เที่ยวงานสถาปนิก’61

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าผมไปงานสถาปนิกติดต่อกันมาหลายปีมากแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นสถาปนิก แต่พอนึกดู ตัวเองก็ดันทำงานที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้โดยบังเอิญ (บังเอิญอะไรล่ะ แกเรียนมา) ที่สำคัญคือหลายปีมานี้ต้องใช้ประโยชน์จากการเดินชมงานเพื่อหาความรู้เสริมโปรเจกต์ที่ทำอยู่เยอะเลย

น่าเสียดายที่พอจะมาค้นดูว่าช่วงที่ทำโปรเจกต์สร้างบ้านสร้างอาคารก่อนหน้านี้ ดันหาข้อมูลของงานปีก่อนๆ ที่จดไว้อย่างละเอียด (ในกระดาษ) ไม่เจอแล้ว

ต่อไปนี้ก็จะขอจดใส่บล็อกไว้เลย ไม่หาย แถมย้อนดูได้ เหมาะกับวิถีชีวิตมนุษย์ไดโนเสาร์ในยุคโซเชียลเรียลไทม์แบบนี้จริงๆ

งานสถาปนิก’61 ปีนี้จัดที่เดิม คืออิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ (ในอีเมลประชาสัมพันธ์ดันบอกว่าเป็นอารีน่า) ใช้สโลแกนว่า “ไม่ธรรมดา” หมายถึงการเอานั่นนี่ที่ธรรมดา มาใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ก็กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ว้าวได้

งานมีวันที่ 1-6 พ.ค.61 ลงทะเบียนออนไลน์ได้ตั้งแต่เริ่มเห็นเขาโปรโมต ของผมคือได้รับอีเมลเพราะไปอยู่ในถังของปีที่แล้ว ส่วนตัวแล้วแนะนำอย่างยิ่งให้ลงทะเบียนออนไลน์ก่อนวันงาน (ปิดรับก่อนงาน 7 วัน) เพราะแถวลงทะเบียนหน้างานยาวมากกกกกกกกกกกกกก ในขณะที่แถวพรินต์บัตรห้อยคอสำหรับมนุษย์ออนไลน์นั้นใช้เวลารอ 0 วินาที

การจอดรถก็เฮงซวยเหมือนเดิม เพราะงานจัดชนกับมหกรรมสินค้าลดราคาที่อิมแพคอารีน่าข้างๆ ถ้าเป็นได้ให้แว้นมา (สิทธิพิเศษของชาวปทุม)

งานปีก่อนๆ ผมใช้เวลาเดินนานมาก (8 ชั่วโมงเดินได้แค่ครึ่งงาน อีกปีก็ 10 ชั่วโมงเต็มๆ คืองานแม่งใหญ่มาก) แต่ปีนี้ดันติดปัญหาที่จอดรถ เลยมีเวลาแค่ 4 ชั่วโมง โอเค ก็จะข้ามอันที่ไม่ดึงดูดไปเลยละกัน พุ่งสู่สิ่งที่สนใจในโปรเจกต์ก่อสร้างของปีนี้ทันที

สิ่งที่ไม่สนใจคือนมของพริตตี้ในงาน (ซึ่งเยอะมากกกกก) บูทไหนที่เอานมนำ เราถือว่าไม่ได้สื่อสารกับเราที่จะมาหาข้อมูลของวัสดุและสินค้าโดยเฉพาะ ขี้เกียจเสียเวลาจีบปากจีบคอคุยกับคนที่ไม่ได้รู้เรื่องจริงๆ ก็จะขอข้ามเลยละกัน

ซึ่งดันมีบูทนึงที่จัดอีเวนต์เปิดตัวซัมติง ที่เปิดไมค์ส่งเสียงดังคึกคักครึกครื้น นักข่าวสื่อมวลชนและคนเดินเที่ยวงานมุงอออยู่ด้านหน้าเพียบเลย ผมชะโงกดูก็พบว่า โอเคแหละ พริตตี้กำลังเดินนวยนาด พรีเซนต์นมอย่างออกรส

พอกำลังจะเดินผ่าน ก็ดันเห็นว่าแบรนด์นี้พี่ไม่ใช่แค่นมพริตตี้…

ครับ และนั่นคือภาพแรกของงานนี้… Continue reading เที่ยวงานสถาปนิก’61

รสธรรมชาติ: ร้านกาแฟกระต่ายน่ารักที่ราชบุรี

เข้าเรื่องเลย ดึกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่ทันตื่นไปส่งลูก

คืองี้ครับ ผมไปเที่ยวเพชรบุรีมา ทีนี้ระหว่างทางก็แวะไปทับแก้ว (นครปฐม) ก่อน ซึ่งเป็นเส้นทางคนละเส้นกับคนที่มุ่งหน้าจะลงเพชรบุรีหัวหินโดยปกติ (เราไปเพชรเกษมเส้นเดิม ส่วนชาวบ้านเขาไปพระรามสอง)

ด้วยนิสัยผมเป็นคนใช้ Google Maps บ่อยมากกกก (เปิดแอปนี้บ่อยกว่าเฟซบุ๊กละกัน) ชอบปักหมุดสถานที่ที่เคยไปจนรึ่มไปหมด ส่วนที่คิดอยากไปมากแต่ยังไม่สบโอกาสก็จะปักไว้อีกสี (Want to go สีเขียวๆ) และรอโอกาสที่จะได้ไปเยือนอีสีเขียวๆ นี่เข้าสักวัน

การผ่านเส้นทางที่ไม่ปกติคราวนี้จึงทำให้ได้เก็บแต้มหมุดเขียวอีกหนึ่งร้าน เป็นร้านเดียวกับที่เคยอ่านกระทู้พันทิปชื่อ “เปลี่ยนสวนหลังบ้านให้เป็นร้านกาแฟในฝันของตัวเอง” (คือตามอ่านหมวดรีโนเวตบ้านอยู่แล้วเจอ 555555) แล้วปักไว้

ตัวกระทู้ว่าด้วยการสร้างสร้านกาแฟในฝันด้วยงบประมาณอันจำกัดมากๆ คอมเมนต์ไม่ค่อยเยอะครับ แต่จุดชี้เป็นชี้ตายคือแฟนเจ้าของกระทู้น่ารักมากบรรยากาศและสถานที่ดูมีเสน่ห์มาก

คือเจ้าของกระทู้ (ต่อไปนี้จะเรียกเจ้าของร้านเลยละกัน) เป็นมนุษย์เงินเดือนน้อย แต่มีฝันไง คือบ้านพ่อแม่แฟนอยู่ที่ราชบุรีอยู่แล้ว มีที่ดินอยู่แปลงนึงที่เอาไว้เลี้ยงวัว ทำการเกษตร ถึงจะไม่ใหญ่มาก และทำเลอยูลึกสักหน่อย แต่พอใจมันรัก คิดหน้าหลังดีแล้ว จึงรื้อถางคอกวัว และถมที่ สร้างเพิง ปลูกหญ้า กลายเป็นร้านกาแฟด้วยงบประมาณไม่แพงเลย (กดอ่านกระทู้ข้างบนได้ครับ คนตอบไม่เยอะนะ แต่เราชอบบีฟอร์และอาฟเตอร์มากจนอยากไปเยือนเข้าสักที)

สิบเอ็ดโมง ท้องฟ้าแจ่มใส บ้านแบนเดินทางไปถึงพอดีตามพิกัดแผนที่ จอดรถปั๊บ เห็นป้ายชวนให้ไปเล่นกระต่าย ก็เลยเดินผ่านเคาน์เตอร์ขายกาแฟเข้าไป (อ้าว) (คือเราไม่กินกาแฟ เมียเราต่างหากที่เสพติด)

เคาน์เตอร์ขายกาแฟที่ทำง่ายๆ ใช้แผ่นเมทัลชีต มีโครงสร้างเป็นเหล็ก แปะภาพถ่ายจากฝีมือเจ้าของร้าน (เป็นตากล้องด้วย) ทั้งหมดนี้ไม่มีแอร์ ถามมาแล้วค่าใช้จ่ายมีแค่ค่าน้ำ 50 บาทต่อเดือน


คุณบุญแต่ง (เจ้าของร้าน) มาต้อนรับด้วยตัวเอง ชวนให้เด็กๆ เข้าไปเล่นกระต่ายในสวน


นี่แหละครับ ลานร่มไผ่ จัดวางในสวน สะอาดและร่มรื่นมาก ยังกะเป็นวัดป่าที่ตอนเช้าเณรและเด็กวัดมากวาดให้เรียบร้อยแล้ว

ข้างในมีครอบครัวกระต่ายอยู่หลายตัว น่ารัก เชื่องด้วย เด็กอย่างฟิน

หญ้าที่ใช้เลี้ยงกระต่ายนั้นก็ตัดมาจากข้างหลังนี่แหละครับ ดังนั้นจึงเรียกได้ว่ามีไม่อั้นจริงๆ ถึงว่าสิ กระต่ายเลยดูแฮปปี้มาก ผมถามเจ้าของร้านว่ากลางคืนกระต่ายนอนในนี้เลยหรือเปล่า น้องแกบอกว่ามีคอนโดกระต่ายไว้นอนครับ ดังนั้นสบายใจได้ เจ้าของเขาเลี้ยงและรักกระต่ายอยู่แล้ว นี่มาเปิดร้านกาแฟเลยเอามาเลี้ยงด้วยไรงี้

 

บรรยากาศบริเวณรอบๆ ร่มรื่นมากกก

เจ้าของร้านเขามีหัวในการออกแบบดีมากเลยนะ ดูอย่างห้องน้ำนี้สิ เดินข้ามสนามหญ้าจากฝั่งตะกี้มาก็เจอ วางหลบมุมอยู่เงียบๆ แต่ชอบมาก ชอบประตูไม้บานใหญ่มากเต็มผนัง ชอบหลังคาใส ชอบโถฉี่ ที่ล้างมือที่แปะไว้รอบๆ ผนัง ชอบต้นไม้ที่รายล้อม ชอบกว่าเพิงขายกาแฟข้างหน้าอีก 5555555

เออใช่ ที่ร้านจะมีมุมวาดภาพระบายสีสำหรับน้องๆ มีภาพพรินต์ใส่กระดาษมาให้วาดกันที่โต๊ะสวนไผ่ ส่วนสาวในภาพคือพรีเซนเตอร์ประจำร้าน คนเดียวกับที่ยืนลุยทุ่งปอเทืองในกระทู้นั่นแล

ช่วงเก็บตก

  • ปอเทืองจะมาตอนปลายฝนต้นหนาว เป็นฤดูของมัน
  • ผมและครอบครัวใช้เวลาอยู่ในร้านนี้นานมากๆ เล่นกระต่ายจนฟิน (ขึ้นรถหลับทันทีละกัน)
  • ภาพวาดระบายสีที่ให้เด็กเล่นนั้นไม่ได้โหลดเถื่อนมาจากเน็ต แต่ให้เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันวาดให้ เฮ้ยอันนี้ดี ชอบในความแคร์
  • เมียบอกว่ากาแฟอร่อย ของผมเป็นโก้โก้เย็น อร่อยเหมือนกัน ส่วนของทอดเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กก็ธรรมดาทั่วไป และทั้งหมดที่ว่ามานี้ จ่ายไป 165 บาท! ถูกมาก!
  • ในกระทู้บอกว่าตั้งราคาให้ไม่แพงเพราะว่าต้องการให้ชาวบ้านแถวนี้ผ่านมาก็แวะซื้อได้สะดวกใจ
  • คือข้อเสียก็มี เช่นไม่ค่อยมีเมนูอาหารหรือของว่างอื่นๆ ให้กิน (พูดตรงๆ คือให้เสียตังค์ เราอยากเสียเงินให้คุณกว่านี้อีก แต่ไม่รู้จะซื้ออะไรดี เอาไปหยอดตู้หน้าคอกกระต่ายแทนละกัน)
  • ที่เซอร์ไพรส์คือกล้วยตาก ซื้อเพิ่มมาอีก 30 บาท แล้วดันโคตรอร่อย ไว้ไปซ้ำใหม่นะ
  • มีคนแนะนำให้ทำผัดกะเพรา อาหารตามสั่ง ฯลฯ ขาย เอออันนี้ก็แอบเชียร์อยู่เหมือนกัน หาอะไรมาขายเพิ่มเถอะๆ
  • ร้านเปิดเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าของร้านไปโพสต์กระทู้พันทิป ได้กระแสเข้ามานิดหน่อยพออยู่ได้ แต่ที่ดีจริงๆ คือสื่อท้องถิ่น (ใครอยู่ต่างจังหวัดจะเห็นสื่อแบบนี้เยอะ พวกพากินพาเที่ยวในจังหวัด มีทั้งฟรีก๊อปปี้ เว็บ เพจ กรุ๊ป ไรงี้) พอลงทีนึงคนมากันร้านแตกเลย หลังจากนั้นก็เรื่อยๆ
  • อย่างวันนี้ตอนเรากำลังร่ำลาจะกลับ ก็มีอีกครอบครัวนึงจอดรถพอดี มีพ่อ แม่ ลูกสาวที่ถือกรงกระต่ายส่วนตัวเข้ามาด้วย
  • ไหนๆ ก็ไหนๆ พอคุยติดลมแล้วก็เลยแลกเปลี่ยนกันเรื่องรายได้ พบว่ากำไรสุทธิของร้านไม่สูงเลย แต่ก็นั่นแหละ จ่ายน้อย (ค่าเช่าไม่เสีย มีจ่ายแค่อาหารเม็ดกระต่าย ค่าวัตถุดิบ และค่าน้ำ 50 บาท จบ) พอจ่ายน้อยก็เหลือเยอะ

ย้ำว่าทั้งหมดนี่ทำกันสองคนนะ เนื่องจากทุนสร้างมีจำกัดเลยทำกันแบบง่ายๆ เล็กๆ แต่ดูมีความสุขกันมาก …ที่จริงอันนี้แหละคือความพอเพียงแบบที่เราเห็นกันในโฆษณาก่อนหนังฉาย

เออแปลก พอพูดถึงโฆษณาที่ว่านี้แล้ว คนรอบตัวผมมีแต่ยี้แฮะ บอกว่ามันช่างเฟกจังเล้ย แต่เฮ้ย มันมีคนรู้จักที่ทำแบบที่ว่าจริงๆ นะ เพียงแค่เขาไม่มามัวโฆษณาตัวเองว่าพอยังงั้นเพียงยังงี้ (หรืออาจจะไม่โดนห้างร้านองค์กรเอาไปทำเป็นพรีเซนเตอร์) คือเขาทำเลย ใช้ชีวิตเป็นปกติเลย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แถมยังแฮปปี้มากๆ ด้วย

เป็นความแฮปปี้แบบเดียวกับที่ผมเห็นจากร้านรสธรรมชาตินี่แหละ

บุปผาอาริกาโตะ: คือจูออนเวอร์ชันยุทธเลิศ

(ไม่สปอยล์ / ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบ เม้นด่าได้ครับ)

จำได้ว่าผมแทบไม่ได้เขียนบล็อกที่พูดถึงหนังที่ดูเลย ส่วนมากจะทวีตสั้นๆ แค่ สนุกดี จบ หรืองั้นๆ จบ เพราะผมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ รู้แค่ว่าหนังสนุกมันก็สนุก หนังเหี้ยมันก็เหี้ย มีเท่านั้นเอง

แต่กับหนังของผู้กำกับคนนี้ ที่ทำออกมากี่เรื่อง ก็จะออกมาแบบก้ำกึ่งเสมอ คือจะมีคนชอบครึ่งนึง อีกครึ่งนึงด่าเสียหมา แถมผู้กำกับก็ดันไปมีดราม่าปะทะชาวโซเชียลใหญ่โตก่อนหนังลงโรงซะยังงั้น

ผมขอไม่พูดถึงดราม่าที่ว่าละกัน เพราะไม่เกี่ยวอะไรกับหนัง จะเกี่ยวก็ตรงที่พอเขาฉายรอบสื่อปั๊บ เราก็ได้เห็นคำวิจารณ์ในไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ ที่ออกมาสวิงแบบขาว(เกือบ)จัด และดำจัดสุดๆ คือฝั่งที่ด่าก็ด่าพินาศ ฝั่งที่ชอบก็ชอบไป แต่เรื่องนี้เห็นเลยว่าฝั่งด่านี่เสียงดังกว่าเย้อะ

แต่ผมเพิ่งดูจบตะกี้ เดินออกมาจากโรงแล้วก็พบว่า “เออ เราอยู่ฝั่งที่ชอบว่ะ”

เอาเหตุผลที่ชอบก่อน

rose-0

ก็นั่นล่ะครับ โอเคนะ เข้าใจกันนะ

คืองี้ การจะบอกว่าเรื่องนี้มันดีไม่ดี ชอบไม่ชอบเนี่ย แม่งยาก 5555 เพราะว่า “หนังยุทธเลิศ” มันเป็นหนังแบบที่ต้องทำใจก่อนเข้ามาดู

เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งรู้สึกแบบ “อ้าว มันเป็นภาระของคนดูอย่างกูไหม ที่จะต้องทำใจในการดูหนังสักเรื่อง กูเสียตังค์นะ ฯลฯ” สิ

ก่อนอื่น เวลาเราไปดูสตาร์วอร์ส เราต้องจูนทัศนคติของตัวเองก่อนไหมว่าเราจะดูสตาร์วอร์ส เช่นเดียวกับหนังจิบลิ หนังพี่เจ้ย หนังพี่เก้ง (ใครดูบุปผาฯ แล้วอ่านถึงตรงนี้ น่าจะฮา) หนังพจน์อานนท์ หรือหนังฝรั่งก็ได้ อย่างพวกหนังไมเคิลเบย์ หนังเควนติน หนังโนแลน หนังตั้งกล้อง หนังทุนต่ำ หนังคัลต์ หนังมาร์เวล หนังดีซี หนังเพลง หนังดิสนีย์ หนังจีทีเอช (ที่ตอนนี้ชื่อค่ายว่าอะไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว) หรือหนังคานส์ต่างๆ ฯลฯลฯลฯ

แต่ละอย่างมันก็เป็นอาหารคนละแบบ คนละรสชาติกันใช่มะ คนที่เดินเข้าไปร้านอาหารอินโด เจออาหารอินโด ก็ต้องกินอาหารอินโดใช่มะ จะไปกินแล้วออกมาบอกว่า แม่งรสชาติยังกะแกงไตปลาที่ใส่กระชายลงไป อี๋ แหวะๆๆๆ แบบนี้ แล้วมาบอกว่าคนอื่นอย่าไปกินนะ ไม่อร่อยอย่างแรง กินแกงไตปลาไปเลยดีกว่า ไรงี้

มันก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ไง ดังนั้นเปิดใจเปิดกบาลนิดนึงนะ

rose-1

อย่าง “บุปผาราตรี” ก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งเหมือนกัน มีคนชอบ มีคนไม่ชอบ มีคนชอบบางภาค หรือรังเกียจบางประการ นั่นก็ว่าไป แล้วแต่จริตของใครต่อใคร

เพราะหนังยุทธเลิศก็มีขึ้นมีลง มีดีมีกาก น้ำขึ้นน้ำลงตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทั้งทุนสร้าง ทัศนคติ อีโก้ ความหยิ่งผยองของผู้กำกับเอง

ซึ่งส่วนตัวแล้วผมชอบหนังที่มีคนชมครึ่งนึง คนด่าอีกครึ่ง ถ้าหนังเรื่องไหนที่กระแสมาแบบก้ำกึ่งแบบนี้ มันจะมีเสน่ห์เฉยเลย ก็จะอยากดูมากกว่าแบบที่ชมอย่างเดียวจนเราคาดหวังฉิบหาย แล้วพอไปดูเลยผิดหวังออกมา อย่างหนังฮีโร่ตีกันเรื่องล่าสุดนี่ไง 5555555

rose-2

เข้าเรื่องตัวหนังซะทีนะ

บุปผาอาริกาโตะ เป็นเหมือนเล่าเรื่องในจักรวาลเดียวกันกับบุปผาราตรี แต่ก็สามารถดูได้โดยไม่ต้องเคยดูบุปผาราตรีมาก่อน (พูดให้นึกออกง่ายๆ คือเรื่อง MAD MAX งี้ ที่ไม่ต้องรู้มาก่อนก็ได้ว่ามีภาคก่อน)

ว่าด้วยแก๊งแฟนฉันตอนโต นำโดยแน็คและแจ๊ค (ที่ต่างก็ใช้ชื่อจริงกันทั้งคู่ และปูพื้นตัวละครแบบถ้าเก็ตและไม่อคติกับความปากจัดของนักแสดงและบทที่ส่งมา ก็จะขำ — นะ เราขำ) ที่ไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโออินดี้ของตัวเองที่เมืองสกีในญี่ปุ่น แล้วก็ไปพักที่บ้านเช่าชื่อ “ออสก้าร์ ลอดจ์” (ชื่อเดียวกะอพาร์ตเมนต์ในตำนานในบุปผาราตรี)

ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงโผล่มา (นั่นแหละ น้องเก้า) แล้วความโรแมนติกก็เริ่มขึ้น ซึ่งเราจะไม่เล่า เพราะกลัวสปอยล์

แต่จะเล่าว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านออสก้าร์เนี่ย มันเป็นบ้านผีสิงเว้ย ตามที่เห็นในหนังตัวอย่างเลยว่าในบ้านมีผีกิโมโนถือมีด แล้วก็ผีเด็กหน้าขาวนั่นแหละ เป็นแม่ลูกกัน เอาเป็นว่ามันคือบ้านผีสิงละกัน แล้วก็มีความพยายามของเจ้าของบ้านเช่า (นาวินต้าร์ ในเรื่องชื่อเน) ที่พยายามไปหาหมอผีสารพัดชนิดมาไล่ผี แล้วก็เสร็จผีไปซะทุกราย ตามสูตรการ์ตูนเล่มละบาทของบุปผาราตรีไง ส่วนปมของเรื่องจะผูกจะคลายจะดำเนินยังไง ก็ไปตามกันเอาเอง

แต่หนังคลายปมได้หมดนะครับ ดูแล้วไม่สงสัยค้างคา ปิดคดีทุกดราม่า และขยายจักรวาลใหม่ของบุปผาฯ (ที่ไม่รู้ภาคต่อไปจะเอาคำว่าอะไรมาต่อท้าย) ได้ หนังจบออกมาแล้วมีเรื่องคุยกันต่อนิดหน่อย และสรุปตรงกันว่าชอบ

เอ้า สุดท้ายแค่บอกชอบก็พอนี่หว่า จะเขียนยาวทำไม 55555

rose-3

อื่นๆ ประกอบการตัดสินใจเผื่อมีโครงการว่าจะดูหรือไม่ดูดี:

  • ดูไปสักพักก็จะรู้ว่านี่คือหนังทุนต่ำ ถ่ายทำกันแบบหนังผีอินดี้เลย
  • ไม่ชอบชื่อเรื่อง “บุปผาอาริกาโตะ” เลย แต่พอดูหนังจบแล้วก็เข้าใจว่าทำไมต้องชื่อนี้ เป็นเหตุผลที่รับได้ แต่ มันไม่ดึงดูดเรา (ในฐานะคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง)
  • ไม่ชอบตัวอย่างหนัง ทั้งเวอร์ชันธรรมดา และเวอร์ชัน 18+ ที่ไม่รู้จะทำมาทำไม ไม่ได้ส่งเสริมหนังเลย
  • ไม่ชอบกระทั่งคำโปรยบนโปสเตอร์หนัง (ทิ้งกูมึงตาย) อะไรนั่น แล้วมีหน้าน้องเก้ายิ้มสวยๆ ไมไ่ด้เกี่ยวกับข้อความนั้น คือไร ผิดมาก นี่สปอยล์ให้เลยว่า “มันไม่ควรโปรยแบบนี้” จะได้สบายใจว่าหน้าหนังเรื่องนี้ทำให้หนังดูแย่
  • นี่คือหนังผีตุ้งแช่ ที่ถึงเราจะอยู่ในยุคที่เหยียดหนังแนวผีตุ้งแช่ว่าเป็นผีแบบกากๆ แต่ก็นะ ถ้าเตรียมใจไว้พร้อมแล้วว่านี่กูกำลังจะไปดูผีตุ้งแช่ มันก็เป็นผีตุ้งแช่ที่สนุก
  • และตลกด้วย คือเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอแล้ว ผีที่แบบ เหี้ยเอ๊ย เล่นกูอยู่ได้ แต่ก็หัวเราะลั่นไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ยังคงทำได้หลายช็อต
  • น้องที่ไปดูด้วยกันกรี๊ดนาวินต้าร์มากๆ หล่อสัสๆ หล่อทะลุหิมะ อันนี้ผมเห็นด้วย
  • แน็ค ชาลีเล่นดี ร้องเพลงเจ๋งดีด้วย เซอร์ไพรส์ (ไมไ่ด้ตามติดชีวิตน้องคนนี้ แต่พอมาเห็นมาดล่าสุดนี่เราว่าโอเคมาก)
  • แจ๊คแฟนฉันที่ปกติจะถ่อยและพูดจาหยาบคาย ไม่ค่อยได้ประเด็น มาในเรื่องนี้ดันเอาอยู่ครับ คุมหนังอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งคาแร็กเตอร์ของตัวเองที่จะว่าไปก็รักษาความถ่อย (นิดๆ) แบบนี้ไว้นะ ทำดีแล้ว
  • มีพลอยเฌอมาลย์มาแจมแว้บนึง ใช้ไม่คุ้มง่ะ
  • อีกหนึ่งตัวละครที่เอามาแจมด้วยคือเสนาหอย ออกมานานแต่ก็ไม่คุ้มเหมือนกัน
  • เออ บทลุงอังเคิลค่อยคุ้มหน่อย
  • หนังมีตำหนิอยู่บ้าง เช่นภาพกระตุกอยู่ช่วงนึง เข้าใจว่าเป็นที่ต้นฉบับเลย แต่ทุนสร้างคงไม่พอที่จะไปถ่ายซ่อม-ถ่ายแก้ เลยปล่อยไว้งั้น รวมถึงเอฟเฟกต์ช่วงนึงของเรื่องที่เห็นแล้วก็อะไรวะ นี่มันละครจักร์ๆ วงศ์ๆ ช่องเจ็ดเรอะ
  • มีฉากนึงที่แม่งควรเป็นตำนาน คือฉากที่ทุกคนพยายามไขกุญแจเข้าบ้าน แล้วเห็นผีกัน และการกระทำของผีที่ไอ้แจ๊คแนบหน้าเข้าไปเห็นนั่น อีเหี้ย ตำนาน หัวเราะนานมาก ไอ้สัสสสสสส 555555555555555
  • นิดนึง แถวถัดจากผมมีวัยรุ่นคู่นึงแม่งคุยกันเสียงดังตั้งแต่หนังตัวอย่าง พอหนังจริงเริ่ม คิดว่าจะหยุด แต่มันไม่หยุด ยังคุยกันต่อ ที่โหดคือเสือกอ่านซับอังกฤษแล้วแปลไทยล่วงหน้า พอคำพูดตัวละครตรงก็เสือกหัวเราะดีใจกันอีก (อีห่า) ผมเลยลุกขึ้น หันไปบอกว่า น้องครับ “ช่วยดูเงียบๆ หน่อยนะครับ” ตั้งแต่นั้นมาทุกอย่างก็แฮปปี้ (เพราะถึงฉากเปิดตัวน้องเก้าพอดี)
  • เหมือนว่าองค์กรพุทธ (สักอย่าง) จะยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ถ้าดูผมว่าคงมีแบน
  • ย้ำอีกที นาวินต้าร์หล่อมาก อยากได้เป็นผัว
  • ส่วนน้องเก้า สารภาพชัดๆ ตรงนี้เลยครับ น้องเก้าครับ พี่…
  • เมียเรียกแล้ว แค่นี้นะ

รักษาอาการเสพติดมือถือ ด้วยแอปมือถือ (งงไหม)

เข้าเรื่องทันที… แอปนี้ชื่อว่า UBhind ครับ โหลดฟรีเช่นเคย

เรื่องของเรื่องก็คือ มีอยู่พักนึงที่ชาว #ทีมโน้ตสี่ ในกรุ๊ปไลน์ (มีอยู่แค่ 6 คน) ลุกขึ้นมาแข่งกันว่าในแต่ละวัน ใครจะสามารถลดละเลิกการเสพติดมือถือได้มากกว่ากัน แน่นอนว่ามันก็คงมีแอปอะไรที่สร้างขึ้นมาตอบโจทย์แบบนี้อยู่แล้ว เลยลองดูหลายๆ แนวทาง

บางแอปคิดออกมาได้ซิมเปิลมาก ก็คือดักพฤติกรรมการกด unlock ว่าเราเปิดจอดูวันละกี่ครั้ง บางแอปก็เพิ่มลูกเล่นขึ้นมาอีกหน่อยคือมีเปรียบเทียบกะวันก่อนๆ เป็นกราฟได้ บ้างก็มีปุ่มแชร์ให้ชาวบ้านดู อะไรก็ว่ากันไป

แต่อี UBhind นี่คือขั้นสุดครับ พอลงปั๊บมันจะแอบทำงานอยู่เบื้องหลัง (กินแบตและทรัพยากรเครื่องแน่นอน อันนี้ต้องดูว่าจะยอมแลกกับความสามารถที่มันให้มาไหม พอดีมือถือแบตอึดน่ะนะ เลยไม่ซี) แล้วแอบบันทึกสถิติการใช้งานของเราหลายอย่างมาก เช่น

UBhind

ดูว่าวันหนึ่งเราใช้มือถือไปกี่ชั่วโมง ใช้ดาต้าไปกี่กิ๊ก ไวไฟไปเท่าไหร่ เปิดหน้าจอวันละกี่ครั้ง เปิดแอปอะไรไปกี่นาทีกี่ชั่วโมง! คืออันหลังนี่โหดเลยครับ มันจะบอกว่าเราซื้อมือถือมาทำอะไรบ้าง พฤติกรรมการใช้งานในแต่ละวันคุ้มตังค์ไหม 5555 แต่พอดีเมื่อวานนี้ผมทำงาน (นี่ทั้งเดือนเพิ่งได้มานั่งทำงานจริงจังก็เมื่อวาน ชีวิตสลอธน่ะนะ) ก็เลยเปิดยูทูบไปเป็นเพื่อน สรุปคือล่อไป 5 ชั่วโมงรวด

งั้นลองสุ่มมั่วเอาของวันก่อนๆ ละกันครับ เหตุการณ์ปกติ กราฟจะออกมาทำนองนี้ Continue reading รักษาอาการเสพติดมือถือ ด้วยแอปมือถือ (งงไหม)