Galaxy Tab S3: แท็บเล็ตที่วาดรูปได้สนุกสุดเท่าที่เคยมีมา

โอ้โห แค่ตั้งชื่อบล็อกก็กลิ่นอวยเต็มสูบแล้วครับ…

แน่นอนว่าตามมาตรฐานการอวยของข้าพเจ้า เราจะไม่พูดเรื่องสเป็กหรือเทคนิคอื่นๆ ที่หาอ่านได้ตามบล็อกไอทีหรือแหล่งรีวิวอุปกรณ์ทั่วโลกนะ แต่จะพูดแค่เรื่องที่ผมสนใจเท่านั้น นั่นคือการวาดรูปจ้ะ

เอ้า อ่านเลยละกันเนอะ









.

อย่างที่บอกเลยครับ การ์ตูนข้างบนนี่ผมจะลองเปิดเครื่องมาแล้ววาดเลยเท่าที่เครื่องมือมีอยู่ แอปที่ใช้วาดคือ Samsung Note (ชื่อเดิมคือ S Note) หัวปากกา default สุดๆ แบบไม่ได้ปรับอะไร คือมันเขียนสนุกมือมาก อยากให้ลองไปจับไปวาดเล่นดูจริงๆ ครับ ตามศูนย์ซัมซุงก็ได้

สำหรับคนไม่เคยใช้โน้ตหรือแท็บเล็ตที่มีปากกาของซัมซุง หรือยี่ห้ออื่นๆ ก็ตามในตระกูลแอนดรอยด์ จะบอกว่าตอนนี้แอปที่ทำมาให้เล่นมีหลายเจ้ามากๆ ทั้งของซัมซุงเองที่ติดมากับเครื่อง (ยุคหลังๆ นั้นแอปที่ติดมากับเครื่องของซัมซุงไม่กากแล้วครับ ใช้ได้ดี โดยเฉพาะแอปที่เล่นกับปากกานี่สุดยอดมาก) และแอปที่โหลดเพิ่มใน Play Store

ความดีของการพกแท็บเล็ตที่มีปากกาก็คือ เวลานึกจะวาดอะไร “แบบจริงจัง” มันสามารถทำได้สะดวก สะดวกเพราะจอมันใหญ่ (9.7 นิ้ว) เวลาวาดไม่ต้องมาคอยเล็งๆ ถ่างๆ แบบใน ​Galaxy Note แต่ก็แลกมาด้วยขนาดเครื่องที่เขื่องกว่า พกใส่กระเป๋ากางเกงไม่ได้งี้

แล้วเดี๋ยวนี้มีโหมดที่ยังไม่ต้องกดปุ่มเปิดเครื่องเลยนะ หยิบมาปับ จ่อปากกา กดปุ่มข้าง วาดได้เลย! ตอบโจทย์คนที่รีบๆ นึกอะไรออกปุบหยิบมาเขียนได้ทันที

ทีนี้… ไหนๆ แล้ว หลังจากลองใช้จริงๆ จังๆ มาหลายวัน ก็พอจะลิสต์ข้อดีข้อเสียอื่นๆ ได้อีกพอสมควร เผื่อใครสนใจนะครับ

ข้อดี

  • เครื่องเร็ว ฮาร์ดแวร์ดี ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการดีมาก (แน่นอนเพราะเราเป็นติ่งแอนดรอยด์)
  • ประสบการณ์การใช้งานปากกาดีสัสๆ …ดีจนสามารถอวยได้อย่างบริสุทธิ์ใจ ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยวาดเล่นมาในอุปกรณ์พกพา ตรงนี้ขีดเส้นใต้และใช้ฟอนต์สีแดงขนาด 50pt เลยครับ
  • การแสดงผลในจอภาพสวยมาก สีสวย สวยเกินไป ออกตัวเลยละกันว่าความที่จอมันดีเกินไปเนี่ย เป็นข้อเสียตรงที่เวลาวาดรูปแล้วเซฟไปเปิดที่อื่น สีในจออื่นจะหม่นกว่าที่เห็นในต้นฉบับครับ
  • ดีไซน์ของตัวเครื่องดูหรูดูแพง เผื่อใครซีเรียสเรื่องหน้าตา อันนี้ดูแพงจริงจังมาก

ข้อเสีย

  • นอกจากจะดูหรูดูแพงแล้ว ราคาค่าตัวแม่งยังแพงจริงๆ นั่นแหละ (ราคาเปิดตัว 24,500 บาท ณ วันที่ 15 พ.ค.60)
  • จอมันไม่ได้เป็นสัดส่วนมหานิยม เวลาดูยูทูบแล้วเป็นขอบดำๆ (แบบนี้คนใช้ S8 ก็เจอเหอะ)
  • ขอบข้างจอบางมากๆ เวลาถือแล้วอุ้งมือชอบเผลอไปโดน
  • ปากกาอ้วนๆ ของมันไม่มีที่เสียบ ต้องเสียตังค์ซื้อเคสมาใส่
  • วัสดุมันดูหรูเกินไป จนไม่สบายใจเท่าไหร่ถ้าจะวางไว้ส่งเดชเวลากินก๋วยเตี๋ยว
  • เออ กลัวแตกด้วย …ซื้อเคสมาใส่สิวะ
  • ใช้งานหนักๆ นานๆ แล้วร้อน (ที่ลองคือนอกห้องแอร์ นั่งวาดในร้านก๋วยเตี๋ยว)

.

สุดท้ายปิดด้วยงานวาดในแอปอื่นดูมั่งครับ นี่วาดด้วยแอป Painter ตอนนั่งประชุมผู้ปกครองโรงเรียนอนุบาลลูกครับ

จบแล้วจ้ะ สงสัยอะไรหรืออยากให้ลองตรงไหน คอมเมนต์ไว้ข้างล่าง หรือทวีตมาถามได้ที่ @iannnnn ครับ

พี่แอ๋วผู้ใช้ดีแทค

p-aew-dtac

แม้บ้านผมจะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เรื่องน่าแปลกใจก็คือ พอเดินเข้ามาในตัวบ้าน สัญญาณดีแทคจะหายไปเลย

เหมือนเป็นคำสาป แต่ก็เป็นมาตลอดเกือบสิบปีที่อยู่บ้านนี้มา ที่จริงก็ควรจะสร้างความลำบากให้กับญาติมิตรแขกเหรื่อที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆอยู่หรอกนะ

แต่พอมานึกดู เหล่าญาติมิตรแขกเหรื่อที่มาหาบ่อยๆ ก็แทบไม่มีใครใช้ดีแทคเลย

มีแต่พี่แอ๋ว (คนเดียวกับที่โดนผีเด็กหลอกคราวก่อน) ที่พอมาช่วยเลี้ยงเด็กทีไร ก็ต้องเอาโทรศัพท์โนเกียเครื่องนั้นวางไว้หน้าบ้านเสมอ พอมีคนโทรเข้ามา แกก็จะวิ่งๆๆๆ ออกมารับสายแล้วไปยืนเว้าอยู่หน้าบ้าน อันนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นกันชินตา

ที่ผ่านมาเวลาพี่แอ๋วโทรหาใคร แกมักจะใช้วิธียิงให้โทรกลับเสมอ

ก็เข้าใจแหละว่างบน้อย ต้องใช้สอยอย่างฉลาด แต่ผมก็สงสัยเข้าจนได้ว่าเอ๊ะ คนที่ใช้ชีวิตในระบบ 2G เท่านั้นเนี่ย เขามีวิถีการดำรงชีวิตอย่างไร แล้วเคยคิดจะย้ายค่ายไหม เลยไปถามแกมา และได้คำตอบดังนี้

  • ใช้มาหลายปีแล้ว เป็นสิบปีแล้วมั้ง
  • แบบเติมเงินสิ โปรอะไรไม่ได้จำหรอก
  • เติมเดือนละ 2-300 บาท (ผม: โอ้โห) ไม่ๆๆ แล้วแต่ บางเดือนก็ไม่ถึง
  • (ไม่คิดจะย้ายค่ายเหรอ ช่วงนี้มีโปรย้ายค่ายเพียบเลย ราคาที่พี่จ่ายนี่ได้โปรดีๆ เยอะเลยนะ เผลอๆ ได้เครื่องมาเล่นไลน์ฟรีด้วย) … ไม่เอาอะ ขี้เกียจไปย้าย
  • คลื่นก็ไม่ค่อยจะมีหรอก ที่สกลน่ะต้องใช้เอไอเอส ดีแทคหมดสิทธิ์ แต่ไม่เป็นไรเพราะพอกลับบ้านก็ไม่ได้จะโทรหาใครหนิ
  • บางเดือนเติมร้อยเดียว บางเดือนไม่ต้องเติมก็อยู่ได้ เพราะ “วัน” มันเหลือ นี่เหลือเป็นปีเลยนะ
  • เวลาเติมเงินก็เติมตู้ (ตู้บุญเติมหน้าเซเว่น / โลตัสเอ็กซ์เพรส) น้อยๆ ก็เติมได้
  • เมื่อก่อนพี่โทรกลับบ้านก็หยอดเหรียญเอาใช่มะ แต่เดี๋ยวนี้ตู้หยอดเหรียญมันหายากมากแล้ว (เออจริง ผมแทบไม่ได้สังเกตเลย) ตอนนี้ก็ใช้วิธีไปเติมที่ตู้เติมเงินมือถือนี่แหละ หยอดสิบบาทก็โทรไปเลยให้หมด เหมือนกับสมัยที่ใช้โทรตู้หยอดเหรียญเอา รู้สึกจะถูกกว่าด้วย
  • ประมูลคลื่น 900 MHz ที่ผ่านมาเนี่ยเหรอ ที่จริงพี่เก็งไว้ว่าเอไอเอสกับดีแทคจะได้นะ คือเอไอเอสนี่เงินเขาเหลือเฟือ ส่วนดีแทคน่าจะต้องสู้ให้ได้มาแหละเพราะสัมปทานในมือกำลังจะหมดแล้ว ทีนี้เกมกลายเป็นว่าการประมูลดันออกมาประหลาด แล้วนี่ล่าสุดตามข่าวโทรคมนาคมก็ยังเสียวว่าแจ๊สจะเบี้ยวไหม ส่วนทรูพี่ว่าเขาก็ดิ้นหาวิธีระดมทุนจนได้แหละ จะขาดทุนหรือยังไงอย่างน้อยเขาเทมาทางนี้แล้ว ก็ต้องเร่งสร้างอีโคซิสเทมส์ให้ครบอยู่ดี ไม่งั้นไปต่อไม่ได้
  • ข้อสุดท้ายพี่แอ๋วไม่ได้พูด

ขอขายวิญญาณอวย Galaxy Note อย่างเป็นทางการครับ #MyNoteStory

01
02
03
04
05
06
07

การ์ตูนข้างบนเป็นพื้นที่โฆษณาครับ (ตกใจเหมือนกันที่เขียนออกมาแนวนี้แล้วส่งให้ซัมซุงดู กะว่าคงโดนแก้แหละ แต่ดันอนุมัติเฉยเลย 5555)

เรื่องของเรื่องคืออยู่ดีๆ ผมก็ถูกซัมซุงเรียกใช้บริการ ในฐานะที่แสดงออกมาตลอดว่าเป็นติ่ง Galaxy Note โดยเขาบอกว่าให้เขียนการ์ตูนเล่าเรื่องของตัวเองให้หน่อย จึงได้ผลงานด้านบนขึ้นมาครับ ทั้งหมดวาดในแอป ArtFlow (เมพกว่า Autodesk Sketchbook เยอะ!) บน Galaxy Note 3 ที่ไปแข่งชนะมา … และก็ขอจบการโฆษณาแต่เพียงเท่านี้

ส่วนเนื้อหาข้างล่างต่อไปนี้ จะเรียกว่าอะไรดีนะ เอาเป็นข้อความเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผมเองละกันครับ เพราะไหนๆ ก็ได้รับเกียรติจากซัมซุงให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการแล้ว เลยขอขยายผลให้อีกหน่อย

Continue reading ขอขายวิญญาณอวย Galaxy Note อย่างเป็นทางการครับ #MyNoteStory

มือถือเดี๋ยวนี้มันต้องกี่บาท

บล็อกทุนนิยมอีกแล้ว จดไว้หน่อย เดี๋ยวอีกสองสามปีก็ลืม จะได้กลับมาดู

มือถือตอนนี้ก็คงเหมือนคอมในยุคนึงที่แข่งกันทั้งด้านเทคโนโลยีและราคาอย่างดุเดือด จนตอนนี้คอมพันจุดอิ่มตัวและเข้าสู่ยุคหดตัว กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ที่ไม่ใช่ว่าทุกบ้านต้องมีเหมือนสมัยก่อนแล้ว ซึ่งอุปกรณ์พกพาที่เราแทบทุกคนมีกันในมือตอนนี้ก็เบียดเข้ามาทำหน้าที่นั้นแทน (อันนี้ย้อนไปสิบปีก่อนใครมันจะไปนึกวะ ตี๊บจ็อบเองจะนึกหรือเปล่า)

ผมเกิดทันในยุคที่ออเร้นจ์เปิดตัวในไทย พอดีได้โควตาญาติพนักงานเทเลคอมเอเชีย รับส่วนลดโปรโมชันสักอย่างที่ทำให้สามารถซื้อมือถือเครื่องแรกในชีวิตมาได้ นั่นคือโนเกีย 3310 ในตำนาน

ราคาท้องตลาดตอนนั้นประมาณ 8-9,000 บาท แต่ญาติพนักงานคนนี้ทุบกระปุกซื้อมา 5,000 บาท! สเป็กตอนนั้นถือว่าเจ๋งสุดๆ ถ้าเปรียบเป็นรถยนต์ก็คงเหมือนวีออสเพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ และหลังจากนั้นมันก็ขายดีระเบิดระเบ้อ กลายเป็นรุ่นยอดนิยม มีหน้ากากขายสารพัด มีนวัตกรรมเสียงริงโทน หรือสายโมดิฟายมากมายที่เอามาต่อกับคอมแล้วแต่งนั่นนี่ได้ แม้จะหน้าจอสีเดียว และเป็นเม็ดพิกเซลเหลี่ยมๆ ก็เถอะ แต่ความมันส์มันอยู่ที่ใครจะแต่งมือถือตัวเองได้แซบกว่ากัน (ตูก็บ้าซื้อมาเล่นนะ ตอนนั้นอดข้าวซื้อไอ้สายที่ว่านี่เส้นละสองสามร้อยมั้ง มานึกดูแล้วน่าต่อยมาก) และที่สำคัญคือมือถือในตำนานเครื่องนี้ดันทนทานดุจชัชชาติผลิตให้ ใช้มาหลายปีกว่าจะพินาศไป ทำให้เครื่องต่อๆ มาที่ใช้ก็เป็นฟีเจอร์โฟนเครื่องละสองสามพันแนวๆ ไอโมบาย ฯลฯ ที่ใช้งานได้แค่ปีเดียวก็เจ๊ง

จนมาถึงยุคสมาร์ทโฟน ที่จริงพวกโนเกีย ซัมซุง แอลจี อะไรนี่ ก็มีความสมาร์ทอยู่พอสมควรนะครับ ดูหนังฟังเพลงได้แบบขลุกขลักหน่อยในราคาเฉียดหมื่น (ซึ่งตอนนั้นก็ดูสมเหตุสมผลกับราคานี้ แต่ผมยังมีความสุขกับมือถือธรรมดาอยู่) แต่พอแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน โลกสมาร์ทโฟนก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ตอนนั้นก็นั่งดูและกรี๊ดแบบที่ใครๆ ก็เป็นกันนี่แหละ ชอบดีไซน์ ชอบนวัตกรรม ถึงจะงงๆ อยู่หน่อยว่า มือถือมันจะแข่งกันมีกล้องทำไม? (สมัยนั้นโลกยังไม่มีคำว่าเซลฟี่ไง) สรุปว่าชอบเกือบทุกอย่าง แต่ไม่ชอบอยู่อย่างเดียวคือราคา..

อีห่า มือถือเครื่องนึงซื้อเครื่องสูบน้ำได้ตั้ง 4 เครื่อง

(ผมชอบเทียบราคาของเล่นไฮเทคพวกนี้กับเครื่องสูบน้ำครับ พอดีเมื่อก่อนที่บ้านน้ำประปายังไม่เข้า ต้องสูบน้ำใต้ดินใช้ เลยพอรู้ราคาว่าเออ จ่ายเท่านี้ได้ฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพขนาดนี้ ต่อมาเวลาเห็นอะไรแพงๆ ก็จะเทียบกับเครื่องสูบน้ำไว้ก่อน // พี่ในฟอนต์คนนึงแกเลี้ยงควาย แกเลยเทียบกับควายบ้าง ว่าต้องขายควายกี่ตัวถึงจะซื้อได้งี้ น่ารักดี)

ด้วยจำนวนเงินในบัญชี และค่าครองชีพตอนนั้นที่ไอโฟนออก เงินสองหมื่นกว่าบาทกับมือถือหนึ่งเครื่องมันเป็นสิ่งไกลตัวมาก จนอีกค่ายคือแอนดรอยด์เปิดตัวมือถือของตัวเองบ้าง (รู้สึกว่ามันก๊ากกาก) จนไอโฟนออกรุ่นถัดมา ถัดๆ มา แอนดรอยด์ก็อปไอ้นั่นล็อกไอ้นี่ ไอโฟนก็เลยก็อปกลับบ้าง

ในที่สุดก็เลยทนกิเลสไม่ไหว ทุบกระปุกอีกครั้งเพื่อซื้อมือถือจอสัมผัสเครื่องแรกมาเป็น hTC Legend มือสอง (รับของที่บีทีเอสหมอชิต) ได้มา 15,000 บาทถ้วน ในขณะที่ท้องตลาดมือหนึ่งอยู่ที่ 17,900 บาท ก็ถือว่าโอเคมากนะครับ แอนดรอยด์ตอนนั้นเป็น 2.2-2.3 แล้ว ในขณะที่แอปเปิลก็ยังนำอยู่ห่างไกลทั้งประสิทธิภาพและราคา แต่ไม่เป็นไร ดูแววของกูเกิลยาวๆ แล้วขอลงทุนเชียร์ค่ายนี้ดีกว่า (ตอนนั้นยังไม่เป็นติ่ง)

และแล้วก็เสร็จเลยครับ เคยใฝ่ฝันมาตลอดว่าวันหนึ่งจะขอออกแบบชีวิตตัวเองให้ทำงานที่ไหนก็ได้ (ข้ออ้าง) แล้ววันนั้นก็เปิดศักราชใหม่เลย ปรับระบบนั่นนี่จนสามารถพกมือถือเครื่องเดียวทำงานนอกบ้านได้สบายจนทุกวันนี้ (บล็อกนี้ก็เขียนในมือถือ)

พอ hTC Legend หมดอายุขัยไปหลังจากทำตกครั้งที่ 86 สภาพรอบเครื่องบุบบิบยับเยินแต่ตัวถังเป็นโลหะเลยยังคงทนอยู่นะ แต่ปุ่มเปิ่มนี่ไม่ไหวแล้ว เลยมองหาเครื่องถัดมา โดยมีโจทย์เดิมว่าต้องทำงานนอกบ้านได้ คราวนี้ขอเพิ่มอีกข้อคือต้องโซเชียลได้ด้วย นั่นเพราะเริ่มมีตังค์พอจะซื้อเน็ตใช้ได้แล้ว แบะประเทศไทยเริ่มมีแววจะได้เห็นสามจีในอีกไม่นาน

พอดี ณ พ.ศ.นั้น ระดับราคาที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างความเจ๋งกับความพอใช้ได้คือ 15,000 บาท จึงจัด Galaxy Note มาในราคาเฉียด 20,000 มั้ง (ลืมเป๊ะๆ ไปแล้ว) เล่นของแพงเลยครับ กะว่าลงทุนกับมันไปเลยจะได้ใช้นานๆ ซึ่งก็ใช้คุ้มฉิบหายโดยเฉพาะปากกาของมัน (ตอนนั้นก็ยังถือว่ากากนะ แต่มันยังไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ไง) ตอนนั้นก็อวยปากกามันจนเวอร์เหมือนรับเงินซัมซุงมาโฆษณา แถมพอใช้ไปปีนึงยังไม่ทันจะพังเลย ก็ดันไปประกวดวาดรูปชนะ จนได้รุ่น Galaxy Note 2 มาอีก ทีนี้ของมันดันเจ๋งกว่าเดิมเยอะ คือราคาของในระดับเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่องเนี่ย มันควรต้องดีให้สมกับความแพงเลยนะ

ก็โอเคนะครับ รู้สึกคุ้มดี ข่าวมือถืออะไรก็ติดตามตลอด ยังรู้สึกว่ามันเป็นของดีจริงๆ อยู่ (เป็นคนบ้าอ่านฟีดเทคโนโลยีล้นสมองเพื่ออะไรไม่รู้) แม้ตอนแรกไม่เคยคิดจะซื้อเลยก็ตาม เพราะโน้ตตัวแรกมันยังดีอยู่มาก แต่พอเทียบกับเครื่องรุ่นสองแล้วมันดันดีกว่ากันชัดเจนแบบก้าวกระโดด ก็เลยกะว่าจะอยู่กับมันไปอีกนาน..

แล้วโน้ตสามก็มา..

พอดีได้ไปงานเปิดตัวของซัมซุงด้วยน่ะครับ (เขาคงเห็นว่าเราอวยบ่อยเลยให้ไปด้วย) ก็เลยได้ลองเล่นของจริงดูก่อนที่มันจะวางขาย คือมันก็เจ๋งกว่าเดิมมากๆ อีกครั้ง แต่พอเปิดราคามาที่สองหมื่นกว่าบาทก็ถอดใจครับ จำได้ว่าแพงกว่าไอโฟนซะอีก เลยนึกไว้ว่าราคาระดับนี้ไม่ไหวนะ คงใช้จนโน้ตสองในมือพังไปก่อนแล้วค่อยหาใหม่

ปรากฏว่ากลับบ้านไปเมียถามว่าเป็นไง ดีไหม ตอบไปว่าดี เมียบอกดีก็ซื้อเลย คนอย่างเตงใช้คุ้ม

อ้าว ไฟเขียวมาจากเมียแบบนี้ ซวยเลยครับ สุดท้ายก็กลืนน้ำลาย ซื้อไปจนได้ T-T ยังดีที่เอาเครื่องเก่าไปขายต่อได้ เลยเหมือนตอนนี้เราเสียค่าอัปเกรดให้ทันเทคโนโลยีติ่งๆ ประมาณปีละแปดเก้าพัน บวกลบดูแล้วน่าจะเป็นราคาที่โอเคอยู่ เพราะตัวเองก็อยู่ในโลกทุนนิยม กิเลสนิยม และบ้าเทคโนโลยี ที่สำคัญคือเราหาเงินได้จากทางนี้ ก็ควรเสียเงินเพื่อมัน
ต่อมาทันดันมีโน้ตสามรุ่นใหม่ที่ปรับตัวขยับขึ้นไปรองรับ 4G ได้อีก (ที่จริงคือมีอยู่แล้วแต่เพิ่งเอาเข้ามาขายในไทย และเพิ่มราคาพอสมควร) ไอ้ผมก็มาฟอร์มเดิม ซื้อทำไม ทุกวันนี้แฮปปี้อยู่แล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เว็บ Droidsans ดันมีเกมให้เล่นแข่งกันชิงมือถือรุ่นที่ว่านี้ ผมเลยไปแข่งแล้วชนะมา แม่งได้มาอีกเครื่อง 囧 ก็ปล่อยเครื่องเดิมไปเพื่อใช้เครื่องใหม่จนทุกวันนี้

แน่นอนว่าแฮปปี้ทุกอย่างกับของเล่นชิ้นปัจจุบันนี้ เพราะตอบโจทย์ชีวิตได้ทุกอย่าง แบบที่เป็นมากกว่าของเล่นหรือเอาไว้อวดกัน (คือผมไม่เล่นเกม แต่ใช้ทำงาน อ่านข่าว กับโซเชียลหนักๆ อันหลังนี้เสพติดสุด) จะติดอยู่ก็แค่เกลียดแอปอ้วนๆ รกๆ จากผู้ผลิตเอง ที่ติดมากับเครื่องที่ชาตินึงก็ไม่ได้ใช้ และลบออกไม่ได้ กับอินเทอร์เฟซโบราณๆ ของซัมซุง นอกนั้นโอเคนะ เวลามีปัญหา เข้าศูนย์บริการก็โอเค ไม่เจอปัจจัยดราม่าแบบที่ใครเขาเจอกันเมื่อก่อน

ก็คงปากดีเหมือนเดิม ว่าจะใช้มันไปจนกว่าจะพัง หรือเมียไฟเขียวให้อัปเกรดไปอีกรุ่นงี้

ทีนี้จุดเปลี่ยนมันดันเป็นช่วงสองสามอาทิตย์ก่อนนี่เองครับ

คือเมียผมให้หาข้อมูลไว้ซื้อมือถือใหม่ให้แม่ยาย ก่อนหน้านี้เคยตั้งงบไว้ 5-6,000 บาท ก็ซื้อ Oppo เครื่องนึงตามงบเพื่อให้แกหัดเล่น (หลักๆ คือไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ) ปรากฏว่าได้มาสมราคา คือเล่นได้ แฮปปี้ดี แต่มันก็ไม่ได้ดีอะไร อยู่ในระดับที่ใช้ได้เฉยๆ พอลองดูมือถือในตลาดตอนนั้น การจะให้ดีไปเลย (ในสายตาข้าพเจ้า) ก็ต้องมีประมาณ 12,000 ขึ้นไปแหละ

แต่พอสองสามอาทิตย์ก่อน ลองสำรวจราคาดูอีกที เฮ้ย โลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า Zenfone 5 อยู่ด้วย ราคา 5,990 บาท (เครื่องสูบน้ำเครื่องเดียวพอดี) แต่เครื่องสวยจอใหญ่กล้องดี สเป็กจัดเต็ม นอกนั้นก็มี Xiaomi Mi3 ที่เทพกว่านี้ขึ้นไปอีกเยอะมาก ในราคาที่แพงกว่ากันเกือบเท่า แต่มันก็โคตรคุ้มในระดับที่ถ้าซื้อใหม่ผมก็คงเอาตัวนี้เลย คุ้มที่สุดในโลกนี้เลย ซึ่งข้อเสียของมันก็คือ ณ วันนี้ยังไม่ทำตลาดในไทย แปลว่าถ้าอยากได้ให้หิ้วเอาเท่านั้น (ใครอยากรู้ความดีของมัน ลองกูเกิลเอาเองครับ)

ดังนั้นของแม่ยายเอา Zenfone ไปละกัน ได้ถูกกว่างบหลายพันด้วย แต่เพราะความที่มันดันคุ้มราคาไง เลยหาซื้อที่ไหนก็ไม่มีของซะที …เอ๊ะ มีร้านที่เขารับหิ้วจากสิงคโปร์ในราคาที่แพงขึ้นมาอีกพันเดียวนี่นา ได้รุ่นที่ดีกว่าบ้านเราพอสมควร แถมยังมีของทันทีด้วย ก็เลยตัดสินใจสั่งซื้อไป และได้ของมา

พอลองเล่นดูแล้วสรุปสั้นๆ เลยครับ ว่าคุ้มเหี้ยๆ

ถึงจะคิดได้ช้าไปหน่อย แต่มือถือเครื่องต่อไปก็คงพิจารณาอะไรแบบนี้ครับ คือพวกราคาระดับเดียวกับที่ฟาดฟันกับไอโฟนนั่นคงปล่อยให้เป็นเรื่องของคนชอบเล่นของแพงไป ส่วนเราพอมาเห็น Zenfone และ Xiaomi แล้วก็รู้สึกเสียดายเงินส่วนต่างตั้งสองสามเท่า เอาไปซื้อขนมให้ลูกกินดีกว่าเลยครับ

ที่เขียนบล็อกนี้เลยเถิดก็เพราะนึกได้สั้นๆ ว่า เส้นแบ่งระดับราคาของ “พอใช้” กับ “เจ๋ง” ที่เมื่อก่อนอยู่ที่ 15,000 ขยับลงมาเป็น 12,000 นั้น เดี๋ยวนี้ล่าสุด อีเส้นนี้มันขยับลดลงมาเหลือไม่ถึง 6,000 บาทแล้ว

ยิ่งพอ Xiaomi เปิดตลาดในไทยเมื่อไหร่ (เดาแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย ว่าอาจปีหน้า) รับรองวงการมือถือบ้านเราสั่นสะเทือนพลิกฟ้าดินแน่นอน

อย่าลืมว่าตลาดกลุ่มที่พร้อมจ่ายเงินค่าอะไรพวกนี้ในราคาไม่เกิน 4-5,000 มันมหาศาล และในฐานะคนขายของออนไลน์อย่างผม (โฆษณา) บอกเลยว่า ตอนนี้รอจุด mass crisis รอวันที่ชาวบ้านร้านตลาดสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์(ผ่านมือถือ)ได้แบบเจ๋งๆ ไม่ขลุกขลัก ซึ่งปีหน้าเตรียมตัวสนุกได้ มาแน่นอน 100%

ป.ล.
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือในไทย จำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กผ่านมือถือในครึ่งปีที่ผ่านมานั้น มีมากกว่าจากคอมแล้ว! ดังนั้นคนทำเว็บโดยคิดอะไรแบบ Mobile First นั้นถึงเวลาของท่านแล้วครับ

ป.อ.
นี่ใช้แอป WordPress ในมือถือ มันทำลิงก์โยงไปบล็อกตอนอื่นๆ ที่อ้างถึงลำบากจัง เดี๋ยวไว้ขยันค่อยมาปรับเป็นลิงก์เพิ่มนะ

ป.ฮ.
คอยดูนะ เดี๋ยว Galaxy Note 4 ออกมา ตูก็กลืนน้ำลายไปซื้ออีก เขียนมาตั้งยาว สัส