
เพิ่งกลับมาจากวิ่งออกกำลังกายในซอยมาครับ
เลยมาเขียนรายงานความประพฤติส่วนตัวเป็นวันที่สองซะหน่อย
ท่าทางจะมีคนเข้าใจผิดเยอะเหมือนกันครับ ว่าผมพยายามจะลดน้ำหนัก
ถ้าจะให้ชี้แจงซ้ำอีกรอบก็คงต้องบอกซ้ำว่า นี่ผมไม่ได้จะลดความอ้วนเว้ย!
ไอ้ที่ออกไปวิ่งเนี่ย ก็แค่จะหาอะไรทำที่พอจะเป็นการสลัดตัวขี้เกียจออกไปเท่านั้นเอง
เพื่อเป็นการยืนยันว่าผมไม่ได้กำลังไดเอ็ต เมื่อวานนี้วิ่งเสร็จกลับมาถึงบ้านปั๊บ
ไอ้ฟู-สนุ้กเกอร์ มันดันสั่งพิซซ่ามากินที่บ้าน เลยล่อกันซะเต็มคราบทั้งชุดวิ่งนั่นแหละ!
(ชุดวิ่งก็ไม่มีอะไรมากครับ กางเกงเจเจ เสื้อกล้ามเกย์ๆ แล้วก็รองเท้าวิ่ง จบแล้ว)
ซอยหมู่บ้านที่ผมเพิ่งไปวิ่งมาสามรอบนี่ เป็นหมู่บ้านที่มีอายุราวๆ ๒๐ ปี
และก็คงเรียกมันว่า “หมู่บ้าน” ได้ไม่สะดวกนัก เพราะขนาดป้ายชื่อก็ยังเจ๊งไปเรียบร้อย
เหลือแต่ทาวเฮาส์เรียงรายกันเกือบร้อยหลัง อยู่ด้านเดียวติดกับถนนเข้าหมู่บ้าน
พอมีคนมาเที่ยวบ้านทีนึงก็ต้องคอยอธิบายทางกันวุ่นวาย เพราะมันไม่มีอะไรเป็นจุดสังเกตเลย
แม้แต่มอเตอร์ไซค์ (แถวบ้านผมเรียกเมล์เครื่อง มีอะไรไหม) ก็ยังไม่รู้จัก.. “ดวงแก้วไหนนะครับ”
ผมมาปักหลักอยู่ที่บ้านนี้ได้ ๔ เดือนแล้วครับ
เป็นสี่เดือนที่ขลุกอยู่แต่ในบ้าน บางทีก็เดินไปกินบะหมี่หน้าปากซอย หรือส้มตำที่เลยไปอีกหน่อย
บางทีนึกครึ้มก็ขับรถกันไปโลตัส และโลตัสเอ็กซ์เพรส ซึ่งระยะทางเท่ากันพอดิบพอดี
แต่ถึงกระนั้น–เราไม่เคยเดินเล่นไปถึงก้นซอยเลย เพราะมันไม่มีอะไรดึงดูดให้เข้าไปเลยไงครับ
พอได้วิ่งเข้าไปหน่อยก็รู้สึกว่า นี่เป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่น่าวิ่งอยู่เหมือนกัน เพราะมันเงียบดีแฮะ
เงียบเพราะเป็นซอยตันๆ ไม่ทะลุออกไปที่ไหน ทำให้ไม่มีรถราขวักไขว่กลายเป็นซอยสาธารณะ
เวลาเย็นๆ ก็จะดูร่มรื่นแม้ไม่มีต้นไม้ (ตามประสาเมืองกรุงที่กว่าจะสร้างสวนหย่อมสักทีก็ยากเย็น)
แต่ด้วยการจัดวางตัวอาคารที่หันหน้าไปทางถนนทิศเหนือทั้งหมด ตอนเย็นๆ ก็เลยร่มด้วยเงาตึก
อ่านแล้วดูเศร้านะครับ ..เปล่าเลย บรรยากาศมันน่ารักจะตาย
เพราะกลางซอยจะมีบ้านที่รับเลี้ยงเด็ก พาน้องๆ หนูๆ ออกมาเดินจับกลุ่มคุยกัน
ใครมีหมาก็พาหมาออกมาเดินเล่น มาเล่นกับเด็ก และมาขี้หน้าบ้านผม (ไอ้แสด..)
มีลมเย็น มีเสียงนกร้อง และมีเสียงดังจากห้องซ้อมดนตรีในซอยข้างๆ!
แต่ตอนนี้เงาทะมึนแห่งความชั่วร้ายกำลังก่อตัวขึ้นแล้วครับ
น้าพร (คุณน้าข้างบ้านที่เลี้ยงไอ้กาก้าไว้ แตแกไม่ชอบหน้ามันสักเท่าไหร่ เพราะขี้ไม่เป็นที่)
เล่าให้ฟังว่า (ทำไมวงเล็บมึงเยอะจังวะ กว่าจะจบประโยคนี่เสริมแล้วเสริมอีก)
ตอนนี้มีม่านรูดหรืออาบอบนวดนี่แหละ มาสร้างอยู่ในซอยถัดไปจากซอยหมู่บ้านผม
พอบอกว่าม่านรูด คุณอาจจะนึกถึงอาคารขนาดใหญ่เท่าห้องแถวธรรมดาๆ
แล้วก็มีซองๆ ให้รถเข้าไปจอดใช่ไหมครับ (ข้างในเป็นอะไรไม่ยู้ หนูไม่ยู้เยื่อง~)
แต่นี่ไม่ใช่ยังงั้นครับ อารมณ์ประมาณว่าเป็นสุวรรณูมิเวอร์ชั่นใต้ดินเลย เพราะมันยักษ์มาก
พอเดินขึ้นไปบนบ้านชั้นสาม มองไปทางหลังบ้านนี่ เห็นมันตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
แต่พอวิ่งไปท้ายซอยเลยได้เห็นว่า ไอ้ตึกใหญ่ที่เพิ่งปลูกมาเนี่ย มันเหมือนูเขาหลังบ้านเลยครับ
ถ้าคิดในแง่ดีก็อาจจะเป็นการเสริมสร้างบารมีให้กับผู้อยู่อาศัยก็ได้เพราะมีูเขาอยู่หลังบ้าน
แต่ถ้าคิดในแง่เลว มันดันมาบังทิศทางลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ตามหลักสถาปัตย์พอดีเด๊ะ
ดังนั้นบ้านใครที่อยู่ท้ายซอยก็มีอันต้องซวยครับ ที่พอหน้าฝนทีไรก็ต้องดมกลิ่นฝนเจือกลิ่นคาว(?)
คิดแล้วสยองมาก .. เอากล้องไปติดหลังบ้านดีกว่า
น้าพรเล่าให้ฟังว่า การมีม่านรูดหรืออ่างก็ไม่รู้ จำไม่ได้ มาตั้งอยู่ในซอยติดกันนี่
จริงๆ แล้วตามกฎหมายมันก็ไม่ได้หรอกนะ เพราะเขตนี้เป็นเขตที่อยู่อาศัย
ที่สำคัญคือเดินออกจากปากซอย (ม่านรูด) แล้วเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียว ก็ถึงวัดแล้ว!!
แต่ด้วยอำนาจพิเศษแห่งเงินตรา จึงบันดาลให้มันเกิดขึ้นมาได้ไม่ยาก
โดยที่ชาวบ้านตรงท้ายซอยได้แต่ยืนก้มลงมองชะตากรรมตัวเองด้วยตาปริบๆ
ส่วนผมคงได้รับอานิสงส์นิดหน่อยจากสถาปัตยกามนั้น
ก็คือต่อไปเวลาจะมีใครมาเที่ยวบ้านอีก ก็บอกมันง่ายๆ ว่า
“ถ้ามึงมาจากโลตัส เห็นม่านรูดทางขวาเมื่อไหร่ นั่นแหละ เลี้ยวเข้ามาในซอยถัดไปเลย”
เอวัง.

