ทิ้งลูกเมียไว้ หนีไปงานหนังสือ

รายงานตัวตามสูตรครับ กลับจากงานหนังสือแล้วหนอนที่ดีก็ควรอวดว่าตัวเองเจ๋งแค่ไหน
ปีนี้จดลิสต์รายการเอาไว้แล้วไปเพื่อมุ่งหาเป้าหมายอย่างเดียว กะว่าจะไม่ซื้อเรื่องอื่นเลย
ผลคือได้มาประมาณ 90% ของลิสต์ นอกนั้นเป็นนิตยสารฉบับล่าสุดซึ่งมาคิดดูแล้วกูไปซื้อที่ร้านทั่วไปก็ได้

และนี่คือรายการที่โดนไป

bambino

Bambino!

ผมไม่เคยอ่านเลยครับ แต่ทุกคนรอบกายบอกว่าควรอ่านและควรเก็บ เลยจัดมาซะเลย
คับแค้นใจกับการหาซื้อตามร้านมือสองมาสามครั้ง แต่ไม่เจอหลงมาเลยสักครั้ง
ก็เลยกะว่าเอาวะ ซื้อมือหนึ่งก็ได้ ที่สยามอินเตอร์เขาขายพวกรวมห่อในราคาลด 30% ก็เลยเอา
ไอ้ที่ซื้อนี่คือภาคหนึ่ง มี 15เล่มจบ ราคา 478 บาท

นิทานโลก

นิทานโลก

ยังยืนยันว่านักเขียนการ์ตูนที่ผมชอบที่สุดแบบสุดๆ คนหนึ่งคือสะอาด
เล่มนี้ซื้อเพราะชื่อสะอาดเหมือนเดิม คือสะอาดแม่งบ้า เขียนอะไรก็สนุกไปหมด
เอาง่ายๆ ว่าถ้ากินไข่เจียวแล้วดันเทซอสพริกหกรดกระดาษ กระดาษแผ่นนั้นนั่นก็ฮาแล้ว
ตามธรรมเนียมของการซื้อหนังสือ ผมจะไล่อ่านการ์ตูนที่รอคอยมานานก่อน นิทานโลกเนี่ยเป็นเรื่องที่สอง
พออ่านจบไปตะกี้ จึงได้รู้สึกว่ามันเป็นนิทานจริงๆ (แหงล่ะ) ต่างจากชายผู้ออกเดินทางตามเสียงของตัวเองของปีก่อน
สำหรับผมแล้วชอบเรื่องก่อนมากกว่า เพราะรู้สึกมีส่วนร่วม-ผูกพันกับมนุษย์ในนั้นมากกว่าสัตว์ในนิทานของสะอาด
แต่เห็นแล้วอยากกลับไปอ่านฮิโนโทริของ อ.โอซามุอีกที เรื่องนี้หาซื้อมือสองเก็บเท่าไหร่ก็ไม่ครบซะที

กลับหลังหัน

กลับหลังหัน

คราวที่แล้วไปเยี่ยมยูท สนพ.แซลมอน คุยกันตั้งนานแต่กลับมาถึงบ้านก็นึกได้ว่ากูยังไม่ได้อุดหนุนเขาเลยนี่หว่า
คราวนี้เลยตั้งใจไปซื้อ “กลับหลังหัน” ของอาร์ต จีโน่ โดยเฉพาะ แล้วก็เปรมมากครับ อ่านจบรวดเดียวสองเล่มเลย
คืออุตส่าห์พยายามละเลียดๆ อ่านแล้ว แต่ก็ทนความมูมมามไม่ไหว เสพอย่างตะกละที่สุดจนจบ และฟินมาก
ถ้างานของสะอาดคือการ์ตูนของมือสมัครเล่น(ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ถ้าบังอาจเรียกว่าเป็นสไตล์ มันคือสไตล์การ์ตูนวาดเล่น)
งานของอาร์ต จีโน่ก็คือมืออาชีพที่ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นเรื่องงานวาด เอาพูกันตวัดๆ ก็ออกมาเป็นภาพแล้ว สวยด้วย
ที่เจ๋งคือการ์ตูนแม่งเท่ฉิบหาย (ในนั้นจะมีคำว่าเท่โผล่มาเป็นระยะๆ) อ่านแล้วรักเลย ขอเป็นแฟนคลับอีกคนเหอะอาร์ต

รื่นรมย์ในโลกหนกขู

รื่นรมย์ในโลกหนกขู

เห็นชื่อโตมรก็ซื้อแล้ว ไม่ได้คิดอะไร ยิ่งมันอยู่ในโซนขายเล่มละ 50 บาทของมติชนด้วยเลยหยิบแบบไม่ได้คิด
เชื่อว่าหลายคนก็เป็นแบบผมนี่แหละ ที่ซื้อเพราะชื่อคนเขียน ไม่ได้ซื้อเพราะอยากอ่านอยากเสพเนื้อหาอะไรนัก
จะเรียกว่าดีไหมก็คงไม่ แต่ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนี่หว่า :30:

เส้นสมมุติ

เส้นสมมุติ

คำว่าสมมติ จะมีสระอุหรือไม่มีก็ได้ แต่คุณวินทร์เลือกให้มี .. ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนึงสือนี่หว่า
ทีนี้ผมก็เหมือนคนอื่นๆ ที่นับถือความเคร่งครัดในการเขียนของคุณวินทร์ คนบ้าอะไรงานหนังสือทีก็คลอดเล่มใหม่ทีละคู่
บวกด้วยชอบดีไซน์ปกหนังสือและอาร์ตเวิร์กในเล่มที่ทำออกมาได้น่าสะสม ก็เลยไล่เก็บขึ้นแผงโชว์สันเท่ๆ ตลอดมา
แต่คงเก็บไม่หมดเพราะบางแนวก็ไม่ชอบ อย่างเล่มนึงที่ชื่อควายบินๆ อะไรนี่ซื้อมาแล้วแทบร้อง ไม่ชอบเลย
..แต่สำหรับเส้นสมมติแล้ว เฮียแกพาดหัวไว้ว่าคล้ายๆ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” .. เอ้า เชื่อ ซื้อๆ
ชีวิตมันก็เท่านี้แหละ

ความมืดกลางแสงแดด

ความมืดกลางแสงแดด

ปกติผมจะแวะบูทโอเพ่นเสมอ แต่คราวนี้พลาด หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ (เพิ่งรู้ว่าอยู่แถวตัว R) เลยไม่ได้อุดหนุนเขาเลย
แต่กระนั้นก็ยังดีที่พอผ่านหนังสือใต้ดิน เจอ อ.วรเจตน์กำลังให้สัมภาษณ์รายการสักอย่างของมติชนอยู่ มีคนมุงพอควร
ผมเลยพุ่งเข้าไปต่อย ไม่สิ เข้าไปดูว่าแกมีอะไร แล้วก็เพิ่งรู้ว่าเฮียคนข้างๆ คือคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ โอ้วซื้อเลย (ยัง!)
ก็เดินเข้าไปพลิกๆ ดู เนื้อหาเป็ฯเรื่องที่เราสนใจแต่ก็ไม่ได้ตกผลึกอะไร คือเป็นพวกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับสิ่งที่แกพูด
ซึ่งถ้าไม่ใจแคบเกินไป นี่มันก็เป็นโอกาสอันดีไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เรา (ซึ่งยังไม่วางใจกับอะไร) ได้อ่านเยอะๆ
พอแลกเปลี่ยนเยอะๆ มันก็ทำให้เรามีอะไรมาชั่งตวงวัดได้นี่นา เลยจัดซะ
(ถ่ายไว้ใน อตก ด้วยแหละ เป็นภาพที่มีคนกด Like น้อยที่สุด 5555 แต่ผมชอบแฮะ)

ความมืดกลางแสงแดด-2
อ้อๆ บทสัมภาษณ์(หลายๆ คน)นี้คุณวรพจน์เขียนกับ “ธิติ มีแต้ม” ได้เจอตัวจริงในบูทด้วย เด็กมาก แต่แววตาไม่เลว
ตอนเอาไปให้คุณวรพจน์เซ็น แทนที่แกจะประดิษฐ์คำหรูๆ แต่นี่ไม่ แกจรดปากกาขีดเส้นใต้ข้อความในบรรทัดสุดท้าย
แล้วหันมามองเรา แล้วยิ้ม แล้วก้มลงไปเซ็นอีกที ช็อตนี้แม่งเท่มากครับ

ตรวจภายใน

ตรวจภายใน

แค่ชื่อนิ้วกลมก็ขายดีแล้ว ไม่ต้องสงสัยว่าหนังสือพี่แกแมสระดับเทพขนาดไหน แต่เราไม่ค่อยได้อ่าน (กร๊าก)
คือแนวที่แกเขียนไม่ใช่แนวที่เราอ่าน เราดันชอบอ่านการ์ตูนมากกว่า แต่เล่มนี้โอเค เป็นเรื่องที่เราสนใจว่าแกคิดอะไร
เลยต่อแถว(ยาวเหยียด)ซื้อมา เวลาถืออ่านบนรถไฟฟ้าก็กะว่าจะหันปกออกให้คนอื่นเห็นว่าเรานี่หล่อฉิบหายด้วยนะ

เธอเขาเราผม

เธอเขาเราผม

นี่เราซื้อรวมบทความจากนิตยสารรายสัปดาห์ตั้งสองเล่มเลยเหรอเนี่ย
คืองี้ เหมือนเดิม เห็นชื่อโตมรก็ซื้อแล้ว แล้วก็รู้สึกผิดตอนเขียนบล็อกนี่อีกที
ว่าแม่งเป็นพฤติกรรมที่คนเขียนเองก็คงไม่ชอบหรอกว่ะ :30:
เฮ้ย จะอ่านจะสนใจก็สนใจที่งานกูสิ อย่ามาอ่านเพราะชื่อกู
แต่คนอ่านก็งี้แหละครับ ขี้เหม็น คุณดันทำผลงานดีๆ ออกมาทำไม คนเขาก็เชื่อ ก็ศรัทธาคุณสิ

จบ

อยู่ดีๆ การ์ตูนของเราก็ช่วยชาติได้ด้วยล่ะ

นครชัยแอร์เอาการ์ตูนไปลง

พี่แอ้โพสต์ลิงก์เพจนี้มาให้ดูครับ: จองตั๋วนครชัยแอร์ สมัยก่อน
แล้วบอกว่าการ์ตูนของผมไปช่วยชาติเอาไว้นะ

:55: หา อะไรนะ กูเนี่ยนะ?

พอกดเข้าไปดูงี้กรี๊ดเลยครับ เป็นการ์ตูนที่ผมเขียนไว้ห้าปีแล้ว – ต้นฉบับอยู่ที่นี่: ศึกนครชัยแอร์
ใครจะไปคิดล่ะครับว่านครชัยแอร์จะมาเห็นเข้าและเก็บรักษาต้นฉบับไว้ขนาดนี้ เจ๋งง่ะ!
นี่ขนาดบล็อกผมเน่า จนภาพในตอนเก่าหายไปหมดแล้วนะเนี่ย
(ก็เลยต้องไปก็อปจากเพจนั้นมารีมาสเตอร์อีกที ฮ่าๆๆๆ)

การได้ทำอะไรเล่นๆ แล้วมีคนเห็นประโยชน์นี่มันเจ๋งดีนะครับ
เอามาอวดลูกหลานได้อีกทอดนึงด้วย

จบ คราวนี้บล็อกสั้นได้ดั่งใจซะที เยส!

วันนี้ทั้งวันจ่ายไปยี่สิบบาท

นั่งเขียนในห้องมืด ลูกเมียหลับอยู่ข้างๆ

ตื่นเช้า นอนคุดคู้แป๊บนึงก่อนลุกขึ้นมาเห็นเมียกำลังให้นมลูก
นั่งทำงานหน้าคอมข้างๆ เดี๋ยวลูกร้องก็วิ่งไปดูที่เปล บางทีก็อุ้มออกมาเปลี่ยนผ้าอ้อม
เดี๋ยวก็ลงไปเติมน้ำ อุ่นอาหาร เอานมที่แพ็กไว้ไปแช่ตู้เย็น แล้วแวะเล่นกับแมวกันมันเหงา
ขึ้นมานั่งหน้าคอม ทำงานต่อ เดี๋ยวแป๊บๆ ลูกร้อง เมียเรียกให้ไปทำอะไรก็ทำแป๊บนึง แล้วก็กลับมานั่งทำงานต่อ
พอหิวข้าวก็เดินไปในครัวหาอะไรกิน หยิบน้ำหยิบนมขึ้นมาฝากเมียในบางคราว
มีแม่ยายมาช่วยเลี้ยงหลาน ช่วยซักผ้าอ้อมและทำกับข้าว ใช้ชั้นล่างเป็นที่ตัดผ้า เปิดคาราโอเกะคลอไปด้วย

ตู้เย็นที่เคยว่าง ตอนนี้มีทั้งหมูไก่ไข่เนย ใช้ครัวใช้แก๊สกันจนคุ้มค่า
บางวัน (อย่างวันนี้) ขี่แว้นไปสรรพากร ทำเรื่องภาษีเสร็จก็แวะซื้อเปาะเปี๊ยะมากิน ทังวันจ่ายไปยี่สิบบาท
บางวันไม่ต้องใช้เงินสักบาท เพราะเรามีตู้เย็นเสกอาหารสารพัดนึกของโดเรมอน

ดึกๆ อย่างตอนนี้ นั่งเล่นหน้าคอม อ่านกระทู้ อ่านข่าวเรื่อยเปื่อย คัดมุกลงเว็บเฟล
ก็เพื่อรอให้ถึงรอบของลูก ที่จะตื่นมาร้องหิวนม (จะแกว่งๆ ในรอบเที่ยงคืนถึงตีสอง) เมียก็ตื่นมาให้นม
พอตีสองกว่าๆ ก็อุ้มไปให้แม่ยายเป็นเวรดูแลต่อ (เขาต้องให้แม่นอนเยอะๆ ห้ามอดนอน เพื่อคุณภาพน้ำนม)
ระหว่างนี้ถ้าลูกร้องก่อนเวลาก็อุ้มมาดู อ้าวขี้แตก เปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป แล้วโยนเข้าเปล ไปนอนต่อซะ

ผมใช้ชีวิตเป็นแบบนี้มาได้ครึ่งเดือนแล้วครับ
มีความสุขดี แม้เวลาและนาฬิกาชีวิตจะรวนหมดเลยก็เหอะ
ต่อไปนี้จะเจออะไรเข้ามาอีก ก็คงไม่ทำให้แปลกใจแล้ว
ดูเหมือนเหนื่อย แต่มีความสุขดีครับ
รู้สึกว่าเป็นจังหวะที่โคตรสมดุลเลย

จะขาดสมดุลอยู่บ้างก็ตรงที่ต้องออกเดินทางไปทำงานตอนเช้า
และกลับมาถึงบ้านด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางสุดโหด
ดมควันรถวันละสามชั่วโมงมันไม่ค่อยสนุกนะครับ

ด้วยนาฬิการ่างกายมันไม่เอื้อต่อการทำแบบนั้นเท่าไหร่
แต่ก็พยายามหาทางปรับตัวอยู่ ดูว่าจะปรับได้ไหม คนอื่นเขาได้เราก็ต้องได้สิ!

ต้องให้เครดิตและขอบคุณบริษัทด้วยแหละ ที่อนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้อาทิตย์ละ 2 วัน
ถือว่ามีค่ามากๆ สำหรับพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกและต้องเลี้ยงเอง ให้นมเอง ไม่ได้จ้างเขาเลี้ยงหรือฝากปู่ย่าตายายน่ะ
นึกไม่ออกเลยว่าบ้านไหนในสังคมเมืองที่มีแม่อยู่บ้านคนเดียว แล้วจะเลี้ยงลูกวัยแรกเกิดได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยนะ

เอาแค่ลูกขี้ทั้งวัน (เหมือนพ่อมัน) แค่นี้ก็ผ้าอ้อมเต็มราวแล้วครับ

นิทานล้านบรรทัด

แฮ่.. ในที่สุดผมมีลูกจนได้ครับ

จริงอย่างที่ใครๆ ก็เหยียดหยันว่า มึงน่ะไม่ถ่ายรูปลูกไม่ได้ร้อกกกก
ก็เลยถ่ายแม่งเลย เอาให้เพียบ! แล้วเขียนเล่ายาวมากด้วยนะ

ไปอ่านต่อได้ที่บล็อก bow.iannnnn โลดครับ (เตือนไว้นิดว่าภาพเยอะ โหลดโหดมาก)

ป.ล.
ขอบคุณโคตรขอบคุณทุกๆ ข้อความแสดงความยินดีจากทุกสารทิศในวันนี้นะครับ
ผมเป็นพวกดิบๆ ไม่รู้จักกาลเทศะและมารยาทในการกล่าวขอบคุณเท่าไหร่
เลยไล่ขอบคุณเรียงตัวไม่ไหวจริงๆ คือที่จริงเขินมากและซึ้งใจกับทุกข้อความ ทุกเสียงทักทายครับ
แต่ทำตัวไม่ถูกจริงๆ ว่ะ.. ขอบคุณนะครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ

มะรืนนี้จะมีลูก

***ตั้งใจจะเขียนสั้นๆ*** (ตั้งใจแบบนี้แล้วก็ไม่เคยสั้นได้ซะที)

เพิ่งพาเมียไปโรงพยาบาลมาครับ ไปตรวจครรภ์ก่อนคลอด
ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะผ่าคลอด 20 มี.ค. จะได้วันที่ 20 กันทั้งบ้าน สาระมีเท่านี้แหละ ไม่ได้ดูฤกษ์อะไรหรอก
แต่หมอดูสุขภาพของเด็กแล้ว พบว่าอั้นไว้ให้ถึงวันนั้นไม่ไหวละ คลอดมันอีตอน 37 สัปดาห์เลยละกัน
ซึ่งในทางการแพทย์ก็ถือว่าตอนนี้เด็กสุกแล้วนะครับ พร้อมเฉาะได้เลย ไม่รู้ภาษาหมอเขาเรียกอะไรนะ
คุณหมอหันมามองหน้าสองผัวเมีย แล้วบอกว่า “หมอให้แค่พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้นะ เลือกเอา”

ฉิบหายละ แม่ยายกูไปดูดวงผูกฤกษ์อะไรสารพัดมาแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้สิ
ก็เลยบอกว่างั้นเอา 14 มี.ค.ละกันครับ จะได้มีเวลาตั้งตัว ปรับโหมดกันหน่อย

ทีแรกกะว่าอีกอาทิตย์กว่าๆ จะคลอด ก็เลยวางแผนลางาน-ทำงานอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกเมียไว้ช่วงนั้น
แต่พอไปตรวจกับหมออีกที หมอบอกว่า.. อ้าว พิมพ์วนแล้วเนี่ย เลยรู้หมดว่าตื่นเต้นอยู่..

ก็เอาเป็นว่าอยู่ดีๆ ต้องสลับโหมดมาเป็นว่าที่คุณพ่อของน้องนิทานในอีกสองวันข้างหน้าในทันที

ก่อนอื่นก็โทรไปบอกพ่อกับแม่เพื่อแจ้งข่าวก่อนเลย แล้วก็ทวีต เด้งไปเฟซบุ๊ก คนทวีต-โพสต์ตอบบานตะไท
(เดี๋ยวนี้เรานิยมโพสต์กันก่อนบอกพ่อแม่ ส่วนตัวยังมองว่าแปลก อีก 30 ปีคนรุ่นนั้นคงตอบได้ว่ามันดีไหม)

เสร็จแล้วก็ปลอบเมีย (ที่ตื่นเต้นเยอะหน่อย) ว่าดีออก คลอดเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ (ไม่ใช่ก่อนกำหนดนะ)
จะได้ไม่ต้องทรมานแบกท้อง + ได้อุ้มเล่นเร็วๆ ไง เผลอๆ จะได้แข็งแรงพอจะไปคอนเสิร์ตแสตมป์ด้วย…

ทั้งหมดนี้เลยขอจดบันทึกไว้ว่าเออ พอถึงเวลาปั๊บ เราก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาจริงๆ แล้ว
แต่คนรอบข้างดันตื่นเต้นกว่า (โดยเฉพาะเมีย แปดริกเตอร์ และแม่ยาย สิบสองริกเตอร์)
คือผมเป็นพวกมนุษย์ที่สนใจความเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร กับอะไร
แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปมากมาย มานับๆ ดูก็มีหลายครั้งที่ควรตื่นเต้นนะ แต่ก็ไม่
คือกูเป็นพวกนิ่งๆ ไม่ได้อีรังขังขอบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ตราบเท่าที่ยังรู้สึกว่าควบคุมมันได้ หรือผ่านการวางแผนมาแล้ว

  • ตอนสอบเข้ามหาลัยได้นี่นิ่งมากครับ ทีแรกก็คิดว่าเพราะเรายังเด็ก แต่ต่อมาจึงพิสูจน์ว่าไม่ใช่
  • ตอนเรียนจบ อันนี้ตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย เพราะคณะนรกนี่แม่งจบยากจริงๆ
  • ตอนจับทหารได้ใบแดงนี่เฉยๆ มากเลยครับ แต่บุพการีแทบสลบ สงสัยไปแอบบนไว้
  • ตอนเข้ากรมกอง อันนี้สนุกมาก แต่ก็ไม่ได้ประหม่าอะไร คือแม่งโลกของการแสดงชัดๆ
    ทุกคนแม่งเปลี่ยนตัวเองเป็นทาสพวกจ่าเอย ครูฝึกเอย นายทหารเอยหมดเลย
  • ตอนไปขอลูกสาวเขา และแต่งงาน อันนี้นิ่งสนิทเลยครับ เหมือนชีวิตมันผ่านการเตรียมไว้แล้ว
  • และล่าสุดพอรู้ว่าตัวเองจะมีลูก อันนี้กึ่งๆ ตื่นเต้น กึ่งๆ สนใจว่าจะต้องยังไงต่อจากนี้ดี

จะเห็นได้ว่าหลายๆ เหตุการณ์เนี่ย ถ้าเกิดกับเราคนเดียวจะเฉยๆ มั่นใจว่าเอาอยู่
แต่ถ้ามันเกิดกับคนอื่นด้วย เช่นคุณเมีย ก็จะรู้สึกว่ามันนอกเหนือการควบคุมของเราหน่อยๆ
ที่สำคัญคือต้องเก็บอาการนิดนึง ให้มันดูพึ่งได้หน่อย แต่ก็ยอมรับครับว่าไอ้ที่ในหัว มีแต่เพลงติ๊กชีโร่

ภาระตอนนี้ของเราคือเตรียมตัวเคลียร์งาน และกำหนดขอลางานก่อนวาระที่ได้ขออนุญาตบริษัทไว้
(ย่อหน้านี้เราซีเรียสเรื่องงานไม่เสร็จ สลับกับรู้สึกผิดที่ทำให้งานมีส่วนกำหนดชีวิตมากกว่าครอบครัว)

เขียนจดหมายขอคำปรึกษาเรื่องลางานไป แต่บริษัทยังไม่ตอบมา ก็กะว่าจะประท้วงแล้วแหละ

ส่วนเมียก็กลับมาถึงบ้าน ขึ้นไปนอน แล้วเนี่ยตะกี้เพิ่งตื่นลงมา
ซักผ้าปูที่นอน และกำชับให้เตรียมประกอบเปล แล้วก็เตรียมอะไรๆ อีกหน่อยให้ทันพรุ่งนี้

ถ้าใครมีลูกแล้วคงอ่านแล้วอมยิ้มนะครับ ว่าคุณพ่อมือใหม่นี่มันน่าสนใจจริงๆ กูก็เคยเป็นนะ อะไรงี้
แต่เพื่อนฝูงคนไหนที่ยังไม่มีลูก แนะนำให้มีก่อนที่จะแก่ครับ

แต่ก่อนอื่น ต้องหาคนทำลูกกันให้ได้ก่อนนะ

ป.ล.
แม่ง ยาวจนได้..

ป.อ.
อ่านบล็อกของโบว์ จะได้รายละเอียดแบบที่ควรมากกว่าครับ ของผมมันเขียนเรื่อยๆ

ป.ฮ.
มีเพื่อนหลายคนจากหลายสาย ยุให้ถ่ายรูปตั้งแต่เกิด ยันทุกอิริยาบถ
มันคงเห็นว่าเราบ้าบันทึก บ้าถ่ายรูปเปะปะ นิสัยนี้เป็นมาได้จะยี่สิบปีแล้ว
อยากจะตอบไปว่าลูกกูไม่ใช่แพนด้า ไม่สิ จะบอกว่าผมมีเพื่อนที่ทำแบบนี้กับลูกอยู่แล้วคนนึงครับ
คือถ่ายทุกวัน กะว่าพออายุยี่สิบจะเอาทุกภาพตั้งแต่เกิดมาเรียงกันเป็นสุดยอดแอนิเมชันโคตรเท่
เห็นแล้วก็เออ ถ้าใครทำแบบมันได้คงเท่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เรา เราแม่งขี้เกียจทำอะไรซ้ำๆ อ้ะ
ที่สำคัญคือพักหลังเป็นโรค “ปล่อยไปเหอะ ไม่ต้องไปบันทึกหรอก เหลือไว้เป็นความทรงจำบ้าง”
ซึ่งเป็นกลุ่มอาการเกิดใหม่ในยุคที่การอวยพรวันเกิดสิ้นมนตร์ขลังไปเพราะเฟซบุ๊กนั่นเอง
(สรุป: ก็ยังถ่ายนะ แต่ไม่ได้ถ่ายแม่งทุกวัน ลูกกูตาเป็นต้อหินพอดี)