Continue reading มีลูกดีไหม : คำถามสุดฮิตของคนวัยทำงาน" />

มีลูกดีไหม : คำถามสุดฮิตของคนวัยทำงาน

เวลาอัดเสาเสาเสาเสร็จ จะมีเวลาที่เหล่าผู้จัดรายการยังคงออนซูมคุยนั่นคุยนี่กันอีกนานเป็นชั่วโมง บางทีก็นานกว่านั้น กินนั่นกินนี่หรือทำงานไปด้วย จนดึกดื่นมากๆ นั่นแหละถึงได้แยกย้าย ในแต่ละครั้งจะมีประเด็นสนทนาที่ซีเรียสบ้าง เรื่อยเปื่อยบ้าง ลามกจกเปรตบ้าง ซึ่งปกติแล้วเราจะเป็นคนฟังอย่างเดียว และทำงานหรือวาดรูปไปด้วย ไม่ค่อยได้ออกความเห็นอะไร คือชอบเป็นคนฟังมากกว่า

แต่สำหรับเมื่อคืน ซึ่งเป็นคืนที่เราทำงานกระหน่ำมาก (เตรียมอาร์ตเวิร์กสกรีนเสื้อที่ออเดอร์ทะลักอยู่ตอนนี้) มีอยู่ช่วงหนึ่งที่น้องมันคุยกันเรื่องชีวิตของแต่ละคน จนถึงเรื่องแต่งงานและการมีลูก

แน่นอนว่าบทสนทนาร่วมของคนอายุ 30 กว่าๆ มาถึง 40 มันจะไม่ใช่วัยที่แซวกันว่าคนนั้นเป็นแฟนคนนี้ คนนี้ได้กับคนนั้นแล้ว แต่มันจะเป็นประมาณว่า เออเราไปกินข้าวกับเพื่อนครั้งล่าสุด เพื่อนคนนั้นก็อุ้มลูก คนนี้ก็แต่งงานคนนู้นก็เลิกกัน

แล้วก็จะต้องเข้าสู่คำถามสุดฮิตของคนวัยเรา

คือ มีลูกดีไหม

ซึ่งสังคมเมื่อก่อนเราจะสงสัยเรื่องนี้กันตั้งแต่อายุน้อยกว่านี้เป็นสิบๆ ปี คือเดี๋ยวนี้แม่งชอบมีลูกกันตอนอายุเยอะๆ บางคนก็ไม่มีเลย บางคนอยากมีแต่ก็ไม่มี บางคนยังไม่ได้ทันนึกเลยว่าควรมีหรือไม่มีดีหนอ แต่ก็มีเอง

บางคนพ่อแม่ยังไม่รู้เลยว่ามีแฟน มาถึงก็อุ้มลูกเลย แบบนี้เรียกว่าลั่น สมัยวัยรุ่นจะเจอบ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว

.

ต้องขอเกริ่นไว้ให้นิดนึง ให้ตัวเองตอนที่ย้อนกลับมาอ่านบล็อกในหลายๆ ปีหลังจากนี้

ตอนนี้สถานการณ์ประชากรในประเทศไทยโดยรวมก็คือ เส้นกราฟจำนวนคนตายมากกว่าจำนวนคนเกิดแล้ว นั่นแปลว่าเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ เรากำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ แล้วอะไรล่ะคือสาเหตุ

เอาแค่เรื่องแต่งงาน หลายๆ คนอายุ 30 – 40 ปี ถ้านับคนที่มีแฟนแล้วก็มีจำนวนมากที่ตัดสินใจไม่แต่งงานเพราะเสียเวลา ยุ่งยาก เปลือง ก็แค่ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ง่ายจะตาย ซึ่งไอเดียนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ในหมู่มิตรสหาย เราจะคุ้นชินกันมาหลัก 10-20 ปีแล้ว

แต่พอสเต็ปถัดไปเรื่องการมีลูก บทสนทนามันจะมาถึงทางแยก โดยเฉพาะในการมีตติ้งสังสรรค์กับเพื่อนมหาลัยหรือเพื่อนมัธยมอะไรแบบนี้

คนที่ไม่มีลูกก็จะให้เหตุผลว่าไม่อยากมีหรอก แม่งเปลือง หรือไม่พร้อม ไม่มีตังค์ กลัวลูกโตมาเจอสังคมเหี้ย หรือไม่ชอบเด็กหรืออะไรก็ว่าไป

แต่กับคนที่มีลูกน่ารักสามขวบแก้มยุ้ยอุ้มมานั่งคุยกับเพื่อน คนนั้นมันจะกลายเป็นชาวลัทธิชนิดหนึ่ง ที่พยายามจะเชียร์ให้เพื่อนว่ามึงมีลูกเถอะ ดีนั่นนี่ แฮปปี้ลันล้า มีเถอะมึง

แล้วสองทีมนี้ก็จะไม่เข้าใจกัน เกิดเป็นสงครามเย็นระหว่าง 2 ค่ายความคิด

ตามความเห็นของเรา บอกเลยว่า บทสนทนานี้มันก็มาถึงทางตัน เพราะคนที่ไม่มี หรือไม่อยากมี ก็จะไม่เก็ตจริงๆ *ไม่มีทางเลย*

เอาจริงๆ การมีลูกเนี่ย ใครๆ ก็จะพอรู้กันว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต อันนี้้เบสิกพื้นฐานเนอะ แต่พอฟังแล้วก็จะยังนึกไม่ออกว่ามันจะทำให้เห็นภาพยังไง

เราเคยเขียนไว้ในหนังสือคือปะป๊าครองพิภพ (สำนักพิมพ์แซลมอน ทุกวันนี้ยังมีขายอยู่ตามกระบะหนังสือลดราคา 50 บาท) ด้วยความคิดสมัยเกือบ 10 ปีที่แล้วที่เพิ่งมีลูกคนแรกตอนอายุไม่ถึงขวบ และกำลังเห่อมาก ว่า ชีวิตเรามันคงเหมือนการเดินขึ้นบันได เราจะเลือกเดินขึ้นหรือไม่ก็ได้ แต่ขึ้นแล้วขึ้นเลย คนที่อยู่ขั้นบนก็จะได้พบทัศนียภาพแบบใหม่ และในขณะเดียวกันคนที่อยู่ข้างล่างก็จะนึกไม่ออกหรอกว่าวิวข้างบนเป็นยังไง

ถ้าลองนึกดู ขั้นบันไดชีวิตเหล่านี้ น่าจะเกิดขึ้นตอนเรียนจบ แต่งงาน จนกระทั่งมีลูก

ฟังดูแล้วสะเหล่อนิดนึง แต่นั่นแหละ มันเป็นสำนวนที่เอาไว้เขียนหนังสือเมื่อนานมาแล้ว

ถ้าตอนนี้ย้อนไปเขียนเพิ่มได้ เราจะบอกว่า อีขั้นบันไดพวกนี้มันขึ้นแล้วขึ้นเลย ขึ้นแล้วลงไม่ได้ด้วยนะ

ถ้าโฟกัสเฉพาะเรื่องการมีลูก เราไม่สามารถทดลองเลือกว่าโอเค กูขออยู่ค่ายมีลูกละกัน พอมีลูกปุ๊บ แล้วตื่นมาอีกวันหนึ่งจะบอกว่า เชี่ยแม่ง ไม่เวิร์ก ขอย้ายไปทีมไม่มีลูก แบบนี้ไม่ได้นะ

คือการมีลูกมันเป็นชอยส์ ทุกคนมีเหตุผลที่ดี (หรืออาจไม่ดีก็ได้) ตามประสบการณ์ชีวิต และทัศนคติของตัวเองกับคู่ ดังนั้นจะขิงกันเพื่ออะไร

การเถียงกันเรื่องดีหรือไม่มีลูกดีหว่า จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคู่ถกเถียงไม่ใช่แค่เพื่อนที่เจอกันตามงานเลี้ยงมีตติ้ง แต่เป็นคู่ชีวิตตัวเอง

มีเพื่อนหลายคนที่คิดไม่เหมือนกันกะแฟน คนนึงอยากมีลูก แต่อีกคนไม่อยากมี …

คำถามว่ามีลูกดีไหม จึงไม่ใช่แค่การเอามาขิงกันเล่นๆ แต่หลายๆครอบครัวก็ประสบปัญหากันแบบนี้จริงๆ บางทีบ้านแตกเลยก็มี

ดราม่าแบบใน Fast and Feel Love จึงเป็นสิ่งที่ valid ในโลกจริง ในสังคมบ้านเรา อ้าวยังไม่ได้ดูเหรอ เดี๋ยวรอลง นฟ ละกันนะ

สำหรับเราที่ถูกตั้งคำถามแบบนี้เป็นระยะๆ เพราะตัวเองเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในกลุ่มเพื่อนที่มีลูก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนกลุ่มไหนก็ตาม

พอถูกถามแบบกระชั้นชิด คนที่ชอบนั่งฟังเพื่อนคุยกันแต่ไม่ค่อยพูดอะไรอย่างเรา ก็นึกคำตอบให้แบบด่วนๆ ไม่ออกจริงๆ

ก็ได้แต่บอกติดตลกเอาตัวรอดไปว่า เราแม่งมีลูกแล้วไง จะให้ย้อนกลับไปเป็นทีมไม่มีลูกก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นคำตอบของเรามันคือคำตอบลำเอียงของคนที่มีลูกแล้วเท่านั้น มึงจะฟังเหรอ

หลายครั้งที่คุยกันว่ามีลูกจะเหมือนเลี้ยงหมาไหม

อีเหี้ย นี่ลูก เป็นคน ไม่ใช่หมา

ด้วยความเคารพลัทธิเลี้ยงหมาเป็นลูก มันไม่เหมือนกันจริงๆ ถึงบ้านเราจะเลี้ยงหมาเป็นหมา (และเลี้ยงแมวเป็นลูก) แต่ก็ยังมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดแบบที่ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายก็ได้มั้ง ว่ามันต่างกัน

ถึงจะมีจุดร่วมกันคือเลี้ยงแล้วเปลืองตังค์ชิบหายก็เถอะ

มีลูกเองกับเลี้ยงหลาน ก็ต่างกัน

บางคนบอกว่าเลี้ยงเด็กที่เป็นลูกของพี่ หลานของน้า แล้วชอบ (บางคนก็ไม่ชอบ) ก็จะตอบอีกว่าการถือครองลูกของคนอื่น มันเป็นประสบการณ์ชั่วคราว

แต่การมีลูกเองมันเป็นประสบการณ์ถาวร ถาวรแบบอยู่กันไปจนตายไปข้างนึงน่ะ

บางคนที่อยู่ในลัทธิมีลูก ก็จะให้เหตุผลแบบคนแก่ว่าพอมีลูกแล้ว
จะได้เอาไว้ดูแลตอนแก่ หรือเอาไว้ทดแทนคุณ หรืออะไรก็แล้วแต่

บอกตามตรงจากในมุมมองของเรา ณ ตอนนี้ เราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ไม่ได้ตอบหล่อๆ แต่คงเพราะยังจินตนาการไม่ถึง หรือด้วยวัยวุฒิที่ยังนึกไม่ออกว่า ไอ้เด็กสองคนที่นั่งเล่นมือถือแคะขี้มูกอยู่ตรงโซฟานี้มันจะมาดูแลอะไรเราได้วะ แค่แปรงฟันเองยังไม่สะอาดเลย

ที่จริง เรื่องการขึ้นบันไดที่พูดไปข้างบน ตรงหน้าสุดท้ายของหนังสือ (สปอยล์เลยละกัน) เราลองทำนายไว้ว่ามันน่าจะมีจากนั้นอีกหลายขั้น

ลูกเข้าโรงเรียน ลูกเริ่มเป็นวัยรุ่น ลูกมีแฟน ลูกมีผัว ฯลฯ

อ้าว วนลูปนี่

ใช่แล้ว วนลูป และมนุษยชาติก็อยู่ในลูปแบบนี้มาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนปีแล้ว

คนที่ชื่นชอบการชมวิวอย่างเรา ก็จะขอใช้คำว่า มันเป็นความสุขในการเฝ้าดูละกัน

ไม่เก็ตใช่ไหม แน่นอน ไม่แปลกใจ 555555

เอาแค่คนที่มีลูกเหมือนกัน แต่ลูกยังเล็กๆ วัยป้อนนม ก็จะไม่มีทางเก็ตหรอกว่าพอลูกโตจนเดินเองได้พูดได้จะเป็นยังไง

หรือคนที่มีลูกโตเดินเองได้และพูดได้ ก็นึกไม่ออกหรอกว่าเวลาเด็กมันเข้าโรงเรียนแล้วจะยุ่งยากวุ่นวายหรือมีอะไรสนุกตื่นเต้นขนาดไหน

หรือแม้แต่คนที่มีลูกโตขึ้นมาแล้ว แต่มี 1 คนก็จะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าพอมีอีกคนปุ๊บ ชีวิตของลูกและเรา จะเปลี่ยนแปลงไปยังไง

ทั้งหมดมันเป็นเรื่องการสัมผัสประสบการณ์ของชีวิต ซึ่งแต่ละคนมีลู่วิ่งเป็นของตัวเอง คุณจะขึ้นหรือไม่ขึ้นบันไดก็ได้ และเอาจริงอย่างที่บอกว่าคุณจะเลือกเดินสู่สเต็ปถัดไปหรือไม่ก็ได้ การขึ้นบันไดมันก็ไม่ได้มีเส้นเดียว ไม่งั้นน่าเบื่อแย่

ที่นี้มาสู่คำถามสำคัญว่า มีลูกแล้วคุ้มไหม

ขอใช้คำว่า “คุ้ม” เป็นคำถามทางเศรษฐศาสตร์เลย แบบไม่ต้องโรแมนติก

สำหรับเรา ซึ่งให้คำตอบแทนใครไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดต่างกันไป อันนี้ไม่ต้องพูดเยอะนะ มันเป็นสิ่งที่คนโตๆ จะเข้าใจกันปกติ

ซึ่งคำตอบของเราคือคุ้ม

ถามอีกทีก็บอกว่าคุ้ม ไม่ได้ชักจูงให้ใครคิดตาม แต่กูคุ้ม จะให้กูพูดใช่ไหม นี่ไง ฟังกูดิ กูบอกว่าคุ้ม

ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง (ที่ถ้ามองแบบนี้ไม่คุ้มแน่ กินเปลืองบัดซบ) แต่มันก็ยังคุ้ม แม้ต้องแลกอิสระในการใช้ชีวิตของเราและเมีย

แลกแบบแลกเยอะมากเลยนะ เคยมีไลฟ์สไตล์ยังไงตอนวัยรุ่น พอมีลูกปั๊บ มันเปลี่ยนเลย เปลี่ยนไปตลอดกาลด้วย ไม่ใช่แป๊บๆ

บางครั้งก็คิดถึงการได้ออกไปเดินทางท่องเที่ยวง่ายๆ คล่องตัว เมียอยากไปสวิส ไปญี่ปุ่น ฯลฯ แต่พอมีภาระอยู่ที่บ้านปั๊บ มันไปไม่ได้แล้วไงล่ะ ถ้าไปปุ๊บ ภาระแม่งนอนจมกองขี้อยู่บ้านแน่ๆ …ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่เกิดก็ได้กับหลายครอบครัวที่มีคนช่วยดูแลลูก

เห็นไหมว่าเหตุปัจจัยในแต่ละบ้านไม่เหมือนกันจริงๆ

ซึ่งเราเข้าใจมากๆ อิสระเสรีภาพในการใช้ชีวิต เป็นสิ่งที่มีมูลค่าในทางเศรษฐศาสตร์สูงที่สุดแล้ว บางคนไม่อยากแลก ตรงนี้ก็ควรเข้าใจเขา ไม่ใช่ไปล็อบบี้กดดันกัน

แต่แลกมาขนาดนั้น แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่าคุ้ม

ตอนนี้ลูกเราคนโตคือ 10 ขวบ อยู่ ป.5 ฮอร์โมนวัยรุ่นกำลังมา สิวเริ่มขึ้น เพื่อนในห้องเริ่มมีเมนส์ ส่วนคนเล็ก 7 ขวบ อยู่ ป.2 กำลังสนุกกับการได้ไปเรียน on-site และเล่นตามประสาเด็กกับเพื่อนๆ

นี่คือบันไดชีวิตขั้นที่เรายืนอยู่

เราไม่ได้โรแมนติกอะไร ปัญหาชีวิตก็มีสารพัดอย่างที่น่าจะมี แถมยังไปในอนาคตไม่ได้ บันไดขั้นที่สูงกว่านี้เหรอ ไม่เห็นและไม่มีทางรู้หรอก นึกไม่ออกจริงๆ ว่าลูกเราโตไปจะโอเคไหม เด็กมันจะรอดไหม จะเข้า ม.1 โรงเรียนไหน เพื่อนจะบูลลี่หรือไปบูลลี่เพื่อนไหม และจะต้องเติบโตในสังคมที่ไม่รู้จะเหี้ยต่อไปอีกนานไหม

เนี่ย วิวตอนนี้

แต่พอมองย้อนลงไปยังขั้นที่เราก้าวผ่านมา ความคิดของเรา ณ ตอนนี้ก็ยังมั่นใจ

เราแฮปปี้กับการเฝ้ารอดูการเติบโตของชีวิตเล็กๆ ที่เกิดขึ้น
มันลุ้น เหมือนปลูกต้นไม้… (มึงเปรียบเทียบเห็นภาพยากกว่าเลี้ยงหมาอีก)

เอางี้ก็ได้ มันเหมือนเราได้เล่นเกมที่ไม่มีวันจบ แต่ละวันก็ค่อยๆ เก็บเวลไป ได้ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้น ตีบอสตัวใหม่ๆ ที่ขยันอัปแพตช์ อีห่า แค่บอสโควิดนี่กูกระอักเลือดจริง แทบไม่เงินให้เติมแล้ว มีเควสต์ใหญ่เควสต์ย่อยเกิดขึ้นให้ฝ่าฟันไป เจอบั๊กนิดหน่อย มีปัญหาเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง

แลกมากับ reward ที่พอแทนค่ากลับแล้ว มันคือรางวัลของชีวิต ไม่ใช่แค่ชีวิตเรา

แต่เป็นชีวิตของลูกเองด้วย

เป็นความรู้สึกว่าการอยู่ในสังคมนี้มันยังพอไหว ไม่ได้โหดร้ายบัดซบต่อชีวิตจนไม่อยากอยู่ต่อ แต่เอาวะ แก้ปัญหานี้ได้ก็สนุกดีว่ะ … งั้นกูแตกงอกใหม่เป็นถือไพ่อีกมือเลยละกัน แล้วส่งต่อสิ่งที่เรามี ไปให้ชีวิตใหม่ แล้วเฝ้าดู

มันคุ้มนะ กับการที่ได้เห็นความงอกงาม และงดงามของชีวิตเล็กๆ ที่บัดนี้โตจนไม่ต้องล้างตูดให้แล้ว

แต่เปลี่ยนเป็นทุกวันกลับมาบ้าน สวัสดีค่ะ เออ ไปเลย ไปอาบน้ำก่อน ถุงเท้าถอดยัง ไปล้างมือ ทำการบ้านก่อน อย่าเพิ่งเล่นเกม กินข้าวอะไรดีเย็นนี้ หยิบมือถือแม่ให้หน่อย อย่าแกล้งน้อง เออสึกมายากลตอนใหม่มาแล้วนะ อย่าเพิ่งกวนพ่อทำงานอยู่ แล้วเพื่อนหนูว่าไง เฮ้ยดึกแล้วไปนอน แปรงฟันสะอาดไหมเนี่ย ใครทิ้งผ้าเช็ดตัวไว้ พรุ่งนี้งดโควตาเล่นเกม 10 นาทีนะ เออตกลงโรบินนี่มีพลังอะไรนะ เฮ้ยหัวเหม็นมาก อย่าแกล้งมารุ! กินน้ำส้มไหม ใครตด!! ฯลฯ

จนจบแต่ละคืนด้วยการเล่านิทานก่อนนอนส่งเดช ให้หลับไป

ง่ายๆ แบบนี้นี่แหละ ชีวิตที่บันไดขั้นนี้

วิวโคตรแจ่มเลยน้องงง

ภาพจาก คือปะป๊าครองพิภพ สนพ.แซลมอน ที่ลูกเอาไปอ่านจนทำเปียกบวมขาดเละ
คอมเมนต์