เฟดบุ๊ก

ไหนๆ เขียนตอนตะกี้แล้วติดพัน เลยแยกเรื่องออกมาต่อสักหน่อย (หายไปหลายเดือน มีเรื่องอยากเขียนเต็มไปหมดแต่มันเป็นเรื่องใหญ่และต้องใช้สมาธินาน อย่างเช่นสรุปปี 2018 ที่ชาวบ้านเขาเขียนกันจนนี่พ้นปีใหม่มานานแล้วเราก็ยังไม่ได้เขียนสักที จนตกผลึก ปุ๊! กูเขียนเรื่องเล็กๆ สั้นๆ แล้วบ่อยๆ แทนก็ได้นี่หว่า เลยสัญญากับตัวเองว่าเอาแบบนี้ละกันเนอะ คิดถึงบล็อกเหลือเกิน)

เข้าเรื่อง… วันนี้ทวีตไปแบบนี้

มาอ่านทีหลังแล้วรู้สึกว่าห้วนไปหน่อยเหมือนด่วนสรุป ไม่ค่อยได้ใจความเท่าไหร่ แต่ก็นะ มีคนมาแสดงความเห็นในรีพลายด้วย ในโควตด้วย เยอะโคตร ซึ่งถูกแล้วที่พูดเรื่องเลิกเล่นเฟซบุ๊กในทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งของคนที่เลิกเล่นเฟซบุ๊กอยู่แล้ว 5555

ตามความเข้าใจเดิมของเราและใครหลายๆ คน ต่างก็คิดติดเป็นภาพจำมาตลอด ว่ากลุ่มคนที่เลิกเล่นเฟซบุ๊กนั้น คำตอบคือเป็นกลุ่มเด็กๆ ที่พ่อแม่เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิต จนขี้เกียจจะวางตัว เลยหนีมาเป็นบุคคลนิรนามในทวิตเตอร์ ที่ยังรักษาเสรีภาพในการแสดงออกแบบที่ไม่ถูกใจผู้ปกครอง (แต่มันคือชีวิตกูจริงๆ ไง) ได้อยู่

แต่ปรากฏว่าพอเรามาทำงานขายของ โดยติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทางหลักคือเฟซบุ๊กและอีเมล ก็พบเรื่องที่น่าสนใจ โอเคนี่คือผลการวิจัยที่ไม่ถูกต้องเพราะเราอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวมาโน้มน้าว แต่ฟังหน่อยจะเป็นไรไป

เรื่องน่าสนใจที่ว่าคือ เมื่อสิบปีที่แล้ว (เราทำร้านสกรีนเสื้อมา 15 ปีได้) การติดต่อผ่านช่องทางหลักคืออีเมล ผู้คนยังใช้คอมพิวเตอร์กันเป็นหลักมากกว่ามือถือแบบในทุกวันนี้ ดังนั้นลิสต์อีเมลที่ใช้คุย ใช้ส่งงานกับลูกค้าจึงมีเยอะ และยังเก็บ archives ไว้จนปัจจุบัน (ขุดดูเจอลูกค้าสมัย 2004 อยู่อีกหลายเจ้า)

ไม่ดักแก่มากละกัน โดดมายุคนี้เลย เราตั้งใจจะไม่ใช้ไลน์ เพราะระบบของไลน์มันเหี้ยเกินไปสำหรับธุรกิจอย่างเรา ที่ต้องคุยกับลูกค้าหลายๆ เจ้า และเก็บความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง แถมยังต้องแทร็ก (= เก็บลิงก์ของลูกค้าแต่ละคน) แยกไว้ในตารางงานอย่างเป็นระบบ ระบบของเราเอง ชาวบ้านเขาคงมีวิธีที่ไม่เชยแบบนี้

ปรากฏว่าลูกค้าก็โอเคนะ ช่องทางติดต่ออื่นๆ ที่เราเปิดไว้ให้คืออีเมลและเฟซบุ๊ก ซึ่งทั้งสองอย่างตอบโจทย์ของเราพอสมควร (โทรศัพท์เอาไว้ยามจำเป็น เพราะมันแทร็กไม่ได้) แต่ตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่านี่สิ เวลาคือคำตอบ และเราก็ได้คำตอบมาแล้วว่ามันโอเคอยู่

จนกระทั่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง เราเห็นสัญญาณปุแล่มๆ จากลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามาเรื่อยๆ เป็นบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่บอกว่าตัวเอง “ไม่มีเฟซบุ๊ก” อยู่ประปราย มีทั้งที่เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น (ส่วนใหญ่ต่างจังหวัด) ไปยันวัยกลางคนที่พอจะบอกลูกหลานให้ช่วยใช้บัญชีส่วนตัวมาสั่งซื้อและส่งงานกราฟิกทาง Facebook Messenger นั่นก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ยังได้อยู่

แต่กับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (ก็คือปีใหม่นี้แหละ) มีลูกค้าที่ไม่มีเฟซบุ๊กเลยติดต่อเข้ามาถึง 4 คน ทั้งสั่งสกรีนเสื้อและเช่าสตูดิโอ (ขีดเส้นใต้ทำลิงก์เพื่อ SEO) แน่นอนเราก็เข้าใจแหละว่าคนไทยใช้ไลน์เป็นหลักกันแทบทุกคนเนาะ แต่เอ๊ะทำไมไม่มีเฟซบุ๊กล่ะ เลยเสือกถามเขาไป

ไม่ใช่ไม่มี แต่เคยมี เลิกเล่นแล้ว

เหตุผลต่างกันออกไป บางคนไม่มีเพื่อนเล่นในนั้นแล้ว บางคนไม่มีความจำเป็นจำต้องใช้ บางคนไม่ได้บอกอะไร ก็ไม่ได้เล่น ใช้แต่ไลน์

พอผมทวีตออกมา ปรากฏว่ามีคนมาคุยด้วย หลายคนแชร์เหตุผล (หลายคนผมก็ถามไปด้วยความเสือกเขาอีกนั่นแหละ) ว่าทำไมถึงไม่เล่น หรือเลิกเล่น คำตอบของหลายคนก็น่าสนใจ (กดอ่านในรีพลายเอาเองก็ได้) เช่น

  • ขี้เกียจเสือกเรื่องชาวบ้าน (มาเสือกในทวิตเตอร์แทนเพราะมันเรียลกว่า)
  • ญาติไม่แฮปปี้ที่แสดงความเห็นเป็นตัวเองแต่ไม่ถูกใจท่านๆ อย่างที่พอเดาได้ (ตัวอย่างเช่น #เลื่อนแม่มึงสิ หรือ #ปั่นอุ่น อะไรสักอย่างลืมแล้ว เมื่อเดือนก่อน ที่เห็นได้รึ่มในโลกของนกสีฟ้า)
  • เบื่อการที่ต้องแสดงออกสร้างภาพชีวิตดีๆ
  • เบื่อการ “keep connection”
  • เป็น Social Media ที่ Toxic มาก” คนนี้อธิบายว่าการเห็นคนอื่นมีชีวิตดี มันทำให้เราดาวน์ ซึ่งจริงตามที่เขาวิจัยๆ นั่นแหละ
  • อันนี้เราก็เคยเป็น เห็นเพื่อนที่เราเคยสนิทด้วยคุยกันถูกคอแล้วเหมือนเราหลุดออกมา คุยกันคนละภาษาแล้ว หาทางแทรกไม่ถูก เจ็บปวดแต่ทำใจเหมือนกันนะวัยรุ่น 555
  • ไม่ไว้ใจจากการโดนดักฟัง
  • ไม่ชอบความไม่เรียลไทม์
  • รำคาญโฆษณา (อันนี้ธรรมดามาก แต่ขอเอามาลงให้เห็นรวมๆ)
  • บางคนเกลียดถึงขนาดที่ร้านรวงไหนให้ไปร่วมแคมเปญไลก์แชร์เช็กอิน จะไม่อุดหนุนเลยยังมี
  • โอ๊ยเสียดายทวิตเตอร์มันแทร็กข้อความที่มีคนโควตเราไปคุยต่อไม่ได้ ลืมหมดแล้ว

ความลำบากใจอย่างหนึ่งก็คือตอนนี้งานการที่ทำของผมนั้นยังหากินในทะเลที่มีปลาเยอะๆ อยู่ แล้วเฟซบุ๊กคือสิ่งนั้นโดยไม่มีใครสามารถทาบรัศมีได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคงจะเป็นแบบนี้ไปอีกหลายปี (โดยเฉพาะในไทย) ไหนจะไปกดสมัครบริการต่างๆ นั่นนี่ทั้งไทยเทศ ซึ่งการล็อกอินผ่านเฟซบุ๊กมันสะดวกจริงๆ เลยให้ตาย (เมื่อก่อนจะมีกูเกิลกับเฟซบุ๊กมาคู่กัน หลังๆ คงเอาที่คนไทยฮิตก็คืออีผีบ้าสีน้ำเงินนั่นอย่างเดียว) ก็เลยลบแอปออกไปไม่ได้

พอเปิดคอมพ์ทำงาน ตอบลูกค้าทีนึง กดเข้าไปเช็กข้อความ แถมยังต้องสะสมข้อมูลเพื่อเตรียมตัวในงานที่กำลังทำอยู่ (ปีหน้าจะเปิดคาเฟ่) ก็จะเผลอเหลือบตาไปมองไอ้ตุ่มแดงๆ นั่น จึงสะดุดหล่นลงไปในหลุมดำ แล้วก็พบว่าแม่งเสียเวลาชีวิตจนได้ ถึงจะแค่ 5-10 นาที แต่ก็พบว่ามันไม่ใช่ทางของเราเลย เอาเวลามาเสพทวิตเตอร์สบายใจกว่า (อ้าว)

ไหนๆ ก็ไม่ได้สรุปเรื่องของปี 2018 แล้ว ในนันมีพาร์ตนึงตั้งใจจะเขียนเรื่องการเสพติดโซเชียลของตัวเองไว้ด้วย ก็เอามาใส่ตรงนี้แทนละกัน ขอจบตอนนี้ด้วยการจดพฤติกรรมตัวเองในปีที่ผ่านมาละกันว่าถ้าไม่ได้นับเรื่องงาน เราเข้าเฟซบุ๊กไปทำอะไร

  • เข้ากรุ๊ปขายของเก่าแอนทีค, กรุ๊ปต้นไม้, กรุ๊ปสเก็ตช์รูป, Calligraphy, กรุ๊ปการ์ตูนเก่า, กรุ๊ปการเกษตรต่างๆ
  • เข้า Marketplace เฮ้ย เราใช้ฟีเจอร์นี้บ่อยนะ บ่อยได้ไงไม่รู้ ไม่เห็นใครพูดถึงกันเลย 555555 เข้าไปดูเฟอร์นิเจอร์ไม้ ดูต้นไม้ ดูอสังหา ดูของเก่า
  • ส่องโนติที่กดตามเพจไว้ เพจที่ตามจริงจังอยู่ไม่กี่แห่งมั้ง เช่นพี่ยุ้ย โดนไล่มาเล่นในนี้ ไข่แมวX การ์ตูนเดือด แล้วก็เพจพากินพาเที่ยวที่มีเฉพาะในแพลตฟอร์มนี้เท่านั้น (ถ้าใครมีเว็บก็จะไปกดสับตะไคร้ฟีดในเว็บแทน)
  • โนติที่เหลือคือปิดไปหมดแล้ว เปิดไว้แค่ถ้ามีเพื่อนมาเม้นถึงจะเด้ง แล้วเพื่อนก็จะเม้นแต่เรื่องเหี้ยๆ จนคนเข้าใจไปแล้วว่ากูมีคอนโดอยู่ 4 มีเมียอยู่ 8 ลูกอีก 13 ลูกชายคนโตเข้ามัธยมแล้ว
  • ไม่ได้กดหน้าแรก ไม่ได้เสพไทม์ไลน์ เว้นแต่ว่างแบบว่างสัสๆ จริงๆ เช่นขี้อยู่แต่อ่านข่าวใน Feedly หมดแล้ว ทวิตเตอร์ก็หมดแล้ว เว็บตูนก็หมดแล้ว เอาวะส่องหน้าแรกหน่อย (เห็นเราเม้นใครคือขี้อยู่ 100%)
  • นานๆ จะเข้าไปเพื่อไล่อันเฟรนด์คนที่ชีวิตไม่ได้โคจรผ่านกันอีกต่อไปแล้ว… เออ ถ้าเราอันเฟรนด์ใครอาจจะดูเสียมารยาทเนอะ แต่การ “Keep connection” ด้วยการต้องเป็นเฟรนด์กันในเว็บนั้น แม่งไม่ใช่สิ่งที่จริงสำหรับเราเลย เดี๋ยวคุยกัน (จริงๆ) ก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน (จริงๆ) เองแหละ เราเกลียดการที่เฟซบุ๊กมันใช้ความสัมพันธ์ของคนเป็นตัวประกัน
  • ที่กล่าวดังนี้ก็คือไม่มีเพื่อนนั่นเอง

ป.ล.
ทีแรกจะแปะทวีตของ Verge เมื่อสองสามวันก่อน ที่ว่าด้วยการเป็น monopoly ของเฟซบุ๊กอย่างไร้เทียมทานไปอีกหลายปีด้วยเทคนิคการไล่ก๊อป ไล่ฆ่า ไล่กลืน คู่แข่ง เพื่อความมั่นคงของรัฐบาล เสียดายทวีตนั้นปลิวไปแล้ว

[How to] หมดตูดง่ายๆ ด้วยการเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก

เข้าเรื่องเลยนะครับ ปั่นต้นฉบับอยู่

เมียผมคลอดลูกสาวคนที่สองเมื่อห้าวันที่ผ่านมา ก่อนคลอดก็เลยตั้งเวลาโพสต์เฟซบุ๊กในเพจร้านนลินฟ้าล่วงหน้าไว้ กะว่าเดี๋ยวตอนช่วงยุ่งๆ ให้นมลูกและพักฟื้นจากแผลผ่าตัด ก็คงไม่ได้มานั่งโพสต์ขายของประจำ

จนกระทั่งเมื่อกี้เห็นเมียเรียกให้หยิบคอมไปให้ดูหน่อย แล้วอีกสักพักก็บอกให้ช่วยดูให้หน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมโพสต์ในเฟซบุ๊กถึงมีจำนวนไลก์สูงกระโดดขนาดนี้

boosted-01

นั่นคือปกติการโพสต์จากเพจร้านนลินฟ้าจะเป็นแนวขายของรัวๆ หวังเงินล้วนๆ 55555 ไม่ได้มานั่งทักทายจ๊ะจ๋าฝนตกรถติดแบบที่วงการมาร์เก็ตติ้งเขาสั่งสอนกันมา (ประเด็นนี้เคยพูดในงาน Faceblog Talk ไปแล้ว) ดังนั้นโพสต์นึงจึงมีคนไลก์เฉลี่ยๆ 20-30 ไลก์เป็นเรื่องปกติ

แต่กับโพสต์นี้ ล่อไป 6-7,000 ในวันเดียว

แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เมียกรี๊ดเท่า ยอดเงินในบัญชีเราหายไปรวดเดียวเกือบ 7,000 บาท! (ตกไลก์ละบาท)

หลังจากสืบพยาน (ผู้ร้ายปากแข็งมาก ต้องค่อยๆ ตะล่อมถาม) เมียผมก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่าคงไปกดโดนในมือถือเข้า

boosted-2

อันนี้แคปหน้าจอมือถือเมียมาให้ดูนะครับ (ขออภัยเปิดโหมดถนอมสายตาไว้ จอมันเลยแดงๆ)

ให้สังเกตว่าการออกแบบที่ชาญฉลาดของซักกะเบิก ทำให้ปุ่ม Boost Post นั้นบวมเป่งน่ากดสิ้นดี ต้องบอกว่าเป่งตั้งแต่อยู่ในหน้าโพสต์ภาพหรือข้อมูลแล้วแหละครับ โดยถ้าเราโพสต์สถานะใดๆ แล้วลองกด Boost ดูสักครั้ง จะเห็นเลยว่ามันจะมีค่า default ที่เป็นการโยนเม็ดเงินเพื่อโฆษณาโพสต์นั้นๆ ให้ชาวบ้านเห็น (ใครที่ตามข่าวเฟซบุ๊กจะเห็นว่าถ้ายิ่งเราเป็นเพจใหญ่เท่าไหร่ ปริมาณการ “เห็น” โพสต์นั้นจะยิ่งริบหรี่ลง ทางเดียวที่จะให้ชาวบ้านเห็นคือจงจ่ายเงิน) ที่เลวคือ มึงออกแบบปุ่ม  Boost มาเด่นกว่าปุ่ม  Post อีก!

แล้วแถบเลื่อนด้านบนก็จะวางไว้ตรงสถานะที่พร้อมจะเสียเงินในระดับที่แพงมากทันทีนะครับ เนี่ยถ้าอยู่หน้านี้แล้วกดตุ่มใหญ่สีน้ำเงินปั๊บ “เงินหายทันทีครับ” …แถมมีข้อความกำกับด้านล่างที่แสดงความหวังดีว่า การที่มึงกดปั๊บแล้วเสียเงินปุ๊บเนี่ยนะ ถือว่ามึงอ่านข้อตกลงและยอมรับแต่โดยดีแล้วนะ เอาผิดไรไม่ได้นะ บัยนะ

จ้ะ อีห่า

โดยปกติแล้วเวลาเมียผมเลือกลงโฆษณาในสินค้าร้านตัวเอง ก็จะหยอดทีละ 2-300 บาทครับ และแยกการประเมินผลเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งการตั้งค่าการจ่ายเงินโฆษณาบนเฟซบุ๊กนั้น ทำบนคอม (เดสก์ทอป) จะดีกว่าในมือถือ เพราะมันสามารถปรับแต่งค่าสารพัดได้ละเอียดกว่า (เฟซบุ๊กเป็นเว็บที่ประหลาดมากครับ บางทีเปิดในแอปก็มีฟีเจอร์บางอย่างงอกขึ้นมาสำหรับคนใช้แอปเท่านั้น แต่บางทีเปิดในเว็บเวอร์ชันมือถือกลับสะดวกกว่า และบางทีบนคอมก็ไม่ได้สะดวกเท่ามือถือ ฯลฯ คือวิศวกรและสถาปนิกมึงมีตั้งเยอะแยะแทบจะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยรึเปล่าเหอะ ไหงไม่รู้จักหัดดูแลเรื่อง User Experience ให้เป็นไปในทางเดียวกันซะที ตูล่ะหน่าย)

เมื่อเมียผมเห็นเรื่องเสียเงินดังนั้น จึงรีบกด pause แคมเปญทันที จากงบที่ตั้งไว้ 19,600 บาท (โดยไม่ได้ตั้งใจ) จึงเสียจริงๆ ใน 7 ชั่วโมงแค่ไม่ถึง 7,000 บาทเท่านั้น… เฮ้อ ค่อยโล่งใจหน่อย

ซะที่ไหนเล่า!!!

เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า

  1. เงินทองเป็นของนอกกาย
  2. ถึงกระนั้น สิ่งที่ทำให้เมียข้าพเจ้ากรี๊ดได้ มีแต่เรื่องเสียเงินเท่านั้น (ตะกี้ขอไทลินอลไปกินสองเม็ด)
  3. คิดจะใช้เฟซบุ๊ก อย่าบ่น มันให้ใช้อะไรก็ใช้ไป ด่าไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงจะรู้ว่าเจตนาการออกแบบของมันเหี้ยมากก็เถอะ
  4. อย่าให้เด็กเล่นโทรศัพท์และเข้าแอปมั่วๆ นะครับ อันตราย อย่างอันนี้ถ้าไม่ได้ระวังให้ดีก็หายไปเกือบสองหมื่นในวันเดียวได้เหมือนกันนะ
  5. แนะนำเดรสแฟชั่นสวยๆ จากร้านนลินฟ้าครับ ช่วยเหลือค่านมลูกและค่ากระเป๋าเมีย (ชุดที่โบว์กดไปผิดนั่นผมช่วยออกแบบด้วยนะ ใช้มือถือจากบล็อกตอนก่อนที่อวยไว้นั่นแหละวาดเอา)

จบ

ความคืบหน้าล่าสุด เล่นเฟซบุ๊กเป็นแล้วครับ

หนึ่งในปมคาใจตลอดมาก็คือ ผมทนเล่นเฟซบุ๊กไม่ได้ซะที คือเข้าไปแล้วหงุดหงิด กับทั้งการออกแบบทั้ง UI และ UX ที่แย่ จนส่งผลให้ผู้ใช้ทำระบบนิเวศน์เพี้ยนโดยไม่รู้ตัว คือเอาผู้ใช้บ้านเราไม่อยู่นั่นแหละ ถึงจะมีชมบ้าง แต่ชมไปชมมาก็ว่าจะหัดเล่น แต่กว่าจะหัดจนเล่นเป็น และทำเป็นไม่สนใจอคติที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเล่นเว็บที่เด็กประถมมันก็เล่นได้นั้น ก็ใช้เวลานานพอดู

เอาจริงๆ จุดเปลี่ยนนมันก็แค่การพยายามสะกดจิตตัวเองให้สนใจไอ้เม็ดแจ้งเตือนสีแดงๆ แบบเดียวกะที่สนใจบน Google+ นั่นแหละครับ เท่านั้นเอง! พอรู้สึกว่าจะต้องเคลียร์อีตรงนั้นปั๊บ ทุกอย่างก็ง่ายละ เอาสิ ใครเม้นอะไร แท็กอะไรมา ต่อไปนี้จะเริ่มสนใจละ (เมื่อก่อนปิดหมดเลย รำคาญไง มันมาเยอะเกิน ทั้งที่ตั้งค่านั่นนี่ก็แล้ว)

แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ไปสนุกกับการดูชีวิตของคนอื่นได้จริงๆ ไม่รู้จริงๆ ว่ามันสนุกตรงไหน แม้บางทีก็มีคำตอบ(พร้อมกับคำถาม)ง่ายๆ ว่า

https://twitter.com/iannnnn/status/382902797873590274

แต่ไอ้ครั้นจะไปเสือกเรื่องของชาวบ้านบ่อยๆ ก็ไม่ใช่นิสัยที่เราถนัดจริงๆ งั้นเล่นแบบเป็นเราละกัน

เออ จะว่าไปเราเขียนบล็อกเรื่องเฟซบุ๊กมาหลายทีจนเป็นปมด้อยในชีวิตอันนึงไปละ 55555 ก็นะ ตอนนี้พอใช้เป็นแล้วก็รู้สึกเท่าทันชาวบ้านซะที ว่าเขาบ่นอะไร พูดอะไร ฮิตอะไรกัน สังคมแม่งไม่เหมือนทวิตเตอร์เลยว่ะ! (ทวิตเตอร์เร็ว กระชับ คนพูดรู้เรื่องกว่ากันหลายเท่า อันนี้เข้าข้างเลย)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอบคุณการลาออกจากงานจริงๆ นะครับที่ทำให้มีเวลามานั่งเล่นอะไรแบบนี้ได้ 5555 เอ้า มาลาออกกันๆ

เออๆ จะว่าไปอีกที เราไม่เคยพูดถึงเพจของเว็บฟอนต์เลยนี่หว่า

เอาจริงๆ คือไม่เคยดูแล ไม่เคยสนใจ ใส่ใจอะไรด้วยซ้ำ พอๆ กับที่สมัยทำเว็บเฟล ตอนนั้นก็แบบนี้แหละ มาสนุกอยู่บนโลกนอกเฟซบุ๊กตั้งนาน ส่วนในเพจก็ปล่อยให้มันรกร้างมาหลายปีมากๆ เพราะอ้างว่าไม่มีเวลา จริงๆ แล้วคือไม่ใส่ใจมากกว่า คือเราไม่เล่นเฟซบุ๊กไง เลยไม่รู้จะไปทำอะไรกะมัน นานๆ ทีก็เลยเข้าไปโพสต์รายงานตัวทีนึง แล้วก็กลับมาข้างนอกเหมือนเดิม ส่วนหน้าเว็บก็ว่าจะเปลี่ยนดีไซน์ใหม่หมดตั้งนานแล้ว ก็ยังไม่ได้ทำ (อันนี้อยากทำ แต่ไม่ว่างจริงๆ) ที่พอทำได้ก็คือเปลี่ยนสีเฉยๆ นี่เว็บฟอนต์หน้าแรกเปลี่ยนสี ปรับดีไซน์ไปนิดนึงอีกละนะ เพิ่งทำเมื่อเช้า เอาไว้ว่างสักสามวันจะรื้อให้หมดเลยคอยดู 5555

กลับมาเรื่องเพจฟอนต์ พอไม่ได้ทำอะไรกะมัน ผลคือ เพจเงียบสนิท ถึงปริมาณคนไลก์เพจจะเยอะเหมือนกันนะ ตอนนั้นนับได้แสนกว่าๆ (ตอนนี้สองแสนแล้ว) แต่ปฏิสัมพันธ์ห่วยแตกมาก ไม่มีอะไรที่ลากคนให้มีส่วนร่วมได้เลย นักการตลาดผ่านมาเห็นคงหัวเราะเงิบรัวๆ

พอโพสต์อะไรลงไปทีนึงเช่นปล่อยฟอนต์ใหม่ล่าสุดที่เท่มากๆ งี้ ก็มีคนไลก์โพสต์นั้นๆ แค่หยิบมือ (คือ 100 ไลก์นี่ก็โคตรถือว่าถล่มทลายแล้ว)

แต่พอตอนนี้เริ่มว่าง ลาออกจากงาน และตั้งใจว่าจะกลับมาทำให้มันหายร้างปั๊บ ก็เริ่มมีโต้ตอบ เริ่มโพสต์อะไรที่ไม่ใช่หุ่นยนต์บ้าง ถึงจะแค่สัปดาห์ละครั้งก็เหอะ แต่ผลที่ได้คือกราฟแม่งพุ่งปรี๊ดเลยครับ พอโพสต์ปั๊บ ก็พุ่งแบบที่เห็น ลองดูเทียบกะยุคก่อนหน้าที่เป็นกราฟแบนสนิทแล้วน่าละอายมาก

Facebook Page Insights

นี่ยังไม่รวมโพสต์ล่าสุดเรื่อง “ฟอนต์ศิลปากร” ที่เพิ่งปล่อยไปตะกี้ กราฟในภาพมันยังไม่นับนะ แป๊บเดียวล่อไป 1000 กว่าไลก์แล้วครับ ตกกะใจมาก
(สารภาพก็ได้ว่าเพิ่งเคยกดเข้าไปดูว่ามันมี Analytics แบบนี้ด้วย แต่แม่งออกแบบมาซับซ้อนยุ่งยากอีกละ คือทำให้ง่ายกว่านี้ได้นะ ไม่เชื่อดูวิธีของกูเกิลสิ #สาวก)

เออ สนุกดีว่ะ ทีนี้พอเริ่มคุยกะมนุษย์ทั่วไปปั๊บ คนก็เริ่มเข้ามาทำนั่นนี่ในเพจมากขึ้น ถึงมันจะโคตรเฉพาะทางเลยก็ตาม คือเราไม่มีอยู่แล้ว อีพวกเช้ามาสวัสดีครับ กลางคืนบ๊ายบายฝันดี แนบภาพอะไรพวกนั้น เพราะแม่งมีแต่เรื่องฟอนต์อย่างเดียว แถมเป็นแบบไม่ได้อิงกะวงการออกแบบชั้นสูงอะไรเลยนะ คือทำแบบบ้านๆ นี่แหละ นานๆ ทีก็จะมีแปะข่าวสารงานออกแบบอื่นๆ อีกหน่อยพอแก้เขิน

เอาวะ ถ้าเล่นแล้วมันสนุกแบบนี้ จะพยายามต่อไปครับ

หมายเหตุ:
มีอีกเพจนึงเป็นเพจร้านสกรีนเสื้อที่ผมเพิ่งเทกโอเวอร์มาจากเมีย คือเพจ monamafiashop อันนี้ก็เหมือนกะเว็บฟอนต์ แต่ต่างกันที่เมียเป็นผู้ดูแลมายาวนาน และปล่อยทิ้งร้างแบบสุดๆ เลย เพราะมัวแต่ไปสนุกกับกิจการร้านเดรสนลินฟ้าแทน ปล่อยไว้แบบนี้มาร่วมๆ สองปีได้ ใครถามอะไรก็ไม่ตอบ ง้อใครเป็นที่ไหนล่ะ! ผลคือเพจเงียบสนิท! คนไลก์กันสี่พันได้มั้ง แต่โพสต์ทีมีไลก์เดียว สองไลก์ 555 โธ่วววว

ทีนี้ถึงคราวผมเข้ามาดูแลเองละ คุณลูกค้าโพสต์ถามอะไรก็จะขยันตอบให้ได้เลยคอยดู… ตอนนี้มีคนไลก์สี่พันห้าแล้ว งั้นเดี๋ยวเป้าหมายถัดไปคือผมจะฟื้นฟูเพจของร้านนี้ให้กลับมาสนุกได้! แต่ทำไงวะ! — งั้น รบกวนท่านผู้อ่านช่วยกันกดไลก์กันหน่อยนะครับ ขอกันดื้อๆ เลย นะครับ ค่าขนมลูกผมเองครับ..

สัญญาว่าจะหัดเล่นเฟซบุ๊กอีกครั้ง

นี่เป็นคำพูดที่เคยประกาศอย่างจริงจังมาหลายที จนเหมือนเป็นสิ่งที่เชื่อถืออะไรไม่ได้แล้วนะ

คือผมเป็นพวกเสพติดการออนไลน์ โดยที่ไม่มีเฟซบุ๊กมาเกี่ยวข้องด้วยน่ะ ใครที่เข้าใจคำว่า “โลกออนไลน์ = เฟซบุ๊ก” อาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ผมนึกออก เพราะตัวเองเป็นอยู่

ที่จริงตัวเองน่าจะเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ เลยมั้ง ที่ได้สัมผัสอีเว็บดังกล่าวจากคำชวนของน้องที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีใครคิดกันว่าวันนึงอาณาจักรไฮไฟว์จะพินาศลงได้

แต่นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่แย่ เพราะเฟซบุ๊กไม่เคยทำให้ผมประทับใจได้เลย เนื่องจากแม่งไม่มีเพื่อนเล่น 5555

มันก็ชัวร์อยู่หรอกครับ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงนึกภาพไม่ออกกันแล้ว แต่ตอนนั้นเฟซบุ๊กแม่งเป็นเว็บสีขาวน้ำเงินน่าเบื่อๆ มีแต่การ poke กันไป poke กันมา อัปภาพ โพสต์ข้อความ เลี้ยงสัตว์ ทำควิซ และต้องคอยเฝ้าเพื่อรายงานตัวกับเพื่อนเป็นระยะๆ (ไม่แน่ใจว่าสมัยนั้นมีปุ่มไลก์หรือยัง)

เชี่ย น่าเบื่อที่สุด เปลี่ยนตีม โมหน้ากากเล่นแบบฮิห้าก็ไม่ได้ ก็เลยเลิกเล่นไปนานมากๆ จนน่าจะจำรหัสผ่านไม่ได้ ต้องสมัครใหม่ด้วยซ้ำ (ไม่ชัวร์นะ คือยุคนั้นสมัครบริการนั่นนี่เปรอะมาก)

จนอีกสักพัก ผมก็ได้รู้จักทวิตเตอร์จากการสมัครเปรอะๆ เช่นกัน และพบว่ามันง่ายดีสำหรับคนที่มีโลกส่วนตัวอย่างเรา คือพอเข้าใจคอนเซปต์ของมันว่าเออ อยากทวีตอะไรก็ทวีตไป แล้วไม่ต้องคอยเฝ้าหน้าจอนะ ว่างเมื่อไหร่ค่อยมาเปิดและตอบคนที่มาถาม ไม่มีใครถือสาอะไร และไม่ต้องเร่งเร้า ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น

โอเค กูเล่นไอ้นี่แหละ

ก็เลยเสพติดโลกออนไลน์โดยมีทวิตเตอร์เป็นช่องทางหลักๆ (ควบคู่กับเว็บบอร์ดอายุเกือบสิบปีที่ชื่อฟอนต์.คอม ที่เหมือนกับเว็บบอร์ดทั่วโลกที่โดนผักตบชวาที่ชื่อเฟซบุ๊กมาทำลายระบบนิเวศไปซะมาก)

โดยที่เคยพยายามหัดเล่นเฟซบุ๊กถึงขนาดที่เคยตั้งเป็นปณิธานเลยก็มี แต่ก็ไม่สำเร็จสักครั้ง

คือเราไม่อินจริงๆ นะ 555

โปรไฟล์ตัวเองก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เพื่อนฝูงญาติมิตรก็ไม่ได้มีปัญหากับใคร เพจน่าสนใจก็มีมากมาย แต่ปัญหาคืออะไรวะ

เกลียดความรกของมัน?
เกลียดดีไซน์ที่ดูวุ่นวาย เกลียดการใช้ฟอนต์เล็กๆ เกลียดข้อจำกัดในการสร้างพื้นที่ส่วนตัว เกลียดความปิดกั้น เกลียดนโยบายที่ดึงดูดทุกเว็บให้ไปฝังอยู่ในระบบอันเทอะทะแต่ไม่เปิดระบบตัวเองให้เอาไปแปะตามเว็บชาวบ้านชาวช่องได้มั่ง (นี่มันเกลียดแบบเฉพาะทางสุดๆ เลยนะ) หรือเกลียดโฆษณาที่ดูรุกล้ำเรามากเกินไป เกลียดที่มันใช้ในมือถือไม่ถนัด เกลียดแคมเปญกลวง ห่าเหวจากนักการตลาดและเอเจนซีที่ไม่เก่งเท่าที่โม้ เกลียดวัฒนธรรมหลายอย่างในนั้นทั้งที่ระบบสร้างขึ้นมา กับที่ผู้ใช้บ้านเราสร้างกันเอง

เอ๊ะ หรือเกลียดความรู้สึกที่ว่าคนรอบข้างเกือบทุกคนเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนต้องเล่นเฟซบุ๊ก และต้องพร้อมออนไลน์เพื่อตอบข้อความเดี๋ยวนี้!!!

ก็ไม่ทราบได้

แต่นั่นเป็นข้อสงสัยที่ทำให้เราพยายามเท่าไหร่ก็ทำใจไม่ได้ ที่จะไปเสพติดมัน ทั้งที่เคยประกาศให้เพื่อนฝูงฟัง(อ่าน)หลายครั้งแล้วว่าปีนี้กูจะหัดเล่นให้ได้ คอยดูๆๆๆ เนี่ยเขียนลงบล็อกหลายทีแล้วด้วย คราวนี้เอาจริงสุดๆๆๆ

แต่ก็คึกได้แป๊บเดียว เลิก

ทุกวันนี้เฟซบุ๊กของผมจึงเป็นเพียงสถานที่สำเนาข้อความจากทวิตเตอร์อีกที (คือตั้งค่าในทวิตเตอร์ไว้ให้มันเด้งไปเฟซบุ๊กน่ะครับ ยกเว้นเวลาทวีตคุยกับใครมันจะไม่ขึ้น) ไม่ได้เคยสนใจจะไปพิมพ์คุยกับใคร หรือกดไลก์(ตามมารยาท)ให้กับคอมเมนต์ของเพื่อนที่อุตส่าห์เข้ามาเขียนคอมเมนต์ใส่ข้อความอัตโนมัติของเราโดยที่ไม่รู้ว่าไอ้บ้านี่ของแท้ต้องไม่เคยออนนะจ๊ะ

จนมีวันหนึ่งที่ตัวเองพอจะนึกออกว่าบรรยากาศของเฟซบุ๊กมันคล้ายๆ กับ MSN ในยุครุ่งเรือง นั่นคือมันจะมีความคิดมาตรฐานอย่างหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันว่า “ทุกคนต้องเล่นเอ็ม” และการไม่เล่นเอ็มถือเป็นความบ้าบอที่เห็นแล้วสงสัยว่ามึงอินดี้ไปหรือเปล่า เนี่ย มี MSN Plus ด้วยนะ แต่งอีโมได้ด้วยนะ ทำวิงก์กระพริบๆ ได้ด้วยนะ เปลี่ยนสีฟอนต์ได้ด้วยเหอะ ฯลฯ

นั่นแหละที่ทำให้ผมเลิกเล่นเอ็มอย่างถาวร ไม่สนใจสังคมมากมายที่อยู่ในนั้น คือมันจอแจไป

เออ พิมพ์มาถึงคำว่าจอแจปั๊บนึกออกเลย ใช่ๆๆ “มันจอแจ”

คือเฟซบุ๊กมันมีสาธารณูปโภคและสิ่งเร้ามากมายให้เราเสพติดและอยู่กับระบบของมันนานๆ เลยมีการไลก์ (และการไม่มีปุ่มดิสไลก์) มีโนติแดง ข้างบน พร้อมกับเด้งเตือนเมื่อเพื่อนเราทำอะไร (ผมแทบไม่เคยกดโนติเลย) มีแถบเสือกด้านข้างที่ยิ่งบิ๊วนิสัยเสือกของมนุษย์ขึ้นมาอีก มีนั่นมีนี่สารพัด ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วผลักดันให้เราต้องทำตามคำสั่งที่ระบบมันวางเอาไว้ โดยที่ผู้ใช้อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เพลิดเพลินไปกับมัน และสร้างเป็นพฤติกรรมร่วมของมนุษย์ในยุคนี้ไปแล้ว (เช่นการชอบกดไลก์ ใช่กดแชร์ แคร์กดคอมเมนต์ อะไรแบบนี้)

ทุกอย่างดูดีและโซเชียลที่สุดเลยใช่ไหมครับ แต่ไม่เคยมีที่ไหนเลย ที่จะทำให้เรารู้สึกว่า “มันเป็นพื้นที่ของเราจริงๆ” แม้แต่ในหน้าโปรไฟล์ของเราเอง ที่ทุกอย่างต้องระบุตามช่องกรอกของมัน ไม่สามารถเปลี่ยนอะไร หรือแหวกอะไรได้มากกว่านี้แล้ว คุณมีหน้าที่เพียงกรอกข้อมูลของคุณ พร้อมภาพถ่าย ภาพปก และหมั่นอัปเดตสเตตัสอยู่เสมอๆ เพื่อบอกความเป็นคุณให้โลก(หมายถึงโลกบนเฟซบุ๊ก)รู้ ส่วนอะไรที่ “เป็นคุณ” จริงๆ หรือเป็นเพียงสิ่งที่อยากจะบอกว่านี่คือคุณ อันนี้ก็แล้วแต่จะปรุงแต่งกันตามใจนะ

ผลก็อย่างที่เห็นเลยครับ ทุกคนประกาศความเป็นคุณกันโบ้มๆ

เหมือนเวลาเลี้ยงรุ่น เพื่อนๆ มากันเต็มห้องเลย แล้วดันมีแต่คนแย่งกันพูด ไม่มีพื้นที่สำหรับคนชอบความเงียบตรงมุมห้องอย่างผม

เราเลยหันไปเล่น Google+ แทน

ผมเลยยังคงมีความสุขดีกับทวิตเตอร์ที่ไม่รุกล้ำพื้นที่ของตัวเองนัก เพราะระบบของมันไม่ได้ถูกออกแบบมาด้วยวิธีคิดแบบผู้ผลิตยาเสพติดสักเท่าไหร่ แต่ถูกออกแบบมาให้มี “ช่องว่างระหว่างไทม์ไลน์” กว้างพอที่จะหายใจหายคอ และเรียกร้องความอิสระจากมันได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในพื้นที่ของคุณ เกิดพึงพอใจอยากทำอะไรขึ้นมาก็เชิญ

นั่น ทำไปทำมากลายเป็นบล็อกด่าเฟซบุ๊กอีกแล้ว

เอาจริงๆ ถึงจะไม่ชอบที่ตัวระบบและปรัชญาการออกแบบระบบของเฟซบุ๊กนัก แต่เราก็ไม่ได้เกลียดชังเพื่อนในนั้นนี่นา แถมเพื่อนที่เข้าใจว่า “ทุกคนต้องเล่นเฟซบุ๊ก” ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะมันเป็นความเข้าใจสากลไปแล้ว เช่นเดียวกับสมัย MSN หรือไฮไฟว์ หรือยุคนี้ที่คนใช้มือถือไอโฟนก็ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนแบบแอปเปิล (ที่ผมไม่ค่อยชอบปรัชญาการออกแบบระบบของมันเหมือนกัน) นี่นา

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากหัดเล่นเฟซบุ๊กอีกครั้ง และอีกครั้ง

เห็นแบบนี้ก็อยากเข้าสังคมเหมือนกันนะ ถึงจะเป็นพวกชอบอยู่เงียบๆ ตรงมุมห้องก็เถอะ

หวังว่าคราวนี้น่าจะทำได้นะ

ป.ล.
บล็อกตอนนี้ตื่นมาเขียนในมือถือตอนเช้ามืดเลยครับ ไม่มีคนอ่านก็ช่างมัน เพราะมันเป็นเรื่องปัจเจกมากเลยนะ 555 คือที่จริงนอนไม่หลับน่ะครับ เพราะเมียท่าทางจะไม่สบาย หลังจากไปบ้านพี่ชายที่เพชรบุรีมา แล้วบ้านนั้นก็ไอกันทั้งบ้าน พอเมียป่วย ผมเลยแยกมานอนที่พื้น แล้วมันเย็น เลยตื่นตั้งแต่ตีสี่ คิดนั่นนี่ไปมาเลยเขียนบล็อกแก้ว่างดีกว่า

ป.อ.
เออ จะบอกว่าหลายครั้งที่นั่งขี้อยู่ดีๆ ก็คิดไอเดียเพจเฟซบุ๊กสนุกๆ แบบที่น่าจะมีคนไลก์เยอะๆ ขึ้นมาทีไร ก็ต้องขยำทิ้งไปทุกที ก็ปัญหาคือเราแม่งดันไม่เล่นเฟซบุ๊ก ขี้เกียจคอยนั่งอัปเดตสม่ำเสมอน่ะสิ ถ้าทำเองแม่งต้องเบื่อและเลิกไปในในเจ็ดวันแน่ๆ (แล้วต่อมาไม่นานก็จะมีคนที่คิดได้เหมือนกันกับเราที่ทำเพจแบบนั้นเป๊ะๆ และประสบความสำเร็จจริงๆ อันนี้ดีใจนะ แต่อวดใครไม่ได้เพราะเราแค่ฝัน แต่เขาลงมือทำจริงๆ ต้องยกย่องครับ)

ป.ฮ.
เชี่ย เจ็ดโมงแล้ว บาย (เขียนเสร็จก็ทวีตลิงก์บล็อกนี้และให้มันไปโผล่ในเฟซบุ๊กเอง จบ)