| อัปเดตผ่าน RSS

176 | ศาสนา การเมือง พระเครื่อง ฟุตบอล

15.05.2007 | 25 ความเห็น | โพสต์ในหมวด โถขี้

อย่าเห็นแก่ตัว

ผมเพิ่งขี้เสร็จ พร้อมๆ กับการอ่าน “กระทบไหล่เขา” ของปราบดา หยุ่น (๒๕๔๗) จบ
ปกติผมจะซื้อหนังสือที่มีขื่อเขาอยู่ตรงตำแหน่งผู้เขียน ก็เฉพาะงานที่ไม่ใช่เรื่องแต่ง
เพราะเข็ดแล้วกับการจ่ายเงินซื้องานศิลปะดีๆ สักเล่มที่ผู้เขียนบรรจงรังสรรค์ไว้
แต่มนุษย์อย่างผมดันอ่านแล้วไม่กระแทกสะเทือนใจตามหน้าที่ที่ศิลปะควรจะเป็นซะที

หนังสือกระทบไหล่เขาที่ยังกรุ่นกลิ่นไอจากห้องน้ำ (ตอนนี้เริ่มเจือจางลงแล้วครับ สบายใจได้)
เป็นหนังสือที่โปรยปกไว้ว่า “๑๙ จินตนาการผ่านบุคคลสำคัญ” (สำคัญของพี่คุ่นเขานะ)
เนื้อหาข้างในก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเหมือนเรื่องสั้นที่อยู่ในมิติของบุคคลสำคัญท่านนั้น
บางทีพี่แกเป็นขี้ยา บางทีเป็นขโมย แต่การเป็นหลายๆ เป็นนี่เอง ทำให้ได้กระทบไหล่ “เขา”

บทที่ผมชอบกลับเป็นบทสุดท้ายครับ - พี่คุ่นกล่าวถึงพี่ชายตัวเองที่หายสาปสูญไป (มีด้วยเรอะ!)
มีประเด็นหนึ่งที่อ่านแล้วกระแทกตาดี (เออ มันต้องยังงี้แหละ ถึงเรียกศิลปะ!! — มันเป็นปรมัตถ์!!)
คือเรื่องที่เด็กชายคุ่นเล่าให้พี่ชายฟังว่า ครูที่โรงเรียนบอกว่าเขานับถือศาสนาพุทธ
ซึ่งก็น่าแปลกว่าครูจะไปรู้ได้ไงวะ ว่าเด็กจะนับถือศาสนาอะไร แต่ก็เท่ว่ะ แล้วพี่ล่ะ ศาสนาอะไร?
แต่คำตอบของพี่ชายอายุเจ็ดขวบ ดันทะลึ่งบอกว่า เขาเป็นเอทีเอียสท์ (พวกไม่มีศาสนา)

เอทีเอียสท์เหรอ..
โอ้โห.. ศัพท์คำนี้ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกครับในชีวิตนี้ .. ให้พิมพ์อีกทีก็พิมพ์ไม่ได้แล้วเนี่ย
รู้แค่ว่ามันน่าจะหลุดมาจากปากของคนที่ทั้งแนวจริงและอยากแนวทั้งหลายมากกว่าเด็กเจ็ดขวบนะ

เนื้อเรื่องหลังจากนั้นเป็นยังไงผมคงไม่ต้องเล่าต่อนะ เดี๋ยวคุณปราบดาเขาด่าเอา
แต่รู้สึกได้เลยว่าเป็นเรื่องปิดเล่มที่เจ๋งมาก เลยรู้สึกดีกับหนังสือเล่มนี้ไปเลยแฮะ
ตรงที่ว่า ที่จริงแล้วตอนเป็นเด็ก เราก็ไม่มีศาสนาอยู่แล้วนี่หว่า
แล้วมาวันหนึ่งก็โดนผู้ใหญ่สวมหัวโขนเป็นเหมือนอนันดาในหนัง Me, Myself ซะงั้น
(ใครยังไม่ได้ดู ขอความกรุณาให้บึ่งไปดูซะครับ เรื่องนี้ดี เสียดาย.. ดั๊นใช้ชื่อพงษ์พัฒน์เป็นจุดขาย)

ทำให้ผมพาลนึกถึงหลายๆ ครั้งที่เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นมุสลิม ศิษย์ธรรมกาย หรือเจ้าแม่กวนอิมก็ตาม
ก็ได้รับคำถามกลับมาบ่อยๆ ว่า เฮ้ย นาย (มึงนั่นแหละ) นับถือศาสนาพุทธจริงหรือเปล่าวะ ทำไมถึง~
ผม (กูนี่แหละ) ก็บอกมึงๆ เหล่านั้นว่า ก็จริงน่ะสิ แต่ต้องย้อนกลับมาดูก่อนว่าคำว่านับถือนี่คืออะไร

ใครจะว่าเป็นยังไงก็สิทธิ์ของคุณนะครับ แต่สำหรับสิทธิ์ของผม-ที่กรอกแบบฟอร์มช่องศาสนาว่า “พุทธ”
แต่ผม(ในวัยรุ่นอย่างตอนนี้)คงไม่ใช่ชาวพุทธที่ต้องถือศีลแปดทุกวันพระ หรือจำพระไตรปิฏกได้ขึ้นใจ
หรือแม้แต่มาถกกันเรื่องชาตินี้ชาติหน้า เรื่องกรรมแบบเหนือธรรมชาติที่ไม่ใช่อุปมา ผมก็ดันไม่เชื่อด้วย
ยิ่งพุทธผสมพราหมณ์ผสมผีอย่างไปไหว้ศาลเจ้าพ่อที่บ้านผมนับถือนี่ ก็ไหว้แบบแกนๆ ไปกะเขาซะงั้นเอง

จริงๆ แล้วคือไม่ได้เอาดีด้านความเชื่อ/พิธีกรรมเลยครับ เห็นเพื่อนสวดมนต์กันผมยังงงเลยว่ามันจำได้ไง
วิธีนับถือศาสนาของผมก็เหมือนกับนับถือผู้ใหญ่ดีๆ ท่านนึง ที่มีอะไรในตัวให้น่านับถือ และศรัทธา
เราก็หยิบเอาส่วนดีส่วนนั้นมาชื่นชม และยึดถือเป็นคอนเซปต์ของตัวเองซะ ว่าเอ้อ นี่เข้าท่า งั้นตูนับถือ
แต่ก็ไม่เห็นจะต้องไปนั่งโขกหมากรุก บ้าการเมือง หรือฟังเพลงแนวเดียวกับลุงคนนั้นซะหน่อย

ดังนั้นหลายครั้งที่บทสนทนาพาให้ลุกลามไปสู่เรื่องศาสนาเปรียบเทียบทีไร
ผมก็จะโดนตั้งคำถามซ้ำๆ ซากๆ เหล่านี้บ่อยๆ ว่าตกลงมึง “นับถือ” ศาสนาพุทธจริงเหรอ
ดังนั้นคำว่านับถือที่ผมเป็นมาตลอดก็แบบนี้แหละมั้งครับ (ไม่ได้แนวอะไรหรอก คุณหลายๆ คนก็เป็น)

ผมคุยกับสมาชิกที่ฟ๐นต์ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนาบ่อยเหมือนกันนะครับ
ก็ได้รับความคิดที่แตกต่างมหาศาล ซึ่งไอ้ความแตกต่าง ความหลากหลายนี่แหละที่น่าสนใจ
มันทำให้มนุษย์ทุกเมล็ด ได้ยืนอยู่บนผิวโลกสนุกขึ้นเป็นกอง แบบที่ I, Robot ทำไม่ได้

เลยคิดถึงประเด็นเรื่องการหยิบยกศาสนา(อะไรสักอย่าง)เป็นประจำชาติแฮะ
ผมก็เหมือนหลายๆ คนที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่เห็นควรจะเป็นประเด็นตรงไหน
ประเทศเรามันเสรีภาพ(แม้จะมีรถถังวิ่งทั่วกรุงนี่แหละ)เกินกว่าจะมากำหนดว่าผิดศีลห้าแล้วผิดกฎหมายนะ

ย้อนกลับไปใน “กระทบไหล่เขา” ของคุณปราบดาอีกครั้ง หลายๆ เรื่องในนั้นกล่าวถึงพระแนวๆ ของญี่ปุ่น
ก่อนหน้านี้ผมก็สงสัยว่าทำไมวงการนักเขียนบ้านเรา อยู่ดีๆ หลายคนก็บอกว่าย้ายสโมสรไปลัทธิเซ็นซะแล้ว
แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ - คงเพราะศาสนากับศรัทธาของคนไทยในชั่วโมงนี้ดูมั่วเกินไปละมั้ง
หันไปทางไหนตอนนี้ไม่ใช่พ้นแต่ต้นตาลนะ .. แต่ดันเจอจตุคามเต็มไปหมด

พระเท่ๆ อย่างท่านพุทธทาส หรือ ว.วชิรเมธี จึงทำให้ผมรู้สึกว่า ศาสนาพุทธนี่ยังเท่อยู่เว้ย
ไม่ได้มีภาพติดตาของการสร้างซุ้มวัดราคาเป็นล้านๆ หรือพุทธพาณิชย์อย่างปัจจุบันไปปนเปื้อนด้วย
แต่เป็นภาพที่ฝรั่งที่เบื่อพระเจ้าแล้ว หันมานับถือ “พุทธภูมิปัญญาตะวันออก” มองไว้นี่เลย

พอหันกลับมาดูบ้านตัวเองที่เป็นแหล่งภูมิปัญญาที่ว่านั่น.. ก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเซ็ง

ป.ล.
ฝากถึงคนที่อ่านบล็อกผมในตอนก่อน
เข้าใจครับว่ารีบ เลยไม่ได้กดเข้าไปดูรูปที่อุตส่าห์สแกนมาแปะไว้
ก็เลยแปลความหมายของเนื้อหาผมผิดหมดเลย
เป็นบทเรียนสำหรับคนเขียนบล็อกนะครับ ว่าเราไปบังคับคนอ่านไม่ได้หรอก
(แต่พออ่านแบบไม่ได้กดเข้าไปดูรูปนี่ ความหมายมันเปลี่ยนจากหน้าตีนเป็นหลังตีนจริงๆ)

ป.อ.
มีโอกาสได้ดูหนังแสงศตวรรษของพี่เจ้ยเหมือนกัน
ยังสงสัยอยู่ว่า คณะกรรมการเซ็นเซ่อนี่เขาทนดูจนถึงฉากกุ๊กกู๋แข็งตัวได้ไง
ในเมื่อหนังมันเรื่อยเปื่อยขนาดนี้ - ผมเคารพศิลปะนะครับ แต่ศิลปะไม่เกรงใจผมเลย

ป.ฮ.
ขอความกรุณา อย่ามากัดกันในคอมเมนต์บล็อกผมอีกเลยนะครับ ไม่ชอบ

Tags: ,
Pages: Prev 1 2 3 4 5 Next