Continue reading [คุยกันท้ายเล่ม] แซลมอนบุ๊คส์กับข้าพเจ้า" />

[คุยกันท้ายเล่ม] แซลมอนบุ๊คส์กับข้าพเจ้า

งานหนังสือผ่านไปครึ่งทางแล้ว ยังไม่ได้เขียนถึง “ศิลป์ซิตี้” เลย ถ้าเป็นคนรู้จักวางแผนและขายของเก่งๆ มึงควรเขียนให้เสร็จตั้งแต่ก่อนงานนะ 5555

พอดีเรื่องเล่ามันเยอะจนตัดสินใจไม่ลงว่าจะหยิบเม็ดไหนมาพูดถึงก่อนดี แต่ไหนๆ พอเขียนช้าแล้ว ก็ตั้งใจเขียนไปเลยละกัน จึงขอใช้ย่อหน้าถัดจากนี้ไป เล่าย้อนถึงชีวิตตัวเองที่ได้มีโอกาสโคจรเข้ามาเจอสำนักพิมพ์แซลมอน (ที่กดลิงก์เว็บหลักตอนนี้เจอแต่รายการหนังสือระลอกก่อน ส่วนของใหม่คงพร้อมโชว์หลังงานฯ) และได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน (พูดแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้กับ บ.ก.) แต่ยาวนะ บอกไว้ก่อนเลย เอาเลยนะ โอเคนะ

salmonbooks / iannnnn

นับถึงตอนนี้ผมทำหนังสือร่วมกับสำนักพิมพ์แซลมอนมา 3+1 เล่มแล้วครับ (+1 คือเล่มเหลืองๆ ข้างบนที่ออกในนามเฟลาธิการ ส่วนเล่มอื่นใช้ชื่อ iannnnn) โดยสามารถไล่เรียงไทม์ไลน์ และเล่าเรื่องที่หลังเล่มที่ผ่านมาในมุมมองของคนเขียนได้ดังนี้…

อ้อ… ภาพเปิดของแต่ละเล่มคือ “แบบร่างปก” หรือไม่ก็ปกที่ออกแบบไว้ ไม่ได้เอามาใช้จริงนะครับ ผมชอบเก็บงานพวกนี้ไว้ดูเล่น สนุกดี


fail-cover

FAIL OF THE สอง YEARS

(มกราคม 2555)

ย้อนกลับไปเมื่อสี่ห้าปีก่อน ผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มขั้น แต่หลังจากงานออฟฟิศแล้ว ผมยังเป็นคนมีเวลาว่างเหลือเฟือ เพราะยังไม่มีลูก ในช่วงนั้นการมีครอบครัว (=เมีย) จึงยังสามารถใช้ชีวิตเป็นของตัวเองได้เต็มที่ จึงผุดโปรเจ็กต์นั่นนี่ออกมามากมาย – เว็บเฟลก็หนึ่งในนั้น

เออ จะว่าไป สมัยปี พ.ศ.2553 (ค.ศ.2010) นี่ เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นแบบนี้โดยไม่ได้เกี่ยวกับครอบครัว แต่เกี่ยวกับพฤติกรรมการ “ฆ่าเวลา” ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ได้สามสี่จีอย่างปัจจุบันมากกว่า เพราะตอนนั้นโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างทวิตเตอร์เฟซบุ๊กเป็นเพียงความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มอยู่ จำได้ว่าเคยไปบรรยาย (สไลด์อยู่นี่) แล้วทำนายว่า “ยุคนี้คนมองว่าอินเทอร์เน็ตคือกูเกิล แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นาน โลกออนไลน์จะหมายถึงเฟซบุ๊ก” ซึ่งเอามาเล่าตอนนี้ก็เป็นนิยายย้อนยุคไปแล้ว ทุกคนแม่งใช้เฟซบุ๊ก (และไลน์ที่ตอนนั้นยังไม่เกิด) กันเป็นเรื่องปกติยิ่งกว่ากินข้าวซะอีก

ที่เปรียบเทียบเส้นเวลาให้เห็นก็เพื่อจะอ้างว่า เว็บเฟลมันเกิดขึ้นในยุคนั้นแหละครับ ยุคที่เวลาคนจะแชร์อะไรกันก็คือ เอาไปแปะตามเว็บบอร์ดเอย ส่งต่อทางฟอร์เวิดเมลเอย ส่วนเฟซบุ๊กทวิตเตอร์นั้นกำลังเริ่มระบาดเข้ามาในประเทศไทย พอจังหวะมันดี เว็บมันก็เลยเกิด พอเกิด ก็เลยเป็นหนึ่งในภาระของชีวิตที่ต้องดูแล อาบน้ำแต่งตัว ขัดสีฉวีวรรณให้มันทุกวันหลังจากเลิกงานกลับถึงบ้าน บันทึกไว้ว่าทุกวันก่อนนอน ผมต้องคัดแยกผลงาน “ทิ้ง” ในแต่ละวัน วันละเป็นร้อยๆ ฉบับ เพราะไม่เชื่อว่าระบบโหวตมันจะใส่ “กลิ่น” ของเฟลาธิการลงไปได้

เท่านั้นยังไม่พอ พอมานึกทีหลังก็สยองเหมือนกัน ว่าหลังจากคัดเหลือวันละ 6-7 ภาพ (หรือคลิป) แล้ว ก็ต้องมาคิด “ก๊อปปี้” ใส่กลิ่นให้แต่ละเฟลมีเอกลักษณ์ด้วย (แบงค์ บ.ก.บห.แซลมอนเพิ่งถามเมื่อไม่นานมานี้ว่า “มึงทำได้ยังไงวะพี่”)

นั่นแหละจึงทำให้ช่วงพีกๆ มีสำนักพิมพ์หลายเจ้าติดต่อเข้ามาขอรวมเล่ม เจ้าไหนที่อาร์ตเวิร์กไม่สวย งานไม่เนี้ยบ โลโก้ไม่สวย (เดี๋ยว…) จึงถูกเชิดใส่ด้วยความหยิ่งยโสโอหัง และผู้เข้าประกวดรายสุดท้ายคือสำนักพิมพ์หน้าใหม่ ชื่อ “แซลมอนบุ๊คส์”

แซลมอนในตอนนั้นคือสำนักพิมพ์น้องใหม่สุดๆ เลยครับ ผมรู้จักก็แค่ว่าเป็นญาติกับเครือบันลือ ที่เป็นเจ้าของขายหัวเราะในตำนาน และที่สำคัญคือ น้องกราฟิกน่ารัก …จึงตัดสินใจว่าเอาเจ้านี้แหละ (แต่เวลาทำงานจริงๆ ได้ทำกับอีแซม บุรุษหน้าหนวดผู้พยายามกันท่าผมออกจากน้องกราฟิกตลอดเวลา เลวมาก โกรธ)

น่าจะนับเป็นกระบวนการออกหนังสือที่แปลกสักหน่อย คือเป็นหนังสือที่รวม 200 สุดยอดมุกจากเว็บเฟลในช่วงตลอด 2 ปีที่ทำเว็บมา (ทีแรกกะว่าจะรวมตั้งแต่ปีกว่าๆ ตามชื่อเดิม แต่ทำไปทำมากินเวลาไปถึงปีที่ 2 จนได้) ผมในฐานะเฟลาธิการ ก็ไปเซ็ตระบบให้จัดเรียงลำดับตามค่าคะแนนโหวต และค่าถ่วงน้ำหนัก ฯลฯ (อธิบายไปก็เนิร์ดเปล่าๆ) ไว้จำนวนหนึ่งในรอบแรก และมาคัดกรองเจ้มจ้นอีกรอบด้วยตัวเอง จนได้มาตามจำนวน

เสร็จแล้วก็ใส่ลิงก์ ใส่ข้อมูลประกอบ คัดคอมเมนต์ จัดระบบทุกอย่างแม่งยังกะคำนวณภาษีส่งสรรพากร ที่แน่ๆ คือ เป็นต้นฉบับหนังสือเล่มที่เท่าไหร่ของประเทศไทยกันนะ ที่ทำด้วย Google Spreadsheets (เดี๋ยวนี้ชื่อ Google Sheets) ทั้งเล่ม 5555 บ้าบอมาก

เฟลออฟเดอะสองเยียร์ส วางแผงในเดือนมกราคม นั่นแปลว่าวางแผงแยกจากงานหนังสือ ส่วนฉบับพิมพ์ครั้งที่สองนั้นตามมาในอีกไม่กี่เดือน แถมยังมีการเปลี่ยนปกเป็นแบบไม่มีรู ดังนั้นใครเจอฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี่เก็บไว้เลยนะครับ อีกห้าพันปีมันจะมีราคาสูงมาก

และในช่วงปีนั้น ผมก็ดันอิ่มตัวจากภาระที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าแม่งต้องทำอะไรรูทีนแบบนี้ทุกวันจนเลี่ยนแล้ว จึงเลิกทำเว็บเฟล และส่งมอบสิทธิ์ทั้งหมดต่อให้คนอื่นรับช่วงไป (ซึ่งก็ดันไม่ยอมทำต่อเฉยเลย กลายเป็นตำนานของจริง โธ้)

ส่วนตอนนี้ถ้าใครไปงานหนังสือ น่าจะยังหาได้ตามกระบะลดราคา ลดเหลือเล่มละ 50 บาท แต่เอามาพลิกดูแล้วยังแนะนำอยู่ครับ ราคานี้นี่คือมุกละ 1 สลึงเองนะ ลองไปพลิกอ่านก็ได้โคตรคุ้ม 5555


papa-cover

คือปะป๊าครองพิภพ

(มีนาคม 2556)

หนึ่งในสาเหตุที่ผมเลิกทำเว็บเฟล รวมถึงค่อยๆ “ปลิด” สิ่งที่กินเวลาจนรู้สึกว่าเป็นภาระออกไปจากชีวิต นั่นคือการมีลูก

ผมพูดเรื่องนี้ไว้ในบทแรกๆ ของหนังสือ “คือปะป๊าครองพิภพ” เหมือนกัน ว่าคำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคนเรามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ สามสเต็ป คือเรียนจบ แต่งงาน และมีลูก” ถึงคนที่ยังอยู่ในสเต็ปก่อนหน้านั้นจะพยายามจินตนาการถึงตัวเองในชั้นถัดไปอย่างไรก็นึกไม่ออก จนกว่าจะได้ไปยืนเอง

บัดนี้พอมีลูกมาสองคน คนโตสามขวบ คนเล็กหกเดือน มองย้อนกลับไปก็ยิ่งมั่นใจว่าจริงนะ และขอเสริมไว้อีกหน่อยว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่าเนี่ย มันเกิดขึ้นภายในจิตใจมากกว่าที่เห็นภายนอกด้วยซ้ำ แต่จะเปลี่ยนไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน ไม่มีสูตรตายตัว ส่วนของผมนั้นเล่าไว้ในนี้แหละ ลองอ่านดูได้ (ย่อหน้านี้ขายของ)

โว้ย ทำไมเขียนแล้วมันดูซีเรียสจัง ที่จริงมันเป็นหนังสือเล่าเรื่องชีวิตการเป็นพ่อคนแบบเบาสมองมากๆ เลยนะ 5555

งั้นเอาใหม่ ว่าด้วยที่มาของเล่มนี้ละกัน…

กำลังหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดูเพื่อจะเขียนถึงที่มา ปรากฏว่าเจอคำนำอันนี้พอดี ดีเลย แปะ (จริงๆ นิ้วไม่ได้ดำแบบนี้นะ กล้องซัมซุง โทษมัน)

papa-Preface

จบ!

ไม่จบสิไอ้บ้า ขอเขียนนิดนึง คือจะบอกว่ากระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรของแซลมอนแม่งเป็นงี้จริงๆ นะครับ คือถ้าอีแบงค์ไปเจอใครที่น่าจะเขียนหนังสือขายกับมันได้ ก็จะใช้วิธีป้ายยาให้มึนๆ เผลอไปตอบตกลงกับมัน รู้สึกตัวอีกทีก็นั่งเขียนต้นฉบับอยู่แล้ว ทีนี้แม่งคือหนีไม่ได้แล้ว

สิ่งที่น่าจดจำในเล่มนี้คือ

  • เป็นงานเขียนเล่มแรก ที่ออกมาเป็นเล่มๆ จริงๆ โดยสำนักพิมพ์และระบบการพิมพ์มาตรฐาน (ไม่นับหนังสือทำมือที่เย็บขายในงานแฟตเฟสที่แดนเนรมิต) แถมยังไปวางแผงครั้งแรกในงานสัปดาห์หนังสือด้วย ดังนั้นทุกอย่างจึงใหม่ สด สั่นแหงกๆ ไม่แพ้เนื้อหาในเล่มที่ว่าด้วยการออกลูกเป็นตัวๆ
  • มีอีฟรีคลับเป็นแผนกทวงหนี้… ฟรีครับนั้นเป็น Hulk ประจำกองบรรณาธิการ (นึกภาพไม่ออก? ดูนี่) คือเป็นพวกใช้กำลัง ป่าเถื่อน โหดร้าย
  • เล่มนี้เปลี่ยนจากการส่งต้นฉบับผ่าน Spreadsheets เป็น  Google Docs / Google Drive และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเราทำแบบนี้คนแรก จนตอนนี้ทางสำนักพิมพ์ก็ใช้ระบบนี้เป็นหลักในการทำงาน (ดีใจกับอะไรแบบนี้)
  • ซึ่งการเขียนต้นฉบับแทบทั้งเล่มนั้นผมใช้เวลาว่างระหว่างโดยสารรถไฟฟ้าไปออฟฟิศ คือเขียนด้วยนิ้วโป้งในมือถือนี่แหละครับจนจบเล่ม ไม่รู้มีใครเคยทำไหม ถ้าไม่เคยก็จะได้เคลมไว้อีกอย่าง 5555
  • เออ นิ้วโป้งผมได้ไปโผล่ในคอลัมน์สัมภาษณ์ปากกาในนิตยสาร a day ด้วยแหละครับ เล่มไหนไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว
  • ชื่อ “คือปะป๊าครองพิภพ” นี่เป็นชื่อที่พอผมไป “คุยงาน” (หมายถึงการไปเจรจาว่าจะเขียนหนังสือก็ได้วะ) (คุยที่บ้านของอีแบงค์แถวๆ ทุ่งครุอันไกลโพ้น) (และลืมกางเกงในลูกทิ้งไว้) (สามปีแล้ว มันยังเก็บไว้) เสร็จปั๊บ ชื่อนี้มันก็ผุดขึ้นมาเลย ชื่อเดิมคือ “คือป๊ะป๋าครองพิภพจบสากล” แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็น ปะป๊า ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน สงสัยว่าจะได้ดูไม่เหมือนป๋าแบบ ป๋าขา เสี่ยขา อะไรแบบนี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วย
  • การทำงานกับสำนักพิมพ์นี้มันจะแบบนี้อยู่บ่อยครั้งเลยครับ บางทีนั่งกินขนมไปก็พิมพ์คุยอะไรกันไม่รู้ไปด้วย บ้าๆ บอๆ แม่งดันเอาจริง แต่ทีไปคุยจริงจังบางครั้งก็เดินกลับบ้านมือเปล่า
  • เริ่มเขียนตั้งแต่ลูกสาว (นิทาน) ยังแบเบาะ จนต้นฉบับเสร็จก็อยู่ในวัยที่ลูกกำลังปีนป่ายไปทั่วตัวแล้ว ดังนั้นหลายครั้งต้องขอย้อนกลับไปเขียนเพิ่ม เพราะมันมีเรื่องเล่าอีกเยอะงอกขึ้นมา ถือว่ามีพัฒนาการไปพร้อมๆ กับหนังสือจริงๆ
  • ปีนั้นแซลมอนได้บูธในโซนลึกลับที่มีพื้นที่กว้างขวาง เลยผมสามารถหอบลูกไปนั่งเล่นในงานหนังสือได้ด้วย แต่ตอนนี้แซลมอนเป็นสำนักพิมพ์ฮิตติดลมบนไปแล้ว (ซึ่งขนาดบูธยังเท่าเดิม เอ๊ะหรือเล็กกว่าเดิมวะ)
  • หนังสือเล่มนี้นิทานก็รักมากเช่นกัน เราเรียกกันว่า “หนังสือของนิทานตอนเด็กๆ” ขนาดที่ตะกี้เขียนบล็อกค้างไว้แล้วจะลงไปกินข้าว นิทานผ่านมาเห็นก็ยังถลามาเปิดดูหน้าตัวเองที่ปรากฏในหนังสืออยู่เลย :) อ้อ เล่มที่ถ่ายไว้ข้างบน และถ่ายหน้าคำนำลงบล็อกนี่ เป็นเล่มที่สภาพเยินมาก เพราะเก็บใส่ชั้นหนังสือไว้ และให้นิทานหยิบอ่าน (=เปิดรัวๆ) ได้ตามใจชอบมาตั้งแต่ขวบนึง ดังนั้นสภาพนี่อย่างเละ แต่ความเละนี่มีคุณค่ามากๆ
  • เคยไป B2S แล้วเจอเล่มนี้วางไว้ตรงแผงเด่นๆ (ถ้าสำนักพิมพ์อื่นบางทีไปหลบอยู่ในหมวดแม่และเด็ก -_-) นิทานถึงกับถลาไปหา และชี้ให้ทุกคนดูว่านี่คือหนังสือของนิท้านนนนน
  • การ์ตูนท้ายเล่มที่มีคนชอบเยอะมากๆ ก็มีเขียนต่อเนื่องมาอีกเป็นร้อยๆ ตอนเลยนะครับ ที่บล็อกนิทานสี่ช่อง (ปัจจุบันเลิกเขียนเพราะนิทานพ้นวัยเบบี๋มาแล้ว แต่พอมีอะไรเกรียนๆ ก็เล่าผ่านทวิตเตอร์ @noonitan อยู่เรื่อยๆ จ้ะ)
  • สำนักพิมพ์จะมีโควต้าหนังสือฟรีให้นักเขียนหน่อยนึง เลยไปขนมาแจกญาติโยมเยอะมาก จนหมด แล้วก็ต้องซื้อมาเพิ่มอีก สรุปว่าถ้ามันขายหมดหาซื้อไม่ได้ ก็แสดงว่าผมไปเหมามาเก็บไว้เอง (โถ)
  • (สาระ) (จริงๆ คือขายของ) ทุกวันนี้ยังหาซื้อได้อยู่นะ ถ้าขี้เกียจไปซื้อในร้านก็ซื้อออนไลน์ได้ ได้ลดด้วย – จิ้ม

sloth-machine-cover

sloth-cover

SLOTH MACHINE

(2557)

ที่จริง ที่มาของหนังสือเล่มนี้ก็เคยเล่าไปแล้ว กดลิงก์ข้างบนนี่ได้เลย (ที่จริงน่าจะเอามาเป็นคำนำมากกว่าคำนำจริงๆ ในหนังสือ… ที่แบบ)

แต่อันนี้ขอเล่าในมุมที่พ้นจากช่วงโปรโมตหนังสือละกัน คือพอเขียนปะป๊าฯ เสร็จแล้วผมก็ห่างหายจากวงการหนังสือไปเลย เนื่องด้วยตัวเองต้องทำงานทำการและหาเลี้ยงดูลูกเมียเป็นหลัก ถ้าเอาไทม์ไลน์ชีวิตตัวเองมาเทียบก็คือตอนนั้นเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานเกี่ยวกับงานออกแบบและเทคโนโลยีเต็มตัว โดยตัวงานน่ะสนุกดี เงินเดือนก็เพียบ เพื่อนร่วมงานก็ฮา แต่เกลียดชีวิตช่วงนั้นจนเผลอระบายออกมาบ่อยๆ ว่าเบื่อชีวิตในช่วงนี้จริงๆ แต่งานมันสนุกดี เงินเดือนก็เยอะ โอกาสพัฒนาฝีมือตัวเองก็เยอะ แต่เบื่อ แต่งานก็ดี เงินก็แจ่ม เพื่อนร่… พอ!!!

ทันใดนั้น ผมก็ลาออกมาเลย

ที่จริงคือไม่ได้ลาออกทันทีหรอกครับ มันมีสเต็ปมากกว่านั้นพอสมควร (เล่าไว้ในหนังสือนั่นแหละ กดอ่านดูได้ #ขายของ) พอออกจากงานปั๊บ แทนที่จะหางานที่อื่นต่อ ผมก็ถือโอกาสนั้นแขวนนวมจากชีวิต “วัยทำงาน” ซะเลย เรียกง่ายๆ ว่าเกษียณตัวเองนั่นแหละ

เรื่องไปถึงหูผีของอีแบงค์ผู้เป็น บ.ก.ใหญ่แห่งอาณาจักรแซลมอน ที่ตอนนี้กลายเป็นสำนักพิมพ์มีชื่อเสียงเด่นดังไปแล้ว มันก็มาชวนให้เขียนหนังสือ ผมจึงปฏิเสธไปว่า “ขี้เกียจว่ะ” เช่นเดียวกับที่ปฏิเสธมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา

แต่ใครจะไปรู้ว่าคราวนี้มันเอาจริง มัน (ซึ่งตัวใหญ่ ยืนปิดทางเดิน) บอกว่า พี่ก็เขียนเรื่องมนุษย์ชิลของพี่สิ – ผมโยกหลบไป เจอ “ท่านผู้นั้น” ที่อยู่เบื้องหลังอาณาจักรลันลือ พูดด้วยประโยคคล้ายกัน แต่มาพร้อมกำหนดการวางแผงเรียบร้อย จบเกม

(ที่จริงก็เล่าเรื่องเดียวกับในลิงก์ข้างบนนี่หว่า 5555 กดไปอ่านเอาละกัน ขี้เกียจให้มันสมกับหนังสือหน่อย)

เอาเรื่องเล่าหลังเล่มละกันนะ

  • ชื่อเรื่อง SLOTH MACHINE นี้คิดได้ก่อนหนังสืออีก คือน้องที่ออฟฟิศเก่ามันชอบเปรียบผมเป็นตัวสลอธ มีตัดต่อ ใส่แว่นตาให้ด้วย (เหี้ยมาก หาภาพไม่เจอแล้ว) และคลิปสลอธข้ามถนนนั้นก็ยังตราตรึงใจจริงๆ จนรู้สึกอิจฉาชีวิตของมัน ว่าทำไมวะ ทำไมเราแม่งไม่สามารถขี้เกียจแล้วอยู่รอดมาได้แบบมัน เอ๊ะหรือได้? มันต้องได้สิ
  • แล้วก็ได้จริงๆ
  • ที่จริงวันที่ตัดสินใจว่า เอาวะ มึงทวงขนาดนี้ กูเขียนก็ได้ ผมกระซิบหนุงหนิงก่อน (@notsosad บ.ก.สำนักพิมพ์บัน) พอบอกชื่อหนังสือที่คิดไว้ในหัวไปปั๊บ ปรากฏว่าคอนเซปต์ผ่านแฮะ เลยได้ข้อคิดว่า ถ้าชื่อหนังสือมันมาแล้วเนี่ย หลังจากนี้ก็สบายเลย ถือว่ามีของแข็งอยู่กับตัว (คือชื่อเนี่ยนะ)
  • เล่มนี้เขียนกับ บ.ก.กาย ที่มาเป็น บ.ก.สำนักพิมพ์อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ยักษ์อย่างฟรีคลับลาออกจากแซลมอนไป (น่าจะไปทำงานทวงหนี้จริงๆ) อีกายก็มารับหน้าที่แทน และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรอย่างการทวงตะพึดทุกโซเชียลเช่นเคย ไม่สิ โหดกว่าเดิมอีก (เคยเขียนถึงอีกายเต็มๆ ที่นี่)
  • เทียบกับไทม์ไลน์ของชีวิตตอนที่ตัดสินใจเขียน ก็คือเป็นช่วงที่เมียท้องแก่ ใกล้คลอดลูกคนที่สองพอดี เลยตัดสินใจยากมากว่าจะลุยต่อหรือจะพับไปก่อน เพราะถ้าเมียคลอดออกมาแล้ว ต้นฉบับก็จะต้องสะดุดแน่นอน ทางแก้ก็คือรีบปั่นให้เสร็จก่อนเมียคลอด ซึ่ง ถุย ใครจะไปทำได้วะ!
  • จึงเป็นหนังสือที่ใช้เวลาเขียน (และวาด) เร็วมาก โดยอาศัยช่วงที่ลูกเมียหลับแล้วมานั่งทำงานต่อ เคยมีที่ปั่นต้นฉบับดึกดื่นจนเผลอสัปหงกบนหน้าจอ รู้สึกตัวอีกทีก็กด ผ ผึ้งค้างไว้ประมาณ 3 หน้ากระดาษ
  • ถึงจะเขียนเสร็จไม่ทันเมียคลอด (และเมียเหนื่อยมากเนื่องจากต้องดูแลลูกเล็กลูกใหญ่ที่ใช้พลังงานในการเลี้ยงสูงมาก) แต่ในที่สุดก็เสร็จทันวางแผงในงานหนังสือนะครับ ถึงจะเป็นการปิดเล่มเป็นปกท้ายๆ และเลยเดดไลน์มาพอสมควรแล้วก็เถอะ
  • บทลงโทษที่ได้รับก็คือ งานหนังสือผ่านไปครึ่งนึงแล้วก็ยังพิมพ์ออกมาเป็นเล่มไม่เสร็จ แต่พอเสร็จปั๊บก็ไปนั่งเฝ้าแจกลายเซ็นในงานอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แฮ่
  • ทั้งนี้สัมผัสโลกของนักเขียนยุคนี้ได้อย่างนึงว่า ถ้าเราไม่ได้สร้างกลุ่มผู้อ่านที่ติดตามผลงานกันอยู่แล้ว (หรือถ้าเป็นคนมีชื่อเสียง มีแฟนคลับไรงี้) หรือเว้นช่วงจากเล่มก่อนหน้า ทิ้งร้างไว้นานๆ ก็ต้องมาบิ๊วกันใหม่หมดเลยอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม หากคุณต้องการสร้างฐานแฟนคลับ แนะนำให้เปิดเพจแล้วหมั่นอุ๋งอิ๋งๆ และรักษาความสม่ำเสมอไว้ครับ ดูเป็นเรื่องง่ายๆ นะครับ แต่ให้ผมทำก็ไม่ไหวครับ ขยันไม่พอจริงๆ
  • ที่น่าสนใจก็คือ หลังจากหนังสือวางแผงตามร้านทั่วไป ก็พบว่ามีคนอ่านกลุ่มใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นมา และทักทายกันในฐานะที่ผมเป็นนักเขียน (ไม่ใช่คนเล่นทวิตเตอร์ที่โผล่มาเล่นมุกแล้วก็ไป) ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดีนะ
  • เออ เล่มนี้มันเป็นหนังสือแนวๆ อธิบายคอนเซปต์ชีวิตทั้งเล่ม ดังนั้นเนื้อเรื่องจะไม่ได้เป็นไทม์ไลน์แบบเล่มปะป๊าฯ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเข็มทิศชีวิตนะ -_- คือตั้งใจไว้ว่าเนื้อหาจะค่อนข้างโตหน่อย กลุ่มผู้อ่านจึงค่อนมาในวัยมหาลัย หรือวัยทำงาน
  • ซึ่งฟีดแบ็กของคนใกล้ชิดที่รู้จักนิสัยกันดีอยู่แล้ว พออ่านปั๊บก็จะไม่ค่อยอะไร คือรู้จักอยู่แล้วว่ามึงเป็นคนแบบนี้ อ่านบล็อกมึงก็มาแนวนี้ตลอดนี่หว่า แต่กับคนที่เข้ามาทักทายกันในฐานะนักเขียน (ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน) ส่วนใหญ่ก็จะแสดงความชอบออกมา ประมาณว่า โอ๊ยพี่ มันโดน หนูเจอตัวเองอยู่ในหนังสือเล่มนี้ หรือผมค้นพบชีวิตตัวเองแล้ว ฯลฯ
  • ซึ่งสำหรับคนเขียนหนังสือแล้ว ฟีดแบ็กแบบนี้มันโคตรมีค่าเลยครับ คือหนังสือของเราไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ถ้าเผอิญไปโดนคนที่เหมาะขึ้นมาแล้วดิ้นๆๆ นี่ มันฟิน
  • แต่ผลตอบรับอันดับหนึ่งจากผู้อ่านก็คือ ซื้อมาแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้อ่าน ขี้เกียจ …
  • (ปิดท้ายด้วยการขายของ) สลอธแมชชีนยังมีขายทั้งในงานหนังสือ ร้านหนังสือทั่วไปโดยเฉพาะ B2S และซื้อออนไลน์ (มีส่วนลดด้วย)

เออ พอพูดเรื่องวาดด้วยเขียนด้วย เลยนึกได้ว่า งานเขียนของผมทุกเล่มจะต้องมีการวาดรูปประกอบอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย แต่ดูแล้วท่าทางจะมากขึ้นเรื่อยๆ …มากที่สุดก็อีศิลป์ซิตี้เล่มล่าสุด (ที่ยังไม่ได้เขียนถึงเต็มๆ ซะที) นี่แหละ วาดและเขียนด้วยลายมือทั้งเล่ม

โอ๊ย ไว้ค่อยเล่าต่อตอนหน้า

ป.ล.
ลืมสรุปไปหน่อยนึง จะบอกว่างานเขียนหนังสือนี่มันสนุกดีนะครับ ใครเข้าใจว่าน่าจะสนุกยังไง นั่นแหละถูกแล้ว เพียงแต่มันไม่ได้เป็นงานที่เหมาะกับทุกคน เพราะไม่เพียงคุณต้องเขียนหนังสือได้ (อ้าวอีห่า) หรือเล่าเรื่องเป็นเท่านั้น แต่ต้องมีวินัยในการทำงานในระดับที่คนที่เกี่ยวข้องสบายใจด้วย เออ ไม่ได้มีแค่กองบรรณาธิการนะ แต่ยังรวมไปถึงฝ่ายการตลาด เจ้าของตังค์ที่ลงทุนค่าผลิตให้เรา ยันพนักงานโรงพิมพ์ ฯลฯ

ป.อ.
ที่สำคัญคือลูกเมียครับ เกือบทุกเล่มตอนเขียนผมจะต้องขออนุญาตลงปฏิทินขอจำศีลอย่างเป็นทางการ ดังนั้นเมียจึงรับภาระหนักในการเลี้ยงลูกแทบตลอดเวลา จนต้องย้ายไปพำนักบ้านตายาย ไม่งั้นครอบครัวแตกแยกแน่ 5555 นี่คงเป็นข้อจำกัดของคนมีครอบครัวครับ ส่วนนักเขียนที่โสดก็ได้เปรียบหน่อยนะ จะนอนสำนักพิมพ์ตลอดเดือนก็ไม่มีใครว่า

ป.ฮ.
ผมมีคิวไปแจกลายเซ็นที่งานหนังสือ บูธแซลมอน X-07 วันอาทิตย์ที่ 5 และจันทร์ที่ 6 เมษายนนี้ ประมาณบ่ายสองนะครับ แต่วันเสาร์ที่ 4 ว่าจะแว้บๆ ไป ใครเจอกันแวะจับตูดกันได้นะ

คอมเมนต์