ครอบครัว #ที่ดี

ที่บ้านมีทีวีไว้เปิดยูทูบครับ (ใช้ Chromecast)

ตั้งกติกาให้ลูกไว้ว่าในหนึ่งวันสามารถดูทีวีได้ประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มๆ ส่วนมากจะเปิดคลิปจากเพลย์ลิสต์นี้ ส่วนของเมียก็จะเป็นอีกเพลย์ลิสต์นึง ซึ่งในนั้นมีรายการ ‘พี่บาร์นีย์’ ด้วย (พอดีผมไม่มีลิงก์ ลองเข้ายูทูบค้นเอานะ มีเพียบ)

บาร์นี่ย์เป็นรายการเด็ก ตัวละครคือไดโนเสาร์สีม่วงตัวใหญ่เท่าควาย มาเล่นกับเด็กๆ อายุประมาณ 4-5 ขวบ โดยเนื้อหาจะเน้นสอนเรื่องประสบการณ์ชีวิต สร้างเสริมลักษณะนิสัย และการงานพื้นฐานอาชีพให้เด็ก สลับกับร้องเพลงที่พอพากย์ไทยแล้วอาจจะฟังดูประหลาดสักหน่อย เนื่องจากไร้ซึ่งความคล้องจองสัมผัสนอกสัมผัสใจ แต่นิทานก็ยังชอบและฟังบ่อยจนร้องได้ทุกเพลง (มีแต่งเนื้อเองด้วย!)

ทีนี้มีตอนนึงที่เพิ่งเปิดดูเมื่อกี้แล้วประทับใจจนต้องเอามาเขียนบล็อกสั้นๆ นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว

บาร์นีย์บอกเป็นเพลงว่า ครอบครัวนั้นมีความหลากหลาย บางครอบครัวอยู่กันพ่อแม่ลูก บ้างก็อยู่กับแมว กับสัตว์เลี้ยง หรือบางครอบครัวอยู่แค่ตัวหนูเองและคุณยายแค่สองคน แต่นั่นแหละครอบครัว

และความแตกต่างนี่แหละที่เป็นสิ่งพิเศษ

ดูแล้วสะกิดใจเลยครับ ผมโตมากับเพลงอนุบาลที่เคยร้องมาตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีมาแล้วตอนรอเข้าแถวเคารพธงชาติสมัยอยู่โรงเรียนวัด และยังวนเวียนอยู่ในหัวมาจนทุกวันนี้ ไม่รู้มีโรงเรียนไหนใช้เพลงนี้สอนเด็กกันบ้างไหมนะ มันร้องว่า

“บ้านของฉันอยู่ด้วยกันมากหลาย มีพ่อมีแม่ ลุงป้าตายาย มี
ทั้งน้าอาพี่และน้องมากมาย ทุกคนสุขสบายเราเป็นพี่น้องกัน”

ไหนจะการโตขึ้นมาโดยที่ทุกคนต้องแต่งเรียงความส่งครูเรื่องพ่ออันสุดประเสริฐของฉัน แม่อันแสนรักลูกสุดชีวิตที่ไม่มีใครรักมากเท่านี้อีกแล้ว เป็นความรักบริสุทธิ์ในอุดมคติแบบที่พวกควรตอบแทนพระคุณในวันแม่ด้วยการถือพวงมาลัยไปก้มกราบเท้าดอกมะลิบนเวทีโรงเรียนกันเราทุกคน …นึกภาพย้อนไปตอนมัธยมที่ผมหันไปเห็นเพื่อนทำหน้าเจื่อนเพราะมันไม่มีแม่

ในขณะที่ทุกวันนี้ ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นพ่อของลูกสาวสองคน คืออยู่ในฐานะบุพการีเรียบร้อยแล้ว ผมก็ยังได้ยินคนหลังบ้านที่ดูภายนอกก็ปกติดีเหมือนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทั่วไป แต่กลับแหกปากตะเบ็งเสียงด่าและตะคอกลูกชายอายุเท่ากันกับนิทานเป๊ะๆ ด้วยความโมโหร้ายขาดสติ และขาดคุณสมบัติความเป็นแม่ที่ดี (แบบที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากเห็น) อย่างชัดเจน คือด่าตะคอกแม้กระทั่งเวลาลูกร้องไห้ อีแม่ก็กรี๊ดดดดดดดดดดดด เสียงดังไปแปดบ้าน (ดังกว่าลูกเยอะ) แล้วตะคอกให้ลูกเงียบด้วยโทนเสียงสูงหวีดแหลมดังกว่าเดิม มลพิษทางเสียงนี้มีให้ได้ยินแทบทุกวัน!

เวลาที่ผมไปยืนล้างจานในครัวแล้วได้ยินเนื้อหาที่เจ๊แกด่า (จะอุดหูหรือเปิดเพลงกลบยังไงก็ได้ยิน เพราะบ้านเป็นตึกแถว เสียงมันส่งถึงกันง่าย) หลายครั้งไม่ใช่เรื่องที่จะต้องโมโหและไปใส่พิษให้ลูกเลยแม่้แต่น้อยนะ ตัวอย่างเช่น เรื่องการที่ถามลูกก่อนตอนอยู่เซเว่นว่าหิวนมไหม แล้วลูกบอกไม่หิว แต่พอมาถึงบ้าน ลูกบอกหิวแล้ว อีแม่ได้ยินเข้าก็กรี๊ดแล้วด่าลูกแรงขนาดให้ไปเกิดใหม่ บางวันลูกร้อง อีพ่อก็ทำเสียงกรรโชกให้เงียบ (เด็กมันจะเงียบไหม) ฯลฯ

คือมึงเป็นแม่ที่ไม่ควรให้เด็กไหว้เลยนะ แล้ววันแม่เด็กมันจะเขียนเรียงความส่งครูยังไง

ผมจำได้ว่าทวีตเรื่องนี้บ่อยครั้งเพื่อหาทางระบายความหงุดหงิดให้ชาวบ้านรับพลังลบไปบ้าง กูจะได้โล่งๆ คือมันอัดอั้นมาก ชีวิตนึงผมเครียดกับเรื่องแค่ไม่กี่เรื่องหรอก เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในนั้น

พอมาดูรายการของเด็กฝรั่งเรื่องการยอมรับและเข้าใจความหลากหลาย (แบบไม่ต้องพยายามอะไรเลยนะ มันเกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว) แล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยก็เอาไว้สอนลูกได้

Book Fair 1st Time • ไปงานหนังสือครั้งแรก

วันนี้ไปงานหนังสือมาครับ

02-PA213182
ทีแรกกะว่าจะไปตอนไปนั่งเฝ้าแจกลายเซ็นช่วงเย็นวันที่ 23-24-25 ต.ค.นะ แต่อยู่ดีๆ เมียเห็นเราทำท่ากระสับกระส่าย ตื่นเต้นดีใจที่หนังสือเสร็จจากโรงพิมพ์ซะที (เพิ่งวางขายในงานเมื่อวานเป็นวันแรก) เลยอนุญาตให้ไปเที่ยวชมก่อนในวันนี้ เพื่อไปเที่ยวจริงๆ แล้วสามวันตามกำหนดการค่อยไปปฏิบัติหน้าที่

01-PA213181
จนกระทั่งพอไปถึงงานตอนประมาณบ่ายโมง บูธแซลมอนปีนี้รวมร่างกับของบันลือ ก็ดีเหมือนกันนะครับ เด่นมาก เพราะเดินเข้าจากทางรถไฟฟ้าโผล่หัวไปก็เห็นเลย ผมไปแอบด้อมๆ มองๆ อยู่ห่างจากบูธพอสมควร (คืออยากรู้ว่าหนังสือตัวเองขายออกไหม 55555) ก็พบว่าเฮ้ย ท่าทางขายได้เลยนี่หว่า คนหยิบกันเยอะมากๆ …หยิบมาพลิกๆ ดู แล้วก็วาง

การได้เห็นหนังสือตัวเองตัวเป็นๆ วางขายปะปนอยู่กับงานเขียนของนักเขียนและนักวาดที่เราชื่นชม เฮ้ยมันดีมากเลยนะ

03-PA213183
เนื่องจากกล้องที่แบกไปมันเป็นเลนส์ 75mm (x2) เลยสามารถแอบถ่ายไกลๆ โดยเหยื่อไม่รู้ตัวเท่าไหร่ เลยได้เห็นภาพแรกของหนังสือตัวเองบนชั้น ที่พนักงานกำลังจัดอยู่ จากที่มันดีๆ…

04-PA213185
ก็ดันจับให้มันกลับหัว -_- Continue reading Book Fair 1st Time • ไปงานหนังสือครั้งแรก

!

exmark

(บันทึก)
ลูกทั้งตัวเล็กตัวใหญ่เพิ่งหลับไปตอนห้าทุ่ม
สงสารเมียที่เหนื่อยมาก ซึ่งที่จริงเราแม่งก็เหนื่อยเหมือนกันแต่ไม่ได้ครึ่งหรอก
หลังจากเดือนนี้คงหายเหนื่อย และได้มีเวลากลับมาเขียนบล็อกเยอะๆ เหมือนเดิม

[How to] หมดตูดง่ายๆ ด้วยการเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก

เข้าเรื่องเลยนะครับ ปั่นต้นฉบับอยู่

เมียผมคลอดลูกสาวคนที่สองเมื่อห้าวันที่ผ่านมา ก่อนคลอดก็เลยตั้งเวลาโพสต์เฟซบุ๊กในเพจร้านนลินฟ้าล่วงหน้าไว้ กะว่าเดี๋ยวตอนช่วงยุ่งๆ ให้นมลูกและพักฟื้นจากแผลผ่าตัด ก็คงไม่ได้มานั่งโพสต์ขายของประจำ

จนกระทั่งเมื่อกี้เห็นเมียเรียกให้หยิบคอมไปให้ดูหน่อย แล้วอีกสักพักก็บอกให้ช่วยดูให้หน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมโพสต์ในเฟซบุ๊กถึงมีจำนวนไลก์สูงกระโดดขนาดนี้

boosted-01

นั่นคือปกติการโพสต์จากเพจร้านนลินฟ้าจะเป็นแนวขายของรัวๆ หวังเงินล้วนๆ 55555 ไม่ได้มานั่งทักทายจ๊ะจ๋าฝนตกรถติดแบบที่วงการมาร์เก็ตติ้งเขาสั่งสอนกันมา (ประเด็นนี้เคยพูดในงาน Faceblog Talk ไปแล้ว) ดังนั้นโพสต์นึงจึงมีคนไลก์เฉลี่ยๆ 20-30 ไลก์เป็นเรื่องปกติ

แต่กับโพสต์นี้ ล่อไป 6-7,000 ในวันเดียว

แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เมียกรี๊ดเท่า ยอดเงินในบัญชีเราหายไปรวดเดียวเกือบ 7,000 บาท! (ตกไลก์ละบาท)

หลังจากสืบพยาน (ผู้ร้ายปากแข็งมาก ต้องค่อยๆ ตะล่อมถาม) เมียผมก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่าคงไปกดโดนในมือถือเข้า

boosted-2

อันนี้แคปหน้าจอมือถือเมียมาให้ดูนะครับ (ขออภัยเปิดโหมดถนอมสายตาไว้ จอมันเลยแดงๆ)

ให้สังเกตว่าการออกแบบที่ชาญฉลาดของซักกะเบิก ทำให้ปุ่ม Boost Post นั้นบวมเป่งน่ากดสิ้นดี ต้องบอกว่าเป่งตั้งแต่อยู่ในหน้าโพสต์ภาพหรือข้อมูลแล้วแหละครับ โดยถ้าเราโพสต์สถานะใดๆ แล้วลองกด Boost ดูสักครั้ง จะเห็นเลยว่ามันจะมีค่า default ที่เป็นการโยนเม็ดเงินเพื่อโฆษณาโพสต์นั้นๆ ให้ชาวบ้านเห็น (ใครที่ตามข่าวเฟซบุ๊กจะเห็นว่าถ้ายิ่งเราเป็นเพจใหญ่เท่าไหร่ ปริมาณการ “เห็น” โพสต์นั้นจะยิ่งริบหรี่ลง ทางเดียวที่จะให้ชาวบ้านเห็นคือจงจ่ายเงิน) ที่เลวคือ มึงออกแบบปุ่ม  Boost มาเด่นกว่าปุ่ม  Post อีก!

แล้วแถบเลื่อนด้านบนก็จะวางไว้ตรงสถานะที่พร้อมจะเสียเงินในระดับที่แพงมากทันทีนะครับ เนี่ยถ้าอยู่หน้านี้แล้วกดตุ่มใหญ่สีน้ำเงินปั๊บ “เงินหายทันทีครับ” …แถมมีข้อความกำกับด้านล่างที่แสดงความหวังดีว่า การที่มึงกดปั๊บแล้วเสียเงินปุ๊บเนี่ยนะ ถือว่ามึงอ่านข้อตกลงและยอมรับแต่โดยดีแล้วนะ เอาผิดไรไม่ได้นะ บัยนะ

จ้ะ อีห่า

โดยปกติแล้วเวลาเมียผมเลือกลงโฆษณาในสินค้าร้านตัวเอง ก็จะหยอดทีละ 2-300 บาทครับ และแยกการประเมินผลเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งการตั้งค่าการจ่ายเงินโฆษณาบนเฟซบุ๊กนั้น ทำบนคอม (เดสก์ทอป) จะดีกว่าในมือถือ เพราะมันสามารถปรับแต่งค่าสารพัดได้ละเอียดกว่า (เฟซบุ๊กเป็นเว็บที่ประหลาดมากครับ บางทีเปิดในแอปก็มีฟีเจอร์บางอย่างงอกขึ้นมาสำหรับคนใช้แอปเท่านั้น แต่บางทีเปิดในเว็บเวอร์ชันมือถือกลับสะดวกกว่า และบางทีบนคอมก็ไม่ได้สะดวกเท่ามือถือ ฯลฯ คือวิศวกรและสถาปนิกมึงมีตั้งเยอะแยะแทบจะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยรึเปล่าเหอะ ไหงไม่รู้จักหัดดูแลเรื่อง User Experience ให้เป็นไปในทางเดียวกันซะที ตูล่ะหน่าย)

เมื่อเมียผมเห็นเรื่องเสียเงินดังนั้น จึงรีบกด pause แคมเปญทันที จากงบที่ตั้งไว้ 19,600 บาท (โดยไม่ได้ตั้งใจ) จึงเสียจริงๆ ใน 7 ชั่วโมงแค่ไม่ถึง 7,000 บาทเท่านั้น… เฮ้อ ค่อยโล่งใจหน่อย

ซะที่ไหนเล่า!!!

เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า

  1. เงินทองเป็นของนอกกาย
  2. ถึงกระนั้น สิ่งที่ทำให้เมียข้าพเจ้ากรี๊ดได้ มีแต่เรื่องเสียเงินเท่านั้น (ตะกี้ขอไทลินอลไปกินสองเม็ด)
  3. คิดจะใช้เฟซบุ๊ก อย่าบ่น มันให้ใช้อะไรก็ใช้ไป ด่าไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงจะรู้ว่าเจตนาการออกแบบของมันเหี้ยมากก็เถอะ
  4. อย่าให้เด็กเล่นโทรศัพท์และเข้าแอปมั่วๆ นะครับ อันตราย อย่างอันนี้ถ้าไม่ได้ระวังให้ดีก็หายไปเกือบสองหมื่นในวันเดียวได้เหมือนกันนะ
  5. แนะนำเดรสแฟชั่นสวยๆ จากร้านนลินฟ้าครับ ช่วยเหลือค่านมลูกและค่ากระเป๋าเมีย (ชุดที่โบว์กดไปผิดนั่นผมช่วยออกแบบด้วยนะ ใช้มือถือจากบล็อกตอนก่อนที่อวยไว้นั่นแหละวาดเอา)

จบ

พี่แอ๋วโดนผีเด็กหลอก

เนื่องจากเมียจะคลอดลูกสาวในวันมะรืนที่จะถึงนี้แล้ว แถมในโหมดงานเขียนหนังสือ อี บ.ก.กายมันก็เริ่มใช้วิธีทวงต้นฉบับแบบแอดวานซ์ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่าจะวาดการ์ตูนนินทาลูก (อยู่ในอีกบล็อก) และเขียนบล็อกเล่นเพื่อหนีปัญหาทั้งปวง

และนี่คือส่วนขอบล็อกหนีปัญหา ขอเขียนเร็วๆ เหมือนเดิม ไม่สละสลวยก็ขออภัยครับ

.

พี่แอ๋วเป็นแม่บ้านฟรีแลนซ์ที่มาช่วยทำงานบ้านมาปลายปีแล้วครับ (สมาชิกบ้านผมเป็นพวกสกปรกทั้งผัวทั้งเมียเลยต้องจ้างมาทำความสะอาดทุกอาทิตย์) อุปนิสัยโดดเด่นของแกนอกจากจะคุยเก่งมากจนเป็นเพื่อนเล่นกับนิทานได้อย่างไหลลื่นแล้ว แกยังเป็นนักเล่นหวยตัวยง

ยิ่งแท็กทีมกับแม่ยายผมด้วยแล้ว มีเลขเด็ดที่ไหนยังไงอย่าได้พลาด มีโทรรายงานและติดตามผลกันตลอดแบบเรียลไทม์ (เป็นโซเชียลของคนเล่นหวย)

ล่าสุดช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา แกขอลาหยุดไปเฝ้าไข้พ่อที่สกลนครครับ หลังจากหยุดไปหลายวัน ก็ได้เจอแกมาจอดจักรยานหน้าบ้าน ทำหน้าตาตื่นแล้วบอกว่า “พี่โดนผีหลอกว่ะแอน”

ผมวางมือจากหน้าที่การงานตรงหน้า แล้วนั่งตั้งใจฟังทันที

แกบอกว่าพี่แกป่วยด้วยโรคคนแก่ เลยไปนอนเฝ้าที่โรงพยาบาล ซึ่งห้องพักคนไข้นั้นมีเตียงผู้ป่วยหลายเตียง และห้องน้ำติดๆ กัน 6-7 ห้อง

พอกลางดึกพี่แอ๋วปวดท้อง บรรยากาศในห้องก็มืดสนิทแบบหนังผีนี่แหละ เลยเดินไปเปิดไฟห้องน้ำแล้วปฏิบัติการกู้โลก ขณะที่แกอุ๊จอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงห้องน้ำข้างๆ ที่อยู่ติดกัน “กดชักโครก” แกมั่นใจมากว่าไม่มีใครลุกมาในยามวิกาลแบบนั้นแน่ๆ โอเค นั่นผีชัวร์ ขี้หดตดหายเป็นแบบนี้นี่เอง แกเลยรีบตัดจบธุระส่วนตัวแล้วเปิดประตูออกมา ก็พบบรรยากาศข้างนอกที่เงียบและมืดสนิทเหมือนเดิม

“เสียงท่อจากชั้นอื่นหรือเปล่า คนอยู่คอนโดเขาก็เจอกันแบบนี้” ผมแย้ง
“แต่ห้องพักคนไข้มีชั้นเดียวนะ” แกแย้งกลับ …สรุปว่าเป็นผีละกันนะ จะได้สบายใจ

นอกจากนั้นแกยังบอกอีกว่าพอแกมานอนหลับ แกฝันเห็นผีเด็กมาหาถึงเตียงด้วย! ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเรื่องผีในฝันมันไม่เร้าใจสำหรับพี่ป๋องเท่าไหร่ แล้วเราก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก จนผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ คือวันนี้ พี่แอ๋วมาทำความสะอาดที่บ้านอีกครั้ง

“แอน จำเรื่องผีเด็กที่พี่ว่าได้ไหม” ผมหันไปสนใจอีกที ผีอีกแล้วเหรอพี่แอ๋ว
“จำได้ไหมหวยงวดล่าสุดออก 22” แหม จำได้สิครับ ผมกับเมียซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องวงการหวยเลยสักนิด ก็ได้ subscribe รับทราบข่าวสารจากพี่นี่แหละ แถมงวดล่าสุดแม่ยายผมก็รับทรัพย์มาหลายบาทจากอีเลขนี้แหละ (ร้ายมาก)

“เลขเตียงพ่อพี่มันคือ 22 ว่ะ”
“เฮ้ย งั้นก็รวยเลยสิ”
“รวยอะไร พี่นะอุตส่าห์ตั้งใจจะซื้อ 22 นี่แหละ แต่ผีเด็กมันหลอกพี่”
“ยังไง” (เขียนประโยคละบรรทัดงี้ง่ายดี เดี๋ยวจำไปใช้ในหนังสือมั่งดีกว่า)
“ในฝันคือมันเปิดประตูเข้ามา ยื่นกระดาษเล็กๆ ให้ใบนึง แล้วพี่เห็นว่ามันเขียนว่า 92”
“แล้วพี่ซื้ออะไร”
“92”
“…”
“…”

เคยฟังโจ๊กคลาสสิกประมาณนี้มาก็หลายเวอร์ชัน ไม่คิดว่าจะได้เจอกับคนใกล้ชิดขนาดนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ

“แล้วตอนตีสี่ที่สะดุ้งตื่นมา พี่จะออกจากโรงบาล ก็เห็นว่ามีกระดาษใบเล็กๆ ตกคว่ำอยู่จริงๆ มันคว่ำอยู่ พี่นะขนลุกเลย เหมือนกับในฝันมาก แต่ก็โกยๆ ใส่กระเป๋าติดกลับมาเพราะคิดว่าคงเป็นขยะจะเอาไปทิ้ง แล้วก็ลืม ไม่ได้เปิดดูอีกเลยจนหวยออกนี่แหละก็เพิ่งมาเห็น”
“อย่าบอกว่าในนั้นเขียน 92 แบบที่ผีมาเข้าฝันจริงๆ นะ ถ้าใช่นี่จะสุดยอดเลย”
“เฮ้ย เหมือนกันจริงๆ แต่มันไม่ใช่เลข 92 นะ”

พี่แอ๋วเดินไปค้นๆ ในกระเป๋าสัมภารกของแก แล้วหันกลับมาให้ผมดู

.

.

.

.

.

.

.

.

.

22

มันคือเลขเตียงของพ่อแกนั่นเอง