เติมพลังเต็มถังเลยน้อง

ดึกแล้ว
แต่รู้สึกว่าต้องระบายอะไรออกมาหน่อย

เคยรู้สึกทำนองนี้กันไหมครับ ตอนนี้ผมกำลังเป็นอยู่เลย คืออยู่ดีๆ พลังงานชีวิตมันก็มา มาแล้วก็อยากริเริ่มอะไรจริงจังให้สมกับที่ “ว่าจะ” ทำนั่นนี่ตลอดมา แต่ก็ติดข้ออ้างเรื่องเวลามาตลอดเช่นกัน

ตอนนี้เรื่องลดน้ำหนักเราทำได้เป็นที่น่าพอใจ
ก็เป็นประกายไฟแวบแรกให้รู้สึกว่าไอ้ที่เราอ้างอยู่เสมอว่าช่างไม่มีเวลาว่างแบบคุณภาพๆ เอาซะเลยนั้นมันปัญญาอ่อนมาก

โปรเจกต์ล้านแปดในสมอง ถ้าไม่ได้เริ่มลงมือทำ มึงก็แค่ไอ้ขี้โม้

โอเค พรุ่งนี้จะเริ่มละ!!
บริหารเวลาด้วยการใส่อุปสรรคลงไปในเวลาที่ไม่ค่อยจะมีนั่นแหละ ดูซิว่าพอมีเป้าหมายแล้วมันจะช่วยทำให้เวลาฟุ้งๆ ที่ว่า มันตกตะกอนลงได้ไหม

ถึงพวกเขาจะไม่รู้ตัว แต่ก็ขอขอบคุณจักรี ขอบคุณพี่หนุ่ม ขอบคุณแชมป์ เอม หนุงหนิง และอี บ.ก.แบงค์มากๆ เลยครับ

ป.ล. เขียนบล็อกตอนนี้ในมือถือ แอปเวิร์ดเพรสก็เข้าท่านะ

ครัวบ้านน้าเมฆ

วันนี้เราจะพาคุณไปเยี่ยมบ้านเล็กๆ แต่อบอุ่นของครอบครัว “คุณเหนือเมฆ น้ำเงินใจงาม” (หรือน้าเมฆ น้าชายของภรรยาของผู้เขียนเอง) ผู้เป็นเจ้าของบ้านยกพื้นหลังเล็กๆ ติดสวนร่มรื่น ที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานีกันครับ

ครัวบ้านน้าเมฆ

ความอบอุ่นของครอบครัวขยาย ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกครอบครัวสืบทอดกันมาถึงสามรุ่น ถูกถ่ายทอดอย่างละเมียดละไม ผ่านการจัดวางของห้องครัวที่เป็นสเปซเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและห้องนอนได้อย่างเหมาะเจาะ
ด้วยช่องแสงจากหลังคาที่สาดส่องลงมา ทาบทับกับภาชนะเก๋ๆ ชิกๆ จากตลาดปทุมธานี ที่แขวนเป็นระนาบเพื่อประโยชน์ในเชิงฟังก์ชันการใช้สอย ที่สะดวกรวดเร็ว แถมยังเป็นการโชว์มิติและพื้นผิวของวัสดุ จนเกิดเส้นสายของแสงและเงารูปร่างแปลกตา แต่มีจังหวะจะโคนดูเพลิดเพลินและน่าสนใจไม่เบื่อ ขับให้เกิดบรรยากาศแห่งความสุขยามรับประทานอาหารเย็นร่วมกันของสมาชิกทุกคนเป็นอย่างดี

นอกหน้าต่าง

เมื่อมองจากโต๊ะรับประทานอาหาร จะเห็นบรรยากาศของสวนหลังบ้าน ถึงแม้จะเป็นที่ดินและทางเดินเข้าบ้านของคนอื่น ได้อาศัยความได้เปรียบด้านความสูงของตัวบ้านที่สามารถมองเห็นวิวจากมุมสูงลงไปพบความเขียวชอุ่มเบื้องล่าง โดยเฉพาะหน้าฝนอย่างตอนนี้ เราจะได้เห็นหยดน้ำฝนที่เกาะพร่างพราวตรงขอบหน้าต่างบานผลัก ทำให้ฤดูฝนที่เป็นสิ่งน่าเบื่อของคนเมือง กลับกลายเป็นความรื่นรมย์ของครอบครัวค้าขายอย่างบ้านคุณเหนือเมฆได้เป็นอย่างดี

งานนี้ต้องขอยกเครดิตให้สถาปนิกผู้ออกแบบ อันได้แก่ เตี่ย คุณเหนือเมฆ (น้าเมฆ) และเจ็กชุน ที่ช่วยกันออกแบบ หาวัสดุ แผ่นไม้ แผ่นประตูจากเพื่อนบ้านและญาติมิตร และลงมือลงแรงต่อเติมบ้านด้วยตนเองเป็นแบบ DIY แท้ๆ

หมายเหตุ:
ปลายปี 2554 น้ำท่วมปทุมธานีฝั่งตะวันตก บ้านน้าเมฆพังไปครึ่งหลัง จากการอยู่ใต้น้ำสูงถึงสองเมตร และถูกต้นก้ามปูใหญ่หลังบ้านที่ล้มลงมาทับเนื่องจากดินชุ่มน้ำไม่สามารถรับน้ำหนักรากของต้นไม้ใหญ่ไว้ได้ หลังจากฟื้นฟูสภาพบ้านแล้ว ครอบครัวน้ำเงินใจงามจึงได้รีโนเวตบ้านใหม่ให้ด้านหลังมีพื้นที่เลี้ยงนกกรงหัวจุกและชมวิวสีเขียวร่มรื่นด้านหลังบ้าน พร้อมกับการจิบกาแฟและอ่านนิตยสารทีวีพูลได้อย่างสบายอารมณ์

ปรัชญา สิงห์โต : ถ่ายภาพ (Galaxy Note / Camera360 / Fห่าอะไรไม่รู้ / ISO 9002)

เพิ่มเติม: ผู้เขียนเพิ่งไปเปิดเจอสภาพบ้านน้าเมฆตอนน้ำท่วมครับ แนะนำให้คลิกดูแล้วจะร้องเหยดเป้ด :05:

ต่อไปนี่คงเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ

เหรอวะ.. :08:

เมื่อตอนบ่ายโมง ชาวสามย่านส่วนหนึ่งกะว่าจะรีบลงไปกินข้าว แล้วก็จะรีบขึ้นมาทำงานต่อ เลยลงจากตึก ฝ่าแดดข้ามถนนไปถึง KFC เพื่อจะกินด่วนๆ แล้วอยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา

เราเลยได้สิงอยู่ร้านอาหารแดกด่วนกันอย่างเนิบช้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ฝนถึงเริ่มซา แล้วก็กะว่าค่อยๆ ลุยกันเข้ามาทำงานต่อ และก็เจอแม่น้ำขวางไว้ทุกทางที่จะกลับเข้าสู่ออฟฟิศได้ มองซ้ายมองขวา พนักงานทุกๆ ออฟฟิศไม่ว่าจะนุ่งอะไร ใส่รองเท้าอะไร ถุงน่องลายตาข่ายหรือสีดำสุดเอ็กซ์ ต่างก็เดินลุยน้ำเน่ากันทั้งนั้น เพื่อกลับเข้าสู่ฟันเฟืองอุตสาหกรรม

เราก็เลยลุยบ้าง

C360_2012-09-25-14-42-07

C360_2012-09-25-14-45-42

01
ภาพสุดท้ายนี่อาจดูไม่สุภาพและทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กร (นึกภาพว่าวันนึงไปเข้าตลาดหุ้นแล้วผู้ถือหุ้นมารู้ว่าเราล้างตีนในอ่างล้างมือจะทำยังไง) แต่ทำไงได้ ห้องน้ำออฟฟิศไม่มีที่ฉีดตูด เดินมาขอขันตักน้ำจากป้าแม่บ้านเพื่อจะต่อก๊อกตักราดขาไรงี้ ..ซึ่งคุณป้าก็ยิ้มและบอกว่าเอาแบบนี้เลยละกันลูก เดี๋ยวป้าล้างให้เอง ..ป้าแมนมากครับ ขอกราบ

[แก้ไข] โดนเบื้องบนเซ็นเซอร์ครับ.. ตั้งแต่เขียนบล็อกมาสิบกว่าปี เพิ่งเคยโดนนี่แหละ

ป.ล.
ดีที่ผมใส่รองเท้าหมีมา เลยรอด (คู่เดียวกะที่ลุยน้ำท่วมขี่จักรยานรายงานข่าวเมื่อปีก่อน) เลยสบายตีนกว่าใคร

วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนขี้เกียจลดน้ำหนัก

เอาอีกที จะเขียนเรื่องยาวๆ ให้สั้นที่สุด ดูซิจะรอดไหม

ผมเคยหนักสูงสุดทะลุ 81 ก.ก.ไปเมื่อประมาณเดือนสองเดือนก่อน รู้สึกว่าชีวิตกูถึงคราวพินาศแล้ว เพราะปล่อยให้เพดานที่ตัวเองยอมรับได้มันขยับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว แถมนอนดึก กินแหลก แดกน้ำอัดลม (เคยงดไปครึ่งปี ก็พบว่าตัวเองทำได้ และไม่หันมาเสพติดอีก) และไม่ได้ออกกำลังกายเลย

เห็นพุงและนมตัวเองแล้วอนาถที่สุดครับ เลยคิดจะลดน้ำหนักเป็นครั้งแรกในชีวิต (ลดน้ำหนักกับลดความอ้วนมันคนละเรื่องกันนะ แยกให้ออก) แต่ด้วยความที่ตัวเองแม่งขี้เกียจก็ขี้เกียจ วินัยก็ไม่มี (ถึงจะเป็นชื่อพ่อก็เหอะ)

จาก 80-81 ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดให้ได้ 75

แล้วก็ไปเจอรายการ Good Shape Save Cost ของคุณจอห์น วิญญู เลยเปิดดูสามสี่ตอนแรก จับเคล็ดวิชาและรู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรบ้าง (ดีนะครับ ดูเหอะ ไม่ต้องอายเพื่อนหรอก คนอื่นก็ดูกันเยอะแยะ) ก็เลยเออ เอาวะ ลองเอามาปรับใช้กับตัวเองดูมั่งดีกว่า .. แต่ติดปัญหาตรงที่ว่า เราไม่ได้อยากลดแบบหักโหม เพราะเราขี้เกียจมาก แถมเมียเราก็ชวนกินนั่นนี่ตลอดเวลา และประเด็นสำคัญคือ เราไม่เคยคิดจะตั้งใจลดน้ำหนักสักทีเพราะอายที่จะบอกใครว่ากูลดอยู่

แต่สิ่งที่เป็นจุดแข็งของผมก็คือ ผมชอบตั้งกติกาให้ตัวเอง และมีความสามารถในการทำตามกติกาอย่างสม่ำเสมอ ก็เลยตั้งใจจะลดน้ำหนัก “แบบสบายๆ” (เน้นมากๆ ว่าต้องสบาย) ดังนี้

  1. ข้าพเจ้าจะควบคุมการกินไม่ให้เกิน 2000 Cal (กิโลแคลอรี่) ต่อวัน
    วันไหนเกินก็ให้มีสติ รู้ตัวเองว่า “มึงเกินละนะ ความฉิบหายมาเยือนละนะ”
    แต่ก็ไม่ได้อดอาหารให้ตัวเองเดือดร้อน (อันนี้สำคัญ ต่างจากไอ้ที่อ่านๆ มา)
    และไม่ทำให้คนรอบข้างที่ชวนไปกินข้าวเที่ยงเกิดความหมั่นไส้รำคาญในความเยอะ (นี่ก็สำคัญ)
    คือเพื่อนชวนกินเนื้อ กินหนม กินติมอะไรก็ไปนะ แต่ไปแล้วบาป เท่านั้นแหละ สำนึกไว้เท่านั้นเอง
  2. ข้าพเจ้าจะตื่นมาขี้ตอนเช้า แล้วชั่งน้ำหนัก และลงบันทึกในตารางไว้ทุกวัน
    (ใครไม่มีเครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิทัล ไปซื้อมาครับ มันจำเป็นมากสำหรับการนี้ อย่าเชื่อเข็ม) 
  3. แน่นอน มีลงบันทึกการกินด้วย ข้าพเจ้าแม่งกูเกิลหาข้อมูลแคลอรี่และอ่านฉลากขนมตลอดๆ
    จนตอนนี้เริ่มท่องได้ละ กูเริ่มเป็นชาวไซย่าใส่สเคาเตอร์ มองเห็นค่าพลังงานของสิ่งต่างๆ ละ
  4. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามกติกาเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

เป้าหมายคือลดให้ได้เหลือ 75 ก.ก. ซึ่งตอนนี้พอเริ่มรู้จักค่าแคลอรี่ และตระหนักถึงการมีอยู่ของมัน นิสัยที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักก็เริ่มมาเอง

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหักโหมอะไร ใช้ชีวิตปกติมาก ไม่เชื่อดูรายการอาหารที่กินในแต่ละวันได้ แค่ดูตัวเลขข้างห่อขนมแล้วไม่กล้ากินเท่านั้นแหละ แต่ไอ้เนื้อย่างเอย หมูสะเต๊ะอะไรเอย ก็กิน แต่กินแบบสำนึกบาป

ซึ่งการสำนึกบาปนี้ได้ผลมาก!

.

บันทึกบัญชีบุญบาปอย่างเคร่งครัด

ก่อนเริ่มลดกะระหว่างลดนี่ ผมก็เคร่งครัดอยู่แค่อย่างเดียวนี่แหละครับ แต่มันทำให้พฤติกรรมอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว เริ่มได้รับอิทธิพลไปเอง

ผมทำตารางไว้ใน Google Spreadsheets อยากได้ก็ดาวน์โหลดไปใช้ได้นะครับ ไม่หวง (ทางที่ดีกด “ทำสำเนา” แล้วแยกไปใส่ข้อมูลของตัวเองจะดีกว่า ทำออนไลน์มันใช้ง่ายดี)
แล้วในแท็บที่ 2 กับ 3 ผมทำเป็นกราฟไว้ประจานตัวเอง ก็แชร์ไว้ในบอร์ดฟอนต์เหมือนกัน (มีไอ้ที่คุยกันเรื่องลดความอ้วน เอาผลมารายงานแข่งกันด้วย หนุกดี.. ตรงไหนวะ)


กราฟบันทึกน้ำหนัก (ภาพนี้มันอัปเดตทุกครั้งที่ใส่ข้อมูลเพิ่มล่ะ เกร๋ไหมๆ)


กราฟปริมาณพลังงานที่ยัดลงร่างกายในแต่ละวัน
ดูจากกราฟจะเห็นว่ามีเกิน 2000 KCal อยู่เยอะเลย ซึ่งก็อย่าซีเรียสมากนะเดี๋ยวหลุดคอนเซปต์

ย้ำอีกทีนะ ดาวน์โหลดไปแก้ไขเป็นของตัวเองได้เลย ได้ผลไงมาเล่าให้อ่านมั่ง

น้ำหนักผมค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ แบบที่ตัวเองพอใจมากๆ (ลดลงมาในแวบเรกเลยทันที 2-3 โล และตอนนี้แกว่งๆ อยู่ในช่วง 76 เศษๆ) ซึ่งบางวันก็ขึ้นนะ แต่ไม่ได้ซีเรียส เพราะเกิดจากการกินเยอะเมื่อวาน หรือไม่ก็เมื่อเช้าขี้ไม่ออก เพราะไม่ได้คุมประเภทของอาหารที่กินไปด้วยในวันก่อน ดังนั้นถ้าคุณเป็นพวกขี้เกียจและตามใจปากเหมือนกัน เกิดอยากลดน้ำหนักขึ้นมา ลองทำดูก็ได้นะครับ

แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง กินอะไรก็ลงบันทึกไป อย่าโกหก ..นี่เป็นกฎขั้นเด็ดขาด

.

โบนัส

  • ถ้าคุณดันมีโอกาสออกกำลังกายด้วยแล้ว จะยิ่งโคตรลดครับ สาบานได้
  • ถ้าคุณดันกินอาหารที่ได้ปริมาณ อิ่มท้อง แถมมีไอ้ค่าแคลอรี่อะไรนี่น้อยกว่าชาวบ้านอีก (เช่นพวกแอปเปิลหรืออะไรงี้เยอะแยะ ไปกูเกิลเอาเอง ค้นชื่ออาหาร + แคลอรี่ก็เจอละ ขยันหน่อย) ยิ่งถือว่าประโยชน์ในการลดน้ำหนักโคตรๆ โดยเฉพาะช่วงท้องว่าง ชอบกินจุกจิก ก็กินไอ้แบบที่ว่านี่แทนขนมกรุบกรอบ ช่วยประทังได้ครับ
  • ถ้าคุณกินเช้าเยอะๆ กินเที่ยงธรรมดาๆ และกินเย็นน้อยๆ (แดกไปเหอะแอปเปิลน่ะ) รับรองพรุ่งนี้ ขี้ออกมาสวยงาม และน้ำหนักลดฮวบๆ

ขอให้สมหวังครับ มีอะไรมาถามตอบและแบ่งปันกันได้ แต่อย่าเสือกมาโพสต์โฆษณายาลดความอ้วน กูจะแช่งบรรพบุรุษให้

ไอเดียแก้ปัญหาการทำผิดกฎจราจรและการทุจริตของเจ้าหน้าที่

death-app

วันนี้คิดเรื่องนี้ไว้ แล้วมันวนเวียนในหัวรุนแรงมากขึ้นทุกที รู้สึกเลยว่าถ้าไม่ระบายออกมาในบล็อกคงอกแตกตาย พอกลับมาถึงบ้านเลยเปิดคอมเขียนเลย ไม่สนใจลูกเต้าที่กำลังแหกปากร้องละครับ

คือผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “พลังกลุ่มไร้สังกัด” (แปลจาก Here Comes Everybody) ฝีมือแปลและเสริมวงเล็บของพี่ยุ้ย @Fringer ที่เคารพ ถึงมันจะเป็นหนังสือที่ขายมาสองปีแล้ว แต่เนื้อหาข้างในที่พูดเรื่องระบบความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์โดยการมาถึงของเครือข่ายสังคม และพฤติกรรมการรวมกลุ่มทำอะไรสักอย่างของคน โดยไม่ต้องไปเจอระบบระเบียบความยุ่งเหยิงขององค์กร แต่กลับง่ายแบบที่คนที่เกิดไม่ทันยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่มีทางเก็ต อย่างเช่น

  • การที่อยู่ดีๆ ก็มีคนไปสร้างอีเวนต์อะไรในเฟซบุ๊ก แป๊บเดียวก็รวมตัวกันได้มหาศาลแล้วโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทออแกไนเซอร์เลย แค่คอมหรือมือถือต่อเน็ตได้ก็จบแล้ว
  • การประกาศล่าตัวคนร้าย ที่หนังสือเล่มดังกล่าวหยิบยกกรณีศึกษาของฝรั่งในปี 2006 ขึ้นมา ดังนี้: เจ๊คนนึงมือถือหาย / ซื้อเครื่องใหม่มาล็อกอิน ก็เจอในระบบ ว่านางโจรกำลังเล่นมือถือตัวเอง / แต่ติดต่อโจรไปทางอีเมลแล้วแม่งไม่คืน แถมท้าทายด้วย / โมโห เลยทำเว็บประกาศหา / แชร์ต่อเพื่อนๆ / แชร์ต่อกันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีคนเป็นล้านๆ ติดตามจนเป็นปรากฏการณ์ / มีออกสื่อสารพัด ใครถนัดด้านไหนก็ช่วยกัน ทนายมาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นักสืบไล่ตามหาบ้านให้ มีคนไปขุด MySpace ของอีนังนั่นจนเจอแล้วเอามาแชร์ ฯลฯ / ถ้าเป็นแบบไทยๆ ก็อาจจะเรียกว่าล่าแม่มดก็ว่าได้ / ตำรวจเลยต้องลงมาเล่นคดีนี้ / จับได้ ประจานแม่มดกันสมใจ / ปิดคดี
  • รวมถึงเรื่องราวอื่นๆ ในหนังสือ ทั้งแบบเล่นๆ ง่ายๆ เช่นการแท็กภาพใน FLickr (แต่เบื้องหลังของมันไม่ใช่เล่นๆ เลยนะครับ) ที่ทำให้ยุคนี้การหาภาพจากงานอะไรสักอย่างแม่งโคตรง่ายเลย เช่นโอลิมปิกก็ได้เอ้า มีตากล้องทั้งมือสมัครเล่นยันมืออาชีพไม่รู้เท่าไหร่ที่แชร์มาให้ดูโดยที่เมื่อก่อนกว่าจะได้ภาพเจ๋งๆ มาสักทีนี่หากันแทบตาย
  • หรือจริงจังอย่างที่พวกนักบริหารสนใจ เช่นกล่าวถึงปัญหาของระบบที่เกิดจากการบริหารองค์กรหรือโปรเจกต์ใดๆ “จากบนลงล่าง” นั้น ดันแก้ปัญหาหลายๆ อย่างไม่ได้ (เป็นปัญหาอมตะในรอบร้อยปีที่ผ่านมา) สำเร็จลุล่วงด้วยพลังมวลชน และเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกต่อมวลชนนั้น โดยที่ค้าใช้จ่ายลดลงอย่างน่าตกใจ จนแทบจะเรียกว่าฟรี!

จนพอขี่แว้นกลับบ้าน ก็เลยนึกว่าเออ ถ้าจะเอาไอ้พวกนี้มาประยุกต์ใช้กับการจราจรบ้านเราได้ก็คงดี..

อ้อ ออกตัวไว้ก่อนเพราะเดี๋ยวคนต่างจังหวัดจะน้อยใจเอา ว่าผมขอจำกัดคำว่า “บ้านเรา” ลงไปแคบๆ เหลือแค่พื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนนะครับ เพราะชั่วแวบนี้มันคิดได้เท่านี้ ต่อไปมันอาจจะงอกเงยเป็นอย่างอื่นก็ได้

ปัญหา

  • มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือเรื่อง “การกระทำผิด” และ “การทุจริต”
  • ประสบด้วยตัวเองหลายครั้งจนมั่นใจที่จะปรักปรำได้ว่า “ด่านตำรวจในกรุงเทพฯ นั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถติด” คือเจอหลายครั้งเลย รถติดไม่รู้สาเหตุ พอกระดึ๊บๆ ไปปั๊บก็เจอ อ้าว ด่านสิ้นเดือนนี่เอง ..พอพ้นด่านไปปั๊บแม่งโล่ง (เห็นตอนนี้มีข่าวว่าเขาสั่งยกเลิกด่านในกรุงเทพฯ แล้ว ดีใจ)
  • หลายครั้งพบว่าผู้รักษากฎหมายนั้นลงโทษคนทำ “พลาด” ไม่ใช่คนทำ “ผิด” ดังจะเห็นได้จากหลายๆ กรณี
  • เช่นเด็กแว้น พวกขับเหี้ย พวกฝ่าไฟแดง พวกแต่งรถไฟแยงตา แม่งไม่ผิด แต่ขาจรเลี้ยวผิดเลนเพราะไม่รู้อะไรแบบนี้ล่ะ หวานจ่าเลย
  • นิสัยมักง่ายแบบ “ไทยๆ” เช่น นึกจะจอดก็จอดข้างทาง (เย็นนี้เพิ่งเห็นอีกคัน รถแม่งติดยาวทั้งลาดปลาเค้าเลย พี่แกจอดกระพริบไฟซื้อก๋วยเตี๋ยว) หรือพฤติกรรมอื่นๆ ที่เกิดจากความมักง่ายนั้น
  • จากกรณีข้างบนทำให้มีความมักง่ายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่นจอดกินก๋วยเตี๋ยวริมเกษตรนวมินทร์เนี่ย เลนหายไปเลนนึงเลย แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเพราะมันเยอะเกินรึเปล่า? แล้วกรณีใกล้เคียงแบบนี้ก็อีกเพียบ
  • ในแง่การทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ: ตำรวจจราจรเลวๆ บางนาย รู้สูตรการตั้งด่านที่จะไถเงิน แบบ รอตรงนี้ แยกนี้ยาก เลี้ยวผิดกันบ่อย เดี๋ยวเหยื่อมาแน่ อะไรแบบนี้
  • ผู้ขับขี่ที่มักง่าย ก็ยัดเงินตำรวจซะเลย วินวินกันทั้งคู่
  • การไปจ่ายค่าปรับที่โรงพักแม่งยุ่งยากมาก เลยส่งเสริมให้ระบบนี้มันอยู่ยงคงกระพันเข้าไปอีก
  • การใช้จ่าเฉย มันพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล หรือการใช้ระบบกล้องจับภาพรถฝ่าไฟแดง ก็อาจจะได้ผล นะ ตำรวจสบายขึ้น แต่ก็ลงทุนค่าเทคโนโลยีไปไม่น้อย
  • ฯลฯ (ตอนนี้นึกออกเท่านี้)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาที่ว่ามาด้านบนเนี่ยแม่งยืดเยื้อรุนแรงและไม่รู้จะแก้ยังไง ประเด็นหนึ่งก็คือการให้อำนาจแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งมีไม่เยอะ แถมที่มีก็มีทั้งดีและเลว ถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้าเลวก็เข้าใจว่าระบบเศรษฐศาสตร์มันเอื้อต่อพฤติกรรมทุจริต วิธีแก้ไขคือต้องหาวิธีลดเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการกระทำผิด หรือทุจริตนั้น (ไอ้การทุ่มงบเพื่อรณรงค์ต่างๆ หรือขอความร่วมมือที่ทำกันมาตลอดหลายสิบปี มันก็เห็นๆ กันอยู่ว่าไม่ได้ส่งผลอะไรมาก ในเมื่อวินัยจราจรของพวกเรามันเฮงซวยขนาดนี้) ซึ่งพอเห็นการกระทำผิดทีนึง อีคนอยากด่าก็มีไม่น้อย แต่ด่าแล้วไม่รู้จะทำไงต่อดี… Continue reading ไอเดียแก้ปัญหาการทำผิดกฎจราจรและการทุจริตของเจ้าหน้าที่