9KOMA : การ์ตูน 9 เรื่องที่ประกอบเป็นตัวฉัน

เห็นบัฟโฟ่แชร์เว็บ 9KOMA มา บอกว่าเล่นช้าไปหน่อย ในขณะที่เราเพิ่งว่าเขามีเล่นอันนี้กัน (ไม่เรียกว่าช้า เรียกว่าไม่เคยรู้มาก่อน) เลยกดเข้าไปดู

มันเป็นเว็บที่ให้เราจิ้มเลือกการ์ตูน (สมัยนี้ใครเรียกการ์ตูนให้คิดว่าเป็นคนแก่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ต้องเรียกว่ามังงะ แต่ช่างเถอะ) 9 เรื่องที่เรารัก – ไม่ใช่รักธรรมดานะ ต้องรักถึงขั้นที่ว่ามันประกอบสร้างเป็นตัวเราขึ้นมา โอ้โห โรแมนติกอะไรขนาดนั้นก่อน

Choose 9 manga you love.
Create a shareable 9-panel image in seconds.
Post it and compare picks with your friends.

เราไม่ค่อยได้เล่นพวกชาเลนจ์ หรือเว็บแนวๆ “ฮัลโหล ดูฉันสิ ดูฉันสิ” ไรงี้ แต่พอเป็นเรื่องการ์ตูน ในฐานะที่ยอมรับว่าตัวเองโตมากับการ์ตูนจริงๆ แหละ ก็เลยอยากจะขอมีส่วนร่วมบันทึกไว้สักหน่อย

บอกไว้ก่อนว่านึกอะไรได้ก็เอามาหยิบใส่ แต่ไอ้ที่ยากก็คือ รายชื่อการ์ตูนที่นึกออก มันจะค่อยๆ ท่วมท้น ล้นทะลักออกมาเรื่อยๆ ไม่หยุด จนต้องตัดสินใจคัดทิ้ง ตัดออก อันไหนที่มันโดนเส้นมากๆ แต่คิดแล้วคิดอีกก็แพ้ให้กับเรื่องที่ทัชใจกว่า ก็ต้องยอมหั่นทิ้งไป เหมือนตัวเองเป็นกรรมการ AGT เลย ถึงแม้มันจะตรงโจทย์เป๊ะๆ ว่าเรื่องเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อชีวิต ต่อความคิด ต่อตัวตนของเราขนาดไหน แต่พอมันกินกันไม่ลง

พอถึงรอบสุดท้าย เราก็เลยขอคัดจากเกณฑ์ที่ว่า “หยิบมาอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ”

นั่นจึงทำให้อีก 84 เรื่อง ต้องตกรอบไป และลิสต์นี้กลายเป็นการ์ตูนที่บ่งบอกอายุอย่างไม่ต้องปิดบังกันเลย เอาไว้เจอควิซที่ตั้งโจทย์มาเป็นแบบอื่นค่อยว่ากันใหม่

เริ่มนะ (ไม่ได้เรียงตามลำดับ)

โดราเอมอน (Doraemon)

ขอบูชาครูด้วยการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้อ่านในชีวิต แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องโหลๆ (เรื่องอื่นก็โหลน่า) แต่ยังไงก็ตาม เรารู้สึกว่าถูกต้องมากๆ ที่ได้เกิดและเติบโตมาพร้อมกับเรื่องนี้ นึกย้อนไปทีไรก็ยังมั่นใจว่าเป็นการตั้งต้นชาตินี้ที่ดี

ถึงเบื้องหลังการ์ตูนเรื่องนี้อาจเป็นการเผางานส่งให้เอาตัวรอดไปเป็นสัปดาห์ๆ ไป แต่มันก็โชว์สกิลระดับปีศาจของอาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ที่ขนาดตารางเวลาแกรัดติ้วขนาดนั้น ยังหาทางออกให้กับเนื้อหารายสัปดาห์ ที่สื่อสารถึงเด็กปฐมวัย บางครั้งก็เลยมาถึงประถมปลาย หลายครั้งเนื้อหาก็แอบทะลึ่งจนทำให้เด็กอย่างผมหัวใจเต้นแรง หรือสยองขวัญแบบที่นอนหลับแล้วมีภาพติดตาตามไปในฝันได้ โลกในจินตนาการแห่งการอ่านนี่มันสุดยอดจริงๆ

โดยเฉพาะพวกภาคเดอะมูฟวี่ในยุคคลาสสิกที่อาจารย์เป็นคนเขียนเองสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ โอ้โห อะไรมันจะกลมกล่อมได้ขนาดนั้น ทั้งภาพ ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งความฉลาดในการสรรหามาเล่า มันทำให้เด็กอย่างเราอยากรู้อยากเห็นและศรัทธาในวิทยาศาสตร์ รวมถึงรู้ว่าตัวเองก็เป็นเด็กที่คล้ายโนบิตะ และอยากเข้มแข็งให้ได้แบบเขา ถึงแม้ชีวิตจริงจะไม่มีของวิเศษ แต่แก่นแกนของมันคือการมีจินตนาการถึงอนาคตที่ดี แล้วก็มุ่งไป

ดราก้อนบอล (Dragon Ball)

ขอโฟกัสเฉพาะภาคในยุคคลาสสิก จนจบจอมมารบูนะ ดราก้อนบอลนี่เราขอยกให้เป็นการ์ตูนที่สนุกที่สุดในโลกตลอดกาลไปเลย ถึงแม้ยุคหลังจะมีเรื่องอื่นที่อาจสนุกกว่า ลุ่มลึก ซับซ้อน ตื่นเต้นกว่า ฯลฯ นั่นเพราะการเกิดขึ้นของดราก้อนบอล มันกรุยทางให้วงการมังงะสู่ไปเทคนิค ไอเดีย เรื่อง ภาพ และวัฒนธรรมร่วมสมัยอีกมากมาย

การที่ อ.โทริยามะแกเปิดเกม คิดนั่นคิดนี่มาได้เป็นคนแรก (โดยที่ก็เผางานเอาตัวรอดนี่แหละ) และเป็นบันไดให้ลูกหลานเหลนโหลนได้เดินตามเส้นทางที่บุกเบิกไว้ เราขอเชิดชูเรื่องนี้อย่างมาก ตลอดการอ่านเราจะพบว้าวแฟกเตอร์เต็มไปหมด มีวลี “คิดได้ยังไง” ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดทุกครั้งที่ย้อนอ่านในวัยที่ไม่ใช่เด็กแล้ว

นี่คือการกลับหลังหันย้อนไปมองนะ แล้วคิดดูละกันว่าตอนได้ทำความรู้จักดราก้อนบอลเป็นครั้งแรก มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ดีใจที่ได้เกิดมาในวัยประถม ตอนที่โกคู (ตอนนั้นเรียกโงกุน) สู้กับฟรีซเซอร์ แล้วอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นซูเปอร์ไซย่า ไอ้สัสสสสสสส ทอล์ฟออกเดอะทาวน์มันยังน้อยไป เขาทรายเขาค้อต้องหยุดต่อยเพื่อมาดูมันขยับตัววันละ 5 จึ๊กในช่องเก้าการ์ตูนน่ะ

แถมดราก้อนบอล (และโดราเอมอนข้างบนด้วย) ยังส่งผลอย่างมากต่อการชอบวาดรูปเล่นของผมมาจนปัจจุบัน จึงไม่มีอะไรจะตรงโจทย์ของควิซนี้ได้ขนาดที่ว่าอีกแล้ว

ลัคกี้แมน จริงๆ นะ จะบอกให้ (Tottemo! Luckyman)

เวลาใครถามว่าชอบการ์ตูนเรื่องไหนมากที่สุด เรามักตอบว่าลัคกี้แมน เนื่องจากสองเรื่องข้างบนยกให้ขึ้นหิ้งไปแล้ว ดังนั้นถ้าจะให้จัดหมวดหมู่ ลัคกี้แมนน่าจะได้อยู่ในหมวดการ์ตูนที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่เรารักที่สุดก็ไม่ผิด

อารมณ์เหมือนมีเพลงอินดี้ดีๆ สักเพลงแล้วเราชอบมาก อยากปันให้เพื่อนฟัง รู้ว่าบอกไปก็ไม่เข้าหัวหรอก เพราะรสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อีลัคกี้แมนนี่เป็นเคสประหลาดจริงๆ เหมือนถ้าถามว่าชอบหนังเรื่องไหน 9 เรื่อง แล้วอาจมีเรื่องที่มันสุดยอดจริงๆ ในหลายแง่ มันก็จะมีหนีบติดมาเป็นหนังโจวซิงฉือสักเรื่อง

“ลัคกี้แมนคือหนังโจวซิงฉือ” ที่พากย์โดยทีมพากย์พันธมิตร เอาแบบยุคทองเลยนะ กินอิ่มๆ นอนหลับๆ นักพากย์ทุกคนอารมณ์ดีมาจากบ้าน และใส่ของลงไปเต็มเหนี่ยว นั่นทำให้ลัคกี้แมนเป็นการ์ตูนที่สาดความคิดสร้างสรรค์ลงไปอย่างบ้าคลั่ง ในสถานการณ์ของวงการการ์ตูนรายสัปดาห์ญี่ปุ่นอยู่ในระดับนรกสำหรับคนทำงาน พี่แกก็ยังหาวิธีมาอัดความฮาลงไปและเอาตัวรอดจนจบอย่างยิ่งใหญ่ได้

ประเด็นของลัคกี้แมนไม่ได้มีแค่นั้น ที่บอกว่าพากย์ไทยโดยพันธมิตร นั่นก็เพราะสื่อตลกที่มาจากต่างชาติ ถ้าผ่านการแปลแบบตรงๆ ทื่อๆ มันก็จะไม่ได้สร้างความหัศจรรย์อะไรนัก เผลอๆ มุกที่เกี่ยวกับภาษา ถ้ามาแบบข้ามวัฒนธรรม ต้องใส่ดอกจันอธิบายยริบท รับรองจืด

แต่นี่ ลัคกี้แมนได้คุณอิศเรศ ทองปัสโณว์ นักแปลในตำนานของการ์ตูนไทยมาคุมบังเหียน พี่แกยัดมุกตลกโปกฮาแบบมีกลิ่นหมูกระทะส้มตำไก่ย่างข้าวเหนียวลงไปเต็มพิกัด เคยไหมล่ะที่อ่านการ์ตูนแล้วมันตลกไปยันสันปก ปกหน้าปกหลังพับนอกพับใน จนสุดท้ายต้องไปอ่านในหน้าเครดิต และจดจำชื่อชายผู้นี้ติดหัวมาตลอด

ลัคกี้แมนเป็นการ์ตูนแนวอะไรดีวะ จะเรียกว่าการ์ตูนแก๊กในธีมซูเปอร์ฮีโร่ก็ได้ แต่ช่างเถอะ ความดีงามของมันก็คือความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ขัน ที่จัดมาเน้นๆ แน่นๆ แบบกูไม่เอาอะไรแล้วชีวิตนี้ จะขอมาตลกอย่างเดียวได้อย่างน่าทึ่ง และนี่เป็นส่วนที่ประกอบสร้างวิธีคิด วิธีการวางแผนการดำเนินชีวิตของเรา รวมไปถึงการ “ไม่ต้องวาดสวยก็ได้” และ “การ์ตูนน่ะ ขอให้มันสนุกก็พอแล้วนี่” อีกด้วย

ฮิโนโทริ วิหคเพลิง (Phoenix – 火の鳥)

การ์ตูนของอาจารย์โอซามุมีหลายเรื่องที่ต้องมาคัดทิ้งจนหยดสุดท้าย และต้องมาเลือกเอาจริงๆ ว่าเราชอบเรื่องไหนมากที่สุดจาก 700 กว่าเรื่องที่แกเขียน เราได้อ่านจริงๆ แค่ไม่กี่เรื่อง และมีลิขสิทธิ์ในไทยจริงๆ น้อยกว่านั้นลงไปอีก (นอกนั้นอ่านเถื่อน) จนในที่สุดก็ได้เรื่องสุดท้ายมาเป็นฮิโนโทริ วิหคเพลิง การ์ตูนแนวปรัชญาเรื่องนี้

เรารู้จักฮิโนโทริครั้งแรกจากร้านเช่าการ์ตูน ตอนนั้นอ่านอะตอม แบล็กแจ็ก และ 3 ตาปาฏิหาริย์ แล้วก็เรียกว่าตกตะลึงพรึงเพริดเลย ในขณะที่เรื่องอื่นๆ ของอาจารย์แกใช้ภาษาที่สื่อสารกับเด็กหรือวัยรุ่น แต่เรื่องนี้ต่างออกไป มันไม่ประนีประนอมกับการที่เด็กอ่านแล้วจะรู้เรื่องไหม (ก็ไม่ต้องอ่าน มันไม่ใช่การ์ตูนเด็กจ้ะหนู) มันเป็นการ์ตูนปรัชญาที่ต้องคนผ่านชีวิตมาขนาดไหนถึงประพันธ์มันออกมาเป็นระดับที่เรียกได้เต็มปากว่าวรรณกรรมแบบนี้ได้

ถึงจะเป็นเหมือนเรื่องสั้นๆ ที่เย็บต่อกัน และเชื่อมร้อยด้วยนกฟินิกซ์ตัวนึงที่เห็นและบางครั้งก็เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ แต่มันก็เอาเราอยู่ทุกเรื่อง มันลึก มันตื้นตัน มันเต็มเปี่ยม จนบางทีมันล้นออกมา

ด้วยงานภาพและวิธีการเล่าเรื่องที่ต่างจากการ์ตูนเอาตัวรอดรายสัปดาห์เรื่องอื่นๆ ของแก เมื่อได้เข้าไปอยู่ในจักรวาลอันน่ามหัศจรรย์นี้แล้ว ก็เข้าใจจริงๆ แล้วว่าทำไมใครๆ ก็ต่างยกย่องให้เท็ตสึกะ โอซามุ เป็นพระเจ้า

ปรสิตเดรัจฉาน (Kiseijuu – Parasyte)

ที่จริงชื่อไทยมีหลายชื่อ ตั้งแต่ยุคที่ยังเถื่อนอยู่ มาจนยุคที่สยามได้ลิขสิทธิ์ และพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ (เราเก็บเวอร์ชันก่อนล่าสุด) เราได้อ่านครั้งแรกน่าจะช่วง ม.ต้น เป็นของเพื่อนพี่สักคน แล้วก็ช็อก ตะลึง เยี่ยวแตก การ์ตูนบ้าอะไรทำไมมันโหดได้ขนาดนี้ เหมือนดูหนังสักเรื่องที่ไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับเราเลยนอกจากจะบอกว่าโลกจะแตกแล้ว

มันเป็นการ์ตูนระทึกขวัญแนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลก และพระเอกก็เผอิญโดนมันพยายามจะกลืนร่างเข้าไปด้วย เดี๋ยวนี้เราเห็นการ์ตูนคล้ายๆ แบบนี้ที่ผลิตตามมาในยุคหลังเต็มไปหมด การถูกก้าวข้ามและพัฒนาไปเรื่อยๆ มันอาจไม่ทำให้รู้สึกว่าร่วมสมัยเท่าไหร่แล้ว แต่ยังไงก็เป็นการ์ตูนที่อ่านซ้ำกี่ครั้งก็รู้สึกว่า สนุกสัสๆ เลยโว้ย

ไอ เจ้าหนูพลังจิต (Ai ga yuku – 愛がゆく)

เนื่องจากเรื่องนี้ (และการ์ตูนส่วนใหญ่ของอาจารย์โคยามะ ยู) ไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย ครั้งแรกที่ได้อ่านคือยุคหมึกจีน จากตู้หนังสือของลูกพี่ลูกน้อง ในชื่อ “ไอ ผู้มาจากอวกาศ” แล้วก็ได้รู้ว่าเรายังไม่ถึงวัยที่ควรอ่านเรื่องนี้นี่หว่า มันออกจะติดเรตนิดๆ เกินเด็กไปหน่อย แต่โบนัสของการอ่านการ์ตูนที่โตเกินวัยหน่อยๆ ก็คือ มันจะได้เจออะไรที่ทำให้ทึ่ง แบบที่เด็กอย่างเราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นเต็มไปหมด อย่างเช่น ทฤษฎีการย้อนเวลา เส้นเวลา การสังหารหมู่ขนาดใหญ่ รวมถึงความวับๆ แวมๆ ที่แทรกเข้ามาแบบไม่ทันรู้ตัวก็เลือดลมเดินแล้วในวัยนั้น

งานของอาจารย์โคยามะ ยู อย่างเช่น อาสึมิ สวยประหาร, SPRINTER, Change ฯลฯ บอกตามตรงว่าลายเส้นมันไม่ได้สวยตามบิวตี้สแตนดาร์ดในยุคปัจจุบัน แต่ลองได้อ่านและชินกับงานภาพแค่แป๊บเดียว แล้วจะรู้ว่ามันคือเสน่ห์เหลือล้น ทำไมถึงเล่าเรื่องและสื่อสารออกมาได้เฉียบขาดแม่นยำขนาดนั้นกันนะ ซีนดราม่าก็ทำให้นึกออกเลยว่าเป็นเรื่องแรกที่เราอ่านแล้วน้ำตาคลอ (เรื่องล่าสุดที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้คือฟรีเรน) ก็ตกใจตัวเองว่ามันมีการ์ตูนแนวอื่นที่ไม่ใช่การต่อยกัน ฆ่ากัน แต่ใช้วิธีคุกคามจิตใจกันแบบนี้ด้วยเหรอ มันสุดยอดจริงๆ

จนล่าสุดที่มาอ่าน (ก็ยังเป็นเวอร์ชันเถื่อน เพราะไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย) มองจากสายตาของผู้ใหญ่ ที่ต่อมจินตนาการไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนวัยเยาว์แล้วก็ยังรู้สึกว่ามันสุดยอดอยู่ดี

คิวทอง (Break Shot)

การ์ตูนกีฬาเรื่องแรกที่อ่านแล้วรัก ก่อนหน้านี้อ่านพวกอิตโต้ สึบาสะ หรือ Sprinter อะไรพวกนี้มาก็ยังรู้สึกแค่ว่ามันสนุกดี แต่กับเรื่องนี้มันพิเศษเป็นการส่วนตัว นอกจากพระเอกจะเก่งแบบไม่มีเหตุผล สู้กันแบบโกงเวอร์ไม่มีสามัญสำนึกอะไรใดๆ ในโลกฟิสิกส์ แถมแต่ละคนยังมีท่าไม้ตายเท่ๆ และตามหาท่าไม้ตายในตำนานแล้ว

ความเจ๋งนอกเนื้อเรื่องของมันคือมันไม่มีลิขสิทธิ์เลย ต้องไปตระเวนหาอ่านจากร้านเช่าการ์ตูนหลายๆ ร้านในยุคนั้น จนสุดท้ายพอร้านเลิกกิจการถึงทยอยซื้อต่อมาในสภาพยับๆ และขาดแค่เล่ม 3 จนถอดใจไปเกิน 20 ปี… มาเก็บเล็กผสมน้อยในยุคที่โตแล้วหาซื้อการ์ตูนเด็กหนวดมาอ่านอีกที เนี่ย ชีวิตยากมาก 555555 เราเลยมีทั้งพิมพ์แบบเล่มหนาๆ ของหมึกจีน (ยอดคิวทอง) แล้วก็ของ New Project (โคตรเซียนคิวทอง) ซึ่งจำนวนเล่มมันเท่ากันพอดี เลยต้องอ่านแบบสลับพิมพ์ งงๆ นิดนึง จนแก่มาจึงได้มีสำนักพิมพ์เถื่อนที่ทำใหม่อีกทีแบบอ่านขวาไปซ้าย จึงได้ซื้อเก็บอีกครั้ง เสียดายว่ามันไม่มีลิขสิทธิ์จริงๆ สักที อยากเก็บง่ะ

เรื่องนี้นอกจากการ์ตูนมันจะสนุกแล้ว การค่อยๆ ไล่ตามสะสมหนังสือที่เป็นความทรงจำในวัยเด็กเพื่อกลับมาอ่าน และย้อนนึกถึงวันนั้นแบบคนแก่ มันก็เป็นความรู้สึกที่แสนดีของเราเช่นกัน

ทาร์จังจ้าวป่า (Jungle no Ouja Tar-chan)

ด้วยเหตุผลคล้ายลัคกี้แมน แต่ลบคำว่าความคิดสร้างสรรค์ออกไป เปลี่ยนเป็นคำว่าวิปริต หรือสัปดนก็ได้ เอาตามความเหมาะสมเลย มีที่ไหนล่ะ สกิลของพระเอกที่สามารถร่อนจากที่สูงลงมาถึงพื้นได้ด้วยการดึงหนังไข่ยืดเป็นแผ่นขนาดยักษ์เพื่อต้านลม ไอ้บ้าเอ๊ย

เรื่องนี้เรายกให้เป็นการ์ตูนจังไรเหี้ยๆ ที่สนุกชิบเป๋ง และอยากให้รีพรินต์อีกจังเลย อยากเก็บสะสมแบบดีๆ จะได้เป็นการ์ตูนเหี้ยที่ดี

รันม่า ½ ไอ้หนุ่มกังฟู (Ranma ½)

เนื่องจากเรื่องนี้แมสอยู่แล้วเราเลยไม่ต้องสาธยายความดีของมันมาก แต่จะเล่าเรื่องความรักที่มีต่อเรื่องนี้แทน

มานึกดูแล้วทำไมลิสต์แต่ละเรื่องของเราถึงจะต้องเป็นการ์ตูนที่มีความทะลึ่งปะปนอยู่หน่อยๆ นะ รบกวนนักจิตวิทยาใดๆ ผ่านมาอ่านแล้วก็อย่าเอาไปแฉเยอะนะครับ

รันม่า เป็นหนึ่งในการ์ตูนทรงคุณค่าที่อยู่ในตู้หนังสือของลูกพี่ลูกน้องที่เขาอุตส่าห์ล็อกกุญแจไว้ จนพอมีเหตุให้เปิดตู้และไม่ได้ล็อก เราไปเที่ยวบ้านเขา ก็เลยได้มีโอกาสอ่าน (พร้อมๆ กับเรื่องอื่นๆ อย่างไอ ซิตี้ฮันเตอร์ ฯลฯ) และตกหลุมรักอีกแล้วเช่นกัน ตู้หนังสือนี้ทรงคุณค่ามากนะครับ มันสร้างเรามาได้จริงๆ

เป็นการ์ตูนแก๊กตลกแบบที่เราชอบอีกแล้ว และมีตัวละครที่ค่อยๆ เติมมาเป็นสีสัน สีสันนั้นก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนตอนที่มี และชุลมุนไปหมด จนจบแล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ย เราผูกพันกันมาตั้งนาน จากนี้ไปเราก็ต้องเคว้งอยู่คนเดียวแล้วสินะ ว่าแล้วก็หยิบเรื่องอื่นมาอ่านต่อ

เรื่องอื่นๆ ที่คัดออกด้วยความเสียดาย

พอพิมพ์มาถคงตอนนี้แล้วก็สังเกตได้ว่ามีแต่การ์ตูนยุค 90s นี่หว่า เลยกลัวว่าจะหาว่าแก่ (ก็แหงสิ การประกอบเป็นตัวเราได้มันก็น่าจะเป็นตอนที่กำลังวัยเบียวๆ หน่อย) เลยขอแถมลิสต์การ์ตูนที่รักของเราอีก ในโจทย์เดียวกันนี้ว่า นอกจาก 9 เรื่องข้างบนแล้ว ตัวเราก็ยังถูกประกอบสร้างมาจากการ์ตูนในลิสต์ที่จะกล่าวต่อไปนี้เหมือนกันนะ เอาเท่าที่พอนึกออก + หันไปดูชั้นการ์ตูนข้างหลังครับ

  • คิ้วหนาซ่าสุดๆ
  • City Hunter
  • Cobra
  • Frieren คำอธิษฐานในวันที่จากลา (เป็นการ์ตูนยุคใหม่น่าจะเรื่องเดียวที่ทะลุเข้ามาถึงนี่ได้)
  • ไดตะลุยแดนเวทมนตร์
  • คุโรมาตี้
  • บากิจอมประจัญบาน
  • แบล็กแจ็ก
  • สามตาปาฏิหาริย์
  • Berserk
  • อนุญาตฆ่า
  • COCO สลัดจอมลุย
  • One Piece
  • Bakuman
  • Battle Royale
  • Hunter x Hunter
  • Blue Giant
  • ชั่วโมงเรียนพิศวง
  • คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา
  • อาสึมิ สวยประหาร
  • Space Brother
  • Bambino!
  • F1 (รวมผลงานการ์ตูนไซไฟปรัชญาของ Fujiko F. Fujio)
  • โอ้พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก!
  • Dr.Slump
  • เซียนตัดเซียน
  • Death Note
  • ZIPANG
  • ไอ้เขี้ยวเงิน
  • มังกรซ่อนลาย
  • GON
  • Wingman
  • PSYCHOMETERER เอย์จิ
  • ต๊องแน่ แต่อัจฉริยะเรียกพี่
  • ถึงจะเห่ย แต่ก็สู้นะเฟ้ย
  • น้ำตาเพชฌฆาต (Crying Freeman)
  • 20th Century Boys
  • BECK (เรื่องนี้ตัดออกด้วยน้ำตา รักมาก ทำไมแพ้ทาร์จังวะ)
  • มืออสูรล่าปีศาจ
  • การ์ตูนขายหัวเราะ รวมถึงเรื่องสั้นต่างๆ จากสำนักพิมพ์นี้ในยุคที่โตมา

Dear Dakanda

แน่นอนว่าระเบิดเละเทะ กับเอ็มวีล่าสุดของบอยป๊อด ที่ดักแก่และเค้นน้ำตาชาวเจนวายทั้งประเทศอย่างอลังการ เลยขอก๊อปปี้มาจากทวิตเตอร์ จะได้ไม่หาย

///

นี่ฟังสลับกับเพลงเลย เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในอัลบั้ม ก็เลยรู้สึกว่ามันมีความคาบเกี่ยวกันพอประมาณ คือมีสองคนที่เคยดีๆ ต่อกันแหละ แล้วก็จากกัน เวลาผ่านไปนานก็มีความรู้สึกคิดถึงกัน …แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

เสียงของพี่ป๊อดในเพลงเลย มันเหมือนเรื่องเล่าของคนเหี้ย – อาจจะไม่ถึงกับเหี้ยหรอก แต่มึงไปทำอะไรเขาไว้แน่ๆ ก่อนจะแยกจากกัน แล้วจนบัดนี้ไม่ได้เจอกันนาน มึงก็ยังไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป

ในขณะที่ I’m ok // not ok นี่มันมินิมัลกว่านั้นมาก ถึงจะตัดเรื่องไข่ย้อยและดากานดาออกไป (ลบยากแหละเพราะภาพนี้มันจะประทับไปพร้อมกับเพลงไปตลอดกาลแล้ว) แต่เนื้อเพลงที่พูดออกมาแค่นิดหน่อย เหมือนเริ่มทักทาย แต่ก็รู้เลยว่าแต่ละคนมันผ่านอะไรที่หวานขมมาเยอะขนาดไหนในช่วงที่ไม่ได้เจอกัน

///

อีกมุมหนึ่ง เอ็มวีไม่ได้แค่เล่าเรื่องของพระนางในตำนานคู่นี้แต่เพียงสองคนเท่านั้น

คนที่คิดถึงกันอย่างจับใจ ไม่ได้มีแค่สองคนนั้น แต่เราด้วย คุณด้วย (ถ้าคุณเกิดทัน) กับเพื่อนสนิท และประสบการณ์ส่วนตัวที่แต่ละคนได้เจอมา

คนที่ต่างเติบโตแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ผ่านช่วงเวลาที่ดีและร้ายในวงโคจรของดวงดาวแตกต่างกันไป แต่ในลิ้นชักความทรงจำก็ยังมีก้อนอุ่นๆ ที่เก็บไว้อย่างลึกที่สุดอยู่ คิดถึงบ้างในบางที แต่ชีวิตก็ต้องไปต่อ

จนได้ลืมตามาเห็นฟินาเล่ระดับนี้ปรากฏต่อหน้า ไม่ใช่แค่ดากานดาหรือไข่ย้อย มันคือเรากับเอ็มวีเพลงนี้ที่บรรจงปรุงมาระเบิดต่อมน้ำตาด้วย วินาทีนั้น ไอ้ที่ต่างปกปิดกับมานานขนาดไหนก็ตาม ก็ระเบิดพรั่งพรูเอ่อล้นออกมา แบบไม่ต้องห่วงฟอร์มกันอีกแล้ว

ดูไปหกรอบ พยายามฟังเพลงก็ยังโดนรัศมีของเพื่อนสนิทกลบ (เรียกว่าดีหรือไม่ดีวะเนี่ย ดีละกัน 555) จนย้ายมาใส่หูฟังใน สปตฟ ที่เขาทำเวอร์ชันแยกเสียงไว้

เรียกว่าสมมง เจอกันในคอนสิ้นเดือนนะ

ท่อนที่บิวกิ้นอยากจะถามอะไรออกไปเยอะๆ ระดับที่ละล่ำละลัก // แต่ก็ไม่ถาม
ในขณะที่เสียงของป๊อดก็อยากเล่าอะไรให้ฟังเต็มไปหมด // แต่สุดท้ายก็ต้องกลั้นไว้เพราะไม่อยากให้อุตส่าห์ได้เจอกัน เธอฟังแล้วไม่สบายใจ

จบท่อนที่ระเบิดออกมาแล้วก็ทิ้งช่วงเปียโนยาวๆ จนเฟดจบเพลงลงไป ไอ้เหี้ย แค่เพลงนะ ไม่ต้องมีเอ็มวี เท่านี้ก็ระเบิดแล้ว

พี่บอยบอกว่ากำลังจะมีเอ็มวีเวอร์ชันสอง คิดว่าคราวนี้คงมีนักร้องปรากฏตัวในนั้นด้วย และหาคนทำซับจีนอยู่

i’m ok // not ok

// edit  : โพสต์ของคุณปอย พอร์ตเทรต สรุปทุกอย่างอย่างละเอียด ดีจัด โพสต์นี้

เราไม่ใช่คนทันสมัยอีกต่อไปแล้ว

ช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ตรงกับช่วงหนึ่งของยุคสมัยที่เทคโนโลยียังไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่เป็นคนที่เจอมันก่อน มีโอกาส และเข้าถึงเท่านั้น

เราเป็นหนึ่งในคนแบบนั้น ถึงที่บ้านจะไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่ดี แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของพ่อ ที่บังคับไปเรียน Lotus , D-Base, DBFORM ที่โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์และบัญชีใกล้บ้าน (โรงเรียนคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นนะเว้ย) ตอน ป.6 และซื้อคอมพิวเตอร์ 486 DX-II แรม 4MB มาให้หัดเล่นหัดแงะตั้งแต่ ม.1 ด้วยแกเห็นอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นอนาคตที่เด็กเนิร์ดอย่างเราอาจจะคว้าไว้ได้

และเราก็คว้าไว้ ล้วงแคะแกะเกาอย่างสนุกจัดๆ หัดโน่นซนนี่ เท่าที่เทคโนโลยีจะอำนวย แงะเกม โมรอม (ในยุค 90s) ทำเว็บ (ในยุคที่บังมีเน็ตให้เล่นอยู่ที่เดียวในจังหวัดคือราชภัฏ) ไม่นับพวกงานประกอบคอมพ์ ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานของคนประเภทนี้ ที่ทำจนสร้างรายได้จากเหล่าเพื่อนพ่อที่โดนเราหลอกพามาเดินพันธุ์ทิพย์เพื่ออัปเดตว่ากรุงเทพฯ เขาไปถึงไหนกันแล้ว

ในยุคก่อนอินเทอร์เน็ตนั้น การเรียนรู้ระบบไอทีอะไรที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ก็น่าจะเล่นมาจนปรุ

แต่แบบเสียเงิน เช่นเรียนเขียนโปรแกรม PASCAL ตอน ม.3 ที่ต้องจ่ายเพิ่มเทอมละ 400 บาท ไม่กล้าขอเงินพ่อแม่ไปเรียน นี่เป็นสิ่งที่นึกย้อนไปแล้วเสียดายจนทุกวันนี้ ถ้ารากฐานตอนนั้นดี มันคงเปลี่ยนเราไปจากนี้เยอะเลย แต่ช่างมัน

ชีวิตในวัยมัธยมของเราจึงโคตรฟินกับอะไรใหม่ๆ กระโดดขึ้นรถไฟขบวนแรกอยู่เสมอ ถึงจะเป็นรถไฟต่างจังหวัดที่เป็นเพียงกะลาเล็กๆ สู้เด็กในเมืองไม่ได้หรอก แต่มันก็ถูกพิสูจน์ชัดตอนเข้ามหาลัย

เราเข้าเรียนคณะสายออกแบบ อีคณะนี้เรียกว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เราถนัดเลย แต่นั่นเลยกลายเป็นคนนอกระบบการศึกษาด้านเทคโนโลยี ที่ดันต้องแถกไถหาวิธีเล่นเอง มันเลยกลายเป็นสายประยุกต์ที่น่าสนุกดีนะ อย่างพวกวิชากราฟิก วิชาทำฟอนต์ ทำเว็บ วิชาแฟลช (ภูมิใจมาก แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้ว) แล้วก็ SketchUp (ที่น่าจะเคลมได้ว่าหัดเองเป็นคนแรกๆ ของประเทศเรา เพราะโหลดเถื่อนตรงจากเว็บฝรั่ง แล้วเอามาสอนอาจารย์ที่คณะอีกที แถมเอามาทำ Thesis คนแรกของไทย 5555)

ที่อวดเก่งมาทั้งหมดนี่เพียงเพื่อจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ในอดีตของคนที่เคยมั่นใจในความนำสมัยของตัวเองว่า ถึงจะด้อยโอกาสอยู่หน่อยๆ แต่เรื่องสู้ชีวิตเพื่อให้ได้เป็นโปรยูสเซอร์นี่ เราก็ไม่แพ้ใครนะ

เป็นแค่ในตอนนั้น

ถัดมาแค่สิบปี พอเราอิ่มตัวจัดๆ และหมดไฟในการใช้ชีวิตในเมืองกรุง ถึงขั้นตัดสินใจเด็ดขาดว่าขอลาออกจากกรุงเทพฯ แม้จะเป็นการเปลี่ยนงานเปลี่ยนอาชีพ โดดลงจากรถไฟสายเทคโนโลยีที่รู้ดีว่ามันเร็ว และไม่มีทางหยุด

แต่กูเหนื่อยไง

พอโจทย์ในชีวิตเปลี่ยน มันก็เหมือนสับสวิตช์ปิดฉับเลย วางมือจากทุกงานที่เกี่ยวกับงานออกแบบสร้างสรรค์หรือดิจิทัลเอเจนซีใดๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นพาหนะ หันมาคุยกับต้นไม้ คุยกับแมว ถ่ายรูป ช่วยเมียขายเสื้อผ้า ฯลฯ

แล้วก็ได้พบว่าอีกเพียงไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เราโม้ เราภูมิใจที่ผ่านมาทั้งหมด มันเป็นขยะ

โอเค เราสามารถอวดได้แหละว่าพี่มาก่อน พี่ทำก่อน พี่รู้ก่อน แต่มันยังไงต่อนะ เพราะทุกวันนี้ไอ้ทักษะที่เราอวด มันคือสิ่งปกติสามัญธรรมดามากๆ ประเภทที่เด็กประถมก็เกิดมากับการทำเป็นกันหมดแล้ว

วิทยาการมันพัฒนาไปจนคลื่นลูกที่ตามมามันทับถมตะกอนทราย เป็นพื้นฐานและต่อยอดทบทับขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รอ และแน่นอน ไม่หยุด

เราจึงเป็นเพียงเศษซากความภูมิใจในอดีต ที่จดไว้ฟินเองในบันทึกส่วนตัวเท่านั้น ตอนนี้จะตัดคลิปติ๊กต็อกแบบที่เขาเล่นกันท้ายตลาด ยังทำไม่เป็นเลย

และทั้งหมดนี้ไม่ได้รู้สึกว่าเสียใจหรือชอกช้ำระกำทรวงอะไรนะ แต่รู้สึกว่ามันเป็นภาพใกล้เคียงกับที่จินตนาการไว้ตอนโดดลงจากรถไฟ ว่ายังไงถ้าทุกปัจจัยมันลงตัวพอดี ไอ้สิ่งที่เราเคยเบ่งบารมีว่าเคยทำ ทุกคนก็ต้องทำได้เป็นปกติ และดีกว่า

เราจึงแฮปปี้ที่ได้อยู่ในโลกที่เทคโนโลยี (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ) มันดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ตัวเองจะชราลงทุกวัน และตกยุคหล่นสมัยไปแล้ว

แต่ก็จะพยายามไม่ให้ตกไปไกลมากนะ เดี๋ยวคุยสคิบิดี้ซิกมากับเจนอัลฟาที่บ้านไม่รู้เรื่อง

ฝันว่ากอดแม่

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเคลียร์งานงานหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการทำ แล้วดันมีอยู่คือหนึ่งที่ฝันถึงแม่

ตื่นมาจำได้แม่น ประทับใจมาก อยากวาดเล่าเรื่องฝันนี้มาก แต่ด้วยภาระท่วมตัวที่ยังปั่นงานไม่เสร็จสักที เลยวาดทิ้งไว้ก่อนตอนพักกินก๋วยเตี๋ยว ผ่านมาสามสี่วันพองานเสร็จเลยวาดต่อจนจบ โดยที่ทั้งภาพและเริ่องราวในฝันยังคงจำได้ชัดเจน

พอวาดจบแล้วก็มานึกได้ว่า เออ ใครมันจะไปเข้าใจกูวะ…

[Get Talks] โตแล้วยังอ่านการ์ตูนอีก?

อารัมภบทเกี่ยวกับรายการ Get Talks กันนิดนึง
ตอนนี้ตอนทำงานหรือขับรถ ผมนิยมฟัง Podcast (ก็คือรายการวิทยุนั่นแหละ แต่เป็นแบบออนไลน์) ไปด้วย เพราะมันสะดวกดี มือทำอย่างอื่น ตาทำอย่างอื่น แต่หูว่าง ก็เปิดฟังเพลินๆ ตอนนี้ติดตามอยู่ 3-4 รายการ เช่น WitCast, BATCast, Omnivore, JUSTดูIT., GM Cast, RadioMANGA (เกินยังวะ) (ทั้งหมดดูเป็นชื่อรายการฝรั่ง แต่พูดไทยทั้งหมดนะครับ ผมภาษาอังกฤษยังไม่ได้แข็งแรงพอจะฟังฝรั่งคุยกันยาวๆ ได้เถอะ)

และสุดท้ายที่นึกออกและเราจะมาอวยกันวันนี้คือ “Get Talks” ของสองพิธีกร แซมมี่และกตัญญู ซึ่งต่างคนก็ต่างมีหน้าที่การงานกันดีอยู่แล้วแหละนะ แล้วมึงมาจัดรายการกันทำไม ว่างเหรอ

คืองี้ครับ วันก่อน คุณแซมติดต่อเข้ามาชวนคุยเรื่องการอ่านการ์ตูน ผมก็งงๆ ไม่กล้ารับปากมัน เกรงว่าเราจะไปรู้อะไรเรื่องการ์ตูนนักวะ เพราะตัวเองก็แค่คนหนึ่งในท่ามกลางผู้คนอีกมากมายหลายล้านที่ต่างก็เติบโตและอ่านการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กจนโตมาเหมือนๆ กัน คือมันเป็นเรื่องที่หันไปทางไหนก็เจอแต่คนที่รู้เยอะกว่าผมแน่นอน

พอไอ้แซมเห็นผมอึกอักทำท่าจะรับปากแหล่ไม่รับแหล่ มันก็ให้เหตุผลที่รู้สึกว่าเออ ผมยอมรับได้ นั่นก็คือ “ก็ผมรู้จักพี่คนเดียว”

GetTalks-iannnnn

พอถึงวันนัด ทีมงาน Get Talks ก็ยกสตูดิโอ (ก็มีสองคนนั่นแหละ กะมือถือเครื่องนึงไว้อัดเสียง) มานั่งสัมภาษณ์กันอย่างจริงจังที่บ้านลาดปลาเค้า ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ เดือนที่ผมได้นั่งคุยกับมนุษย์นานขนาดนี้ แถมยังเป็นเรื่องที่ตัวเองก็ประหม่าอยู่ใช่ย่อย

แต่พอเริ่มปริปาก โอ้โห ต้องขอกล่าวอย่างสุภาพเลยครับว่าเย็ดเป็ด ความทรงจำของวัยรุ่นยุค 90s (เห็นกำลังฮิตแซะกันใช่มะตีมนี้) ก็พรั่งพรูทะลักทลายพรวดพราดออกมาอย่างรุนแรงเหมือนดั่งเพิ่งอัดน้ำยาดีท็อกซ์สวนเข้าไปในรูตูด อั้นไว้ 3 นาทีแล้วตัดสินใจคลายการเกร็งหูรูด พุ่งมากๆ! พุ่งมากๆ!

มากไป!

มากไปจนกลายเป็นว่า ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่งของรายการนั้นเต็มไปด้วยเนื้อหาดักแก่ และความโรแมนติกข้นคลั่กของอดีตเด็กที่โตมากับวัฒนธรรมการอ่านการ์ตูน ทั้งการ์ตูนสายหลัก สายรอง สายโป๊ (<--ดอกจัน) รวมถึงการพยายามลิสต์รายชื่อการ์ตูนโปรดของแต่ละคน แทนที่จะเลยไปเรื่องอื่นที่มันร่วมสมัย เช่นว่าด้วยการล่มสลายของอาณาจักรการ์ตูน หรือวงการการ์ตูนดิจิทัล พวกเว็บตูนงี้ นี่กลายเป็นว่ามาโชว์กันว่าใครจะรำลึกความหลังได้มากกว่ากันซะยังงั้น แต่นั่นกลับกลายเป็นว่า เออแม่งสนุกฉิบหายเลย 5555 คือทุกคนต่างแลกเปลี่ยน ต่างจากเทปอื่นๆ ที่แขกรับเชิญจะเชี่ยวชาญเรื่องอะไรสักอย่างสัสๆ ที่น่าเสียดายมากก็คือ พอคุยๆ ไป เวลามันผ่านล่วงเลยไปเร็วมาก ก็ยังรู้สึกว่ามีการ์ตูนอีกหลายเรื่องที่ปลิวหลุดไปจากความทรงจำ บางเรื่องถูกยกขึ้นมาพูดแล้วก็นั่งนึกกันอยู่นาน แต่พอร้องอ๋อปั๊บ เฮ้ย เรื่องนี้กูอินเว้ยยยยย แต่กับบางเรื่อง กดหยุดเทปอัดจบรายการ ก็มานั่งสบถกันด้วยความเสียดายว่าเฮ้ย เมื่อกี้ลืมพูดถึงเรื่องนี้ว่ะะะะะ อารมณ์ประมาณว่า มีนักท่องเที่ยวมาถามว่าประเทศยูมีอะไรฮาๆ มั่ง ให้เวลาเล่าแป๊บนึง เชื่อเถอะว่าเล่ายังไงก็ไม่หยด (แค่หมวดการปกครองก็ฮาจนหมดเวลาแล้ว) ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดช่องให้คนฟัง (ใช่แล้ว คุณนั่นแหละครับถ้าเกิดทนฟังได้จนจบ) ได้ร่วมสนุก ร่วมแชร์ และแบ่งปันประสบการณ์ของคุณกันบ้างเนอะ ขอบคุณทั้งสองท่านนะครับที่ให้เกียรติ และขอบคุณที่เอาพลังงานมาฝากอย่างล้นเหลือ ฟังเลยครับ

ป.ล.
หลังจากจบการบันทึกรายการ เดินไปส่งอีสองคนนี้หน้าบ้าน กำลังจะปิดรั้ว ผมก็บอกอีแซมไปว่า เออ ทำรายการงี้ก็สนุกดีเหมือนกันแฮะ น่าทำมั่งว่ะ 555

ป.อ.
ไอ้แซมบอก เอาดิพี่

ป.ฮ.
คืนนั้นเลยได้ชื่อและโลโก้รายการเรียบร้อย รวมถึงผู้ดำเนินรายการแล้วด้วย ก็คือแซมกะผมนี่แหละ ไม่ได้หาจากที่ไหนไกลเล้ย 55555 เอาไว้เดี๋ยวให้มันเสร็จสักตอนแล้วมาอัปเดตกันอีกทีครับ