#หนีกรุง Day 3: ถ้ายาง

image

บล็อกตอนนี้ขอแหกธรรมเนียมของสองวันที่ผ่านมาหน่อย พอดีที่พักวันนี้มันมีห้องสลัวๆ ให้พอใช้มือถือได้ ไม่ต้องแอบเขียนในห้องน้ำอย่างเคย

ด้วยความงูปลา ผมเริ่มสนใจต้นไม้ใหญ่ๆ บ่อยขึ้น เริ่มขับรถและชื่นชมความเจ๋งของต้นไม้ข้างทางให้เมียฟังถี่ขึ้นในระยะหลังๆ

มันคงเริ่มมาจากการอยากครอบครองต้นไม้ทรงสวยๆ เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งต้นหูกระจงนั้นตอบโจทย์ ขออนุญาตเอ่ยชื่อ-ผมทวีตคุยกระหนุงกระหนิงกะพี่หนุ่ยอำพลในฐานะที่เป็นคนชอบไม้ยืนต้นเหมือนกัน (สมัยนั้นยังฟอลโลวกัน ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่แล้วก็ไม่รู้ 555)

แน่นอน พอรากหูกระจงหน้าบ้านที่สูงเท่าตึกสามชั้นเริ่มออกอาการระรานโครงสร้าง นั่นก็ทำให้ความรักที่มีต่อมันน้อยลงไปหน่อย คือรู้ว่ามันเป็นต้นไม้ใหม่ ที่คนไทยรู้จักมาแค่ไม่กี่ปี ดังนั้นการที่สถาปนิกเลือกระบุชื่อมันให้เป็นไม้ประดับหน้าบ้านที่เป็นตึกแถว นี่ถ้าพูดว่าคงเป็นความผิดพลาดก็ไม่เกินไปนัก

โอเค ประสบการณ์สอนให้เรารู้แล้วว่าปลูกชิดโครงสร้างแล้วไม่ดี จะให้ดีควรเผื่อที่ให้มันแผ่บารมีเยอะๆ

ดังนั้นในโปรเจกต์หนองแฟบของผม (ทำลิงก์ย้อนไปบอกตอนนู้นไม่ถนัด) เลยปลูกมันลงไปเป็นหูกระจงคู่ ให้ห่างกัน 4 เมตร …ระยะผูกเปลน่ะ ไม่ได้มีภูมิความรู้อะไรหรอก เดี๋ยวค่อยว่ากันว่าพอโตมาแล้วจะยังไงต่อกับมัน แต่ที่แน่ๆ คงไม่ปลูกบ้านไว้ใกล้นัก

นี่ล่าสุดสองต้นนั้นก็สูงเกือบสามเมตรเรียบร้อย ไชโย!

เนื่องจากมันยังใหม่ในไทย ดังนั้นเราจึงไม่เคยเห็นหูกระจงที่โตเต็มที่ แบบที่จงโตไปให้เท่าที่พระเจ้าจะอนุญาต ดังนั้นความสุขเล็กๆ ของผมคือการตามล่า ไม่สิๆ ตามเก็บสถิติส่วนตัวว่าที่ไหนหนอ ที่ปลูกหูกระจงได้ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในกรุงเทพฯ เคยเห็นที่โชคชัยสี่ ซอยห้าสิบ ต่อมาก็โดนล้มสถิติโดยอีกต้นที่ใหญ่กว่า และแผ่กิ่งก้านอลังระดับก้ามปูที่ร้านส้มตำลาดปลาเค้าซอย 72 (คุณลุงเจ้าของบอกว่าปลูกมา 15 ปี ไม่เคยตัดเลย โอเคครับ ผมก๊อปสูตรนี้นะ)

แต่สถิติก็มีไว้ทำลาย เมื่อไปเที่ยวจันท์แล้วเจอต้นที่อยู่ริมถนนแถวท่าใหม่ โอ้โห สูงอลังการจนต้องเหลียวหลังตอนขับรถ

และล่าสุด ตอนนี้ผมก็นั่งเขียนบล็อกใต้ร่มสถิติโลก(ส่วนตัว)ล่าสุด อยู่ที่เพชรวารินทร์รีสอร์ต แก่งกระจานนี่เอง พี่เป็นหูกระจงที่เกิดริมแม่น้ำเพชร เลยโตแบบไม้ป่า คือกูต้องชะลูดแข่งกับต้นอื่นๆ ที่สูงสุดแหงนมาก่อน ดังนั้นพี่จึงไม่เน้นแผ่บารมีออกข้าง แต่นี่ออกแนวสูงอย่างเดียว แข่งกับตีนเป็ดที่กลายเป็นไม้ชะลูดได้ไงไม่รู้ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะขนาดกล้องโกโปรยังเก็บไม่หมด!

image

แถมแถวนี้ยังมีแบบที่เน้นแผ่ฯ ตามคอนเซปต์อีก คือต้นที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำ นี่ถ่ายมาให้ดูด้วย เสียดายในรูปไม่เห็นคนยืน จะได้เทียบสเกลให้รู้ว่ามันใหญ่มาก

หลังจากรู้จักหูกระจง ก็เริ่มสนใจไม้ยืนต้นอื่นๆ เริ่มตั้งแต่มะขามหวาน ที่เป็นต้นไม้ต้นแรกที่ตัวเองปลูกในวัยเด็ก เอ้อ จะพูดว่าปลูกก็คงไม่ใช่ แค่พ่อแม่ซื้อมาแล้วเรากินเสร็จ ถุยเม็ดมันลงดินในตำแหน่งที่ตั้งใจจะให้มันงอกเงย แล้วสิบกว่าปีต่อมามันจึงเป็นต้นไม้ใหญ่ประจำบ้าน ระบบนิเวศสวยงามร่มรื่น เสียดายที่มีดราม่าบางประการ มะขามหวานที่รักต้องมีอันโดนโค่นทิ้งไป …เล่าย้อนให้รู้ว่ามันเป็นพืชที่ปลูกง่ายและสนิทสนมคุ้นเคยกันดีมาแล้ว นี่จึงยังเป็นต้นไม้ที่เป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอเวลาอยากผูกเปล

มะม่วงล่ะ ไม่เอา ไม่ปลูกเพิ่มแล้ว โตมากับมัน มีเยอะไปหมด มดแดงเอย กิ่งเอย ยางเอย งูเอย!

ก้ามปู ชอบมาก แต่ไม่ชอบความเปราะของมัน ถ้าวันไหนมีตังค์พอจะเลือกซื้อที่ดินใหญ่ๆ ได้ คงพิจารณาจากการมีก้ามปูเก๋ๆ สักต้นนี่แหละ 5555

แล้วก็มาถึงยางนา (เข้าเรื่องซะที)

ใครมาจากกรุงเทพฯ ก่อนถึงตัวอำเภอท่ายาง จะเห็นว่าอยู่ดีๆ สองข้างทางก็กลายเป็นป่า มีไม้ยืนต้นต้นสูงลิบเท่าตึกสิบยี่สิบชั้นยืนเรียงกันเต็มไปหมด เป็นต้นที่เน้นสูง ลำต้นตั้งตรง กิ่งก้านไม่เยอะ เห็นแล้วน่าหั่นแนวยาวมาทำโต๊ะยักษ์ตามงานเฟอร์นิเจอร์แฟร์

นั่นแหละครับ ต้นยางนา

มีตำนาน (ที่เป็นเรื่องจริง) อยู่ว่า สมัยก่อนในหลวงเคยเสด็จผ่านแล้วเห็นว่ามันเจ๋งมาก ทรงโปรด อนุรักษ์ไว้นะ ไม่ใช่แค่โปรดเปล่าๆ ทรงเอาไปเพาะในแล็บเกษตรส่วนพระองค์อีกด้วย นั่นคงเป็นเหตุให้ป่ายางแถวนี้ยังไม่โดนตัด และอำเภอท่ายางที่มีต้นยางอยู่เต็มไปหมดโดยเฉพาะริมน้ำหรือตามวัดวา ก็เลยยังแฮปปี้กันดี

พออยากได้อยากมี ก็เลยหาอ่านข้อมูลจนรู้ว่าต้นไม้ชนิดนี้มีชะตากรรมแสนอาภัพ คือมี พ.ร.บ. สมัยปี 2484 ระบุไว้ว่ามันเป็นพืชที่ต้องอนุรักษ์ ใครจะปลูก ปลูกได้ แต่ถ้าจะโค่นจะตัดมาแปรรูป ต้องขออนุญาตป่าไม้ก่อนแม้จะอยู่ในที่ดินตัวเองก็ตาม เช่นเดียวกับสักและพะยูง ไม่งั้นโดนโทษหนักไม่รู้ตัว (เป็นแสนนะครับ) และในทางปฏิบัติ เห็นมีแต่เกษตรกรบ่นกันว่าการขออนุญาตกับทางการนั้นยุ่งยากเชื่องช้า จนบางทีโค่นลงมา 2-3 ปีแล้วยังทำเรื่องไม่เสร็จ จะเอามาสร้างบ้านก็ไม่ได้ พร้อมแนบภาพประกอบ

นั่นจึงทำให้ครั้งหนึ่งที่คันนาของเกษตรกรไทยที่เคยปลูกยางนากันเขียวไสวสวยงาม ต้องโดนแอบตัดทิ้งก่อนที่มันจะโต ก็เพราะกลัวซวยนี่เอง หลายคนเรียกว่าเป็นต้นอัปรีย์เลยด้วยซ้ำ เศร้าเนอะ น้ำตากามเทพเลย

แต่เท่าที่อ่านความเห็นของคนรักต้นไม้เขาคุยกัน ทางออกที่ดีก็คือพอจะปลูกก็ไปขึ้นทะเบียนกับป่าไม้จังหวัดไว้ก่อน หรือทำเป็นสวนป่า ต่อไปเวลาจะตัดจะอะไรจะได้ง่าย อันนี้เลยจดเอาไว้เพื่อเตรียมทำเรื่องขอเมีย (เมียอยากได้ลั่นทมมากกว่า)

เออ แล้วเลยได้ข้อคิดจากคุณลุงที่เป็นติ่งยางนา (จำชื่อลุงไม่ได้ครับ ขออภัย) แกบอกว่ามันคือพืชมหัศจรรย์ ปลูกทิ้งขว้างไว้เถอะ หนึ่งต้นช่วยลดอุณหภูมิรอบๆ ได้ถึง 1-2 องศา

โอ้โห เท่านี้ก็พอแล้วครับเหตุผล นึกภาพออกเลยว่าแค่ปลูกทิ้งไว้โดยลงทุนค่ากล้ายางแค่ 10 บาท สิบปีต่อมามันก็กลายเป็นเสมือนแอร์ขนาดใหญ่ (การนอนอยู่บ้านทั้งวันโดยไม่ต้องเปิดแอร์นั้นยังเป็นจริงในโลกนอกกรุงเทพฯ นะครับ)

นอกนั้นเขายังมีสูตรเพาะเห็ดไม่อั้นตรงรากต้นยาง, การนำน้ำยางมาทำเชื้อเพลิงหรือพลังงานทดแทน (อันนี้ล้ำมาก) และถ้าวันนึงจะหั่นมาทำบ้านอะไรก็ทำได้เลย เออดี คุ้มดี แต่ขอเวลาสัก 20 ปีนะ

ต้นไม้ใหญ่ในความคิดของผมคือมันเลยเรื่องเท่ เรื่องความหล่อถ้าพูดถึงอะไรอนุรักษ์ๆ รักษ์โลกๆ ไปไกลแล้ว แต่นี่เราพูดถึงฟังก์ชันล้วนๆ – ครับ ต้นไม้นี่แหละคือสุดยอดฟังก์ชันที่บรรพบุรุษเรารู้กันมาเป็นหมื่นปีแล้ว

เห็นไหมว่าตอนนี้เริ่มพูดเรื่องอะไร 10 ปี 20 ปีบ่อยขึ้นเรื่อยๆ นั่นคงเป็นนิสัยของคนที่สนใจต้นไม้ใหญ่ล่ะมั้ง คือไม่รีบ เรื่อยๆ นะ จะรอดู ตอนเราแก่ๆ คงได้นั่งเก้าอี้โยกดูความร่มรื่นจากพวกแก ถ้าแกไม่โตแบบเท่ๆ ก่อน เราก็ตายก่อน

ก็เท่านี้เอง

ป.ล.
ภาพประกอบบล็อกบนสุด ถ่ายแถวๆ คอชะออม ริมน้ำเพชรอีกแล้ว มีนายแบบตัวน้อยเป็นลูกชายคนรู้จักของแม่ กำลังช่วยผู้ปกครองเข็นรถเข็น เอาใบไม้แห้งไปกองรอเผา และต้นไม้ยักษ์ลิบๆ ข้างหลังนั่นแหละครับ ยางนา

#หนีกรุง Day 2: เพชรบุรีดีเหมือนกัน

image

“มาจากไหนกันคะ”
พนักงานเกสต์เฮาส์ถาม เราตอบไปด้วยความเคยชินว่ากรุงเทพฯ พลันนึกขึ้นได้ระหว่างคำถามถัดมา

“เคยมาเพชรบุรีไหมคะพี่”
ผมเลยตอบไปว่าเป็นคนเพชรบุรี แบบเขินๆ หน่อย เพราะเอาเข้าจริงแทบไม่มีความรู้อะไรเลยกับโซนเกสต์เฮาส์ย่านริมแม่น้ำเพชรอันเป็นที่ขึ้นชื่อในหมู่ฝรั่งแบ็กแพ็ก (ที่เป็นคนละกลุ่มกับที่เข้าใจว่าไทยแลนด์คือพัฒน์พงศ์ พัทยา หรืออีกประเภทก็เข้าใจว่าประเทศนี้มีแต่ช้าง วัด และจาพนม)

พูดก็พูดเถอะ นี่ถ้าไม่เห็นฝรั่งแววตาอินดี้หลายๆ คนที่เช่าจักรยานปั่นไปมาในซอยแถวนี้ ก็คงนึกไม่ออกว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน สมัยมัธยมต้น ผมก็เคยแว้นมาทำกิจกรรมที่โรงเรียน และนึกสนุกเมื่อเห็นแหม่มสาว (น่ารักแหละ) แบกเป้ขนาดควายท้องแก่ เดินงงๆ อยู่แถวหน้าโรงเรียน เดาว่าคงเพิ่งมาจากท่ารถประจำทาง

ไอ้หนุ่มคนนั้นรวบรวมความกล้า เลียบๆ จอดรถข้างๆ และถามแหม่มสาวด้วยภาษาอังกฤษแบบเกร็งแกรมม่าร์ที่สุดเท่าที่จะคิดออก ว่า จะไปไหนครับ ผมไปส่งให้เอาไหม

แหม่มสาวงง (ก็สมควร) แต่เห็นว่าคู่กรณีช่างดูเนิร์ดและตัวเล็กกว่าขนาดนี้ ถ้ามันจะปล้ำก็คงทุ่มกระเป๋าใส่ น่าจะเกิดการไส้แตกกันบ้าง

เหยื่อตกลง “ฉันจะไปเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ”

แน่นอน ผมฟังไม่รู้เรื่อง (อีห่า ด่าตัวเอง) เลยขอแผนที่ของแหม่มมาดู ได้ความว่า เธอจะเดินมาแถวนี้แหละ …แถวที่พักของผมในอีกยี่สิบปีถัดมานี่แหละ

นั่นเป็นการคุยกับฝรั่งครั้งแรกในชีวิต แล้วก็ลืมไปแล้วว่าแถวนี้มีที่พักราคาหลักร้อยบาทที่มีไว้สำหรับคนสนใจมาเสพวัฒนธรรมแบบง่ายๆ ไม่มีภูเขาทะเลผับบาร์ร้านเหล้าหรืออะไรที่เอ็กโซติกๆ สักอย่าง มีแค่ซอยเล็กๆ ที่มีแต่รั้ววัด อีกฝั่งของแม่น้ำก็เป็นตลาดสด ก็เท่านั้นเอง

เผอิญว่ามันเป็นสถานที่ที่วัฒนธรรมรากเหง้าพื้นถิ่นแข็งปั๋ง แบบที่ไม่ได้ทำมาอวดนักท่องเที่ยวจนเสียความเป็นตัวเอง แต่กลับเป็นแนวที่ชาวบ้านในย่านนี้ต่างก็รู้ว่าตัวเองมีของ มีกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นระดับสูงปรี๊ดมาช่วยกันบิ๊วผู้คนให้ตื่นรู้ (นึกภาพว่า อ.ล้อม เพ็งแก้ว แกก็ป้วนเปี้ยนแถวนี้) นั่นทำให้บรรยากาศแห่งวัฒนธรรมที่นี่มันไม่ฉาบฉวยแบบหลอกฟันนักท่องเที่ยว และไม่เสื่อมสลายเพราะไม่มีคนรักษาเป็น

การมานอนกลางเมืองเพชรบุรีในคราวนี้จึงต่างจากทุกครั้งที่เคย

ป.ล.
เคยเขียนเรื่องงานเพชรบุรีดีจัง ซึ่งเป็นงานของคนหัวสมัยใหม่ที่รู้ว่าควรพรีเซนต์อะไรในจังหวัดนี้มาแล้ว (พอดีบล็อกตอนอยู่เขียนในมือถือตอนอุ๊จ เลยทำลิงก์ไปไม่ถนัด) เอาเป็นว่าอวยไส้แตกครับ คนที่ลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้และทำได้ถึงจริงๆ ผมกราบครับ

#หนีกรุง Day 1: สะพานสระแก้ว

image

เมียบอกว่า รับไม่ได้ ที่การมาเหยียบสะพานสระแก้วคราวนี้จะเป็นระยะเวลา 16 ปีนับตั้งแต่ได้มาทับแก้วครั้งแรก

เอ้า ก็แก่แล้วอะ จะให้เนียนใส่ชุดนักศึกษาปีหนึ่งกระโปรงพลีตมาเดินงี้เหรอ แฟนตาซีไปปะ

แต่ดูแววตาแฮปปี้ของเมีย ผมก็โอเค สบายใจละ หายล้าจากการโหมทำงานล่วงหน้าติดต่อกัน 2-3 วัน เพื่อจะได้ใช้เวลาหยุดยาวประจำปีคราวนี้ หมดไปกับการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ แบบยาวๆ (เมียฝากบอกโจรไว้ว่าไม่ต้องห่วงนะ ยังมีคนอยู่บ้านที่ลาดปลาเค้าตลอด 24 ชั่วโมง)

ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ ประสาคนมีลูกเล็ก และมีเมียสลิ่ม ไอ้อะไรยากๆ ลำบากๆ คงกดข้ามไปก่อน รอลูกโตและรอเมียอยากลองอะไรประหลาดๆ ค่อยว่ากัน

ชีวิตเราเป็นหนี้บุญคุณครอบครัวมาตั้งเท่าไหร่ ไอ้การจะหนีเที่ยวลุยๆ แบบสมัยยังโสดนั้นก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าอยู่ (มีไฟอยู่นะแต่ไม่มีโอกาส 5555)

ช่วงที่ผ่านมา นิทานกับเวลาต่างหายป่วย RSV (นิทานติดมาจากโรงเรียน แล้วเอามาเผื่อน้อง สรุปป่วยนอนโรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ทั้งคู่) ก่อนออกมานี่ แม่มันไปขอสมุดการบ้านจากครูต่าย และขออนุญาตลาหยุดพักฟื้นร่างกายยาวๆ สักสองสัปดาห์ จะได้ไม่ติดเพื่อนด้วย ครูต่ายยินดี  และให้การบ้านระบายสีมาหอบใหญ่

ส่วนผมเอง ดันเป็นตาอักเสบช่วงนี้พอดี (แถมยังโหมงานก่อนพักยาวด้วย เลยยิ่งอักเสบใหญ่) นับเป็นรอบที่สิบกว่าๆ เกือบยี่สิบแล้วมั้ง ประจำปี 2558 ซึ่งก็ไปหาหมอเกือบทุกครั้ง ยกเว้นครั้งที่อาการมันคุ้นจนรู้ว่าไอ้แบบนี้เดี๋ยวก็หาย คือมันอักเสบหลายแบบ หลากหลายกระบวนท่าจนประวัติคนไข้ที่หมอจดไว้ช่างสวยงาม

สำหรับคราวนี้มีอาการปวดหัวร่วมด้วย จะปวดทุกครั้งที่จ้องจอนานๆ จนตาล้า

ซึ่ง… นั่นแหละ เป็นสัญญาณว่ามึงควรพอได้แล้ว ปิดคอม ชาร์จแบตให้ยาวเลย

โอเค ไปนอนละ บั๊ย

ป.ล.จะลองเขียนบล็อกซีรีส์นี้ในมือถือดูว่าจะรอดไหม หวังว่าคงรอด

แค่แกะเปลือกอารมณ์ก็เปลี่ยน

นี่มันฤดูอะไรของเราวะ นอกจากจะดองบล็อกผิดปกติแล้ว เหล่าโซเชียลต่างๆ ก็โดนเล่นน้อยลงอย่างมาก

นั่นคงเพราะการเอาตัวเองออกไปข้างนอก ในโลกออฟไลน์ซะเยอะ เลยไม่ได้มาเล่าในนี้

แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนที่จะไม่สนิทกับการเขียนบล็อกอย่างที่สมัยก่อนเคยเป็นมาแล้วครั้งนึง หนนั้นเพราะชีวิตเปลี่ยนไปมาก ไม่รู้จะเริ่มยังไง เลยไม่เขียนแม่งซะเลย

หนนี้ก็ไม่แพ้กัน ระยะเวลาแค่ไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก แม้วันๆ จะทำได้แค่ขยับตัวนิดๆ หน่อยๆ และเลี้ยงลูก แต่มวลเมฆที่ก่อตัวขึ้นภายในมันเปลี่ยนวิถีการเดินของชีวิตไปเยอะจนไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี

เคยทวีตไว้ว่า

พอผ่านมาหนึ่งอาทิตย์นิดๆ ฝันหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนจากแค่นั่งฝันแล้วยิ้ม กลายเป็นการเริ่มลงมือลงแรง ดังนั้นไอ้ที่ฟุ้งๆ มันเลยควบแน่นมาเป็นการต่อสู้เพื่อให้ฝันนั้นเป็นความจริง ตอนนี้ก็เลยกำลังสนุกอยู่กับอะไรไม่รู้ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือคลุกคลีกับมันจริงๆ

ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัว 555555555555 ไม่ได้ให้อะไรกับประเทศชาติและสังคมเลย อันนี้รู้สึกผิดหน่อยๆ แต่ก็ไม่มาก มันเป็นช่วงวัยหรือโอกาสกันแน่นะที่ทำให้เราหละหลวมจากอุดมการณ์นั้น ไม่ได้หันเปลี่ยนทิศหรือไปเจอชุดความคิดใหม่ที่ทำให้สิ่งที่ยึดถือมันล่มสลายไป แต่ความเห็นแก่ตัวมันก็ก่อตะกอนตะกรันเป็นเปลือกที่ค่อยๆ ห่อเราหนาขึ้น แน่นขึ้น และเคลือบผิวนอกสุดด้วยภาพลักษณ์ที่พยายามจะบอกคนอื่นว่าสิ่งนี้คือกูเป็น

แต่สุดท้ายมันก็ตกตะกอนออกมาข้นๆ หยดออกมา นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ และจบลงเท่านั้น แน่นอนว่าไม่ได้ให้อะไรกับโลกหรอก แต่กับเราแล้วมันมากพอที่จะทุ่มเทและใส่ใจกับมัน

…สาบานว่าตอนพิมพ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้เมากาว

ก่อนจากกันในวันนี้ ขอลงบันทึกไว้หน่อย

  • โครงการหนองแฟบเดอะโปรเจ็กต์เลื่อนไปอีกหลายปี (ตามดำริของเมีย ซึ่งเราก็โอเคนะ)
  • ส่วนโครงการใหญ่ที่สุดในชีวิตหลังจากข้อก่อนหน้า ก็ต้องพักไว้ก่อน เพื่อให้สอดรับกับโครงการใหม่ที่กำลังปั้นอยู่
  • ตั้งแต่พ้นงานหนังสือเป็นต้นมา ตอนนี้พูดเลยว่าเราแม่งขลุกอยู่กับงานออกแบบสถาปัตย์มาก มากๆๆๆ มากกว่าตอนเรียนห้าปีรวมกันซะอีก ถึงจะเป็นโครงการกระจอกๆ ส่วนตัว ไม่ได้ให้อะไรกับใครหรือกับโลกทั้งสิ้น แถมยังตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงอีกก็ตาม 55555
  • และช่วงเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เราได้เห็นพลังงานจากคนที่กำลังมุ่งหน้าทุ่มเท ทำในสิ่งที่เราเคยทำสมัยที่ยังเป็นไอ้บ้าพลังดีดไม่หยุด เห็นเลยว่าเขาดีดกว่าเราเยอะ แถมยังมาสะกิดเราให้ดีดด้วย พอโดนแตะไหล่เท่านั้นแหละ พลังงานมันไหลเข้ามาจนหัวใจเต้นไม่ทัน ขอบคุณที่มาดึงสติ ขอบคุณ

ขอบคุณ

บทเพลงที่หายไป

ตั้งหัวเรื่องได้โคตรจืดเลย 55555555

คือ เดี๋ยวนี้ผมแทบเลิกฟังเพลงไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ

ที่ผ่านมา ผมและเมียเป็นคนฟังเพลงด้วยวิธีโบราณ คือซื้อซีดีมา เสียบแผ่นไปกับเครื่องเล่นในรถยนต์ ตอนที่ขับรถไปไหนต่อไหนก็ฟังแล้วร้องงึมงำตาม หรือเอามือข้างที่ว่างจากการจับพวงมาลัย ไปเคาะกระจกบ้าง ประตูรถด้านขวาบ้าง เป็นพฤติกรรมปกติที่ทำมาตลอด

หรือสมัยที่ทำงานในออฟฟิศ ก็จะรู้จักเพลงใหม่ๆ จากน้องๆ ที่ทำงาน ที่สลับกันเป็นดีเจ พาทุกคนไปสู่พรมแดนใหม่ๆ ตามรสนิยมของตัวเองอยู่เสมอ

แต่พอมาถึงทุกวันนี้ ลูกสาวคนโตพ้นวัยแบเบาะมาสู่วัยอนุบาล เริ่มเรียนรู้สิ่งรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ตามมาด้วยน้องอีกคนที่คลอดตามกันมา ทุกวันนี้ทีวีเครื่องข้างล่างถูกวางไว้ให้ฝุ่นเกาะ นับได้เป็นปีแล้ว ส่วนเครื่องข้างบนบ้าน ถ้าไม่เอาไว้เปิดเพลงเด็กอนุบาลจากยูทูบ ก็คือเมียยึดไปเปิด T25 แล้วเต้นตามฝรั่งในนั้น

อันนี้ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะโดยปกติวิถีชีวิตแทบไม่ได้คลุกคลีกับทีวีอยู่แล้ว จะดูข่าวดูอะไรก็พึ่งอินเทอร์เน็ตตลอด (วันก่อนมีคนมาเปิดประเด็นวิวาทะด้วย เลยทำให้นึกได้ว่าผมดูสรยุทธ์เป็นประจำครั้งสุดท้ายก็สมัยพิธีกรคู่ชื่ออรปรียา)

แต่กับความสุนทรีย์ทางหูนั้น ตอนนี้เรียกว่าเราแยกทางกันเดินไปเลย

อย่างตอนขับรถ ไม่ว่าจะออกไปธุระประเดี๋ยวประด๋าว หรือนั่งกันไปไกลๆ ยันต่างจังหวัด ล่าสุดก็เพิ่งขับไปเที่ยวอีสานแล้วอ้อมไปเกือบๆ เหนือ… เสียงดนตรีที่เกิดขึ้นในรถคือเพลงจากการ์ตูนดอร่า “ชึดชึดๆๆ ชึด ดอร่า ชึดๆๆ ชึดๆ ด๊อรา” หรือเทเลทับบี้ส์ “ทิ้งกี้วิงกี่ ดิ๊บสี่ ล้าหล่า โพ (โพ่!)” และล่าสุดคือโพโรโร่ (อันนี้ยังจำไม่ได้ มันร้องเร็ว กลัวพิมพ์เนื้อผิด) ตลอดการเดินทาง สลับกับเพลงเด็กอนุบาลที่วนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่กับสิงสาราสัตว์

ไม่ใช่แค่ขับรถ แต่ทุกเช้าที่ตื่นนอน ก็มาละ ปลุกลูกด้วย “แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน” (เปิดจากยูทูบ) อาบน้ำก็ “ก้าบก้าบก้าบ เป็ดอาบน้ำในคลอง” ยิ่งตอนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนนี่ยิ่งหนักใหญ่เลย ซีดีใหม่ที่ซื้อมามันมี 21 เพลง อลังๆ ทั้งนั้น ก็เปิดวนรอระหว่างรถติด ส่วนตอนบ่าย เวลาไปรับลูกก็จะเปิดการ์ตูน ตามกติกาที่กำหนดกันเอาไว้ว่าตอนเช้าฟังเพลง ตอนกลับจากโรงเรียนให้ดูการ์ตูนได้ ส่วนที่บ้านนี่ วันไหนยุ่งๆ (แต่ไม่บ่อย) ก็จะเปิด Nursery Rhymes ในยูทูบให้ดูแล้วร้องตาม (แนะนำช่อง Mother Goose Club, LittleBabyBum ® และ Super Simple Songs ส่วนถ้าเมื่อก่อนที่ยังขวบกว่าๆ แนะนำช่องนี้ของญี่ปุ่น 東京ハイジ TOKIOHEIDI)

ฉะนั้นเวลาเปิดเพลงเด็กทีนึง คุณลูกก็ร้องตามเสียงใสแน้ว โยกหัวโยกตัวทำท่าทำทาง ส่วนอีพ่อก็แปลเป็นไทยให้แบบงูปลางูปลา ถ้าฟังตอนขับรถก็จะเคาะเป็นจังหวะกันทั้งพ่อทั้งลูก

จนมันติดน่ะครับ ทุกวันนี้เหมือนโดนค่ายเพลงโปรโมตกรอกหูเลย ไม่ว่าจะอาบน้ำสระผม นั่งทำงาน หรือกินข้าวอยู่ดีๆ เพลงพวกนี้ก็จะวนมาหลอนในหัวอยู่ทั้งวัน ทุกวัน

ผลคือนึกไม่ออกแล้วว่าเพลงแบบที่ผู้ใหญ่เขาฟังกันแล้วมันติดหูครั้งล่าสุดของเราคือเพลงอะไร นี่พยายามนึกถึงเพลงหลังๆ ก็มีแต่แสตมป์ / สิงโตนำโชค / โรส / ละอองฟอง / กรูฟไรเดอร์ส / แพรว / ลุลา / 25 Hours / Slot Machine (ตอนนี้นึกออกเท่านี้) หรือแผ่นรวมฮิตเพลงหากินซ้ำซากของค่ายใหญ่ที่พอหาซื้อแผ่นได้ตามร้านเครื่องเขียนและเซเว่น ซึ่งท้งหมดที่ว่ามานี้ถ้าสำหรับคนที่ฟังเพลงและติดตามศิลปินก็จะพบว่ามันเก่ามากละนะ

นอกนั้นที่ออกมาใหม่ๆ คือบอดใบ้ ไม่รู้จักเลย อย่าง POLYCAT หรือ Cocktail หรืออะไรเทือกนี้นี่สารภาพว่าเคยฟังอย่างละครั้งสองครั้ง ชอบ แต่ไม่สนิท คงเพราะยังเปิดกล่อมหูไม่พอ เลยแทบไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันอีกเลยหลังจากนั้น

ส่วนที่น่าสังเกตก็คือ เวลาเจอสาวตึงในยูทูบเขามาร้องคัฟเวอร์กันผ่านหูผ่านตาเวลารูดไทม์ไลน์ ก็จะสงสัยว่านี่มันเพลงในยุคเดียวกะที่เราห่างหายไปเลยนี่หว่า

จึงสงสัยอยู่เหมือนกันว่าอย่างปี 2558 ที่ผ่านมาครึ่งปีแล้วเนี่ย มันมีเพลงที่ดังไปทุกหย่อมหญ้าโดยศิลปินไม่จำเป็นต้องดัง แบบที่ชอบระบาดมาเป็นระยะๆ ในทุกปีบ้างไหม ถ้านึกไม่ออกก็ยกตัวอย่างเพลงสมัยก่อนๆ อย่าง แอบเหงา / แค่บอกว่ารักเธอ / อะไรอีกวะ เก่ามากๆ หน่อยก็ ขอใจเธอคืน / มุม / รักเดียว / แน่นอก (ของ 3-2-1 ที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของใบเตยมากกว่า) / ขอใจเธอแลกเบอร์โทร / คันหู / กังนัมสไตล์ / กาโว (นับไหม ไม่นับละกัน ถ้าไม่ได้ดูเฟ็ดเฟ่ก็คงไม่รู้จัก 5555)

ก็พบว่า นอกจากเพลงคืนความสุขฯ แล้ว ปีนี้แม่งไม่มีเพลงไหนที่ดังถล่มทลายโดยบังเอิญขนาดที่แม้แต่คนไม่ฟังเพลงก็ต้องฮัมตามได้เลยแฮะ

เลยสงสัยว่ามันเป็นที่ตัวเราเอง ที่กะลาแคบลงเพราะห่างจากการฟังเพลงอยู่คนเดียว หรือว่าวงการเพลงมันแห้งแล้งลงจริงๆ

ภาวนาขอให้เป็นเพราะสาเหตุอย่างแรกทีเถอะ

ช่องทางที่เคยติดตามทุกวันอย่างแฟตเรดิโอก็หายไปแล้ว (มาเป็นแคตก็ไม่ค่อยสะดวก) หมุนไปคลื่นอื่นอย่างชิลล์เอฟเอ็ม หรือคูลอะไรสักอย่างก็โอเค แต่ก็ไม่ค่อยได้ฟังในรถด้วยเหตุผลข้างต้น เพราะเอาเข้าจริงเวลาว่างขับรถไปรับลูกมันเป็นช่วงรายการ อ.วีระ ด่าท่านผู้ฟังพอดี ก็เลยฟัง (เฮ้ยไม่ได้เพิ่งมาเป็น นี่เป็นมาตั้งนานแล้ว ถ้ามีแฟตกะวีระ ผมเลือกวีระ เพราะฮากว่า) จนล่าสุดเพิ่งเห็นพี่เลย์แชร์เพลงใหม่ล่าสุดของนักร้องชื่ออะตอมโผล่มา เฮ้ย เพราะอ้ะ ดีอะ นี่เราไม่รู้จักเลยนะ แต่พอกดดูเพลงก่อนหน้าที่ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินเหมือนกัน ก็พบว่ามีคนดูไป 33 ล้านวิวแล้ว!

เออ สบายใจแล้วว่ากะลาเราแคบจริงๆ

การได้บังเอิญเจอเพลงที่ไม่รู้ว่าดังหรือไม่ดัง ที่แน่ๆ คือไม่ได้ถูกโปรโมตมาจากค่ายเพลงหรือคลื่นวิทยุ แต่ฟังแล้วชอบเอง ถูกใจได้ด้วยตัวเองแบบนี้มันดีนะ เมื่อก่อนเป็นบ่อย แต่เดี๋ยวนี้นานๆ จะมีมาที ขนาดเฝ้าหน้าจอโซเชียลวันละหลายๆ ชั่วโมงเลยนะ

จนรู้สึกอยู่หน่อยๆ เหมือนกันว่านี่มันวิกฤตชีวิตช่วงที่พ้นวัยรุ่นมาแล้วรึเปล่าวะ จะเป็นแบบพ่อเราไหมที่หยุดทุกอย่างไว้กับชาตรี อรวี สัจจานนท์ เพลงลูกกรุงสมัย Nick Karaoke และเพลงโฟล์กซองฝรั่งยุคเซเว่นตี้ส์

ถ้าใช่นี่ก็น่ากลัวเลย เพราะเซเว่นตี้ส์ปลายๆ เป็นปีเกิดของพี่ชายคนโต นั่นแปลว่าชีวิตชิลของพ่อก็หมดอายุลงเพียงเท่านั้น

ส่วนผมและเมีย ตอนนี้ทุกๆ วันก็ตกอยู่ในภาวะชุลมุนกับภารกิจจับเด็ก เฮ้ย นี่กูจะซ้ำรอยพ่อรึเปล่าวะเนี่ย แต่เอาเถอะ ตอนนี้สนิทกับแอป MixRadio แล้ว (เจ๋งมาก!) ถึงจะยังวนเวียนอยู่กับเพลงเดิมๆ ที่เคยฟัง ยังไม่ก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ๆ แต่ก็ถือว่าเริ่มต้นอีกครั้งในยุคสมัยปัจจุบันได้ดี รอให้ลูกสาวคนเล็กเข้าอนุบาลตามพี่มันไปก่อน จะกลับมาสนุกกับการค้นหา

นะ สัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน… (เพลงนี้ก็เลิกฮิตไปแล้วเพราะโปรโมตบ่อยเกิน)