อยู่บนถนนต้องมองให้เห็นแววตาคนขับรถ

แปลเป็นไทยว่าใจเขาใจเรานั่นแหละ จะเขียนให้ยากทำไมไม่รู้

คือเมื่อวานซืนเจอกรณีนี้มา

ทีแรกจะด่า แต่นึกคำว่าไอ้เหี้ยไม่ทัน ไม้ทันกระทั่งจะบีบแตร เลยช่างมัน พอผ่านมาสองวันก็ก็รู้สึกผิดว่าไม่ควรช่างมัน เลยเอามาเขียนหน่อย

คือผมเป็นมนุษย์ที่เกลียดการเดินทางในกรุงเทพฯ ดังนั้นถ้าเลือกได้ก็จะเปลี่ยนวิธีการเดินทางสารพัดสารเพ เท่าที่ร่างกายจะอำนวย มีทั้งโดยสารรถกระป๊อ รถเมล์ รถสองแถว รถแท็กซี่ (อันนี้น้อยที่สุด ไม่ชอบ) รถไฟฟ้า รถตู้ ส่วนที่บังคับเองก็มีทั้งรถยนต์ (ใช้เวลาไปไหนกับลูกเมีย) รถเครื่อง (เวลารีบโคตรๆ) และรถจักรยาน (เวลารีบน้อยลงมานิดนึง) ซึ่งตอนนี้ผลักดันตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์จักรยานได้สำเร็จแล้ว ถึงจะไม่ได้ไปร่วมกีซนหรือเข้าสมาคมใดๆ เลยก็ตาม (ลุงๆ ป้าๆ ที่เขาขี่กันก็ไม่เห็นต้องเข้าสมาคมอะไร)

เนื่องจากตัวเองขับ ขี่ และโดยสารรถมาหลายแบบ ก็เลยพอเข้าใจว่าธรรมชาติของรถแต่ละแบบมันต่างกันยังไง และการอยู่ร่วมกับรถแต่ละแบบนั้นต้องทำยังไง ผมเลยเลือกไม่บีบแตรด่าใคร (ยกเว้นจะเหี้ยเกินมาตราริกเตอร์ที่กำหนด ซึ่ง 1 ปีมีประมาณ 1 เคส)

แต่กับคนที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ลองสังเกตว่าพาหนะอื่นมีสรรพคุณ อุปนิสัยยังไง อุบัติเหตุมันเลยเกิดจากอะไรแบบนี้บ่อยๆ

เช่นที่บ่อยที่สุดคือเวลาขับรถยนต์จะเลี้ยวซ้ายออกจากซอยเข้าถนนใหญ่ จะมีรถเครื่องที่แซงซ้ายแว้บ แต่เราในฐานะคนขับรถยนต์ เรามองขวาไง เกือบชนไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไมไ่ด้ประเดิมสักที

หรือเวลาขับหรือขี่ตามหลังรถยนต์ เรารู้ว่ารถยนต์ทุกคันมีมุมอับสายตา (ตอนอบรมก่อนสอบใบขับขี่ก็มีคลิปอธิบายให้ดูนะ) เราก็จะเลือกทิ้งระยะ หรือถ้าอยู่ใกล้อยู่แล้ว ก็จะขยับไปในมุมที่กระจกมองข้างหรือกระจกหลังสามารถมองเห็นได้

หรือเวลาขี่จักรยาน มีบ่อยครั้งที่ต้องสอดแว้บ แฉลบไหลผ่านข้างๆ รถเมล์เวลาติดไฟแดง ผมจะหยุดทำการแว้บเมื่อเห็นไฟเคานต์ดาวน์เริ่มใกล้จะเขียว หรือจังหวะที่รถข้างหน้าเริ่มขยับ นั่นแหละ โชเฟอร์เขาจะไม่เห็นเราแล้ว และเราก็จะกลายร่างเป็นกบแบนกลางถนน

หรือแม้แต่การปฏิบัติตัวกับคนขี่จักรยานเอง เรารู้ว่าแม่งถ้าปั่นมาเร็วๆ แล้วต้องมาบีบเบรกมือจนเสียความเร็วเพราะติดรถชาวบ้านนี่เป็นสิ่งที่เซ็งมาก ดังนั้นเวลาขับรถเจอจักรยาน ผมเลยให้ทางจักรยานไว้ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนพอรถติดเราก็จะเว้นช่องไว้ให้พอดีๆ เสมอเป็นนิสัยหยุมหยิม

ยังมีอุบัติเหตุอีกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่าย จนมีฝรั่งเขาทำแคมเปญรณรงค์สำหรับคนี่จักรยานกับรถสิบล้อ ว่าลองมาสลับกันขับไหม จะได้รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นอะไร คิดอะไร

ที่มาและรายละเอียดจากบล็อกนี้: เหตุผลที่คุณไม่ควรปั่นข้างรถบรรทุก

อ้อ ยังมีอีกอย่างคือแถวบ้านผมจะมีไฟแดงคนข้ามอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าผมจะเป็นผู้ข้ามเอง หรือเป็นรถที่จอดรอให้เขาข้ามเสร็จแล้วค่อยไป (คือเหมือนเป็นกติกาที่เออออกันกลาๆ ว่า ถ้าคนข้ามเสร็จแล้ว รถก็ไปได้) และเกลียดมากเวลามีคนกดไฟแดงขึ้นแล้ว แต่รถไม่หยุด ปล่อยให้คนข้ามต้องรองวดถัดไปอีกครั้ง คือถ้าเจอผมจะจ้องหน้ามัน คือทำอะไรก็ไม่ได้ไง แค่จ้อง จ้องผ่านกระจกรถ ลึกเข้าไปให้ถึงแววตาของมัน เจ็บปวดหรือเปล่าไม่รู้แต่กูจ้องไว้แล้วแหละ คือมึงไม่ได้แค่ไร้น้ำใจนะ นี่มึงทำผิดกฎหมายด้วย กูจะฟ้อง กปปส.

ป.ล.
นึกถึงเรื่องจักรยานที่โอซาก้า ไปมาตั้งกะเมษายังไม่ได้เขียนซะทีจนลืมหมดแล้ว
ไว้คราวหน้าเลยละกัน ตอนนี้อู้งานอยู่

พาลูกเมียไปเที่ยวสยามโอเชียนเวิลด์มาครับ

เอาจริงๆ คือผมอยากไปเองนั่นแหละ อยากรู้ว่ามันจะเจ๋งจริงไหม เพราะเคยไปแต่หว้ากอ อ่าวคุ้งกระเบน อะไรแบบนี้ ซึ่งมันก็มีปลาแปลกๆ ให้ดู แถมด้วยอุโมงค์ใต้น้ำ ก็ถือว่าใช้ได้นะครับ แต่มันเป็นสถานที่ของทางราชการ เลยมีบรรยากาศที่มันราชก๊ารราชการอยู่บ้าง ก็อยากรู้มานานแล้วว่าแบบเอกชนมันเป็นยังไง ก็เก็บค่าเข้าแพงขนาดนั้น

พอเห็นว่าอีตู้กดโปรโมชันบัตรกระต่ายของบีทีเอสเขามีส่วนลด (40% แน่ะ ผู้ใหญ่เหลือ 240 บาท ส่วนเด็กสูงไม่ถึง 80 เซ็นต์เข้าฟรี — นิทานสูง 79 ละ) ผมเลยลองเปิดบล็อกของคนนั้นคนนี้ที่เคยไปสมัยมันเปิดตัวใหม่ๆ ก็พบว่าน่าสนใจ แถมลูกกำลังโตได้ที่ พอที่จะสนใจอะไรแบบนี้ และเหมาะกับการไปเที่ยวครั้งแรก (เอาไว้โตกว่านี้เยอะๆ แล้วค่อยไปอีกที ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาก่อนรอบนึง)

ที่สำคัญคือลูกสาวผมเป็นเด็กที่บ้าปลามาก รู้จักและเรียก “ปลาๆๆๆ” ได้ก่อนเรียกพ่อแม่มันอีก (เป็นสัตว์ที่ตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอ พอๆ กะนก ไว้ว่าจะไปสวนนกชัยนาทอีกที)

ก็เลยไปมาวันนี้ครับ ดูภาพกันเลยนะ

พานิทานไปเที่ยวสยามโอเชียนเวิลด์
ตอนแรกผมไปคุยงาน ส่วนเมียพาลูกไป TK Park พอคุยเสร็จก็แวะไปรับลูกเมีย ที่จริงนิทานก็ฟินไปรอบนึงละกะดงหนังสือ (นอกจากบ้าปลา บ้านก แล้วก็บ้าหนังสืออีกด้วย)

พานิทานไปเที่ยวสยามโอเชียนเวิลด์
กินข้าวกันที่ร้านญี่ปุ่นสักร้าน จำชื่อไม่ได้ อยู่บนเซ็นทรัลเวิล์นั่นแหละ ไม่อร่อยเลย

พานิทานไปเที่ยวสยามโอเชียนเวิลด์
ตัดภาพมาที่สยามโอเชียนเวิลด์เลยนะครับ มันอยู่ใต้ดินพารากอน ถ้าลงบีทีเอสก็ให้ลงฝั่งที่เป็นโรงหนัง แต่แทนที่จะขึ้นก็ลงกระไดไปแทน สถานที่ใหญ่โตกว้างขวางพอสมควรเลยแหละ สัดส่วนนักท่องเที่ยว มีคนไทยประมาณ 3 คนได้ นอกนั้นฝรั่ง ญี่ปุ่น อินเดีย จีนหมดเลย ถือเป็นน่านน้ำสากล
Continue reading พาลูกเมียไปเที่ยวสยามโอเชียนเวิลด์มาครับ

ต่อไปนี่คงเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ

เหรอวะ.. :08:

เมื่อตอนบ่ายโมง ชาวสามย่านส่วนหนึ่งกะว่าจะรีบลงไปกินข้าว แล้วก็จะรีบขึ้นมาทำงานต่อ เลยลงจากตึก ฝ่าแดดข้ามถนนไปถึง KFC เพื่อจะกินด่วนๆ แล้วอยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา

เราเลยได้สิงอยู่ร้านอาหารแดกด่วนกันอย่างเนิบช้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ฝนถึงเริ่มซา แล้วก็กะว่าค่อยๆ ลุยกันเข้ามาทำงานต่อ และก็เจอแม่น้ำขวางไว้ทุกทางที่จะกลับเข้าสู่ออฟฟิศได้ มองซ้ายมองขวา พนักงานทุกๆ ออฟฟิศไม่ว่าจะนุ่งอะไร ใส่รองเท้าอะไร ถุงน่องลายตาข่ายหรือสีดำสุดเอ็กซ์ ต่างก็เดินลุยน้ำเน่ากันทั้งนั้น เพื่อกลับเข้าสู่ฟันเฟืองอุตสาหกรรม

เราก็เลยลุยบ้าง

C360_2012-09-25-14-42-07

C360_2012-09-25-14-45-42

01
ภาพสุดท้ายนี่อาจดูไม่สุภาพและทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กร (นึกภาพว่าวันนึงไปเข้าตลาดหุ้นแล้วผู้ถือหุ้นมารู้ว่าเราล้างตีนในอ่างล้างมือจะทำยังไง) แต่ทำไงได้ ห้องน้ำออฟฟิศไม่มีที่ฉีดตูด เดินมาขอขันตักน้ำจากป้าแม่บ้านเพื่อจะต่อก๊อกตักราดขาไรงี้ ..ซึ่งคุณป้าก็ยิ้มและบอกว่าเอาแบบนี้เลยละกันลูก เดี๋ยวป้าล้างให้เอง ..ป้าแมนมากครับ ขอกราบ

[แก้ไข] โดนเบื้องบนเซ็นเซอร์ครับ.. ตั้งแต่เขียนบล็อกมาสิบกว่าปี เพิ่งเคยโดนนี่แหละ

ป.ล.
ดีที่ผมใส่รองเท้าหมีมา เลยรอด (คู่เดียวกะที่ลุยน้ำท่วมขี่จักรยานรายงานข่าวเมื่อปีก่อน) เลยสบายตีนกว่าใคร

สัมภาษณ์โชเฟอร์รถตู้อนุสาวรีย์-ฟิวเจอร์

ตะกี้ผู้โดยสารคนอื่นลงหมดก่อนตั้งแต่ป้ายหมอชิต ผมเลยได้มีโอกาสคุยกับพี่โชเฟอร์มาตลอดทางครับ
ถึงแกจะแก่กว่าผมเป็นสิบปี แต่สรรพนามที่คุยกันต่างก็เรียกอีกฝ่ายว่า “พี่”
พี่ของผมคือเรียกตามวัยวุฒิจริงๆ แต่พี่ของแกนั้นบ่งบอกถึงอะไรหลายๆ อย่างที่ตัวเองแบกรับอยู่

ผมลิสต์เป็นก้อนๆ ไปเท่าที่นึกออกละกันนะครับ

  • ปกติรายได้ของรถตู้ที่วิ่งอยู่ทุกวัน ถ้าเป็นระดับที่โอเค จะอยู่ที่ประมาณวันละสองพันบาท
  • แต่บางครั้งถ้ารถติดมากๆ หรือต้องแวะเติมแก๊ส (ต่อคิวยาวโคตร) ได้วันละพันห้า-พันหกก็โอเค อยู่ได้แล้ว
  • สิ่งที่แกเกลียดคือรถติด มันทำให้สุขภาพใจเสีย พาลให้ปวดขา เมื่อยหลัง เมื่อยตัวไปด้วยกว่าจะถึงบ้าน
  • ปีใหม่ปีนี้เงียบเหงามาก
  • ในกรุงเทพฯ ปีที่ผ่านๆ มา ช่วงเวลาแบบนี้จะมีแสงสีบรรยากาศรื่นเริงครื้นเครง แต่ปีนี้นี่ผิดไปจากทุกปี
  • ปกติแล้วพอใกล้ๆ สิ้นปีอย่างช่วงอาทิตย์นี้หรืออาทิตย์ก่อน จะมีการ “ล็อกคิว” จองตัวจากวินรถตู้ต่างจังหวัด อย่างของพี่แกคือเพื่อนๆ ที่อยู่วินนครสวรรค์จะโทรมาล็อกตัวไว้ละ ไม่ให้ไปไหนนะ เพราะรถไม่พอ ต้องขอเบิกตัวช่วยเป็นคิวรถกรุงเทพฯ นี่แหละ แล้วก็นัดกันเรียบร้อยแฮปปี้
  • แต่ปีนี้กลับไม่มี (แกพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายมากๆ)
  • ดังนั้นช่วงสิ้นปี-ปีใหม่เนี่ย เป็นช่วงทำกำไรของคนขับรถตู้เลยครับ
  • การวิ่งคิวนครสวรรค์เที่ยวนึงไปกลับ จะได้ประมาณสามพันบาท ที่จริงก็พอๆ กับวิ่งในกรุงเทพฯ แต่ในมุมมองของแก มันเหนื่อยและใช้สมาธิมากกว่า
  • ในวงการนี้ มีหลายคนยอมอดหลับอดนอนเพื่อขับรถส่งผู้โดยสาร บางคนสองวันสองคืนก็มี!
  • โดยเฉพาะกรณีที่เกิดกับเพื่อนแกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง เพื่อนรับจ็อบส่งแรงงานพม่าข้ามไปแม่สอด ปรากฏว่าวิ่งทั้งวันทั้งคืนจนหลับใน ปีนเกาะกลางถนนไปชนคนที่ยืนอยู่บนทางเท้าตายไปสอง ส่วนผู้โดยสารพม่าในรถตู้ก็บาดเจ็บกันระนาว
  • (ผมบอกว่าบ้านผมอยู่เพชรบุรี) เพชรบุรีเดินทางสะดวก คิวรถมีให้เลือกเยอะ ไม่ต้องไปไหนไกลเลย แค่ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ก็เพียบแล้ว แต่ระหว่างทางก็มีรถเยอะมากไปด้วยเพราะมันเป็นขาลงใต้ เวลาเดินทางต้องระวังอุบัติเหตุหน่อย
  • ถ้าให้เลือก แกยอมทนรถติดในกรุงเทพฯ มากกว่า
  • ค่าโดยสารตลอดสายยี่สิบบาท

ผมลงจากรถที่ป้ายปากซอยพหลโยธินแปด ขอบคุณพี่แก แกก็ขอบคุณพี่(เรา)
แล้วเราก็ต่างโคจรออกจากกัน