ดรอซัมติง

hipster-or-nerd

อยู่ดีๆ ความรู้สึก “อยากวาด” ก็พวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงตอนที่นั่งคลิกนู่นดูนี่จากการนั่งทำเว็บ

คือผมวาดไม่เก่งครับ ถึงจะขีดๆ เขียนๆ เล่นมายี่สิบปีแล้ว ฝีมือก็ยังหยุดนิ่งได้แค่ระกับ “วาดเป็น” ไม่เคยไปถึง “วาดเก่ง” สักที

เป็นเพราะไม่ได้พยายาม เป็นเพราะไม่ได้ใส่ใจ เป็นเพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่อยาก เห็นคนวาดเก่งแล้วอิจฉา เผอิญว่าความอิจฉานั้นก็หยุดไว้เท่านั้น

แต่ใจนึงผมก็รู้ลิมิตตัวเองดีว่าไม่ได้สนใจจะไปฝึกฝนทุ่มเทตั้งใจเพื่อจะให้ตัวเองวาดเก่งขึ้นมาได้หรอก คบกับตัวเองมานาน กูรู้จักมึงดี

แค่เจ็บใจนิดนึงที่พอดูงานวาดเล่นของชาวบ้านแล้วก็พบว่า เฮ้ย ทำไมเขาวาดแล้วโคตรสนุกเลย อีแค่วาดให้สนุกนี่ทำไมเราทำไม่ได้วะ ต้องทำได้สิ

เออ วาดเก่งกับวาดแล้วสนุกมันมีความต่างเอาไว้เป็นข้ออ้างได้พอสมควร งั้นต่อไปนี้ผมเลยจะขอกลับมาเริ่มหัดวาดอีกครั้ง ด้วยวิธีแบบแอนๆ นี่แหละ

วิธีแบบแอนๆ = วาดมันซะเลย วาดเยอะๆ วาดๆๆๆ เหี้ย วาดโว้ยยยย

นึกย้อนไปสมัยที่ตัวเองยังชอบจดบันทึกลงในสมุด ตอนนั้นในมือของมนุษยชาติ (ที่จริงคือเรา แต่อ้างมนุษยชาติจะได้อุ่นใจหน่อย) ยังไม่มีมือถือมาจองพื้นที่ถาวรอย่างทุกวันนี้ ด้วยกลัวจะว่าง ก็เลยซื้อสมุดปากกามาถืออยู่เสมอ พอเห็นอะไรก็วาดดะ จดดะ สนุกดี พูดแล้วโหยหาอดีต

พอมาทุกวันนี้ ถึงจะใช้มือถือรุ่นที่คุยนักหนาว่ามันพกพาสะดวก แถมมีปากกาที่ใช้วาดได้ดีมาก แต่พอเอาเข้าจริงๆ เวลาวาดความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนปากกากับกระดาษจริงๆ ใช่ปะ เพราะมันวาดผิดก็ลบได้ วาดเบี้ยวก็ขยับได้ ทำผิดก็ undo ได้ ซึ่งมันไม่ใช่นะ มันง่ายไป สะดวกไป ไม่ฮิปสเตอร์พอ

ที่สำคัญคือ มันมีอะไรดึงความสนใจออกไปจากการวาดได้เยอะ เช่น แป๊บๆ โนติแม่งมาละ ไหนจะไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เพื่อน ลูกค้า แอปการ์ตูน ฯลฯ หมดกัน ไม่ต้องวาดละ

แต่ช่างเถอะ บ่นไปก็เท่านั้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ถือเป็นโอกาสดี เพราะสมุดบันทึกเล่มล่าสุด กำลังจะหมดลงในอีกไม่เกินสัปดาห์ …นึกได้ว่าเคยเขียนบล็อกตอนเปิดเล่มนี้เมื่อ 16 ก.ย.56

เหี้ย ดองมาปีกว่าๆ แล้ว สมุดบางๆ เล่มเดียวเนี่ยนะ!!!

ที่จริงก็นึกคำอ้างสารพัดได้ไม่ยากหรอกครับว่าทำไมใช้เวลาเขียนนาน เพราะสัปดาห์นึงจะได้เขียนสักครั้ง เนื่องจากสมุดมันใหญ่ พกไปไหนมาไหนไม่ได้ และความสนใจของผมมันเปลี่ยนไปลงกับหน้าจอไฟฟ้าหมดแล้ว น่าเศร้าแต่ก็ไม่ปฏิเสธ

ดังนั้นเล่มต่อไปจึงขอแก้บั๊กด้วยการเลือกสมุดไร้เส้น ไซส์เล็กลงกว่าเดิม จึงควรจะพกง่ายกว่าแบบที่ใช้เขียนส่งการบ้านมัธยมทุกวันนี้ (ที่ต้องเก็บไว้ในกระเป๋าคอมอย่างเดียว) ซึ่งเป็นเล่มที่ซื้อมาเมื่อเดือนก่อนจากร้านสโมศิลปากร ร้านเครื่องเขียนที่เจ๋งที่สุดในโลก

คราวนี้ดูซิว่าจะมีข้ออ้างอะไรอีก เดี๋ยวจะกลับมาดู

ปกติเขาบอกว่าถ้าจะทำอะไร อย่าประกาศว่าจะทำนั่นนี่ เพราะมันจะวืด วืดแล้วจะเสียหน้า แต่เท่าที่เขียนบล็อกนี้มาสิบกว่าปี ผมว่าผมวืดไปเกิน 10 ครั้งแล้ว ก็เพราะอีการฮึดขึ้นมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบนี่แหละ 5555 ก็ช่างมันประไร คราวนี้ลองดูอีกที

ป.ล.
ดรอซัมติง เป็นเกมที่เคยฮิตมากๆ ฮิตโคตรพ่อโคตรแม่ ทุกคนเล่น ทุกครัวเรือนมี เพราะมันดี มันเด่น มันสนุก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็ร่วงโรยเหลือแค่ชื่อ เผลอๆ หลายคนลืมชื่อมันไปแล้วด้วย แล้วจะพูดทำไม

ป.อ.
อันนี้เขียนเพิ่ม แปะลิงก์ของคุณ @hackhq ไว้หน่อยครับ อันนี้อ่านแล้วขึ้นจริงๆ – อยากหัดสเก็ตช์ภาพ ขอคำแนะนำหน่อย

ข้อเสีย

เราถูกสั่งสอนให้ซึมซับกติกาที่ว่า การใช้ชีวิตคู่นั้น ต้องแสวงจุดร่วมและสงวนจุดต่าง ยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายให้ได้ แล้วชีวิตคู่จะราบรื่น

ผมเป็นพวกโอเคอยู่แล้ว เก็ตคำสั่งสอนนี้และเอามาใช้ในชีวิตเป็นเรื่องปกติ

แต่เมื่อคืนตอนเมียส่งข้อความในแฮงก์เอาต์มาใช้ให้หยิบเครื่องปั๊มนมไปให้บนห้องนอน แล้วฝากดูตัวเล็กให้หน่อย อยู่ดีๆ ผมก็มานั่งลิสต์ดูว่าเมียเรามีข้อเสียอะไรบ้าง

โอ้โห แม่งเพียบเลย อย่างน้อยที่ประจักษ์ตาก็คือ เป็นพวกที่ทำอะไรแล้วไม่เก็บให้เรียบร้อยทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่นการเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วบ้านแล้วขึ้นไปนอนอยู่บ่อยๆ โดยไม่ได้ปิด บางทีผมนั่งหน้าคอมดึกๆ ตีหนึ่งตีสองเปิดประตูออกมาดู เหย็ดแม นี่บ้านหรือเซเว่น ทำไมสว่างไสวในยามค่ำคืนได้ขนาดนี้

คิดในใจเฉยๆ แล้วก็เดินไล่ปิดไปทีละดวงๆ …ก็ทำเป็นเรื่องปกติไม่ได้บ่นได้หืออือหรือรู้สึกผิดปกติอะไร (เพราะชินแล้ว) แต่เมื่อคืนพอคิดจะระลึกดูว่ามีอะไรอีกไหม นี่ก็เลยถูกนับเป็นหนึ่งในนั้น

พอเดินไปถึงในครัว อ้าว ไฟหลังบ้านก็เปิด ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้งานอะไรนะ — ไอ้การจำไม่ได้ว่าสวิตช์ไฟดวงไหนมันกดตรงไหนนี่ก็เหมือนกัน ขนาดเขียนไว้บนปุ่มก็ยังไม่อ่าน

เออ เรื่องไม่อ่านก็เหมือนกัน เวลาเจออะไรเด้งขึ้นมาในคอมหรือในมือถือ เมียก็จะกด  OK ทันที (ไม่ใช่แคนเซิลนะ นี่กดโอเคเลย) เป็นที่รู้กันนะว่านี่คือพฤติกรรมอันตราย ยิ่งเป็นพวกใช้มือถือทำงานด้วยก็ยิ่งอันตรายใหญ่ นานๆ ทีผมหันไปเห็นก็จะบ่นพอเป็นพิธีสักครั้ง

คิดไปคิดมา เดินขึ้นไปถึงห้องนอนข้างบน จะอุ้มลูกมากล่อมหลับ เมียก็ถามว่า

“แล้วไหนเครื่องปั๊มนมล่ะ” …จบ ลืมอีกแล้ว

(เป็นข้อเสียอมตะของผมที่เมียบ่นทุกวัน)

ได้แต่มองเธอข้างเดียว

jack

ที่ได้แต่มองเธอข้างเดียวนี่ ไม่ใช่อะไร เพราะฉันตาบอดไปข้างนึง

เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากตาบวมไปข้างนึงก็พบว่ามันอักเสบ อีอาการอักเสบแบบนี้เราสรุปง่ายๆ และให้ภาพลักษณ์ออกมาอย่างน่าอับอายว่า “เป็นตากุ้งยิง”

ขอโทษนะ ที่จริงกุ้งไม่ได้ยิงหรอก ลูกสาวกูนี่แหละยิง เต็มเบ้าตาเลย

แต่พออ่านเพิ่มเติมก็พบว่าเมื่อตามันโดนทำร้ายจนอ่อนแอแล้วมึงไม่รู้จักพักผ่อน เอาเวลามาเปิดคอม ตอบเมลลูกค้า รวมทั้งเขียนบล็อก (อุ้ย) และเขียนต้นฉบับสนองนี้ดคุณ บ.ก.ที่เริ่มทวงยิกๆ แล้ว (อุ้ยยยย) นั่นเอง

สายตาจึงอ่อนล้าหนักขึ้น จนพ่ายแพ้แก่แบคทีเรียที่เหิมเกริมสำแดงพลังบุกยึดอาณาเขตบริเวณต่อมน้ำตาพอดี ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่าไปแอบดูน้องนางแบบจริงๆ ด้วย

เมื่อบอกเมียไปดังนั้น เมียผู้แสนดีก็เลยออกไปร้านขายยา และจัดสำรับใหญ่มาให้ มีทั้งยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา ยากินแก้ปวดลดไข้ และยาปฏิชีวนะอีกสองแผง จัดเต็มแบบต้องมานั่งท่องกำหนดการประจำวันกันเลยว่าอันไหนกินตอนไหน ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีอุปกรณ์ปิดตามาให้ด้วยหนึ่งปึก หน้าตาเหมือนพลาสเตอร์ปิดแผลตราเสือ แต่ตัดแต่งเล็มขอบมาขนาดพอดีเบ้าตา คือเป็นพลาสเตอร์เวอร์ชันตา พอแปะปั๊บ ส่องกระจกดู อย่างเหี้ยครับ (ภาพวาดด้านบนนั่นคือที่เห็นในกระจกนะครับ เพราะผมเองไม่เคยเห็นหน้าตัวเองจริงๆ เห็นแต่ในกระจก เลยวาดออกมาสลับข้างกับความเป็นจริง)

วันนี้เลยเป็นวันที่โดนเมียสั่งว่า จงนอน เปิดคอมให้น้อยที่สุด แต่ลูกค้าก็ต้องตอบนะ เช็กตังค์ร้านโอนเข้าโอนออกก็ต้องเช็กนะ ทำแบบให้ลูกค้าก็ต้องทำนะ แต่ต้องนอนนะ เปิดคอมให้น้อยที่สุดนะ แต่งานก็ต้องทำนะ…

นี่เมียไม่รู้อย่างเดียวว่ามีแอบเขียนบล็อกด้วย ไม่งั้นโดนด่าแน่

ความสนุกมันเริ่มขึ้นก็ตอนที่ปิดตาข้างนึงนี่แหละครับ วันนี้ทั้งวันเลยใช้ชีวิตอยู่ด้วยทัศนวิสัย 50% มาตลอด

ก็เลยได้เรียนรู้ว่า การปิดตาขวานั้นไม่ใช่แค่ทำให้ฝั่งขวามองไม่เห็นอะไรเท่านั้น แต่ยังทำให้ “การรับรู้มิติ” สูญเสียไปโดยสิ้นเชิง

เพราะปกติเวลาเรามองอะไรจากสองตา ภาพที่เห็นจะมีการเหลื่อมกันเล็กน้อยทำให้สมองกะความตื้นลึก และระยะทางได้ แต่เราไม่ต้องไปรู้มันหรอกครับ เอาเป็นว่าตั้งแต่เกิดมามีสองตาเนี่ย เราก็ไม่ได้โง่ไปเดินชนอะไรบ่อยๆ

แต่พอเหลือตาเดียว โลกทั้งโลกก็แบนราบ ทุกอย่างเป็นเพียงภาพที่เห็นจากจอทีวี 2 มิติ คือไม่เหลือความลึกให้สมองได้รับรู้

อย่างยุงบินมานี่ จ้างร้อยนึงก็ตบไม่ถูก เพราะเราไม่รู้ไงว่ามันอยู่ห่างจากเราแค่ไหน จะอาศัยการกะระยะทางจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ยังไม่ช่วยให้ตบโดน แค้นมาก รู้สึกแพ้มาก เห็นยุงผ่านหน้าทีไรเหมือนมันเย้ยหยันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เราทุกครั้ง (หรือจะเป็นสัญชาตญาณที่ได้มาแบกกับการสูญเสียการมองเห็นวะ)

หรือตอนที่เมียใช้ให้หยิบนั่นนี่บนโต๊ะกินข้าวส่งให้นี่ก็แขนเหวี่ยงไปชนนั่นนี่ ล้มต่อเนื่องกันถึง 3 ครั้ง คือเหวี่ยงโดน หล่น เก็บขึ้นมาวาง แล้วเหวี่ยงอีก หล่นอีก เก็บอีก เหวี่ยงอีก หล่นอีก จนเมียสงสัยว่ามึงประชดหรือเปล่า

ที่น่ากลัวที่สุดคือการขับรถ อ่านเจอคำเตือนจากหมอสารพัดเลยครับว่าห้ามเลยนะ อีพวกตาเดียวเนี่ย มึงนั่งเฉยๆ เลยนะ อันตรายมากๆ เพราะนี่ไม่ใช่แค่มองรถหรืออะไรที่โผล่มาจากฝั่งขวาไม่เห็นเท่านั้น แต่การที่มีตาเดียวแล้วกะระยะไม่ถูกนั่นแหละที่อันตรายจนห้ามขับ ห้ามขี่ ถ้ามีแฟนคลับก็ให้แฟนขับไป

ฉะนั้นการออกไปกินข้าวเย็นและซื้อของที่บิ๊กซีวันนี้ ก็เลยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีได้มั้ง ที่ผมนั่งอยู่เฉยๆ เล่นกับลูก และดูเมียขับรถ (ซึ่งเจ๊ก็ขับโหดเหมือนเดิม จนอยากรีบๆ หายซะเดี๋ยวนี้เลย เสียวได้ลงข่าวหน้าหนึ่ง)

ถ้านับรวมถึงการได้นอนไปเมื่อตอนบ่ายหน่อยนึงด้วยข้ออ้างที่ว่าร่างกายกำลังอ่อนแอ ควรฟื้นะลัง นี่ก็พอสรุปได้ว่าการไม่สบายมันก็สบายดีนะ เพียงแค่อย่าบ่อย อย่านานเท่านั้นเอง เข้าใจคนมีปัญหาด้านการมองเห็นแล้วครับว่าการใช้ชีวิตของคุณยากไม่เบาเลย

นี่ก็เพิ่งป้ายตาไปอีกปื้ด หวังว่ากุ้งมันจะหายยิงเร็วๆ

หายแล้วจะได้ปั่นต้นฉบับให้ บ.ก. ไง

ป.ล.
เขียนมาทั้งหมดนี่เพื่อเป็นข้ออ้างสำหรับบรรทัดสุดท้าย

_______
เขียนเพิ่ม หมอเถื่อนเพื่อนผมบอกว่า
– มันเป็นต่อมไขมันนะไม่ใช่ต่อมน้ำตา
– ตากุ้งยิงไม่ต้องปิดตานะ ใช้ประคบร้อนเอา

วิธีเล่นยูทูบแบบไม่มีปุ่มเกะกะ

youtube

วิธีดูยูทูบ (บนคอมนะ) แบบไม่มีปุ่มเครื่องมือเกะกะ เว้นแต่ถ้าเอาเมาส์ไปแหย่ เครื่องมือถึงจะโผล่ขึ้นมา

  1. เข้า youtube.com
  2. โครมบนวินโดวส์กด Ctrl+Shift+J / บนแมคกด Command-Option-J (ถ้าใช้เบราว์เซอร์อื่นๆ กดไปดูจากที่มาเอาเอง)
  3. ก๊อปโค้ดนี้ไปวางในช่องของมันแล้วกด Enter

    document.cookie=”VISITOR_INFO1_LIVE=SR64eWDDWNU; path=/; domain=.youtube.com”;window.location.reload();

  4. จบข่าว
  5. ถ้าอยากคืนปุ่มให้เธอประชาชน ก็เข้าไปที่เดิมแล้ววางโค้ดนี้แทน

    document.cookie=”VISITOR_INFO1_LIVE=; path=/; domain=.youtube.com”;window.location.reload();

วันที่ฉันเสียน้ำตา

eye

วันนี้น้ำตาไหลตั้งแต่เช้า

ไม่ได้เสียใจอะไร ตั้งชื่อบล็อกดักไว้งั้นแหละ ที่จริงคือใช้สายตาหนักมาก เพราะนั่งแต่งภาพตอนกลางคืนแบบเกือบโต้รุ่งมาสองคืนติดๆ (จนไม่ได้เขียนบล็อกเลยไงล่ะ #ข้ออ้าง) ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำเพื่อปากท้องตัวเองและลูกเมีย จึงยอมบั่นทอนสุขภาพของตัวเองลงหน่อยนึง

แต่ก็แลกมาด้วยอาการเจ็บตาขวาตรงเปลือกตา จนถ้าส่องกระจกดีๆ จะเห็นว่ามันบวมออกมาหน่อยๆ เลยนะ

ที่จริงผู้ต้องสงสัยก็คือเจ้าจอคอมพิวเตอร์ที่ผมนั่งจ้องมันติดๆ กันหลายชั่วโมง และจ้องมากกว่าปกติเพราะเป็นงานแต่งภาพ ต้องใช้สายตาหนักมากกว่างานออกแบบหรือการใช้งานเรื่อยเปื่อยทั่วไปอยู่แล้ว เพราะมันต้องเพ่งที่ภาพถ่ายหลายร้อยภาพเพื่อปรับสี ปรับแสง ลบตำหนิ ฯลฯ

ที่ดีหน่อยก็คือมันเป็นการถ่ายแบบ นั่งจ้องน้องจินทั้งวันทั้งคืนก็เพลินตาดีอยู่ (เมียตบ) แต่จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ตอนนั่งเร่งทำงานให้เสร็จก็ยังมิวายสงสัย ว่าทำไมที่ผ่านๆ มาไม่เห็นจะเคยปวดตาขนาดนี้เลยวะ

หรือเราเผลอให้ความสำคัญกับเงินและคำสั่งเมียไปมากกว่าการดูแลสุขภาพของตัวเอง ที่ระยะหลังๆ จะเริ่มออกอาการเป๋ให้เห็นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ

แถมปณิธานประจำปี 2558 นี้ก็ไม่มีบรรทัดไหนเลยที่พูดเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ…

สัญญาณแบบนี้ไม่ดีแน่! ต่อไปนี้จะต้องปรับปรุง จะต้องเริ่มจากไอ้นั่น หันมาทำไอ้นี่ ทำงานไปก็คิดพะวงไป (แต่สายตาที่ปวดร้าวก็ยังไม่เลิกจ้องขาอ่อนนางแบบนะ)

จนตีสามผ่านไป ก็เพิ่งมานึกได้ว่า ที่แท้ที่ปวดตานี่ ไม่ได้เป็นเพราะทำงานนี่หว่า

แต่เพราะคืนก่อนหน้า (ที่ทำงานดึกเหมือนกัน) พอเดินเข้าห้องนอนที่ปิดไฟอยู่ แล้วเสือกตัวพรืดขึ้นไปบนเตียง เพื่อเตรียมนอน

คุณนิทานอายุ 2 ขวบ 8 เดือน ก็ต้อนรับด้วยการดิ้นและกวาดขา 180 องศา ทิ้งส้นตีนลงมา โป้ง! กลางเบ้าตาผู้เป็นบุพการีพอดี

ลูกเมียนอนหลับปุ๋ยสบาย ส่วนอีพ่อนอนกุมเบ้าตาด้วยความปวดร้าว แล้วก็หลับ ตื่นมาก็ลืม

แล้วก็บวม