เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา ผมกลับไปบ้าน(ที่เพชรบุรี)มาครับ
ไปแฮปปี้เบิร์ทเดย์แม่ประหยัด ที่อายุครบหกสิบขวดพอดี
วันนี้แม่ผมกลายเป็นคนแก่ไปแล้วครับ
และผมเองก็ต้องถูกเรียกว่า “ผู้ใหญ่” แทนที่
จริงๆ มันก็เป็นกฎง่ายๆ ของธรรมชาติ ไม่ได้ประหลาดซับซ้อนอะไรสักนิด
แต่เราๆ นั่นแหละที่ทำให้มันยากไปเอง
ที่บ่นมาข้างบนนั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบล็อกครั้งนี้หรอกครับ
พอดีมานึกขึ้นได้ว่าไม่ได้โพสต์ภาพถ่ายมานานแล้ว
เลยเอาซะหน่อย เดี๋ยว(ตัวเอง)จะลืม
เรื่องของเรื่องคือวัดที่เราไปทำบุญกันนี่เป็นวัดประจำตระกูลครับ ..ไม่สิ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งได้ยังไง
ต้องบอกว่าตระกูลเราเป็นตระกูลประจำวัดมากกว่า ..เอ๊ะไม่สิ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น
ต้องบอกว่าแถวบ้านเวลามีงานบุญงานบวชงานศพที่ไหน เราก็ไปวัดท่าคอยกันครับ
วัดท่าคอยอายุหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังคงให้ความรู้สึกเยือกเย็นเวลามาแวะได้เสมอ
หายากนะครับ วัดในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ที่ให้ความรู้สึก “เยือกเย็น” น่ะ
เพราะไปที่ไหนก็เจอแต่วัดแบบทุนนิยมจัดๆ ที่ผมไม่ชอบและไม่ศรัทธาเลย

ขณะพระกำลังฉันเช้า เราก็มาเล่นแมวกันครับ เจ้าขาวมณีตัวนี้เป็นดอกฟ้าของวงการแมววัดเลย
ปกติเวลามีคนเอาแมววัดมาปล่อย พระที่วัดก็จะบอกผมว่าอยากได้ตัวไหนก็เอาไปเลย
แต่สำหรับตัวนี้มีปลอกคอเรียบร้อยครับ แถมหลวงพี่บอกด้วยว่า “นี่แมวหลวงพี่นะ” .. (หวง!)

อันนี้เบลอแต่ชอบ ดูสิ มารยานังขาวมณี

พอแมวฉันเสร็จ เอ๊ย พอพระฉันเสร็จ แมวๆ ทั้งหลายก็อิ่มตามไปด้วย
(ก็ได้ปลานิลตัวเบ้อเร่อที่หลวงพ่อโยนให้ ถึงว่าสิคลอเคลียกันจั๊ง)

แล้วก็ถึงคิวแมวในกรงครับ หลวงพี่เปิดกรงปั๊บก็กรูกันออกมา ร้องเหมียวๆ ยังกะเป็ดไล่ทุ่ง
(พวกมนุษย์กรุงเทพฯ ไม่รู้จักเป็ดไล่ทุ่งกันละซี้ย์ย์.. ว้าย เชยมาก เอาต์มาก!)

บรรดาหมาแมวที่วัดจะถูกเลี้ยงในกรงเพื่อไม่ให้ไปรบกวนญาติโยม
โดยมีพระเณรและป้าๆ มาคอยดูแลให้ข้าวให้น้ำและทำความสะอาดเป็นอย่างดี
ทุกตัวดูสุขสบาย สบายขนาดที่ว่าเมื่อกี้ก็มีคนเอาลูกแมวมาปล่อยอีกตัว
เวรกรรม..

เนี่ยครับ ลูกแมวน่ารักๆ เยอะแยะเลย 
โบว์คุยกับผมทุกทีที่มา(เยี่ยมแมวที่)วัดนี้ บอกว่าถ้าเหมียวๆ ที่บ้านตายสักตัว
จะมาขอแมวที่นี่แหละ แบ่งเบาภาระวัดได้ด้วย แถมมันน่ารักกันทั้งนั้นเลยด้วย 
(คุยไปคุยมาก็บอกว่าหรือไม่ต้องรอให้ตายหรอก ไปเอาที่บ้านมาแลกเลยละกัน :16:)
ก่อนขับรถกลับกรุงเทพฯ เรามาแวะสูดบรรยากาศลมไผ่กันแถวๆ ทางไปแก่งกระจาน
ผมไปแวะจอดตรง “คอชะออม” หรือสะพานข้ามแม่น้ำเพชร ตรงหน้าเขื่อนเพชรพอดี
ตรงนี้เป็นจุดเล่นน้ำที่ชิวมากๆ ถ้านึกไม่ออกก็ไปเปิดแฟนฉันดู ฉากทีเด็กโดดน้ำกันนั่นแล
(ตอนเด็กๆ พ่อถีบผมลงแม่น้ำตรงนี้แหละ เพื่อให้หัดว่ายให้เป็นให้ได้ ..ผลคือจม!)
ผมไม่ได้มาเล่นน้ำที่นี่นับได้เป็นสิบปีแล้ว
เมื่อก่อนตอนน้องชายยังไม่ตาย พอกลับบ้านทีนึงก็ชวนมันมาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มาซะที
จนตอนนี้เขาขุดลอกแม่น้ำช่วงนี้ที่แต่เดิมมันตื้นเขินมากๆ ให้เลิกเขิน และลึกมิดหัว!
เดี๋ยวจะกลายเป็นบล็อกคนแก่เล่าความหลังกันอีกรอบฉิบ
กลับมาถ่ายหมากันดีกว่า

จำได้ว่านี่ก็โบว์บอกอีกเช่นกัน ว่าผมน่ะถ่ายรูปหมามากกว่าแฟน อันนี้จริง 
ก็หมามันไม่บ่นนี่ว่าอุ๊ยหน้าบวม อุ๊ยตอนนี้โทรม ห้ามถ่าย อุ๊ยมุมนี้อ้วนนะ
ถ่ายๆ มาเหอะ ตูเป็นแบบให้ได้หมดแหละ

ตรงป่าไผ่ (แถวบ้านเรียก “กอซอ”) ริมน้ำ ที่เมื่อก่อนเป็นแค่ป่าไผ่เพียวๆ
พอคนมาเล่นน้ำกันเยอะๆ ก็เริ่มมีศาลาเนั่งพัก (ดูไม่เลวครับ ไม่ทำลายบรรยากาศนัก)
มีแม่ค้าขายไก่ย่าง รถไอติม และตัววัดความเจริญคือแก๊งหมาจรจัด!
.
ในเมื่อเราเริ่มกันดื้อๆ ก็จบกันดื้อๆ ซะเลยครับ
จะได้รู้สึกว่าเดี๋ยวต้องมาเขียนต่อตอนใหม่ อย่าดองนานนะ


