถื่อนอยู่ มาจนยุคที่สยามได้ลิขสิทธิ์ และพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ (เราเก็บเวอร์ชันก่อนล่าสุด) เราได้อ่านครั้งแรกน่าจะช่วง ม.ต้น เป็นของเพื่อนพี่สักคน แล้วก็ช็อก ตะลึง เยี่ยวแตก การ์ตูนบ้าอะไรทำไมมันโหดได้ขนาดนี้ เหมือนดูหนังสักเรื่องที่ไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับเราเลยนอกจากจะบอกว่าโลกจะแตกแล้ว

มันเป็นการ์ตูนระทึกขวัญแนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลก และพระเอกก็เผอิญโดนมันพยายามจะกลืนร่างเข้าไปด้วย เดี๋ยวนี้เราเห็นการ์ตูนคล้ายๆ แบบนี้ที่ผลิตตามมาในยุคหลังเต็มไปหมด การถูกก้าวข้ามและพัฒนาไปเรื่อยๆ มันอาจไม่ทำให้รู้สึกว่าร่วมสมัยเท่าไหร่แล้ว แต่ยังไงก็เป็นการ์ตูนที่อ่านซ้ำกี่ครั้งก็รู้สึกว่า สนุกสัสๆ เลยโว้ย

ไอ เจ้าหนูพลังจิต (Ai ga yuku – 愛がゆく)

เนื่องจากเรื่องนี้ (และการ์ตูนส่วนใหญ่ของอาจารย์โคยามะ ยู) ไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย ครั้งแรกที่ได้อ่านคือยุคหมึกจีน จากตู้หนังสือของลูกพี่ลูกน้อง ในชื่อ “ไอ ผู้มาจากอวกาศ” แล้วก็ได้รู้ว่าเรายังไม่ถึงวัยที่ควรอ่านเรื่องนี้นี่หว่า มันออกจะติดเรตนิดๆ เกินเด็กไปหน่อย แต่โบนัสของการอ่านการ์ตูนที่โตเกินวัยหน่อยๆ ก็คือ มันจะได้เจออะไรที่ทำให้ทึ่ง แบบที่เด็กอย่างเราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นเต็มไปหมด อย่างเช่น ทฤษฎีการย้อนเวลา เส้นเวลา การสังหารหมู่ขนาดใหญ่ รวมถึงความวับๆ แวมๆ ที่แทรกเข้ามาแบบไม่ทันรู้ตัวก็เลือดลมเดินแล้วในวัยนั้น

งานของอาจารย์โคยามะ ยู อย่างเช่น อาสึมิ สวยประหาร, SPRINTER, Change ฯลฯ บอกตามตรงว่าลายเส้นมันไม่ได้สวยตามบิวตี้สแตนดาร์ดในยุคปัจจุบัน แต่ลองได้อ่านและชินกับงานภาพแค่แป๊บเดียว แล้วจะรู้ว่ามันคือเสน่ห์เหลือล้น ทำไมถึงเล่าเรื่องและสื่อสารออกมาได้เฉียบขาดแม่นยำขนาดนั้นกันนะ ซีนดราม่าก็ทำให้นึกออกเลยว่าเป็นเรื่องแรกที่เราอ่านแล้วน้ำตาคลอ (เรื่องล่าสุดที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้คือฟรีเรน) ก็ตกใจตัวเองว่ามันมีการ์ตูนแนวอื่นที่ไม่ใช่การต่อยกัน ฆ่ากัน แต่ใช้วิธีคุกคามจิตใจกันแบบนี้ด้วยเหรอ มันสุดยอดจริงๆ

จนล่าสุดที่มาอ่าน (ก็ยังเป็นเวอร์ชันเถื่อน เพราะไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย) มองจากสายตาของผู้ใหญ่ ที่ต่อมจินตนาการไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนวัยเยาว์แล้วก็ยังรู้สึกว่ามันสุดยอดอยู่ดี

คิวทอง (Break Shot)

การ์ตูนกีฬาเรื่องแรกที่อ่านแล้วรัก ก่อนหน้านี้อ่านพวกอิตโต้ สึบาสะ หรือ Sprinter อะไรพวกนี้มาก็ยังรู้สึกแค่ว่ามันสนุกดี แต่กับเรื่องนี้มันพิเศษเป็นการส่วนตัว นอกจากพระเอกจะเก่งแบบไม่มีเหตุผล สู้กันแบบโกงเวอร์ไม่มีสามัญสำนึกอะไรใดๆ ในโลกฟิสิกส์ แถมแต่ละคนยังมีท่าไม้ตายเท่ๆ และตามหาท่าไม้ตายในตำนานแล้ว

ความเจ๋งนอกเนื้อเรื่องของมันคือมันไม่มีลิขสิทธิ์เลย ต้องไปตระเวนหาอ่านจากร้านเช่าการ์ตูนหลายๆ ร้านในยุคนั้น จนสุดท้ายพอร้านเลิกกิจการถึงทยอยซื้อต่อมาในสภาพยับๆ และขาดแค่เล่ม 3 จนถอดใจไปเกิน 20 ปี… มาเก็บเล็กผสมน้อยในยุคที่โตแล้วหาซื้อการ์ตูนเด็กหนวดมาอ่านอีกที เนี่ย ชีวิตยากมาก 555555 เราเลยมีทั้งพิมพ์แบบเล่มหนาๆ ของหมึกจีน (ยอดคิวทอง) แล้วก็ของ New Project (โคตรเซียนคิวทอง) ซึ่งจำนวนเล่มมันเท่ากันพอดี เลยต้องอ่านแบบสลับพิมพ์ งงๆ นิดนึง จนแก่มาจึงได้มีสำนักพิมพ์เถื่อนที่ทำใหม่อีกทีแบบอ่านขวาไปซ้าย จึงได้ซื้อเก็บอีกครั้ง เสียดายว่ามันไม่มีลิขสิทธิ์จริงๆ สักที อยากเก็บง่ะ

เรื่องนี้นอกจากการ์ตูนมันจะสนุกแล้ว การค่อยๆ ไล่ตามสะสมหนังสือที่เป็นความทรงจำในวัยเด็กเพื่อกลับมาอ่าน และย้อนนึกถึงวันนั้นแบบคนแก่ มันก็เป็นความรู้สึกที่แสนดีของเราเช่นกัน

ทาร์จังจ้าวป่า (Jungle no Ouja Tar-chan)

ด้วยเหตุผลคล้ายลัคกี้แมน แต่ลบคำว่าความคิดสร้างสรรค์ออกไป เปลี่ยนเป็นคำว่าวิปริต หรือสัปดนก็ได้ เอาตามความเหมาะสมเลย มีที่ไหนล่ะ สกิลของพระเอกที่สามารถร่อนจากที่สูงลงมาถึงพื้นได้ด้วยการดึงหนังไข่ยืดเป็นแผ่นขนาดยักษ์เพื่อต้านลม ไอ้บ้าเอ๊ย

เรื่องนี้เรายกให้เป็นการ์ตูนจังไรเหี้ยๆ ที่สนุกชิบเป๋ง และอยากให้รีพรินต์อีกจังเลย อยากเก็บสะสมแบบดีๆ จะได้เป็นการ์ตูนเหี้ยที่ดี

รันม่า ½ ไอ้หนุ่มกังฟู (Ranma ½)

เนื่องจากเรื่องนี้แมสอยู่แล้วเราเลยไม่ต้องสาธยายความดีของมันมาก แต่จะเล่าเรื่องความรักที่มีต่อเรื่องนี้แทน

มานึกดูแล้วทำไมลิสต์แต่ละเรื่องของเราถึงจะต้องเป็นการ์ตูนที่มีความทะลึ่งปะปนอยู่หน่อยๆ นะ รบกวนนักจิตวิทยาใดๆ ผ่านมาอ่านแล้วก็อย่าเอาไปแฉเยอะนะครับ

รันม่า เป็นหนึ่งในการ์ตูนทรงคุณค่าที่อยู่ในตู้หนังสือของลูกพี่ลูกน้องที่เขาอุตส่าห์ล็อกกุญแจไว้ จนพอมีเหตุให้เปิดตู้และไม่ได้ล็อก เราไปเที่ยวบ้านเขา ก็เลยได้มีโอกาสอ่าน (พร้อมๆ กับเรื่องอื่นๆ อย่างไอ ซิตี้ฮันเตอร์ ฯลฯ) และตกหลุมรักอีกแล้วเช่นกัน ตู้หนังสือนี้ทรงคุณค่ามากนะครับ มันสร้างเรามาได้จริงๆ

เป็นการ์ตูนแก๊กตลกแบบที่เราชอบอีกแล้ว และมีตัวละครที่ค่อยๆ เติมมาเป็นสีสัน สีสันนั้นก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนตอนที่มี และชุลมุนไปหมด จนจบแล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ย เราผูกพันกันมาตั้งนาน จากนี้ไปเราก็ต้องเคว้งอยู่คนเดียวแล้วสินะ ว่าแล้วก็หยิบเรื่องอื่นมาอ่านต่อ

เรื่องอื่นๆ ที่คัดออกด้วยความเสียดาย

พอพิมพ์มาถคงตอนนี้แล้วก็สังเกตได้ว่ามีแต่การ์ตูนยุค 90s นี่หว่า เลยกลัวว่าจะหาว่าแก่ (ก็แหงสิ การประกอบเป็นตัวเราได้มันก็น่าจะเป็นตอนที่กำลังวัยเบียวๆ หน่อย) เลยขอแถมลิสต์การ์ตูนที่รักของเราอีก ในโจทย์เดียวกันนี้ว่า นอกจาก 9 เรื่องข้างบนแล้ว ตัวเราก็ยังถูกประกอบสร้างมาจากการ์ตูนในลิสต์ที่จะกล่าวต่อไปนี้เหมือนกันนะ เอาเท่าที่พอนึกออก + หันไปดูชั้นการ์ตูนข้างหลังครับ

  • คิ้วหนาซ่าสุดๆ
  • City Hunter
  • Cobra
  • Frieren คำอธิษฐานในวันที่จากลา (เป็นการ์ตูนยุคใหม่น่าจะเรื่องเดียวที่ทะลุเข้ามาถึงนี่ได้)
  • ไดตะลุยแดนเวทมนตร์
  • คุโรมาตี้
  • บากิจอมประจัญบาน
  • แบล็กแจ็ก
  • สามตาปาฏิหาริย์
  • Berserk
  • อนุญาตฆ่า
  • COCO สลัดจอมลุย
  • One Piece
  • Bakuman
  • Battle Royale
  • Hunter x Hunter
  • Blue Giant
  • ชั่วโมงเรียนพิศวง
  • คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา
  • อาสึมิ สวยประหาร
  • Space Brother
  • Bambino!
  • F1 (รวมผลงานการ์ตูนไซไฟปรัชญาของ Fujiko F. Fujio)
  • โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก!
  • Dr.Slump
  • เซียนตัดเซียน
  • Death Note
  • ZIPANG
  • ไอ้เขี้ยวเงิน
  • มังกรซ่อนลาย
  • GON
  • Wingman
  • PSYCHOMETERER เอย์จิ
  • ต๊องแน่ แต่อัจฉริยะเรียกพี่
  • ถึงจะเห่ย แต่ก็สู้นะเฟ้ย
  • น้ำตาเพชฌฆาต (Crying Freeman)
  • 20th Century Boys
  • BECK (เรื่องนี้ตัดออกด้วยน้ำตา รักมาก ทำไมแพ้ทาร์จังวะ)
  • มืออสูรล่าปีศาจ
  • การ์ตูนขายหัวเราะ รวมถึงเรื่องสั้นต่างๆ จากสำนักพิมพ์นี้ในยุคที่โตมา

เขียนความหวัง

เนี่ย พอมันประทับใจแล้วก็เลยลำดับเรื่องไม่ถูกจนได้… งั้นเริ่มเลยนะ

เอาเป็นว่า เมื่อวานนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2025) เราไปนิทรรศการของสะอาดมา มีชื่อยาวๆ ว่า 2475 Graphic Novel Exhibition: เขียน • ความ • หวัง – รายละเอียดกดดูจากลิงก์ต้นทางที่ก๊อปชื่อมา

เราเป็นแฟนการ์ตูนของสะอาดมายาวนานมากๆ เอาแค่ที่เคยเขียนลงบล็อกนี้ (ซึ่งไม่ค่อยได้เขียน) ก็ 2012.1 เสียดายภาพหายหมดแล้ว / 2012.2 / 2014 / ฯลฯ ไม่รวมในยุคหนังสือทำมือและบล็อก Exteen ที่เราเซฟภาพเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ (ไม่รู้เจ้าของภาพจะเก็บไว้ไหม หรือหายไปพร้อมเว็บแล้ว 55555) ยืนยันเสมอมาว่าเป็นนักเขียนการ์ตูนสัญชาติไทยที่เราชอบที่สุด

นิทรรศการนี้โฆษณาไว้ว่าด้วยการทำหนังสือ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม คือไม่ได้ะูดแค่เรื่องหนังสือ แต่พูดเรื่องการ “ทำ” ด้วย ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นงานที่เราเองมองด้วย(สายตาติ่งคนหนึ่งแหละ)ว่ามันจะมาสเตอร์พีซไปไหนวะ ตอนสั่งจองแบบเขาให้รอ 2-3 ปี เราก็รอ หนังสือบ้าอะไรซื้อวันนี้ อีก 2-3 ปีค่อยเสร็จ พอมาก็ประดับดอกไม้ถ่ายทำคอนเทนต์ ทิ้งไว้ครึ่งเดือนจนได้ที่แล้วค่อยหยิบมาละเลียดอ่าน และก็ฟิน มันดีอย่างที่รอคอย มันดีอย่างที่ตั้งใจ และจุใจมากๆ

พอตัดสลับกับโพสต์ระบายอารมณ์หลายครั้ง ได้เห็นการเล่าถึงความเครียด ความกังวลที่โผล่ในเพจและโพสต์ส่วนตัวของนักเขียน และตามบทความที่สำนักต่างๆ ที่ไปสัมภาษณ์ (เออ เราก็ไปไล่อ่านหมดแหละ) ซึ่งนั่นน่าจะเป็นแค่เสี้ยวเดียวของความโหดหิน คงมีอีกหลายอย่างที่มันน่าท้อมากๆ ในการทำงานยากระดับนี้ และเขาจะเอาเรื่องนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ! แล้วทำไมเราจะพลาดล่ะ

อ้อ เราเองมีส่วนร่วมกับงานเล่มนี้ด้วยนิดหน่อย คือได้มีโอกาสทำฟอนต์ลายมือของสะอาด พอเห็นผลการดัดเส้นตรงเส้นโค้ง แอบซ่อมนู่นปะนี่ และใส่โค้ดให้มันแสดงผลได้อย่างถูกต้อง (ถึงจะไม่ใช่ลายมือเรา แต่เอาวะ ขอเนียนภูมิใจหน่อย) ไปปรากฏในเล่มหนังสือจริงๆ แถมยังเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ามากๆ ด้วยไม่ว่าจะมองมันในหมวดหนังสือการ์ตูน หมวดงานศิลปะ หรือหมวดวรรณกรรม ระดับที่จะอยู่ไปเป็นตำนานคู่บ้านคู่เมืองเราไปอีกแสนนานแล้ว มันฟินแบบไม่รู้จะบรรยายยังไง

ตัดภาพมา เราก็มายืนอยู่หน้า Kinjai contemporary อยู่ใกล้ MRT สิรินธรเลย เดินทางง่ายมาก แต่เราอยู่บ้านนอกก็ขับรถไปจอดในซอยข้างหลังแล้วเดินนิดนึงก็ถึง เรามาถึงก่อนงานเริ่มประมาณครึ่งชั่วโมง ยืนถ่ายรูปสักพักก็เจอมิตรสหายที่ไม่รู้จักกัน แต่มองตากันก็เข้าใจว่ามางานเดียวกันนี้แหละ เก้ๆ กังๆ ใส่กันสักพัก ก็พยักหน้าและตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในนั้น (แอร์เย็นฉ่ำ) อ้าว ไม่มีคนเฝ้านี่นา ขโมยของกลับบ้านดีกว่า ก็เริ่มทยอยดูงาน

พยายามไม่สปอยล์ลงทวิตเตอร์ แต่พอเป็นบล็อกแล้วอดใจไม่ไหว ขอเล่าไว้เผื่อใครสนใจละกันนะครับว่างานนี้คุณจะได้เจออะไรบ้าง

ชั้นล่าง มีธงผ้าใหญ่ๆ ปลิวๆ (จำคีย์เวิร์ดปลิวไว้นะครับ จะมีให้เห็นตลอดงาน ทั้งแบบ 3D และ 2D) เหมือนปกหนังสือ ที่เชิญชวนเราเข้าไป

ด้านหลังมีวิดีโอชวนเชื่อ และคำนำ-เครดิตของงานนี้ ดูเป็นนิทรรศการที่ดูขึงขังกว่าที่คิดแฮะ เรานั่งรอสักพักก็ไม่รู้ว่าต้องทำไงต่อ มันน่าจะใกล้ห้าโมงตามเวลาเปิดแล้ว แต่ยังไม่เห็นใคร งั้นแอบขึ้นบันไดตามพี่คนนั้นที่เพิ่งถูพื้นเสร็จไปชั้นสองดีกว่า

ชั้นสอง (ที่จริงคือชั้นลอย) เพดานเตี้ย เกือบหัวโขกแล้ว แต่ถ้าใครโขก ก็จะเป็นความประทับใจแรกที่ได้เห็นป้ายสีดำทะมึน มีรูปนิภาที่ทำสีหน้าดุดัน เป็นป้ายเกริ่นนำเข้าสู่ตัวเล่มหนังสือ

ขึ้นบันไดไปอีกนิดก็เจอชั้นที่บอกเล่าว่าไอเดียของโครงการนี้มาจากไหน เป็นยังไง แรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นมีเสา 1 ต้น สูงจากพื้นจดเพดาน เสานี้ทำจากหนังสือ reference ที่ผู้เขียนได้เสพและย่อยมันเข้าไป อยู่ในหมวด #สะอาดอ่าน ล่ะ และฝั่งตรงข้ามมีอีกบางเล่มที่เขาจัดวางไว้บนหิ้งพร้อมคำอธิบาย

พออ่านคำอธิบายเท่านั้นแหละ ก็รู้สึกซี้ดขึ้นมาทันที …เข้เห้ นี่มันไม่ใช่นิทรรศการเครียดๆ แบบต้องยืนหลังตรงดูแล้วนี่หว่า แต่มันรอให้คุณส่อง สังเกต แล้วจะพบมวลแห่งความเปรี้ยวตีน(แบบสะอาด)ที่แฝงซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ แถมเยอะซะด้วย

ผมขอเอามาสปอยล์แค่นิดหน่อยนะครับ เพราะความเซอร์ไพรส์มันต้องไปดูเองเท่านั้นเลย แต่มีมวลนี้อยู่เยอะแบบจุใจ นี่แค่ชั้น (ชั้นอะไรแล้ววะ สองครึ่งมั้ง บันไดเขาหลายชั้นจัด)

พอเดินขึ้นมาอีกชั้น บนบันไดไม้ขัดมันปลาบ แต่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ด้วยความคลาสสิกของสถานที่จัดงานที่บิลด์อารมณ์กันเต็มที่ เราก็มาถึงชั้นนี้ที่เด็ดดวงสุดยอดครับ (เราใช้เวลาอยู่ชั้นนี้นานมากๆๆๆ)

ห้องแรกคือโน้ต สเก็ตช์ ดราฟต์ บันทึกต่างๆ ของผู้เขียน ทั้งแบบที่เป็นภาพร่างตัวละคร และแบบไดอารี่ ที่เป็นไอเดียที่ดีมาก คนที่นั่งทำงานเงียบๆ หมกมุ่นอยู่กับงาน และตัวเอง เพื่อจะไม่ให้เขาบ้าไปเสียก่อน ก็ต้องมีสักทางให้ระบายมันออกมา

สะอาดเลือกใช้วิธีเขียนบันทึกคุยกับตัวเอง ระบายความกดดัน ความสับสน ความกังวลใจออกมาทุกระยะที่งานเจออุปสรรค หรือไม่เจอในงาน แต่เจอกับตัวเขาเอง ตลอดระยะเวลาที่ตื่นเต้น ประหม่า เริ่มเขียน แก้งาน ท้อใจ สิ้นหวัง หมกมุ่น กลับมาฮึด วนลูปไปจนงานเสร็จ ยืนอ่านไดอารี่นี่นานเลย ชอบที่ได้เห็นความฉิบหายของคนอื่นแบบไม่เซ็นเซอร์ งานระดับนี้มันก็ต้องกดดันขนาดนี้สินะ พอรู้แล้วมันก็ช่วยสร้างเสริมพลังใจให้ตัวเองได้ดีมากๆ (นิสัย)

และห้องที่เป็นไฮไลต์ (รึเปล่าไม่รู้ แต่เราชอบสัสๆ) คือ ห้องรวมต้นฉบับ

ในห้องนี้มีงานต้นฉบับขนาด A4 ที่ร่างด้วยดินสอสีฟ้า และตัดเส้นด้วยปากกา หมึกวาวๆ (เราไม่รู้เรียกว่าอะไร) เห็นการวาดเส้นทุกเส้น มีความหนาและนูนออกมาจากเนื้อกระดาษ มีรอยขูดขีด โน้ตต่างๆ ในกระบวนการผลิต และตบท้ายด้วยลายมือสะอาดที่เขียนคอมเมนต์ด้วยปากกาดำเพิ่มลงบนแผ่นกระจกปิดหน้า เพื่อจัดแสดงในงานนี้

ต้นฉบับและเกร็ดต่างๆ ที่จัดแสดงในห้องนี้นั้นโคตรทรงคุณค่าเลย คือในฐานะผู้อ่านแล้ว มันเหมือนเพิ่มมิติการอ่านได้อีกชั้นนึง บางหน้าที่เราอ่านเร็วไป พอได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ ก็อยากจะพุ่งกลับบ้านไปอ่านแบบละเลียดอีกรอบ ด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม (คือปกติก็อ่านช้าอยู่แล้วนะ แต่นี่พอเห็นความละเอียดของงานแล้วอยากเสพแบบเสพภาพเลย) แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่กลับ เราจะมาซื้อเล่มพิเศษในงานนี้ด้วย! เดี๋ยวว่ากัน

เออ แปลกใจนิดนึงที่ว่าห้องนี้เขาห้ามถ่ายหรือห้ามสัมผัสชิ้นงานเนอะ แต่เห็นคนถ่ายเต็มเลย ทั้งๆ ที่ป้ายห้ามก็มีเยอะแยะ T-T ไม่ใช่ไร อิจฉา อยากถ่ายมั่ง จะฟ้องครูก็ไม่รู้ครูอยู่ไหน เขาให้เดินอิสระดีจัง

บอกเลยครับว่าตอนนี้ฟินแล้ว สามารถกลับถึงบ้านนอนหลับฝันดีได้เลย เขาลำดับการนำเสนองานได้ดีมากๆ

แต่ยังไม่จบเท่านั้น! ยังไม่เจอเจ้าของงานเลยนี่!

พอเดินขึ้นไปถึงชั้นบนซึ่งเป็นแกลเลอรี่และดาดฟ้าเท่านั้นแหละ

บรรยากาศโคตตตตตรรรรดีเลยครับ! ชั้นนี้เป็นแกลเลอรี่ มีภาพวาดเท่ๆ มีโต๊ะวาดรูปของสะอาดอยู่ที่มุมห้องนึง อีกมุมก็เป็นโต๊ะพิมพ์ดีดของนิภา ผมเดินชมงานแล้วก็พบว่าคนมากันเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ด้านนอกห้องฝั่งที่เป็นดาดฟ้าก็บรรยากาศชิลสุดขีด เห็นว่ามีเบียร์ขายด้วยมั้ง แต่เราไม่ได้แงะไปโซนนั้นเพราะไม่สันทัดปาร์ตี้ ขอวนกลับมาในห้องอีกครั้ง เพื่อจัดเล่มนี้

หนังสือ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม ฉบับเขียนความหวัง 🖋️✨ เป็นเล่มพิเศษฉลองล้านตลับ เปลี่ยนปก เพิ่มเพลง ทำเป็นเล่มแข็งๆ นอนหงายอ่านยากกว่าเดิม ต้องนอนคว่ำ ไม่งั้นมีฟันบิ่นแน่

เรียบร้อยครับ ฟิน กลับบ้านได้ แต่เดี๋ยวก่อน

เจ้าของนิทรรศการมากล่าวเปิดงานครับ ดูจะเขินๆ หน่อย แต่ก็บรรยากาศครึกครื้นดีจัง

งานนี้เป็นงานของคุณ เป็นผลผลิตที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และวินัยที่เข้มข้น จากมันสมอง หยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และด้วยมือของคุณเองนั่นแหละที่พาคุณเดินทางไปทั่วโลก และตอนนี้คงสิ้นสงสัยกับทุกคำถามแล้วเนอะ

เราในฐานะของคนที่ตามผลงาน และอาจได้ร่วมงานกันหชนิดๆ ก็โคตรภูมิใจแทนภูมิเป็นอย่างมาก เห็นพ่อแม่พี่และภรรยามาเดินยิ้มแฉ่งในงานก็ยิ้มตามไปด้วย

เออ ดีง่ะ

พอจบพิธีการก็มีการวาดรูปสดๆ ให้ดู คนยืนมุงกันเยอะมาก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ๆ นะ กลัวจะรบกวน นี่เดาว่าตัวของสะอาดเองก็คงรู้สึกไม่ธรรมดาเท่าไหร่ เพราะปกติคือนั่งปั่นงานอยู่ในถ้ำคนเดียว พูดกับตัวเองคนเดียวมาตลอด แต่คราวนี้อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นหมูเด้ง

ซึ่งก็จะมีน้องคนนั้น ที่เป็นแฟนคลับรุ่นเยาว์ แหวกวงล้อมของผู้ชมคนอื่นๆ ไปยืนเกาะโต๊ะดูแบบชิดต้นฉบับเลย นี่เป็นภาพที่โคตรดีเลยว่ะ

เห็นเลยว่าแรงบันดาลใจที่คุณรับมาในวัยเด็ก(แบบนี้) มันถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปแล้ว

ขอบคุณที่เขียนความหวังขึ้นมาครับ

.

หมายเหตุ : นิทรรศการมีถึงวันที่ 16 มีนาคมนี้ อยากให้ไปดูครับ

ยืมหนังสือดีๆ มาอ่านฟรีจากห้องสมุดออนไลน์ โครงการอ่านเปลี่ยนโลก

ผมดูรายการสัมภาษณ์คุณช่อสักรายการ จำไม่ได้แล้ว ตอนจบรายการ คุณช่อโฆษณาโครงการนึงของคณะก้าวหน้า ชื่อว่า Reading Revolution อ่านเปลี่ยนโลก

ใจความของโครงการที่ทำให้สนใจก็คือ เขาเป็นห้องสมุดออนไลน์ที่คัดหนังสือดีน่าอ่านมาให้เราได้ อันฟรีถึงบ้านเพียงกดยืมในเว็บให้เวลาอ่านหลายวันมากด้วยนะเสร็จปั๊บก็ส่งคืนทางไปรษณีย์ไทยซึ่งเขาแนบซองติดแสตมป์มาให้ด้วยเท่ากับเราอ่านฟรีไม่ต้องเสียตังค์อะไรเลยสักบาทเดียว

นี่พิมพ์ด้วยเสียง ลูกสาวได้ยินเข้าเลยหันมาถามว่า “แล้วเขาจะมีรายได้ยังไง”

คำตอบคือเขาเปิดรับบริจาคจากประชาชนทั่วไปแล้วมีสปอนเซอร์ใหญ่ที่ให้ทุนเยอะก็คือโก๋แก่ (ลูกถามว่าคือใครเหรอ) — เป็นขนมถั่วๆ น่ะ หนูเคยเห็นไหมที่เคยขายในเซเว่นน่ะ / ใช่ที่เป็นรูปลุงมีผมยาวๆ ปะ / ใช่ๆ (นี่ประทับใจเลยขอชื่นชมเขาหน่อย)

ผมไม่แน่ใจว่าโครงการนี้มีที่มาที่ไปยังไงเพราะไม่ได้ติดตามมาก่อน แต่พอรู้ว่ามีหนังสือดีๆ ให้อ่านฟรี เรามันชอบของฟรี ก็เลยกดเข้าไปดูในเว็บทันทีที่คุณช่อพูดว่า เอ่อ

ปรากฏว่าหนังสือที่ลิสต์ไว้ในหน้าเว็บ มีแต่หนังสือที่น่าอ่านทั้งนั้นเลยจริงๆ ด้วย! (ตัวอย่างหนังสือดี 21 เล่ม) ก็เลยลองจิ้มๆ จัดมาก่อน 1 เล่มโดยการกรอกแบบฟอร์มในเว็บ

สักพักก็มีอีเมลมายืนยัน แล้วไม่นานก็มีหนังสือมาส่งถึงบ้านจริงๆ!

แน่นอนว่ามีซองและแสตมป์แถมมาให้ด้วย แถมยังมีโปสการ์ดแถมมาอีกแผ่น

ประทับใจจนอยากบอกต่อ มายืมหนังสือกับโครงการนี้กันครับ!

ส่วนข้างล่างนี้ก๊อปมาจาก description ยูทูบข้างบน :

“อ่านเปลี่ยนโลก” (Reading Revolution) คือ โครงการส่งต่อหนังสือ ขยายพรมแดนความรู้ เปิดจินตนาการความเป็นไปได้ใหม่ๆ ผ่านการอ่านของ Common School โดย คณะก้าวหน้า

เราคัดเลือกหนังสือที่กระตุ้นให้เกิดจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพื่อนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านในรูปแบบการยืมและส่งต่อ (Book Sharing) หลังจากนั้น จะมีการจัดวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (Reading Group)

การเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่สามารถอาศัยกำลังทางกายภาพและจำนวนปริมาณเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีความคิดชี้นำเพื่อไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ การทำงานทางความคิดจึงเป็นขบวนการสำคัญ ดังที่ Lenin กล่าวไว้ว่า “หากปราศจากทฤษฎีปฏิวัติ ย่อมไม่มีขบวนการปฏิวัติ” หากความคิดความเชื่อแบบเดิมยังคงดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การต่อสู้แย่งชิงเพื่อแตกหักกับความเชื่อเดิม สร้างความคิดความเชื่อใหม่จึงจำเป็น

การอ่าน คือ วิธีการเข้าถึงความรู้ วิธีการบ่มเพาะความคิดความเชื่อ ดังนั้น ความคิดใหม่จะเกิดขึ้นได้ ย่อมขึ้นกับว่าเราอ่านอะไร อ่านกับใคร และเข้าถึงการอ่านได้อย่างไร

ยืมหนังสือฟรี! pgmf.in.th/https://progressivemovement.in.th/article/common-school/3350/reading-revolution/

—–

สนับสนุนการทำงานของ Common School ได้ทางบัญชีธนาคารกรุงศรี ชื่อบัญชีมูลนิธิคณะก้าวหน้า เลขที่บัญชี 493-1-08675-7

ป.ล. รู้สึกว่าพิธีกรจะถามคุณช่อว่า “ถ้าหนังสือหาย ชำรุด หรือคนที่ยืมไปแล้วไม่คืนล่ะจะทำยังไง” คุณช่อตอบว่า “ก็ต้องช่วยๆ กัน…”

#ปิดเล่มแล้วจะเขียนอะไรก็ได้ ตอน The Final Countdown

ดูสิ กะว่าปิดเล่มเสร็จแล้วจะเขียนบล็อกถี่ๆ วันละตอนให้ได้เลย แต่พอเอาเข้าจริง ดันมีงานนู่นนี่ที่อั้นไว้ตอนยังเขียนต้นฉบับไม่เสร็จ จนต้องผัดงานนู้นงานนี้ไปต่อท้าย

แล้วกรรมก็สนองออกมาเป็นความไม่ว่างอย่างแรงด้วยงานที่พอกไว้อีกหลายวันต่อเนื่อง โครงการเขียนบล็อกวันละตอนก็เลยเป็นหมันไป

ช่างมัน เอาเป็นว่าคราวนี้ขอเขียนสั้นๆ เช่นเคย (เคยตอนไหนวะ) ว่าตอนใกล้ปิดเล่มนั้น ผมพบว่าวิธีการทำงานให้มีสมาธิและเพลิดเพลินมากๆ นั่นคือการเปิดอะไรฟังไปเป็นเพื่อนด้วย รับรองว่าอยู่ได้ทั้งคืนไม่มีง่วง และ พ.ศ.นี้ “อะไร” ที่ว่านั้น หวยมาออกที่พอดแคสต์ครับ… ซึ่งเรื่องพอดแคสต์นี่มีอะไรจะเล่าเยอะมาก ขอยกยอดไปครั้งถัดไป เดี๋ยวยาว

และอีกอย่างที่ทำให้ไม่เถลไถลไม่แวะไปนั่งทวีตเล่นหรือนั่งอ่านนู่นอ่านนี่ให้เสียเวลา นั่นคือการเปลี่ยนวอลเปเปอร์แบบโหดๆ ให้ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง หรือสลับหน้าจอโปรแกรม ต้องเห็นภาพบาดตานี้

ทีแรกผมใช้เป็นภาพตารางเวลา ปฏิทินเส้นตายที่ได้มาจากบอกอกาย กะว่านี่โหดแล้ว เปิดมาทีไรก็เห็นเดดไลน์ต่อหน้าต่อตา

แล้วก็พบว่า เฮ้ย มันยิบไปว่ะ มันไม่ตูมใส่สมองในเสี้ยววินาทีแรกที่เห็น

จน 2-3 วันสุดท้ายที่ตั้งเวลาไว้กับตัวเองว่ากูต้องทำต้นฉบับให้เสร็จให้ได้ ก็เลยต้องผลิตนวัตกรรมอีกแบบขึ้นมา และมันได้ผลว่ะ

นั่นคือวอลเปเปอร์อันนี้

final-countdown

เท่านั้นยังไม่พอ ในหน้าโฮมของโครม อันเป็นโปรแกรมที่พาเราเข้าสู่โลกแห่งความเถลไถล ผมเปลี่ยนให้เป็นลิงก์คลิปยูทูบนี่

เปิดมาให้เล่นเพลงเลยครับ! คือเพลงนี้แม่งเป็นเพลงที่เคยใช้เปิดวนทั้งคืนเพื่อปลุกใจสมัยทำธีสิสตอนเรียนในช่วงท้ายๆ ดังนั้นจึงผูกพันกับมัน และเป็นเพลงที่ฟังยังไงก็ไม่เบื่อ ไม่เอียน หลอนอยู่ในหัวเท่าไหร่ก็ไม่เอียน แต่กลับกระตุ้นว่าเฮ้ย มึง ชีวิตมงอีกแค่นิดเดียวก็จะผ่านมันไปได้แล้วนะ!

ทั้งหมดนี้เลยเป็นอีกสูตรนึงที่ผมทำมาแล้วได้ผล เลยเอามาบอกต่อสำหรับคนที่อย่ในภาวะ Final Countdown เหมือนกันครับ

ทั้งนี้ขอแจกไฟล์วอลเปเปอร์นี้ขนาดเบิ้มๆ ไปให้ใช้กันด้วย เอ้าโหลด

อันนี้โฆษณา

อันนี้รีวิวจากผู้ใช้

อันนี้มีการดัดแปลงไปใช้ตามใจชอบ

ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตการณ์ Final Countdown ไปได้ด้วยดี
สวัสดี.

แต่เอ๊ะ มัวแต่มาอ่านบล็อก งานมึงจะเสร็จไหมล่ะ

// แถมๆๆ
เดี๋ยวพอเล่มจริงเสร็จแล้วจะมาอวดอีกที ที่นี่แหละ (เล่มศิลป์ซิตี้ลืมเขียนถึงเฉยเลย แง)

#ปิดเล่มแล้วจะเขียนอะไรก็ได้ ตอน การซื้อหนังสือการ์ตูนไม่ใช่เรื่องแมสๆ อีกต่อไป

บอกไว้ก่อนว่านี่ก็เป็นการบ่นซ้ำๆ ในเรื่องที่เราก็รู้ๆ กันนั่นแหละ คือวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแบบที่เราคุ้นๆ กันมาหลายสิบปี มันกำลังหายใจรวยรินเต็มที

แต่ถึงรู้แบบนั้น จะบ่นซ้ำอีกก็คงไม่เป็นไรเนอะ เพราะอีกเดี๋ยวก็จะไม่มีให้บ่นแล้ว สถานะของเรื่องที่บ่นอยู่นี่ก็จะเหลือไว้แค่เพรยงความทรงจำ ที่อีกพักนึงก็ลืม ผ่านไปห้าปีสิบปี กลับมาอ่านก็จะไม่เก็ต ซึ่งน่าเสียดายยิ่ง

ก็เลยบ่นละกันเนอะ

bookstore

ณ ชั่วโมงนี้ ร้านการ์ตูนประจำที่เคยแวะเวียนเป็นประจำมากกว่า 20 ร้าน ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด “เกือบทั้งหมด” ปิดกิจการลงในช่วง 1-3 ปีมานี้ ยังคงเหลือเจ้าที่ยังแวะเวียนอยู่บ่อยๆ แค่สามเจ้า คือ B-Books ข้างเมเจอร์รัชโยธิน, ร้านรัตนาภรณ์ ซอยเสนา และร้านบาร์ใหม่ ม.เกษตร

ในย่านซอยเสนาเคยมีร้านหนังสือทั้งแบบซื้อ แบบเช่า รวมกัน 6-7 ร้าน เอาเฉพาะร้านขายก็มี 3-4 ร้านได้เนอะ ตอนนี้ร้านที่ยังคงยืนหยัดขายหนังสือ นิตยสาร (และอุปกรณ์เครื่องเขียน + ลายแทงหวย) ก็คือรัตนาภรณ์

ร้านรัตนาภรณ์ (แผนที่) เป็นร้านที่ผมชอบมากที่สุดตลอดสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มาอาศัยอยู่แถวๆ นี้ แม้เดี๋ยวนี้พอย้ายบ้านออกมา ก็ยังหาโอกาสแวะเวียนไปฟังเสียงหวานๆ ของเจ๊แป้น สาวแว่นใจดีตัวเล็ก ที่จำผมได้ตั้งแต่สมัยนู้น จนเดี๋ยวนี้แม้จะห่างหายกันไปนาน เพราะผมย้ายบ้านออกมาอยู่ไกลจากแถวนั้น แต่เดือนสองเดือนพอแวะไปทีนึง แกก็ยังจำได้อยู่เสมอ

การจำลูกค้าได้ และทักทาย หรือบางทีไม่ทักทายก็ไม่เป็นไร แต่รู้นะว่าจำได้ ประสบการณ์นี้หาที่ร้านหนังสือตามห้างไม่ได้นะครับ

วันนี้ผมมีธุระแถวนั้น เลยขอวะสักหน่อย ก่อนแวะก็เช็กดูว่าเรื่องที่ติดตามอยู่มีออกเล่มใหม่หรือยัง (ผมใช้แอป miimai – มีไหม ซึ่งเวิร์กมากๆ ช่วยชีวิตคนที่เผลอพลาดซื้อการ์ตูนซ้ำเล่มได้ดีมากๆ) ก็โอเค ซื้อไซโคเมทเธอร์ เล่ม 13 แล้วก็พบว่า

แม่งขึ้นราคาเป็น 70 บาท

เหี้ย 70 บาท นี่กูยังจำได้อยู่เลยว่ามันเพิ่งขึ้นจาก 25 เป็น 30 บาทสมัยโคนันแรกๆ จนเลิกซื้อไป (มึงก็แก่ไป)

หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นกับเด็กตอนนี้ก็เริ่มหาความเชื่อมโยงกันยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจำนวนเงิน 70 บาทนี่ถือว่าสูงมากๆ เข้าใจว่ามันติดบ่วงวงจรอุบาทว์ และงูกินหางตัวเองไปเรื่อย (ยอดขายน้อยลงมากๆ สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น) ก็สรุปได้เลยว่าในระยะเวลาอันใกล้มากๆ นี้ วงการการ์ตูนญี่ปุ่นฉบับลิขสิทธิ์ที่ยังขายแบบเดิมๆ แบบที่เราค้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็กำลังรอวันล่มสลายเนอะ

ไหนจะซีคิดส์ที่ฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้าย ถามเจ๊แป้นแล้วแกบอกว่าเล่มนี้ดันขายดีเพราะมีคนซื้อเก็บ เนี่ย หมดร้านเลย เดี๋ยววันจันทร์(มะรืนนี้) จะไปรับมาใหม่ น้องมาอีกรอบนึงนะ

แม้แต่เจ้าแห่งนิตยสารขายดีอย่างคู่สร้างคู่สมเองก็บอกไว้สักแห่งว่าโดนผลกระทบไม่น้อยเลยเช่นกัน เพราะโฆณาน้อยลง ก็ต้องลดการผลิตลง เนื่องจากคนอ่าน “มีตัวเลือกอื่นๆ มากขึ้น” ไม่เห็นต้องอ่านนิตยสารเลย

เราเลยได้ลาก่อนเปรียว ลาก่อนสกุลไทย ลาก่อนพลอยแกมเพชร อินสไตล์ วอลุ่ม ไรต์เตอร์ คอสโม่ ลาก่อนวีว่า บูม ซีคิดส์ และลาก่อนการ์ตูนรวมเล่มดีๆ หลายสำนักพิมพ์ที่โดนลอยแพไปเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว

จะว่าก็ว่าเถอะ นิตยสารหลายๆ หัวที่เจ๊งไป บางฉบับนั้นดี แต่บางเจ้ามันก็กากจริงๆ นะครับ เนื้อหาแบบเดียวกับที่อ่านได้ในเน็ตอยู่แล้ว แต่ซื้อแบบกระดาษมาก็ต้องมาสคิปข้ามโฆษณาไปค่อนเล่ม อีห่า ชุ่ยเกิน ตายไปเลยไป

แต่อีเหี้ย ที่ยังรับความจริงของโลกนี้ไม่ได้ก็คือ เม็ดเงินโฆษณาหลายๆ พันล้านในแต่ละปีที่ตอนนี้โยกจากสื่ออื่นไปออนไลน์กันมากขึ้นเรื่อยๆ เนี่ย ดันไปหวยออกที่เหล่าแอดมินเพจเฟซบุ๊กจนแม่งรวยเอาๆ 5555 เห็นแล้วเหม็นยังไงก็ไม่รุ้ รู้สึกว่านี่มันเป็นสภาวะระบบนิเวศน์ที่บิดเบี้ยวผิดที่ผิดทางอยู่ ยังไม่ลงตัวลงล็อกบางอย่าง อารมณ์เหมือนมีคนปล่อยปลาซักเกอร์(เบิร์ก) ลงมาในแหล่งน้ำสาธารณะ แล้วตอนนี้แม่งขยายพันธุ์ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด มองเข้าไปทั้งจากสายตาชาวบ้าน และสายตากำนันผู้ใหญ่บ้านก็บอกเลยว่าไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่รู้คนอื่นรู้สึกไหม หรือแฮปปี้กันดีวะ โอ๊ยพูดงี้เดี๋ยวโดนด่า 55555

ถาม: แล้วมึงเดือดร้อนอะไร อิจฉาเหรอ เดือดร้อนเหรอ เปล่าเลยนี่
ตอบ: เดือดร้อนสิครับ เรื่องอิจฉานั่นเรียกว่าหมั่นไส้ดีกว่า 55555 เอาแค่มันส่งผลกระทบต่อวงจรนิตยสารประจำที่ติดตามอยู่ทยอยปิดตัวลง แค่นี้ก็เดือดร้อนมากๆ แล้ว ไหนจะการ์ตูนขึ้นราคาขนาดนี้อีก นี่ไม่ได้มองวงกงวงการอะไรเลยนะ มองแค่ตัวเองที่หนังสือเล่มโปรดทยอยหายไป การ์ตูนดีๆ หลายเรื่องที่รอให้มันออกไลเซนส์ไทย แต่ไม่มีใครกล้าเอามาขายเพิ่มซะทีเนี่ย โอ๊ยเดือดร้อนจะตายชัก

ทางออกที่สำนักพิมพ์บางเจ้ากำลังดิ้นอยู่ก็คือ การแปลงตัวเองเป็นอีบุ๊ก อันไหนได้รับความนิยมหน่อยก็ค่อยทำออกมาเป็นเล่มจริงวางขาย ไม่รู้เหมือนกันว่าเวิร์กไหม แต่ก็ภาวนาพุทโธมากๆ ว่าจงอยู่รอดปลอดภัย และต่อสู้กับพวกแปลเถื่อนได้สักหน่อยเหอะ

แต่เอ้อ อยากจะบอกว่า เท่าที่ผ่านมา โมเดลการแปลงตัวเองจากสำนักพิมพ์กระดาษไปเป็นอีบุ๊ก อีแม็กกาซีน หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ นี่ ดูมาหลายปีมากๆ ออกมากี่แพลตฟอร์ม เท่คูลแค่ไหร ก็ยังไม่เห็นเจ้าไหนอยู่รอดหรืออยู่ได้เลยครับ ก็อย่างที่รู้กันนะว่าเรามีทัศนคติกันว่าโลกออนไลน์มันต้องฟรี …แต่มึงเสียตังค์ซื้อสติกเกอร์ไลน์และเติมเงินในเกมกันนะ ก็ซื้ออะไรอ่านดูไหมล่ะ

ที่พูดนี่คือผมเองยังไม่ซื้อเลย 555555 ไม่ชอบหนังสือไฟฟ้าง่ะ ความรื่นรมย์มันต่างกันมากๆ

ก็ได้แต่ภาวนาว่าที่ผ่านมามันเป็นการมาก่อนกาลนะครับ ตอนนี้คุณกาลกรุณาพร้อมได้แล้ว เริ่มเห็นการปรับตัวของนิตยสารหลายๆ ฉบับ เช่น WAY เปลี่ยนตัวเองเป็นแนว bookgazine นานๆ ออกที แพงหน่อยแต่แน่นเปรี๊ยะ หรือบางฉบับเปลี่ยนเป็นฟรีก๊อปปี้ คนซื้อไม่ต้องซื้อ แต่อ่านหนังสือที่มีโฆษณาเยอะหน่อย แฮปปี้ดี แบบเดียวกับพวกแอปมือถือเลยที่คนชอบแอปฟรีแต่มีโฆษณามากกว่าแอปเสียเงิน

หรือแม้แต่บางฉบับที่ประกาศว่าฉันจะโกออนไลน์เต็มตัว ต่อไปจะเป็น content provider ให้คนอ่านอ่านฟรี พยายามกระตุ้นให้เกิดยอดวิวเยอะๆ แล้วเวลาขายโฆษณาก็ขายแพ็กพ่วง อวดการแชร์ อวดยอดวิวงั้นงี้ว่าไป เอาตังค์โฆษณามาเลี้ยงชีพ (ซึ่งอันนี้แหละคือโมเดลที่ดูโอเคมั้งใน พ.ศ.นี้ แต่ก็นะ พอตัวเลขพวกนี้มันชัดและชูโรง มันเลยไปทำอะไรที่ทุ่มเทลงทุนเจาะลึกมากไม่ได้ และก่อกำเนิดการพาดฉาบฉวยหัวล่อคลิกมากมาย ไม่เว้นแม้สำนักข่าวที่ดูมีมาตรฐานก็ยังทำหำๆ แบบนี้เลย) ทั้งหมดนี้ก็ขอเอาใจช่วยละกันครับ

แต่ก็นั่นแหละ อย่างไรก็ตามถ้ามองจากมุมคนอ่านการ์ตูน และสะสมการ์ตูนเต็มผนังบ้าน นี่คือความเศร้า แต่ถ้าถอยออกมามองจากสายตา (สายตาใครดีวะ พระเจ้างี้เหรอ จะจบหล่อๆ แต่นึกไม่ออก) มันก็คือกฎการคัดเลือกตามธรรมชาติธรรมดาๆ แค่นั้นเอง คนที่แพ้ก็ตายจากไป และเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวได้และแข็งแกร่งพอเท่านั้นที่จะอยู่รอด ออกลูกออกหลาน และวิวัฒนาการต่อไปได้

ก็ขอภาวนาพุทโธ

จบ

ป.ล.
ความเครียดคือ หาซื้อเอย์จิ (ภาค 2) เล่ม 11 ไม่ได้ คือจำไม่ได้ว่าซื้อมาแล้ว วางไว้ที่ไหนสักแห่งแต่ยังไม่ได้อ่าน เอ๊ะหรืออ่านแล้ววะ กะว่าจะปิดต้นฉบับให้เสร็จก่อนแล้วค่อยอ่าน พอเปิดเล่ม 12-13 แล้วงง เล่มก่อนเนื้อเรื่องมันไปถึงไหนแล้ววะ คือเรื่องมันต่อกัน มันอ่านข้ามไม่ได้ไง ทำไงดีวะ ทวีตถามก็ท่าจะไม่มีคนรู้เลย เพราะการซื้อการ์ตูนอ่านมันไม่ใช่กิจกรรมกระแสหลักมาพักใหญ่แล้ว ฟวยมาก

ป.อ.
ก็เลยต้องกูเกิลดู และได้รู้ว่ามีกระทู้สปอยล์ในพันทิปว่ะ เลยเข้าไปส่องๆ ดู เออ โอเค เล่ม 11 ยังไม่ได้อ่าน ถ้าหาไม่เจอจะซื้อใหม่ ถึงแม้ในแอป miimai เราลงไว้ชัดเจนว่าซื้อแล้วก็ตาม (เศร้าอยู่ดี)

ป.ฮ.
โอ๊ย คิดถึงการเขียนบล็อกเพ้อเจ้อไหลยาวไปเรื่อยๆ ไม่ได้ประเด็นแก่นสารไม่ต้องตรวจทานแบบนี้มาก ตอนปั่นต้นฉบับก็ว่าจะแวะมาเขียนแต่แม่งไม่ได้สักที งั้นตั้งชื่อหัวข้อว่างั้นละกัน เดี๋ยวจะมาต่ออีกหลายเรื่อง เรื่องยูธูปก็ยังไม่ได้เขียน อยากเล่าโว้ย