Continue reading เตรียมตัวตาย" />

เตรียมตัวตาย

2016

2558 ที่ผ่านมาไม่นานมานี้

เป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่หลวงอีกครั้ง แม้ภายนอกจะแทบไม่ต่างจากเดิม (นอกจากจะอ้วนขึ้น ตีนกาเริ่มชัด และผมหงอกเพิ่มขึ้นอีกหน่อย) แต่ภายในนั้นเรียกได้ว่าแทบคุยกับตัวเองในปีที่แล้วไม่รู้เรื่อง

ขนาดคุยกับตัวเองยังไม่รู้เรื่อง ก็เลยยิ่งไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดออกมาใส่บล็อกยังไงดี เอาเป็นว่านึกอะไรออกก็จะเขียนนะครับ

1. งาน

ลาออกจากงานประจำมาพักใหญ่ เผอิญว่าตอนออกดันลืมจำวันที่ หรือแม้กระทั่ง พ.ศ.ก็ไม่ได้จำ (จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันปีที่แล้วหรือสองปี หรือสามปีมาแล้ววะ) เพราะเหตุนี้เลยไม่มีหมุดไมล์อะไรให้นึกถึง รู้แต่ว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่ผ่านมา และล่วงเลยไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรเหลือติดค้างคาใจ หลังจากลาออกมาก็ค่อยๆ เฟดตัวเอง วางทุกอย่างเกี่ยวกับโลกไอทีลงเรื่อยๆ จากที่เคยรับฟีด ข่าวสาร และพัฒนาตัวเองให้แกร่งกล้าและเชี่ยวชาญขึ้นในวงการที่ไม่อนุญาตให้เราหยุดนิ่ง …ก็ถึงเวลาปล่อยวางทุกอย่างลง แล้วก็พบว่าอากาศข้างนอกก็สบายดี

ตอนนี้ปล่อยวางงานสายออกแบบและพัฒนาอะไรๆ ที่แสดงผลบนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ได้ 100% แล้ว ถึงขนาดที่ว่าจะเปิดโค้ดแก้ CSS ยังต้องเปิดกูเกิลดูอภิธานศัพท์ละกัน

แล้วงานอื่นๆ ล่ะ?

จริงๆ เคยตั้งสเตตัสให้ตัวเองว่าเป็นคนที่เกษียณแล้ว แต่พอดูสภาพจริงๆ ผมก็ยังคงทำงานอยู่ แต่ดูเหมือนว่าง ใครถามก็พูดติดตลกว่าเกาะเมียกิน (จริงๆ ก็ใช่) แต่ก็นะ ลูกเต้าก็มี และเวลาว่างที่เหลือจากการเลี้ยงลูกก็ยังเอามาใช้หาเงินเลี้ยงชีพอยู่ดีจนได้ แต่ก็ยังคงคอนเซปต์ที่จะทำงานให้ไม่เกินวันละ 3-5 ชั่วโมงให้ได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ทำได้ อันนี้ถือว่าน่าพอใจ

งานเขียนหนังสือ?
ที่จริงไม่อยากนับว่าเป็นงานเลย คือพูดไปแล้วก็อายคนที่เขาทำอย่างจริงจังและตั้งใจง่ะ อย่างงานเขียนเป็นเล่มที่เคยออกกับแซลมอน 3-4 เล่ม ตอนนี้ก็ขอหยุดพักชั่วคราว (โดยมีคนที่ทวงว่าเมื่อไหร่จะเขียนอีกที อยากอ่านมากอยู่ 2 คน คือเมีย และ บ.ก.) แต่ที่ยังทำอยู่ก๊อกๆ แก๊กๆ คือเขียนและวาดการ์ตูนลงคอลัมน์เล็กๆ ลงในนิตยสารฟรีก๊อปปี้แนวครอบครัวแค่ฉบับเดียว จะว่าไปมันก็เป็นงานที่โอเคนะ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่เยอะดี ถึงงานจะไม่ได้ดังหรือขายดีซื้อบ้านซื้อรถได้ แต่ระหว่างที่ไปยืนเกาะขอบๆ รั้ว ก็ช่วยเปิดโลกทัศน์ว่าอ๋อ ชีวิตคนเขียนหนังสือมันเป็นแบบนี้เอง มีอะไรเอาไว้เล่าให้ลูกสาวฟังได้หน่อยนึงล่ะ แต่ตอนนี้ขอพักไว้ก่อน เหตุผลที่หยุดคงได้กล่าวในย่อหน้าต่อๆ ไป

งานสกรีนเสื้อ?
ตอนนี้อาชีพหลักคือรับจ้างสกรีนเสื้อยืด (ร้านโมนามาเฟียนะครับ อุดหนุนกันได้ครับ บริการดีมากพอๆ กับหน้าตา พ่อค้าน่ารัก ถึงแม้จะลูกสองแล้วก็ตาม) งานนี้ทำมาได้สิบกว่าปีแล้ว ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านยุคที่เครียดกับคุณภาพงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และความด้อยปัญญาของตัวเองในการรับมือกับปัญหา จนค่อยๆ หาทางแก้ไข ปรับปรุงจนตอนนี้ทุกอย่างดี วางระบบงานลงตัว สำรวจฟีดแบ็กในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่าลูกค้าพอใจกว่าปีก่อนหน้ามากๆ ถึงรายได้จากงานนี้หักลบกลบหนี้แล้วเหลือไม่เยอะ (เรียกว่าไม่พอเลี้ยงดูครอบครัวละกัน) แต่ทำแล้วยังมีความสุข มีลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำเยอะขึ้น ดี สรุปว่าดี ไม่ดีอย่างเดียวคือไม่ค่อยพอกิน

งานบริษัท?
อาชีพหลักแบบที่เลี้ยงครอบครัวได้จริงๆ ก็คือการเป็นกุนซือเบื้องหลัง, ตากล้อง, อาร์ตไดเร็กเตอร์ของร้านนลินฟ้านี่แหละ ปีที่ผ่านมาถึงใครๆ จะบ่นว่าเศรษฐกิจแย่ ลูกค้าหด รายได้หาย แต่ที่ร้านกลับมีความมั่นใจอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเราไปรอด คือถ้าเลือกเดินสายนี้ คุมการผลิต การตลาด จรรยาบรรณ และความสุขของทีมงานให้ได้คุณภาพสูงปรี๊ดระดับนี้ เราน่าจะล้มยาก หรือถ้าวันไหนเกิดเจอจังหวะที่ไม่คาดฝันแล้วต้องล้ม เราว่ารากฐานและการวางหมากของเราแน่นพอที่จะลุกขึ้นใหม่ได้ สิ่งนี้เลยทำให้ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่นลินฟ้าแข็งแรงจนไม่ต้องเสียเวลามาด่ารัฐบาลว่าทำให้เศรษฐกิจพัง เอาเวลาด่ามาปรับปรุงตัวเองดีกว่า

ทางสว่างในการทำมาหากินยังมีอยู่เยอะ เยอะจนเสียดายเลยว่าตัวเองมีแค่ร่างเดียว และเป็นร่างที่ขี้เกียจมากๆ ด้วย

งานอื่นๆ
งานออกแบบต่างๆ ตอนนี้ปฏิเสธไปหมดแล้ว งานเว็บ งานแอปที่มีมาก็โยนออกซ้ายออกขวา ส่วนลูกค้าที่เคยดูแลอยู่กันมาเป็นสิบปีตั้งแต่สมัยทำฟรีแลนซ์ ก็ยังรักกันต่อไป แต่ไม่ทำอะไรเพิ่มให้แล้วนะ ลืมหมดแล้ว 55555

2. สังคม

เราคงไม่ต้องมานั่งแยกสังคมว่ามันมีหมวดออนไลน์-ออฟไลน์อะไรกันอีกแล้วเนอะ

พ.ศ.ที่ผ่านมา ผมเลือกคบคนน้อยลงเรื่อยๆ คงเป็นไปตามธรรมชาติของวัยนี้ แถมยังเป็นคนที่มีครอบครัว มีลูกสองด้วยอีก มันก็แน่

ที่แน่ๆ เนื่องจากตัวเองไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก ถึงพยายามจนเขียนบล็อกเล่าความพยายามมาแล้วหลายครั้ง ก็ยังไม่สำเร็จ จริตมันไม่ตรงจริงๆ (ยกเว้นเข้าไปตอบลูกค้า-เช็กโนติแล้วมันมีคนเมนชันมา เลยกดเข้าไปตอบ ซึ่งเอาจริงถ้าดูจากเม็ดเขียวๆ ก็ถือว่าผมแม่งออนทั้งวันอยู่นะ 5555) พอไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม ก็เรียกได้ว่าเราแทบไม่มีตัวตนอยู่บนโลกอีกเลย ซึ่งผมโอเคกับสถานะแบบนี้

ส่วนทวิตเตอร์ที่คุณ @iannnnn ซึ่ง… กดดูล่าสุดมีผู้ติดตาม 369.9K …เหี้ย มึงมาจากไหนและมาทำไมกัน? คิดว่าเป็นบอตหรืออะไรสักอย่างที่ไม่ได้น่าศรัทธากับตัวเลขนี้ (เชื่อว่าเดี๋ยวทวิตเตอร์มันก็ปรับและฆ่าบอตทิ้งแบบที่ทำบ่อยๆ)

การเล่นทวิตเตอร์ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนไปพอสมควร คือเดี๋ยวนี้เฉยๆ กับพวกพยายามกดสูตรโกงยังไงก็ได้ให้ได้ยอดรีทวีตเยอะๆ ก็เลยไม่ได้ตั้งป้อมด่าพฤติกรรมเหล่านั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่ทวิตเตอร์ก็ยังเป็นที่พูดคุยทำความรู้จักแบบรักษาระยะห่างของคนได้ดี ต่างคนก็ต่างมีชีวิตของตัวเอง พฤติกรรมของใครที่ตรงจริตกันก็กดตาม ไม่โอเคก็กดเลิกตาม เป็นแบบนี้เสมอมา (ซึ่งต่างจากเฟซบุ๊ก ที่การ unfriend หมายถึงการจบความสัมพันธ์แบบไม่เผาผี) ซึ่งไอ้การที่แต่ละคนสามารถควบคุมระยะห่างของความสัมพันธ์นี้ได้โดยไม่ต้องให้คอมพิวเตอร์มันบงการเราจนกระดิกกระเดี้ยวไม่ได้นั้น มันคือสิ่งที่เราโอเค และสังคมของคนที่เราตามเขา หรือเขาตามเรา และพูดคุยทักทายกันอยู่ ก็โอเค โอเคมากๆ

สำหรับสังคมเพื่อนๆ ยุคก่อนเฟซบุ๊ก ก็ล้มหายตายจากกันไป (แน่ล่ะ เพราะผมไม่ได้ไปเฟซบุ๊กตามเขา) บางคนเคยสนิทกันมากๆ มีตติ้งแม่งเกือบทุกอาทิตย์ ไปเที่ยวไหนกินอะไรก็นัดรวมตัว เจอกันตลอด หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานที่เคยคุยกันสนิทสนม พอจากกันด้วยระยะทาง ก็พบว่าเรากลายเป็นแค่คนที่เคยโคจรมาใกล้กัน และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องจากกันไปมีชีวิตของตัวเอง

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ เอาจริงๆ ก็เหงาเหมือนกันนะ แต่ก็เข้าใจ และหวังว่าสักวันเราจะมาเจอกันใหม่ ถึงจะเขินๆ อยู่หน่อยก็ตาม

ส่วนเพื่อนใหม่ๆ ที่เพิ่งมารู้จักในปีที่ผ่านมานี้ นึกแล้วแทบไม่มีเลยแฮะ ในขณะที่มิตรสหายบางคนที่ก่อนหน้านี้แค่รู้จักกันผ่านๆ แต่ปีที่ผ่านมาก็สนิทกันในระดับที่พูดจาหยาบคายใส่กันได้ แบบนี้ดีจังเลย ก็คงเป็นกฎของการคัดเลือกตามธรรมชาตินั่นแหละ

3. ครอบครัว

ปี 2558 ที่ผ่านมานี้ผมอยู่ในโหมดจำศีล อยู่แต่กับครอบครัวโดยสมบูรณ์ โอกาสจะออกไปเผชิญโลกนั้นอยู่ในระดับที่ “เอาไว้ก่อนละกัน”

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ปีที่ผ่านมานั้นตัวเองแทบไม่ได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว ไมไ่ด้พ่วงลูกเมียไปด้วยเลย

บอกกันตรงๆ เลยก็ได้ว่าเหนื่อยเหมือนกัน พอลูกโตมาอ่านเจอบรรทัดนี้ก็ให้รู้ไว้นะลูกว่าพ่อแม่เอ็งก็เหนื่อย

ถึงจะเหนื่อย แต่ถ้าถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยังเลือกมีลูกไหม จะยัง ยสตน กันอยู่ไหม ขอตอบเลยครับว่า อีบ้า ที่บอกว่าเหนื่อยน่ะ มันแค่ช่วงสั้นๆ มาเป็นเฮือกๆ เท่านั้นเอง พอมีลูกคนโตแล้วทำให้รู้ว่าช่วงเวลาที่วายป่วงที่สุดก็คือช่วงนี้ ที่กำลังฉายซ้ำและเกิดขึ้นกับลูกคนเล็กนี่แหละ เดี๋ยวลูกโตถึงระดับอนุบาลปั๊บ โอ้แม่เจ้า มันช่างแฮปปี้อะไรแบบนี้

ดังนั้นพ่อกับแม่จะหยุดดูคอนเสิร์ต หยุดเที่ยวโหด หยุดไปไหนก็ตามที่ไม่ได้พกลูกไปด้วย และยอมเหนื่อยแบบนี้ไปอีกจนกว่าทั้งตัวพี่และตัวน้องจะโตพอช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นตอนนี้ระหว่างที่ลุงตู่ยังเป็นนายกอยู่ พ่อกับแม่ก็จะทำหน้าที่นี้ให้เต็มที่ รอให้เวลาอายุ 3 ขวบเมื่อไหร่ เดี๋ยวเอ็งเจอ

4. สุขภาพ

ปีที่แล้วแย่ เคยอ้วนมากจนน้ำหนักไปแตะ 80 แล้วตกใจ ออกกำลังได้แป๊บนึงให้มันลดลงมาเหลือ 70 ปลายๆ จนตอนนี้อยู่ตัว แต่ก็นับว่าสุขภาพไม่ดี สาเหตุที่ไม่ดีก็งงๆ คือตาบวมบ่อยมาก ถามหมอตา หมอตาก็บอกว่าเป็นภูมิแพ้ รับเชื้อโรคจากภายนอก แล้วบวมสลับซ้ายขวาจนหมดค่าหมอไปหลายตังค์ ก็ยังไม่หาย จนเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแทน
แต่ที่แน่ๆ คือร่างกายมันเตือนเราแล้วว่า มึงต้องพักมากกว่านี้แล้วนะยุ่น

5. งานอดิเรก

จนกระทั่งวินาทีที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ก็ยังแปลกใจตัวเองไม่หาย ที่เลิกสนใจงานออกแบบอะไรๆ ในหน้าจอมือถือ หรือหน้าจอคอม แทบจะไม่เหลือเยื่อใยเลยก็ว่าได้ (แต่ก็ยังทำงานกราฟิกแบบพื้นๆ อยู่) คือหยุดเรียนรู้แล้ว แต่นอกจากงานอดิเรกอย่างการ “หัด” (หัดจริงๆ ไม่ได้ถ่อมตัว) วาดรูปสเก็ตช์และระบายด้วยสีน้ำแล้ว

ความสนใจที่เพิ่งก่อตัวขึ้นไม่นานในปีที่ผ่านมานี้เอง แต่พอมันมาปั๊บ ก็รู้เลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ เพราะพี่มาอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ … นั่นคือความชอบในงานออกแบบบ้านช่องว่ะ

บัดซบ…

ที่บัดซบคือผมจบถาปัดมาแบบไม่เก่ง พูดให้ถูกกว่านั้นคือโง่เลย เอาดีด้านนี้ไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่คำถ่อมตัว แต่ถ้าเอาใบเกรดออกมากางให้ดู ทุกท่านจะเปลี่ยนความเคลือบแคลงเป็นความสมเพชทันที

แต่ เหมือนสวรรค์แกล้ง ต่อมความสนใจในงานออกแบบด้านนี้ของผมมันเพิ่งมาเจริญงอกงามเอาเมื่อชีวิตก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังแล้วเฉยเลยว่ะ

ไม่ต้องอะไรมาก ทุกวันนี้มีเวลาเหลือนิดหน่อยก็นั่งเปิดดูแบบบ้าน หาแรงบันดาลใจที่จะเอามาใช้ทำนั่นนี่ด้วยตัวเอง (หลักฐานที่ Pinterest น่าจะซื่อสัตย์พอ) ที่ตอนนี้เสร็จไป 1 โปรเจ็กต์แล้ว ในปี 2559 นี้ก็จะได้ดำเนินการอีก 2 โปรเจ็กต์ (หนึ่งในนั้นมีคุณเต้ย สถาปนิกมืออาชีพมาเป็นผู้ขัดเกลาให้ นี่มันเพิ่งกินกุ้งเสร็จแล้วกลับไปเมื่อตอนบ่าย) และมีโครงการศึกษาและพัฒนาในระยะ 5-10 ปีอีก 1 โปรเจ็กต์ ซึ่งอีอันสุดท้ายนี่ท้าทายที่สุด เพราะนอกจากจะแปลกที่สุดแล้ว โจทย์มัน “สนุก” และยังอยู่เหนือการควบคุมเอามากๆ ซึ่งไอ้การอยู่เหนือการควบคุมแบบนี้ แหละที่คนทำงานออกแบบเขาเรียกว่าสนุก

ที่สำคัญมันคือการเตรียมการในอนาคต อนาคตที่ผมจะไปแก่ตายที่นั่น

6. ทัศนคติ

เคยทวีตไว้ประมาณว่า ยิ่งอายุมากขึ้น ความฝันของเราจะเล็กลง แต่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อะไรงี้มั้ง

ช่างเถอะ เอาเป็นว่า ตอนนี้ความฝันของผมเล็กลงจริง สายลมและกาลเวลาได้ค่อยๆ เกลาเสี้ยนหนามรุงรังที่ติดมาจากสมัยวัยรุ่น ให้มินิมัลลงเรื่อยๆ จริงๆ

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ อย่างที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงภายในมันเกิดขึ้นเยอะมาก จนทำให้ผมรู้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร เกิดมาแล้วยังไง มีปัญญาและไม่มีปัญญาทำอะไรได้แค่ไหน ทำเพื่อใคร ชีวิตคืออะไร ความรักคืออะไร (ซึ่งก็ต้องย้ำว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องปัจเจกนะ)

คำตอบกว่าครึ่งค่อนของหลายๆ คำถามนั้น มีลูกเป็นตัวแปรอยู่ทั้งสิ้น

ในวงการคำคมเขาอาจมองปรากฏการณ์นี้ว่ามึงเป็นพวกน้ำเต็มแก้วแล้วหรือเปล่า เอ๊ะอีกวงการเขาจะมองว่านี่เป็นกับดักชนชั้นกลางหรือเปล่า อีกวงการอาจจะเรียกว่านี่เป็นความยะโสมืดบอดหลงเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า

ตอบว่าใช่ทั้งหมดเลยครับ และช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา หลังจากสับสนในตัวเองมาพักนึงจนทุกอย่างตกตะกอน ผมก็พบว่าตัวเองสบายดีกับสภาวะนี้

#ก็ไม่รู้สินะ เหมือนพอเราผ่านไอ้พวกความรู้สึกแสวงหามาแล้ว เราก็จะไม่เสียเวลาเดินทางตุปัดตุเป๋อีก ทีนี้คือพุ่งตรงอย่างเดียว พุ่งไปสู่ความตายแบบเท่ๆ เลย

ส่วนทัศนคติต่อบ้านเมือง ต่อสังคม ต่อประเทศชาติหรือโลกนั้น ตอนนี้ไม่ได้หมกมุ่นอะไรเลยสักอย่างครับ แค่จะเขียนการ์ตูนหรือทวีตแซวนายก ยังนึกไม่ค่อยออกเลย

7. 2559

ปี 2559 ที่เราทุกคนกำลังเหยียบอยู่นี้ ผมไม่รู้จะคาดเดายังไงว่าตัวเองจะเจออะไรอีก เพราะปีที่ผ่านมามันมีเซอร์ไพรส์เข้ามาเยอะเหลือเกิน แล้วเซอร์ไพรส์แต่ละก้อนนี่มึงก็ช่างสร้างจุดเลี้ยว (เจี๊ยวหลุด!) (ถูกแล้ว!) ให้ชีวิตข้าพเจ้าเสียเหลือเกิน

การเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงในปีที่ผ่านมานั้น ผมดูเป็นพวกเนิร์ดที่สนุกอยู่คนเดียวในโลกส่วนตัว เพราะมันอยู่ในช่วงวางแผน และก่อร่างนั่นนี่ไง เลยไม่รู้จะเล่าให้คนอื่นฟังยังไง แล้วพอนึกได้ว่าเออ ที่จริงกูไม่เห็นต้องเล่าก็หมดเรื่อง เรื่องอะไรต้องไปรายงานให้โซเชียลรู้ไปซะทุกอย่างด้วยวะ? เท่านั้นเองก็เลยแฮปปี้กับการหมกมุ่นด้วยตัวเอง จนตอนนี้ มันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาละ …ดังนั้น สิ่งที่พอจะคาดหวังให้เกิดขึ้นในปีนี้ก็คือ

ครึ่งปีแรก: ทำงานทดลองชิ้นใหม่ที่ได้ตังค์

เดี๋ยวพอเสร็จแล้วจะมาเขียนอีกที ว่ามันได้ตังค์ไหม หรือขาดทุนย่อยยับ 55555 T-T แต่ที่แน่ๆ พอทำงานนี้แล้วแฮปปี้มาก ค่า GDH559 พุ่งทะยานทุกครั้งที่นั่งเตรียมการให้มัน ดังนั้นพอเสร็จดีแล้วค่อยว่ากันอีกที

ครึ่งปีหลัง: เริ่มดำเนินการ ลาออกจากกรุงเทพฯ (เวอร์ชันเบต้า)

เป็นความฝันก้อนใหญ่ที่วางแผนไว้ 1-2 ปีแล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าอนาคตเราจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่คงอีกนาน แต่ทำไปทำมา ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แม่งไม่นานอย่างที่คิดว่ะ หรือที่นาฬิกาหมุนเร็วขึ้นเพราะเราเริ่มเข้าครึ่งหลังของชีวิตมาแล้ววะ เชี่ยบัดซบ

โครงการลาออกจากกรุงเทพฯ นี้จึงเป็นการวางแผนชีวิตได้หมดเลยทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ตราบที่ยังไม่เผลอตายไปก่อนจะแก่น่ะนะ

ตลอดปี: เลี้ยงลูกให้สนุกกว่าเดิม

ปีที่ผ่านมา มีหลายครั้งผมหงุดหงิดความดื้อของลูก แล้วแสดงออกมาในแบบที่ไม่ทำให้เด็กแฮปปี้เลย ซึ่งเฮ้ย ตอนเด็กๆ กูก็ดื้อนี่หว่า (แต่สมัยนั้นคือพ่อแม่ผมฟาดหมอบทุกครั้งเลยนะ) ขอโทษนะลูกเอ๊ย จากนี้ไปกะว่าจะเลี้ยงลูกให้ฉลาดขึ้น ไม่ได้หมายถึงลูกฉลาดนะ แต่ตัวเองนี่แหละที่ฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น พ่อสัญญา

สวัสดี

คอมเมนต์